ตอนที่ 1 : ที่มาที่ไป

ติดตามพี่นุ่มนิ่ม ตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ปล่อยให้งานฝีมือหายไป

เช้าวันที่ 22 ของเดือนพฤษภาคม พี่นุ่มนิ่มขับมอเตอร์ไซค์มารอรับที่ภูครามตอน 9 โมงครึ่งพอดี ตอนนั้นฉันกำลังลองย้อมด้ายด้วยครามเป็นครั้งแรกอยู่ ก็รีบหยิบข้าวของ กระโดดขึ้นซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของพี่นุ่มนิ่ม ไปบ้านยางโล้นซึ่งอยู่ห่างจากภูครามเป็นระยะทางประมาณ 5 กิโล ระหว่างทางเต็มไปด้วยทุ่งนา ต้นไม้ คอกวัวและคอกไก่ ลมเย็น ๆ ที่ปะทะหน้าทำให้ฉันรู้สึกสดชื่น

ก่อนถึงบ้านพี่นุ่มนิ่มพวกเราแวะร้านสะดวกซื้อกันสักครู่เพื้อซื้อน้ำเย็น ๆ และไอติม (ฉันเลี้ยงพี่นุ่มนิ่มเพื่อขอบคุณที่ยอมเลื่อนจากการติดตามวันจันทร์มาเป็นวันศุกร์) เพื่อสู้กับอากาศร้อน ๆ พอก้าวขาออกมาจากร้านก็ได้รับการทักทายจากน้องหมาชิวาว่าสีขาวดำ น้องเดินเข้ามาใกล้ ๆ ด้วยความสนใจ ฉันจึงลองยื่นมือเข้าไปทักทาย ดันโดนน้องงับเข้าให้ แต่งับที่มือไม่แรงมาก ฉันจึงรีบขึ้นมอไซให้ไว

ในที่สุดก็มาถึงแล้ว พี่นุ่มนิ่มพูดขึ้นมาว่า “Welcome to ยางโล้น city” ยังไม่ทันที่จะได้ก้าวขาเข้าบ้านก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจาก คุงปัง น้องหมาสีขาวดำสุดน่ารักที่เป็นเจ้าของบ้านตัวจริง เข้ามาออดอ้อน น้องคุงปังอาศัยอยู่ที่บ้านนี้มาได้ปีกว่าแล้ว และได้ขโมยหัวใจของทุก ๆ คนในบ้านไป พี่นุ่มนิ่มให้ฉันดูโซเชียลของตัวเองและคลิปเกือบทั้งหมดคือคลิปของปัง ตอนที่ปังไม่สบาย เป็นแผลในปาก พี่นุ่มนิ่มก็ซิ่งรถไปซื้อยามาให้ปัง ซึ่งเงินค่ายาก็มาจากงานปักผ้านี่แหละ นายเป็นที่รักมาก ๆ เลยนะคุงปัง!!!

ซึ่งฉันก็ถามพี่นุ่มนิ่มว่าในบรรดาเสื้อที่เคยปักให้ภูคราม พี่นุ่มนิ่มชอบตัวไหน พี่นุ่มนิ่มก็ตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่า ตัวล่าสุดที่เพิ่งส่งไปนี่แหละ พี่นุ่มนิ่มปักเป็นเสื้อลายวิถี มีบ้านทรงไทย คนจูงควาย วัวที่กำลังกินหญ้า และไฮไลท์ของเสื้อตัวนี้อย่างต้นติ้วก็ได้ต้นแบบมาจากต้นติ้วที่อยู่แถวบ้าน ใต้ต้นติ้วพี่นุ่มนิ่มปักตัวเองกำลังถ่ายรูปดอกติ้วกับคุงปังที่ยืนอยู่เป็นเพื่อน พี่นุ่มนิ่มบอกว่าเป็นตัวที่อยากเก็บไว้ใส่เอง

บ้านของพี่นุ่มนิ่มชั้นล่างเป็นร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ของคุณพ่อ ส่วนแม่พี่นุ่มนิ่มหรือน้าเต็มจะนั่งปักผ้าอยู่ในครัว ฉันเดินตามพี่นุ่มนิ่มขึ้นมาบนห้องนอนซึ่งก็เป็นที่ปักผ้าประจำของเจ้าตัวด้วย เสื้อเชิ้ตย้อมครามแขนยาวไล่สีที่เพิ่งเห็นโล่ง ๆ เมื่อ 2 วันก่อน ตอนนี้มีเส้นขีดร่างรูปทรงคร่าว ๆ แล้วว่าจะปักอะไรตรงไหน และมีต้นไม้อยู่ 1 ต้นที่เริ่มปักแล้ว แขวนอยู่กับขาตั้งโทรศัพท์ ที่พี่นุ่มนิ่มเอามาประยุกต์ใช้เป็นที่แขวนเสื้อที่กำลังปักของภูคราม

พี่นุ่มนิ่มเล่าถึงไอเดียลวดลายที่จะปักหลังจากได้เสื้อมา โดยเสื้อตัวนี้ตรงขอบมีการไล่จากสีเข้มไปสีอ่อน ฝั่งที่เป็นสีเข้มจะเป็นป่าที่มีเงาทอดลงมาทับ ส่วนฝั่งที่สว่างก็เป็นป่าที่แสงอาทิตย์ส่องไปถึง ส่วนตรงชายขอบจะเอาต้นแบบมาจากลำธารสายเล็ก ๆ ที่ชอบและถ่ายรูปเก็บไว้ตอนไปเดินป่ากับภูคราม ที่ภูพาน ส่วนอื่น ๆ ของเสื้อจะค่อยให้คามรู้สึกนำไปว่าอยากปักเป็นอะไรเพิ่ม ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยอย่างก้อนหิน พุ่มไม้ ใบไม้ ค่อยมาเติมทีหลัง พุ่มนิ่มบอกว่าชอบทำงานไปทีละส่วน ค่อยๆดูว่าต้องเติมอะไรตรงไหน มากกว่าการวางแผนให้เสร็จทั้งตัวแล้วค่อยลงมือทำ

ระหว่างที่พี่นุ่มนิ่มปักผ้าไปเราก็สืบประวัติส่วนตัวไปด้วย พี่นุ่มนิ่มจบม. 3 มาจากโรงเรียนบ้านยางโล้น และได้เลือกเรียนต่อ ปวช. ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีพังโคนพาณิชญการ หรือชื่อย่อคือ PC. Tech. โดยเลือกเรียนเอกภาษาต่างประเทศ พี่นุ่มนิ่มได้เลือกเรียนภาษาญี่ปุ่น ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วไม่ได้ชอบการ์ตูนหรืออนิเมะของญี่ปุ่น แต่พี่นุ่มนิ่มคิดว่าการออกเสียงของภาษาญี่ปุ่นนั้นน่ารัก ที่ตรงมุมห้องมีกองหนังสือเรียนและแบบฝึกหัดภาษาญี่ปุ่นเป็นกอง ฉันจึงลองเปิดดูด้วยความสนใจ พบว่าหนังสือทุกเล่มเต็มไปด้วยร่องรอยการเขียนและจดโน๊ตวิธีจำ วิธีการออกเสียงแต่ละคำ ทำให้เห็นว่าพี่นุ่มนิ่มเป็นคนที่ทุ่มเทและพยายามมาก

นอกจากหนังสือภาษาญี่ปุ่นแล้ว ในห้องยังมีสมุดจดเกี่ยวกับภูคราม Diary Bhukram อีกด้วย ซึ่งมันเป็นสมุดบันทึกที่รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ของภูคราม เนื้อหาจากคลิปสัมภาษณ์ของช่างแต่ละคน เนื้อหาจากการบรรยายที่พี่เหมี่ยวเคยพูด หรือความรู้ที่ได้จากการเข้าป่าก็ถูกจดไว้ในสมุดเล่มนี้ ช่างเป็นคนที่สุดยอดไปเลยจริง ๆ

หลังจบมาพี่นุ่มนิ่มเคยไปปักผ้าอยู่อีกที่ แถวยางโล้นได้ประมาณ 1 ปีแล้วก็ออกมา ไปปักให้อีกที่อีก 1 ปี    ในตอนนั้นพี่นุ่มนิ่มคิดว่าพอแล้วกับการปักผ้าจึงได้ไปทำงานอยู่ร้านขายทองม้วนอีกประมาณ  1 ปี หลังจากลาออกร้านขายทองม้วนมาได้ประมาณ 1 เดือน ก็ได้เอางานน้าเต็มซึ่งเป็นแม่มาส่งให้ภูคราม จึงเป็นตัวจุดประกายให้มาลองปักผ้าอีกครั้งหลังจากที่เคยคิดว่าจะวางเข็มปักผ้าไปแล้ว

ก่อนที่จะได้เข้าทำงานกับภูคราม พี่นุ่มนิ่มได้รับการบ้านมาให้หาข้อมูลเกี่ยวกับภูครามมาอธิบายให้ฟัง  พี่นุ่มนิ่มได้ยินดังนั้นจึงได้ทำการเขียนข้อมูลเกี่ยวกับภูครามจนเต็มหน้ากระดาษ A4 ถึง 4 แผ่น ทั้งด้านหน้าและด้านหลังเลยทีเดียวเชียว ตอนนี้พี่นุ่มนิ่มได้เข้ามาทำงานกับภูครามเกือบ 2 ปีแล้ว วันที่ 1 มิถุนายนนี้จะครบ 2 ปีพอดี

ชอบที่ภูครามพาไปทำกิจกรรม พาไปเข้าป่า ถึงแม้ทางเดินจะสูงชันจนเหนื่อยหอบ ถึงจะเผลอใส่รองเท้าแตะไปเดินแล้วทำให้ปวดขา ก็ยังชอบ ชอบที่ภูครามไม่กดดันหรือบังคับให้ช่างปักปักตามแบบ แต่ให้ช่างได้ปักลวดลายที่ชอบ

ฉันได้ถามพี่นุ่มนิ่มไปว่า ชอบภูครามตรงไหน พี่นุ่มนิ่มบอก ชอบที่ภูครามพาไปทำกิจกรรม พาไปเข้าป่า ถึงแม้ทางเดินจะสูงชันจนเหนื่อยหอบ ถึงจะเผลอใส่รองเท้าแตะไปเดินแล้วทำให้ปวดขา ก็ยังชอบ ชอบที่ภูครามไม่กดดันหรือบังคับให้ช่างปักปักตามแบบ แต่ให้ช่างได้ปักลวดลายที่ชอบ พอใกล้เที่ยงพี่นุ่มนิ่มก็ชวนไปกินก๋วยเตี๋ยวยางโล้น ซึ่งพี่นุ่มนิ่มมาเฉลยทีหลังว่าจะขอเลี้ยงข้าวมื้อนี้

“ขอบคุณมาก ๆ อีกครั้งค่ะ!”

ถือเป็นการชดเชยแทนก๋วยเตี๋ยวไก่ที่ภูคราม เพราะวันนี้ดันเป็นวันที่ภูครามจะทำก๋วยเตี๋ยวไก่เป็นมื้อเที่ยงพอดี ซึ่งก๋วยเตี๋ยวของยางโล้นก็อร่อยไม่แพ้ก๋วยเตี๋ยวที่ไหนเลย ร้านอยู่ติดกับถนนใหญ่ทำให้มีรถแล่นผ่านตลอดเพราะยางโล้นเป็นทางผ่านไปกุดบากพอดี ส่วนอีกฝั่งของถนนเป็นโรงเรียนบ้านยางโล้นที่พี่นุ่มนิ่มเรียนจบมา ระหว่างกินก๋วยเตี๋ยวก็มีลูกค้าเข้ามาเรื่อย ๆ หนึ่งในกลุ่มลูกค้าคือคุณครูและเด็ก ๆ จากโรงเรียนบ้านยางโล้นนั่นเอง ซึ่งคุณครูก็เคยเป็นคุณครูของพี่นุ่มนิ่มเหมือนกัน ช่างบังเอิญจริง ๆ

หลังกลับถึงบ้านเราก็ต่างโฟกัสกับงานของแต่ละคน ระหว่างที่พี่นุ่มนิ่มกำลังจริงจังกับการปักผ้าเราก็กำลังเขียนและเรียบเรียงเรื่องราวที่ได้คุยไปเมื่อตอนเช้า พอมองออกไปนอกหน้าต่างฟ้าเริ่มครึ้ม ๆ พี่นุ่มนิ่มบอกว่าเราควรรีบกลับก่อนที่ฝนมันจะลงเม็ด ไม่งั้นการเดินทางกลับจะยากขึ้นอีกหลายเท่า ก่อนเดินออกมาจากบ้าน ฉันก็ได้บอกลาน้องคุงปังอย่างเป็นทางการ แล้วจึงซ้อนมอเตอร์ไซค์กลับมาที่ภูคราม

เขียนโดย ใจดี