เช้าวันนั้นเป็นวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันที่ช่างปักต่างๆได้นำเสื้อผ้าที่ตัวเองได้ปักเสร็จแล้วมาส่ง
แล้วนำตัวใหม่ที่ยังไม่ได้ปักกลับไปทำ
ป้าดัดผู้ซึ่งปกติจะส่งงานและมารับงานใหม่ทุกอาทิตย์เป็นกิจวัตร วันนี้ได้นำเสื้อมาส่ง 2 ตัว
ได้แก่ เสื้อครามปักดอกไม้สวยงามและเสื้อสูทครามปักลายหลากหลายซึ่งเป็น
ตัวที่ต้องปักแก้เพิ่มจากคราวก่อนให้รายละเอียดชัดขึ้น


มาถึงก็มาคุยกับพี่พรรณ ช่างปักอีกคนหนึ่งที่สนิทกัน ด้วยคำแนะนำของพี่พรรณ ได้แนะนำให้ป้าดัดไปรีดผ้าก่อนที่จะส่งงานเพราะผ้าจะเรียบและดูเป็นระเบียบ
แล้วงานทั้ง 2 ชิ้นนั้นก็ถูกส่งพร้อมหยิบเสื้อตัวใหม่ทรงเดิมแบบเดียวกับที่ปักดอกไม้กลับไปปัก
ครั้งนี้เสื้อตัวใหม่พี่เหมี่ยวให้โจทย์ว่า อยากได้ดอกไม้สีสันๆหน่อยและปักสลับระหว่างดอกใหญ่กับดอกเล็กๆ
ครั้งนี้ป้าดัดบอกไม่ได้พาไปนาคือเก่า แต่บอกว่าวันนี้จะไปปักที่บ้านแทน เพราะตอนเย็นลูกสาวที่ทำงานอยู่ในเมืองจะกลับมาบ้าน
พอขับถึงบ้าน.. ป้าดัดก็เปิดหน้าต่างและประตูให้โล่งๆทั้งด้านหน้าและด้านหลังของบ้าน พอให้ลมพัดผ่าน พร้อมกับนั่งลงบนพื้นที่มีเบาะรองซัพพอร์ตพื้นและหลังของแก จากเดิมที่ปกติแกจะชอบนั่งปักผ้าบนเปลจนเป็นนิสัยอยู่ที่เถียงนา ส่วนผมพอเข้าบ้านไปก็นั่งลงบนพื้น พิงกับเก้าอี้โซฟาด้านหลัง ให้สบายแล้วเริ่มชวนป้าคุย
“ตามสบายเลย ฝุ่นเยอะหน่อยนะป้าไม่ค่อยได้อยู่” ป้าดัดพูดออกมาระหว่างผมกำลังนั่ง
แล้วแกก็หยิบขนมข้าวแต๋นและน้ำเปล่าจากตู้เย็นมาวางไว้ให้ผม พร้อมก็ลงมือปักผ้าร่างเสื้อใหม่ที่เพิ่งได้มา
“อยู่นาก็ฮ้อนมื้อเดียว มันไม่ได้ฮ้อนแบบที่ไปมื้อนั้น ทีแรกจะพาเจ้าไปแต่มันฮ้อน มันมีช่วงมะวานที่เย็น” ป้าบอกช่วงๆนี้ที่นาอากาศร้อน ไม่เหมือนที่ผมไปครั้งก่อน ครั้งนั้นลมพัดเย็นสบาย
“มันไม่เมื่อยเหรอป้า ทำไมไม่หาผูกเปลไว้หน้าบ้าน”
“ก็เมื่อยอยู่ บ่มีเปลก็เอนเบาะเอา ส่วนมากก็ไม่ได้อยู่บ้าน วันนี้วันศุกร์ลูกสาวเพิ่นจะมา”
“ตัวนี้สวยมันดูทางการดี ผู้หญิงใส่สวย” ผมพูดกับป้าถึงเสื้อตัวนี้
“สีขาวขาดบ่ได้เลย สีขาว สีแดง สีชมพู โทนสีนี่ เอาแค่สีพวกนี้” ป้าดัดหยิบด้ายสีมาเลือกว่าจะใช้สีอะไรบ้างบนตัวนี้

“ผมดูสีไม่ค่อยเป็นเหมือนกัน ต้องปักแล้วถึงมองออก” ผมพูดระหว่างป้าเลือกสี
ป้าดัดยิ้มและหัวเราะพร้อมพูดว่า “อืม”
“เวลาป้าทำงานป้าจะเขียนตำแหน่งของดอกไว้ก่อนไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นเดียว มันจับวาง แล้วแต่สิใส่ เวลาป้าเขียนไว้ บางช่วงต้องหนา ดอกจะไล่มาแบบนี้ ดอกสิอยู่นี่ ทำใจตรงกลางก่อนแล้วค่อยทั่วตัว เวลาป้าทำงาน”


ป้าดัดใช้สีไม้ในการเขียนพ้อยตำแหน่งไว้ และไล่ชี้นิ้วให้ผมดูถึงการวางลายละเอียดก่อนปักผ้าตัวนี้ ว่าจะปักยังไง
“แล้วตัวนี้คิดว่าจะใส่เมฆ ใส่อะไรเพิ่มไปอีกไหมครับ นอกจากดอกไม้”
“ใส่ลายเสริม ใส่ดอก อ้ายเหมี่ยวว่า ใส่สีสันได้เลย ไม่ต้องขาวเบิ่ด”
“แต่ป้าไม่ค่อยคิดเยอะเนอะ ปักได้เลยที่เห็น” ผมพูดเพราะเห็นป้าพิจารณาลายแปปเดียวก็หยิบเข็มขึ้นมาปักเลย
“ลายมันง่ายน่ะ ถ้าสูทนี่ โอ้ย เป็นงานคล้ายๆงานแก้ตัวนั้น มันปวดสมอง” ป้าพูดขึ้นมาเพราะรู้สึกเจองานยากๆแล้วต้องปวดหัวในการคิดเยอะ
“ถ้าไม่มีนัดว่าจะไปหาเห็ดนะมื้อนี้” ป้าดัดหัวเราะขำ
“พาผมไปหาได้นะ จะได้อยู่ในบทความเขียนด้วย ไม่จำเป็นว่าต้องปักผ้าอย่างเดียวครับป้า ติดตามไปหาเห็ดหาอะไร เหมือนติดตามชีวิตประจำวันป้าเลย ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องผ้าอย่างเดียว ป้าจะพาผมไปไหน ไปทำอะไร ได้เลยครับ”
ผมพูดอธิบายเผื่อครั้งหน้าป้าจะพาผมไปทำอะไรแปลกๆใหม่ๆบ้าง หวังผลสุดๆ
“แต่แฟนเฮาก็ไม่อยากให้เฮาไปเท่าไหร่ เฮาไม่แข็งแรง” ป้าตอบกลับมา
“แล้วไปหาเห็ดนี่ไปกับใครครับ ไปกับหมู่ไหม”
“ไปกับแฟนนี่ล่ะ แฟนใหม่ เขาไปอยู่ มื้อนี้นั้น ที่หนองตาหมอก เข้าเดียวกับโสอยู่ โสว่าได้หลายเติ้บแล้ว ว่าซั่น”
“วันก่อนผมไปเข้าป่ากับภูคราม สนุกมากเลยครับ ป่าที่นี้อุดมสมบูรณ์”
“ป้าไปบ่ได้ ย่างก็ไม่ได้ เจ็บขา ความหมาย ก็เลยไม่อยากไป พี่เหมี่ยวรู้อยู่ ถ้ามีกิจกรรมเข้าป่า พูดกับแกอยู่ แกก็เข้าใจ แกก็เว้าอยู่ถ้ามีกิจกรรมอยู่บ้านป้าดัดไม่ขาด ไปบ่ได้ เจ็บมามันยาก ไปสิกลัว”ป้าพูดเสริม
“อย่างไป คนปกติน่าจะไปได้ แต่ป้าไม่น่าได้ มันมีขึ้น มีลง มีหิน อะไรแบบนี้ครับ ป่านี้ไม่เหมือนป่าที่ผมเคยเดินเลย ธรรมชาติมันดูสมบูรณ์มากๆ มันมีไม้พุ่ม มันมีไม้โต พี่เหมี่ยวกับช่างแต่ละคนก็อธิบายบอกต้นนี้ตัวอะไร ต้นประดู่นะ ไม้แดง ติ้วแดงเป็นแบบนี้ อันนี้เต็ง อันนี้รัง ต้องแยกให้ออกนะ” ผมพูด
“ป้าไม่ค่อยถนัด สิทำดอกเล็กไม่ค่อยเป็น” ป้าดัดพูดระหว่างปักเพราะตัวที่กำลังปักนี้ ต้องใช้ดอกเล็กๆด้วย
“น้ายืนนี่ปักดอก ปักอะไรเล็กๆเก่งมากเลย” ผมพูดเสริม
“น้ายืนนี่ป้าเป็นคนชวนเขาเข้ามาภูคราม เราไปวัดด้วยกัน ไปเฮ็ดงานกับข่อย ป้าบอกเขา จ๋อมก็ด้วย หลายคนเฮ็ดนำป้า แรกๆบ้านยางโล้นทั้งหมู่บ้านมี 2 คนป้ากับพี่ผอนตอนนู้น จ๋อมนี้ลูกของพี่ชายหลานป้าแท้ๆเลย จ๋อมนี่เขาปักที่อื่นมาก่อน แต่ก่อนภูครามไม่รับคนปักผ้ามาก่อนแล้ว หลายๆคนก็มาลองเบิ่ง แล้วก็หย่าๆไป ที่บ้านยางโล้น ป้านับๆดูก็ 11 คน ที่เข้าแล้วออก ตอนนี้เหลือ 8 คนที่ปักอยู่ เหลือแต่คนที่ชอบปักผ้าจริงๆที่อยู่ได้”
“วัดที่ป้าบอกชอบเข้า ใช่วัดใกล้ๆบ้านนี้ไหมครับ”
“ไม่ๆ ข้างบน วัดป่าภูพอก ตั้งแต่แฟนเก่าเสียก็ไปแต่วัดนี่แหละ อยู่คนเดียวสิบ้าน ตอนแฟนเสีย ลูกสาวก็ไปเรียน”
“แล้วทำไมถึงไม่เข้าวัดใกล้บ้านครับ”
“คือแฟนกระดูกเพิ่นก็เอาไว้พุ่น แกชอบไปปฏิบัติธรรมอยู่วัด ทุกวันศีลเราจะขึ้นพุ่นแหละ กระดูกพ่อ กระดูกแม่ก็เอาไว้พุ่นเหมิด เฮาก็ไปแบบนั้นแหละ ไปนำเขาคือนะ แต่ตอนนี้บ่ค่อยได้ไปแล้ว ส่วนใหญ่อยู่แต่นา ตอนแฟนเสียใหม่ๆ บ่ได้ออกจากวัดจักเทื่อ ก็อยู่ผู้เดียวคือเนอะ”
ป้าดัดเล่าต่อ ตอนช่วงเวลานั้น ที่จะไปทำงานภูครามแรกๆ ก็ร้องไห้ไปหางาน “พี่เหมี่ยวบ่ได้รับใครเด้ช่วงเวลานั้น แรกๆไม่ได้ประกาศรับคน ป้าบิสงสาร เลยให้พี่เหมี่ยวรับป้าเข้าทำงานด้วย ไปก็ไห้ไป มันแค่เดือนครึ่ง ใจยังบ่อยู่ซั่น ถ้าเฮาบ่ไปก็ไม่มีรายได้เข้าเฮือนคือนะ อย่างเล็กอย่างน้อยได้แค่ค่าน้ำค่าไฟก็ยังดี เฮาก็คิดว่าดีกว่าอยู่ซื่อๆจักคึด นอนไห้อยู่ผู้เดียวคือนะ”
“แสดงว่าช่วงนั้นช่างเยอะหรอครับ”
“ช่วงนั้นช่างเยอะ คือบ่ได้มาเฮ็ดงานประจำดอก มาลองเฮ็ดดูซื่อๆ เขาก็มาลองทำว่าทำได้อยู่บ่ แต่ว่ามันก็อยู่แต่คนชอบจริงๆ ที่อยู่กับภูครามได้”
“ขึ้นอยู่คือนะ เพิ่นบอกให้เอาสีสัน” ป้าดัดถามถึงสีที่แกกำลังปักอยู่ว่าพอได้ไหม
“สวยนะครับ มันหลากหลายดี”
“บ้านนี้สร้างกี่ปีแล้วครับ”
“สร้างไว้กับสามีเก่า 20 กว่าปีแล้ว แต่ก่อนอยู่เฮือนพ่อเฮือนแม่พุ่น อันนี้บ้านกับสามีเพิ่นสร้างขึ้น บ้านเก่าคืออยู่ตรงข้ามที่คนหลายๆถนนใหญ่ที่ผ่านมา ลูกสาวขึ้น ม.5 ถึงมาอยู่บ้านหลังนี้”

“แล้วหลังตรงนั้นยังเป็นที่เราอยู่ไหมครับ”
“หลังจากเพิ่นเรียนจบก็ขาย ลูกสาวบอกบ่ไปอยู่ มันวุ่นวาย มีเสียงรถ ไม่ใช่ว่าคืออิหยัง ป้าก็บ่ได้มาอยู่นี่ อยู่แต่นา”
“แต่ก่อนแสดงว่าตรงนี้มีที่ดินอยู่แล้วเหรอครับ”
“เออ คือที่ดินนี้คือพ่อแบ่งให้ แม่นเหมิด ของโสของจ๋อม ก็แบ่งออกจากเดียวเหมิด เฮือนหลังนี้ก็ลูกพี่ชาย”
ป้าดัดอธิบายว่าที่ดินแถวๆนี้เป็นของพ่อหมดแต่ก่อน แต่แบ่งให้ญาติๆและลูกๆ ไปอยู่
“อ้าวป้ามีพี่น้องด้วยเหรอครับ”
“มีดิ ป้าเป็นฝาแฝดดิเนี้ย แฝดป้าอยู่ในเมืองสกลนคร แต่งงานที่นู้น ผู้หญิงคือกัน แล้วก็เหมือนกันด้วย”
“นี้ที่ปักผ้าอยู่ใช่ป้าดัดไหมเนี้ย หรือว่า ฮาฮา” ผมแซวป้าเล่นว่านี้ใช่ป้าหรือเปล่าหรือเป็นแฝด
“แม่นๆ แม่นอีหลีติ บ้านเทื่อเฮาเข้าไปเมือง เขาจะทักผิดเลย เขาจะคิดว่าเป็นคู่แฝด เฮาก็เนียนไปเลย แบบว่าเฮาต้องทักผิดแน่ๆความหมาย”
“แล้วเขาเป็นพี่หรือว่าเป็นน้องครับ”
“เขาเป็นพี่ ป้าออกก่อน”
“อ้าว ป้าออกก่อนก็ต้องเป็นพี่สิ” ผมทักขึ้นด้วยความตกใจ
“ฝาแฝดก็คือคนออกก่อนเป็นน้อง” ป้าดัดหัวเราะ
“บ้านผม หมายถึงว่าในเมืองหรืออะไรอย่างเงี้ย ถ้าคนออกก่อนต้องเป็นพี่นะ เพราะเห็นโลกก่อน ทางนี้ออกก่อนเป็นน้องเหรอเนี้ย” ผมอธิบายเพราะแปลกใจ
“พี่ถีบน้องออก คือนั้นว่า แต่ว่าป้าออกก่อนเป็นน้อง” ป้าดัดตอบ
“เขาชื่ออะไรครับ”
“ป้าเดื่อง ส่วนนี่ ป้าดัด”
“เดื่องกับดัดแปลว่าอะไรครับ”
“ไม่ฮู้ ผู้ใหญ่ตั้งให้ เดื่องคือมันบ่เกิ่ง เขาว่า ข่อยคือคึดคือนั้นเด้ มันเดื่องคือมันไม่เท่ากัน ส่วนดัดก็ทำให้มันตรง เออ”
ป้าดัดก็อธิบายไปขำไปพร้อมเปิดรูปป้าเดื่องแฝดคนพี่ของตัวเองจากมือถือให้ดู
“เขาสิดูดีกว่าป้า เพิ่นสิเฮ็ดผมแดง ป้าสิคนแบบนี่ เขาเป็นคนเมือง”
ผมฟังๆป้าดัดไปก็เริ่มจะเข้าใจในสิ่งที่แกพูด เพราะผมมักจะถามแกตลอด ว่าคำนี้แปลว่าอะไร พอฟังแกเล่าอะไรแล้วจับใจความได้มากขึ้น ก็รู้สึกดีกับตัวเอง เพราะคุยสนุกกับการพูดคุยมากขึ้น
…
อยู่ๆลุงเทิงก็โทรมาหาป้าดัด บอกว่าได้เห็ดมาหลายอยู่ ป้าดัดเลยบอกว่างั้นเอาเข้ามาที่บ้านนี้เลย จะแบ่งไปฝากพี่พรรณและคนที่อยู่ภูคราม เลยให้ผมโทรหาคนที่อยู่ภูครามว่าจะเอาเยอะไหม
หลังป้าวางสายเสร็จจากพี่พรรณเสร็จ ผมก็ได้ยินคำว่า “กระหยัง” เลยถามป้าไปว่ามันแปลว่าอะไร
“กระหยัง คล้ายๆกระบุงและตะกร้า เป็นไม้สานๆใช้สะพายเวลาไปหาเห็ด หาของป่า นั้นละ”
“เขามาทุกสัปดาห์ไหมครับลูกสาว”
“แม่นค่ะ แต่ถ้าเค้ามีเวรก็มาบ้านก่อนแล้วก็กลับเมือง ไม่ได้นอนนี่ เพิ่นอยู่ภูพาน โรงพยาบาลพระอาจารย์แบน”
ผมคุยกันป้าต่อเรื่องหนุงหนิงลูกสาวที่ป้าเคยเล่าคราวที่แล้ว
“วันก่อนผมได้คุยกับพี่พรรณ เพิ่งรู้ว่าแกมีลูกสาวชื่อ เอื้อย รุ่นราวคราวเดียวกันกับลูกป้า”
“หนุงหนิงมันสิใหญ่กว่าเอื้อยเพิ่นปีสองปีนู่นแหละ หนุงหนิง 28 จะ 29 ก็ส่งลูกเรียนคือกันแน่ ตายแหล่ไม่ตายแหล่ตอนนั้น ที่แรกมีคนแนะนำให้ลูกหย่าเรียน คึดไปคึดมาก็ไม่ได้ทำเพราะมันคืออนาคตเขา ให้ลูกหย่าเรียนก็ช่วยเฮาไม่ได้ แต่ว่าลูกก็ตั้งใจเรียนอยู่ว่า”
ทำไมเขาเคยอยากเรียนพยาบาลเขาเคยบอกป้าไหมครับ
“เขาเป็นแพทย์อยู่ อสม.ของตำบล เพิ่นน่าจะเห็นมาแต่น้อย เลยไปสอบ ติดแต่นี่ ความคิดของแม่ตัวสิคึดได้คือนะ คือมักบ่ แต่ว่าเพิ่นเฮ็ดพวกเอกสาร พรบ.รถ อุบัติเหตุ จะหาเพิ่นโดยตรง เพิ่นบ่ได้เรียนพยาบาล เพิ่นเรียนสาธารณสุขศาสตร์ แต่ถ้าอยู่อนามัยคือให้ได้เฮ็ดหมดคือเดียว เย็บแผล เขาคือเรียนแบบแพทย์ พญาบาล ถ้าเป็นหมอก็เป็นหมออนามัย แต่อยู่โรงพยาบาลก็เฮ็ดแต่เอกสาร”
“อย่างงี้ต้องมีบรรจุเพิ่มไหมครับ ขึ้นเงินเดือนใช่ไหม”
“มี สอบ ก.พ. คือกันสอบเดือนหน้านี้ สอบแล้วสิเลื่อนขึ้นเป็นชำนาญการพิเศษคือนั้นนะ มันสิเป็นแบบนั้น แต่ว่าสาขาที่เพิ่นเรียนคือมันบรรจุยาก มันผ่านภาค ก. ภาค ข.”
ผมถามป้า ป้ารู้เพราะเขามาอธิบายให้ป้าฟังใช่ไหม เพราะผมเองไม่รู้อะไรแบบนี้มาก่อนเลยว่าสอบอะไรยังไง ผมจึงไปหาข้อมูลมาเพิ่มเติมเบื้องหลังเพราะไม่เข้าใจว่า ก.พ. คืออะไร ก็ได้ข้อสรุปว่าคือการสอบความรู้ความสามารถเพื่อคัดเลือกบุคคล เข้ามาทำงานในหน่วยงานราชการ

อยู่ๆก็มีเสียงลำโพงพร้อมเบสกระหึ่มมาจากข้างหน้าซึ่งเป็นที่โรงอิฐ หิน ปูน ทราย ดังมาต่อเนื่องซึ่งเป็นที่ทำงาน สามีเก่าป้าดัด พ่อหนุงหนิง ป้าดัดบอกว่าเป็นของญาติๆกัน สามีเก่าเขาก็เข้าไปทำงานที่นี้แหละส่งลูกเรียน เช้าก็ไปทำงานแบบนี้แหละก่อนที่จะหัวใจล้มเหลว
“วันนี้เขามีงานอะไรทำไมถึงเปิดเพลงดังจัง”
“บ่มีงานหยัง คนงานเขาแหละเปิด เปิดปกติ”
อยู่ๆแกก็บอกที่หลังบ้านตรงนั้น เป็นดินน้ายืน ผมก็ถามไป “เขาเอาดินมาให้เหรอ” ป้าก็บอก “ไม่ใช่ เป็นที่แก” พร้อมขำ เพราะสื่อสารกันคนละภาษา “ดินในที่นี่ หมายถึง ที่ดิน เพิ่นมาซื้อไว้”
…
ได้ยินเสียงรถเข้ามาจากหน้าบ้าน ลุงเทิงกลับมาพร้อมเห็ดกระหยังใหญ่ ผมตื่นเต้นมากไม่รู้ว่าจะได้เห็ดอะไรมาบ้าง
“ได้เห็ดหลายไหมครับ ครั้งหน้าพาผมไปหาด้วยสิ” ผมพูดกับลุงเทิงขณะกำลังลงจากมอเตอร์ไซค์
“เห้ย เดินไหวหรอ ต้องไปแต่เช้านะ” ลุงเทิงพูดเสียงดังปนหัวเราะ
“สบายเลยครับ ผมชอบเดินป่า” ผมตอบ
พอลงรถเสร็จก็ลุงเทิงกับป้าดัดก็ช่วยกันเอาเห็ดเทลงกระจาด
“เห็ดพวกนี้คือเห็ดอะไรบ้างครับ”
“ก็ส่วนใหญ่เป็นเห็ดผึ้ง ก็มีผึ้งหลายชนิดนะ บางอันมันขมก็เรียกเห็ดผึ้งขม ขาวๆก็เห็ดผึ้งฝ้าย ส่วนอันนี้ก็เรียกเห็ดผึ้งคราม แต่ที่นิยมกินกันเรียกเห็ดผึ้งแดง”
จากที่ผมสังเกตจากตลาดที่ขายเห็ดนี้หรือวันก่อนที่เข้าป่า พี่วิก็เก็บใบนี้มา แต่ผมลืมชื่อไปเลย
“แบบใบๆที่เก็บมาด้วยมันคืออะไรครับ”
“ใบส้มหอบแหบ สิแกงใส่เห็ดอร่อยมันจะเปรี้ยวๆหน่อย” ป้าดัดตอบ
“กินกับน้ำพริกอร่อย มันเป็นยาด้วยสมุนไพร ใบนี่ ถ้าไปไวกว่านี้สิได้เยอะกว่านี้ ผมไปสาย ผมไปถึงเขาจะลงมาแล้ว ไปถึงรถที่จอดกันในป่านี่นึกว่าคนไปเที่ยว มอไซค์เต็ม นึกว่าอยู่ตลาด เพราะผมต้องวัวออกไปผูกอะไรด้วย” ลุงเทิงพูดเสริม


“เวลาเห็ดขึ้นมันขึ้นพร้อมๆกันเลยเหรอครับ”
“ครับ มันก็เป็นชุดๆของมัน ขึ้นเรื่อยๆ มันอยู่เป็นกลุ่ม ถ้าดอกหนาตรงนี้แปลว่าอุดมสมบูรณ์ พวกนี้เกิดใหม่มันจะน้อย” ลุงเทิงพูดพร้อมชี้ให้ดูดอกเห็ดแต่ละดอก
ผมคุยไปก็หยิบเห็ดขึ้นมาดูอย่างใกล้ชิด มันก็ไม่ได้มีความน่ากินเพราะยังเปื้อนดินและมีรูจากการโดนแมลงกินบ้างบางส่วน แต่กลิ่นของมันนี้สิ มันหอมๆเหมือนขนมชิฟฟอน และสัมผัสที่นิ่มๆ จินตนาการไม่ถูกเลยว่าถ้าเอาไปแกงจะเป็นรสชาติยังไง
ป้าดัดก็คุยกับลุงเทิงเป็นภาษาอีสานรัวยาวๆ ตามภาษาคนเพิ่งได้เจอกัน ก่อนจะขอเงินป้าดัด 40บาทกินข้าวและลุงเทิงก็ขับรถกลับไปทำงานที่นาต่อ
ผมถามป้าเพราะสงสัย “ทำไมป้าเรียก ลุงเทิงว่า ทอง” จึงถามแกไป
“แกชื่อจริงชื่อบันเทิง ชื่อเล่นชื่อทอง เอิ้นเทิงก็ได้ เอิ้นทองก็ได้ เพิ่นแยกทางกับเมีย พี่สาวป้าไปเอามาอยู่ด้วย จังได๋ มาเอาป้า เฮาก็แก่อยู่ เขาอายุเยอะกว่าป้า 9 ปี แต่ยังเฮ็ดงานได้ สวนมัน สวนนา วัวก็ 3 โต เพิ่นทำหมด”
“นอกจากแกงแล้วทำอะไรได้อีกบ้างครับ เห็ดนี้”
“ก็เอาไปนึ่งกินกับน้ำพริก ถ้าใส่ผักส้มเกินมันจะเปรี้ยว เห็ดนี้ก็มีรสเปรี้ยว เห็ดนี้มองง่าย เห็ดผึ้งนี้อยู่บนดิน แต่ถ้าเป็นเห็ดโคนมันจะมีปลวกเพราะอยู่ใต้ดิน”
ป้าปักผ้าไปแล้วก็พูดไป
“เมื่อก่อนปักผ้าเอาไว้ใต้ที่นอน เพราะกลางคืนจะได้ลุกปักได้เลย สมัยส่งลูกเรียน มันบ่อยากนอน บ่อยากลุกเลย พอลูกเรียนจบแล้ว เฮาก็เฮ็ดธรรมดา เทื่อก่อนมันเกินไป”
ช่วงใกล้ๆเที่ยง อยู่ๆก็มีเสียงตีขึ้นมาจากทางหลังบ้าน ป้าบอกว่า “เสียงนั้นมาจากโรงเรียน เขาเปิดทุกวันเหมือนร้านปูนนั้นแหละ ป้าถึงไม่ค่อยอยู่บ้านมันหนวกหู”
“หิวยัง วันนี้จะพาไปกินก๋วยเตี๋ยว ป้าก็ไม่เคยกินร้านนี้เหมือนกัน”
อีกสักแปป ป้าก็เก็บผ้าและพาขับออกมาหาของกิน ป้าขับพามากินก๋วยเตี๋ยวตรงข้ามโรงเรียนแห่งหนึ่งน่าจะเป็นโรงเรียนของหมู่บ้าน ใหญ่พอสมควร

ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็นร้านเพิงเล็กๆ ที่คนกินเยอะเต็มไปหมด ผมกินเป็นก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำ ส่วนป้าดัดกินก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำตก ระหว่างนั้นก็มีลูกค้าคนอื่นสัญจรเข้ามาประปราย ป้าดัดก็ชวนคนนั้นคนนี้คุยแบบเป็นเรื่องปกติ
ผมคิดในใจ ต่างจังหวัดผู้คนทักทายกันเป็นเรื่องปกติเลย จะรู้จักหรือไม่รู้จักกันก็คุยกันได้
แล้วก็มีรถมอเตอร์ไซค์ขับผ่านไป ผ่านมา พร้อมกับกระหยังสะพายกันคนละใบสองใบ ป้าบอกว่าวันนี้คึกคักเพราะเขาไปหาเห็ดกัน
ผมหันไปเห็นชื่อโรงเรียนว่า บ้านยางโล้นเจริญราษฎร์ไพบูลย์ เลยทักป้าไป “ตอนเด็กๆ ป้าเรียนโรงเรียนที่ไหนครับ”
“บ้านยางโล้น ป้าก็เรียนที่นี้แหละ บ้านก็อยู่ตรงข้ามนี้ เดินมาเรียนได้เลย หนุงหนิงก็เรียนที่นี้ด้วยจนจบประถม 6 แล้วค่อยย้ายไปเรียนที่อำเภอกุดบาก อำเภอที่อยู่ใกล้เคียง”
“แต่ก่อนคนแถวนี้เขาทำอาชีพอะไรครับ”
“ก็ทำไร่มัน ทำนา นี่แหละ มันสำปะหลังกับข้าว สวนยางพารามาที่หลังนำบ่ แต่ก่อนปลูกมันหลาย ตอนนี้ยางก็เริ่มหลายแล้ว”
“ป้าดัดชอบก๋วยเตี๋ยวไหม”
“ป้าไม่ค่อยมัก ส่วนใหญ่ชอบของบ้านๆ แกงหน่อไม้ แกงเห็ด แบบนี่”
พอกินเสร็จเราก็กลับบ้าน ป้าดัดก็นั่งปักผ้าต่อไป ส่วนผมป้าก็ยื่นหมอนขิดให้พร้อมบอกนอนก็นอน เอนได้เลย
ผมหลับพักสายตาไป 20 นาที ระหว่างป้าปักผ้าพร้อมกับเปิดอะไรดูและโทรศัพท์คุยกับหมู่

พอผมตื่นป้าก็เล่าเรื่องตัวเองต่อ “ป้าได้บัตรคนพิการ ย่างบ่ตรงเลย ย่างเด้ง เฮาเปลี่ยนหัวสะโพก กระดูกป้ามันบาง เพราะป้าเป็นคู่แฝด ผู้หนึ่งจะได้น้อย ผู้หนึ่งจะได้หลาย แต่คู่แฝดป้าไม่เป็น”
ป้าเคยมีช่วงเอาฝ้ายไปคือเขานะไม่เกิน 3 มื้อ ก็ไปขอผ้ามาคืน มันเป็นส่วนหนึ่งของเฮาแล้ว เอาจักมื้อดอก 2 ดอกก็เอา
“แล้วป้าดัดเป็นครูช่างของภูครามด้วยไหมครับ”
“เป็น ครูช่างคนที่10 เขาก็จะให้เปอร์เซ็นต์หลังการขาย ป้าอยู่มานานจะ 10 ปีแล้ว”
“ทำไมคนแถวนี้เขานิยมสร้างบ้านปูนไว้ข้างล่าง บ้านไม้ไว้ข้างบนละครับ”
ป้าดัดหัวเราะเสียงดังอย่างอร่อย “ตั้งแต่สมัยคือเก่าเขาบ่สร้างปูน มีชั้นเดียว บ้านไม้มีใต้ถุน”
“แล้วที่ป้าเป็นเบาหวานดีขึ้นไหม”
“ช่วงนี้เบาหวานลด ลดแล้วมันเมื่อย ลดแล้วจะได้เติมน้ำตาล มันสิสั่น คู่แฝดก็เป็นเหมือนกัน”
“ถึงว่าคนท้องเขาให้กินเยอะๆ คนสมัยป้าคงกินอาหารไม่ครบถ้วนด้วยเนอะตอนท้อง” ผมพูดเสริม
“สะโพกนี้เขาประกันให้ 10 ปี ถ้าเฮาใช้น้อยก็อยู่ได้นาน มันเป็นเหล็ก ต้องกินคอลลาเจนกับแคลเซียมเสริมตลอด ตอนป้าไปผ่าต้องไปถึงจังหวัดร้อยเอ็ด โรงบาลเอกชน ก่อนผ่าตัดเขาลองให้กินยากระดูก 3 เดือน ป้าเลือกกินยาซะก่อน 3 เดือน จากทีแรกมันร้าว ตอนหลังมันหักเลย เลยได้ผ่า ตอนนั้นย่างบ่ได้ อยู่บ้านซื่อๆ ใช้ไม้ค้ำ หมอเลยบอกว่าต้องผ่าตัดคือเดียว แต่ว่าผ่าตัดมามันนั่งขัดสมาธิไม่ได้ดิ ได้แต่เหยียด มันสิแข็ง ย่างเดี้ยงไปเลย แต่มื้อนี้มันหลวมแล้ว ก็ได้บ้าง มอไซค์สตาร์ทตีนบ่ได้ ต้องสตาร์ทมือเหมิด” ป้าพูดต่อ
“ทำไมบ้านป้ามีหมอนที่นอนเยอะจัง ผมเห็นมีหลายตู้เลย มันมีความเชื่อไหม”
“เป็นการเป็นงาน เฮาก็เอาออกมาให้ญาติพี่น้องให้หมู่ คนโบราณเขามีความเชื่อ ยามลูกจะเอาไปผัว ก็เอานี้ไป นำลูกสิแต่งงาน บางใบซื้อ บางใบก็ทำเอง”

ก่อนกลับป้าดัด หยิบถุงมาแบ่งเห็ดผึ้งที่ลุงเทิงไปหามาแต่เช้า มาแบ่งไปฝากคนที่อยู่ภูคราม
ระหว่างกลับฝนก็ตกตามทางถนนพอดีจึงถามป้าไป “ข้าวที่ลงไปคราวก่อน เขียวยังครับ”
“น่าจะต้องลงเพิ่ม ลงใหม่ มันไม่ค่อยงอก น้ำมันน้อย ฝนไม่ค่อยตกเลย”
พอถึงภูครามป้าดัดก็ลงจากรถและหยิบถุงเห็ดไปให้พี่พรรณและพี่เจน
เย็นวันนั้นโชคดีทุกคนอยากกินแกงเห็ด พี่ตั้ม น้องชายพี่เหมี่ยวเลย เอามาเห็ดที่ได้จากป้าดัดและจากพี่โสที่แวะฝากมาให้มาต้มเป็นแกงเห็ด เป็นครั้งแรกที่ผมได้ลิ้มรส หู้ย อร่อยโอชะ ความนุ่มละมุนลิ้นและกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของเห็ดผึ้ง
ที่ชอบคือน้ำแกงที่เคี่ยวออกมาจะมีความเยิ้มคล้ายๆเราใส่แป้งมันทำสัมผัสเหมือนกินน้ำกระเพาะปลาหรือหูฉลามที่ได้จากเมือกเห็ดจนน้ำแกงเปลื่ยนเป็นสีคล้ายๆขมิ้น ผมยกให้เห็ดนี้อร่อยที่สุด ตั้งแต่เคยกินเห็ดหลายๆอย่างมาทั้งชีวิต

ผมคิดนี่สินะต่างจังหวัด วิถีชีวิตแบบบ้านๆหากินกับป่า ได้ใกล้ชิด ได้ใช้ประโยชน์ จึงเห็นคุณค่ากว่าคนที่อยู่ในเมืองใหญ่ มีคนเคยบอกกับผมว่าป่ามีแต่อาหารและสมุนไพร คำนี้คงไม่เกินจริงเลย
จบบริบูรณ์
เขียนโดย นมสด

