บันทึกหน้าฝน ตอนที่ 5

ตอนที่ 5 น้องเล็ก

ใจดี-กันต์สินี ราชตนะพันธุ์ เด็กรุ่นใหม่ที่กำลังจะเข้ามหาลัยได้มีโอกาสมาร่วมงานกับภูคราม เป็นน้องเล็กมาจากนนทบุรี วันที่น้องเดินทางมาถึงฉันกับคุณเหมี่ยวไปรับน้องที่สนามบินสกลนคร ครั้งแรกที่ได้เจอน้องดูเด็กมาก ก็น้องน่ะอายุห่างจากฉันถึง 27 ปี อายุฉันก็พอๆกับคุณแม่ของน้อง น้องจึงดูเป็นน้องเล็กที่น่าถนุถนอม

เล่าให้ฟังหน่อยว่าก่อนมาทำภูครามรู้จักภูครามมาก่อนไหม

ก่อนมาทำภูครามไม่รู้จักมาก่อนค่ะ แต่รู้ว่าสกลนครขึ้นชื่อเรื่องย้อมคราม แล้วหนูปิดเทอมอยู่บ้าน ได้รู้มาจากคุณแม่ว่ามันมีที่ฝึกงานกำลังเปิดรับสมัครค่ะ เขาเลยแชร์มาให้ 

พออ่านแล้วสนใจไหม

ทันทีที่อ่านหนูรู้สึกว่ามันเป็นงานที่ทำงานกับชุมชน เป็นแนวคิดการทำงานที่น่าสนใจ แล้วหนูก็ชอบพวกงานคราฟท์ งานสิ่งทออยู่แล้วด้วยค่ะ

“สนุกดีค่ะ ได้ลองเจอประสบการณ์ใหม่ๆ เพราะหนูยังไม่ค่อยได้ทำงานที่หลากหลายขนาดนั้น แค่ทำงานส่งให้ครูเป็นงานที่ตัวเองทำแล้วแฮปปี้แต่พอได้มามีเจ้านายสั่งจริงๆว่าต้องแบบนี้ๆนะ หนูว่ามันก็เป็นงานที่ท้าทายดีค่ะ”

ตอนแรกเห็นบอกว่าคุณแม่อยากจะมาเองใช่ไหม

อ๋อ เพื่อนของคุณแม่ค่ะ คือเขาเป็นอาจารย์อยู่ภาควิชาสิ่งทอ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขาเป็นเพื่อนทางเฟสบุ๊คกัน แล้วอาจารย์คนนี้ก็จบคณะเดียวกับที่หนูกำลังจะเข้าไปเรียน หนูเลยสนิทกับเขา เขาแชร์โพสท์นี้ว่า ถ้าเขาไม่ได้เป็นอาจารย์อยู่เขาอยากมาทำที่นี่เอง คุณแม่เห็นคุณแม่เลยส่งมาให้หนูดู เพราะเรียนในด้านเดียวกันและมีความสนใจคล้ายๆกัน เผื่อหนูอยากมา

แล้วพอหนูอ่านหนูก็ตัดสินใจว่าอยากมา

ใช่ ตอนแรกหนูกลัวมากว่าภูครามเขาจะไม่รับ เพราะเขาต้องการคนอายุ 20 ปีขึ้นไป หนูก็เลยอาจจะทำเยอะกว่าที่เขาต้องการนิดหนึ่ง คือเขาแค่ให้เขียนเรียงความว่าทำไมถึงอยากมาทำงานภูครามใช่ไหมคะ แต่หนูทำเรซูเม่ใส่รูป ใส่ประวัติการศึกษา ใส่ประวัติงานที่ทำมา แล้วก็ตัวอย่างแนบผลงานไปด้วย แล้วก็เขียนจั่วหัวไปเลยว่า หนูรู้ว่หนูยังอายุไม่ถึงเกณฑ์ที่จะเข้ามา แต่หนูก็อยากมาทำงานกับภูครามจริงๆนะ แล้วหนูก็สนใจ และจะพยายามปรับตัว ประมาณนี้ค่ะ

ส่งเมลล์ไปแล้วนานไหมคะกว่าที่พี่เหมี่ยวจะเรียกสัมภาษณ์ 

ไม่นานมากนะคะ ถ้าจำไม่ผิด พี่เหมี่ยวก็ตอบอีเมลล์มาว่านัดสัมภาษณ์ออนไลน์ หนูว่าหนูน่าจะสัมภาษณ์หลังพี่ฮุ้ง เพราะว่าตอนพี่เหมี่ยวคุยกับหนูพี่เหมี่ยวเล่าให้ฟังว่ามีคนจากเชียงใหม่ แล้วเขาเป็นนักเขียน แล้วหนูน่าจะสัมภาษณ์หลังพี่นมสดด้วย เพราะพี่เหมี่ยวพูดว่ามีอีกคนหนึ่งเป็นตากล้องเป็นผู้ชาย หนูว่าสองคนนี้แหละสัมภาษณ์ก่อนหน้าหนู แล้วเสร็จแล้วก็ค่อยเป็นหนู เพราะพี่เหมี่ยวบอกว่าพี่เหมี่ยวคุยกับหนูเป็นคนที่ 3 

แล้วได้ไปศึกษาอะไรเกี่ยวกับภูครามไหม 

ก็อ่านค่ะ ไปดูคลิปสัมภาษณ์เก่าๆ ไปดูโพสท์ ดูงานที่เสร็จแล้วของช่างแต่ละคน แล้วมันดูน่าสนใจมาก แล้วมันก็สวยมากๆด้วย อยากรู้แนวคิดเบื้องหลังของเขาว่าแต่ละชิ้นมันได้ออกมาเป็นยังไง แล้วก็ชอบที่เขาทำงานให้ความรู้ชุมชนไปด้วยแล้วก็ทำงานศิลปะไปด้วย 

แล้วพอรู้ว่าได้มาทำที่นี่แล้ววาดภาพไว้ไหมว่าที่นี่จะเป็นยังไงนะ 

ก็นึกค่ะ ก็จินตนาการ แต่ว่าเอาจริงๆแล้วที่นี่มันดีกว่าที่หนูจินตนาการไว้เยอะเลย เพราะว่าคุณแม่หนูตอนเด็กๆก็เคยมาอยู่อีสานค่ะ แต่อยู่ไม่กี่ปีเพราะคุณตาเป็นผู้พิพากษาใช่ไหมคะ เขาก็เปลี่ยนไปประจำแต่ละที่ เหมือนคุณตาเคยมาประจำที่กาฬสินธุ์มั้งคะแล้วคุณแม่ก็เล่าให้ฟังว่าที่อีสานเป็นอย่างนู้นเป็นอย่างนี้ในสมัยคุณแม่ หนูก็เลยติดภาพจำอีสานเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว ที่คุณแม่เล่าให้ฟังตอนที่เขาเด็กๆ หนูเลยจินตนาการไว้ว่าค่อนข้างร้อน

ไหนเล่าสิ อยากรู้ว่าจินตนาการไว้ว่ายังไง

คุณแม่เล่าว่าตอนคุณแม่ไปโรงเรียนเด็กบางคนไม่มีรองเท้าใส่ หรือเพื่อนๆ เขาจะกินอาหารเผ็ดๆกัน ตอนเย็นๆเขาก็ไปเล่นกันแถวหนองน้ำแบบแนวลุยๆ แล้วคุณแม่ก็เล่าให้ฟังว่ามันเป็นเรื่องปกติมากเลยว่าถ้ามาอยู่นี่แล้วจะมีพยาธิ หนูก็เลยกลัวมากนะตอนแรก แต่ว่าที่นี่มันดีกว่าที่หนูคิดไว้เยอะเลย และมันก็เหนือความคาดหมายในทางที่ดี

ก่อนจะมาพี่เหมี่ยวบอกจะให้มาทำอะไรคะ

พี่เหมี่ยวไม่ได้บอกอะไรเลยค่ะ ตอนสัมภาษณ์บอกแค่ว่าอยากเห็นมุมมองของคนรุ่นใหม่ๆ แล้วอยากรับหนูมาเพราะอยากให้มาเห็นว่าที่นี่ทำงานยังไง เพื่อจะได้สื่อสารออกไป เพราะพี่เหมี่ยวบอกว่าลูกค้าภูครามส่วนใหญ่เป็นวัยกลางคน ไม่ค่อยเห็นวัยรุ่นสักเท่าไหร่ พี่เหมี่ยวเลยอยากให้ลองมาเห็นมาศึกษาดู

แล้วพอได้มาอยู่ ได้ทำงานกับช่างต่างๆ ได้ใช้ชีวิตร่วมกับชุมชนแล้วรู้สึกยังไงบ้าง

หนูว่าหนูแฮปปี้มากนะ คนที่นี่ทุกคนเป็นคนน่ารักมาก มันทำให้หนูมีความสุขไปด้วยที่ได้เจอบรรยากาศดีๆ เจอพลังงานดีๆ ในทุกๆวัน

แตกต่างจากที่ที่เราอยู่มาอย่างสิ้นเชิง สภาพแวดล้อมนนทบุรีมันก็ใกล้กรุงเทพอะเนอะ เหมือนเป็นคนกรุงเทพฯ แหละเนอะ มีอะไรแปลกใหม่สำหรับเราไหม

พอหนูอยู่บ้านหนูก็แค่อยู่กับคนที่อยู่ในบ้าน แล้วบ้านหนูก็อยู่ตรงข้ามกับบ้านน้า ก็คุยกันอยู่แค่ 2 บ้านในซอย ที่เหลือก็เงียบ เราไม่ได้สนิทกับคนโน้นคนนี้ แบบเดินออกไปจากบ้านก็ทักทายคนอื่นตลอด แต่ที่นี่ก็ทักทายตลอดและทุกคนก็ดูแฮปปี้ที่ได้เจอกัน ซึ่งหนูว่ามันเป็นสิ่งที่ดีมากๆเลย 

อยู่บ้านนนท์คนข้างบ้านก็ไม่ได้รู้จัก ไม่ได้ทักทายกัน

รู้จักค่ะ แต่ไม่ได้สนิท ไม่ได้คุย ไม่ได้แฮปปี้ที่จะเจอ เพราะว่าเราก็ไม่ได้สนิทกัน แล้วหนูก็ชอบอยู่ในบ้านมากกว่าด้วย ถ้าไม่อยู่ในบ้านก็ออกไปเที่ยวกับเพื่อน อันนี้คือมันมีอะไรให้ทำ มีหนองแวงให้ไปเดินใกล้นิดเดียว หรือมีร้านใกล้ๆ ไม่ต้องนั่งรถไฟฟ้าไป ไม่ต้องนั่งวินไป

ช่วงเดือนที่ผ่านมารู้สึกยังไงบ้างกับการได้ทำงานกับภูคราม 

สนุกดีค่ะ ได้ลองเจอประสบการณ์ใหม่ๆ เพราะหนูยังไม่ค่อยได้ทำงานที่หลากหลายขนาดนั้น แค่ทำงานส่งให้ครูเป็นงานที่ตัวเองทำแล้วแฮปปี้แต่พอได้มามีเจ้านายสั่งจริงๆว่าต้องแบบนี้ๆนะ หนูว่ามันก็เป็นงานที่ท้าทายดีค่ะ

ได้ทำอะไรบ้างคะอยู่ที่นี่

ก็มีพวกงานโปสเตอร์ กราฟฟิค แล้วก็ที่หนูชอบมากเลยคือติดตามช่าง ได้เห็นมุมมองใหม่ๆ ไปอยู่กับเขา ได้คุยกับเขา แล้วมีความสุข แล้วก็เวลาว่างๆหนูก็ทำงานจิปาถะไปเรื่อย จัดเสื้อผ้า จดสต๊อก ทำไปเรื่อยๆค่ะ

สนุกไหมคิดว่าเราโชคดีกว่าเด็กรุ่นเดียวกันไหมที่ได้มาทำงานอะไรแบบนี้

ก็คิดว่าโชคดีค่ะ มันเป็นประสบการณ์ที่คิดว่าทำให้เราได้เติบโตขึ้น แล้วหนูรู้สึกว่ามันเป็นแต้มต่อที่ดีเมื่อเทียบกับเพื่อนๆ ในรุ่นเดียวกัน

แล้วทำงานกับคนที่อายุเยอะกว่าเรามากๆ มีความรู้สึกยังไงบ้าง 

หนูมองว่าได้เห็นมุมมองใหม่ๆที่แตกต่างกันนะคะ เพราะคนรุ่นหนึ่งก็จะมีมุมมองแบบหนึ่ง คนอีกรุ่นหนึ่งก็จะมีมุมมองอีกแบบหนึ่ง รุ่นหนูก็จะมีมุมมองอีกแบบหนึ่ง แล้วพอได้มาเจอแล้วได้มาทำความเข้าใจว่าทำไมเขาถึงมีมุมมองแบบนั้นก็ดีค่ะ

หลังจากหนึ่งเดือนนี้ไปคิดว่าอยากทำอะไรต่อไปอีก

หนูรู้สึกว่าอยากพบปะชุมชนให้เยอะกว่านี้ ได้รู้จักคนให้เยอะมากขึ้น แล้วก็อยากเข้าป่า อยากทำกิจกรรมร่วมกัน

อย่างเมื่อวานที่เราได้ไปเที่ยวบ้านพี่วิ

อันนั้นสนุกมาก ชอบมาก นอกจากตัวช่างก็ได้รู้จักครอบครัวของช่างด้วย

รู้สึกแปลกใหม่ตื่นตาตื่นใจไหม กับการใช้ชีวิตของคนที่นี่ จากภาพในหัวที่แม่เคยเล่า กับพอได้มาสัมผัสจริงๆแล้วเป็นยังไงบ้าง

หนูว่าคนที่นี่เป็นคนที่แข็งแกร่งทุกคนเลยนะ ทุกคนสุดยอดมากเลยที่เขาใช้ชีวิตแบบนี้ เขาหาของกินจากธรรมชาติ ไปบ้านเพื่อน ใช้ชีวิตแบบให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน 

เดี๋ยวใจดีจะกลับเร็วกว่าพี่ๆ มีความรู้สึกยังไงบ้าง

ก็แอบเสียดาย หนูก็อยากอยู่ให้ครบ 3 เดือนเท่าทุกคนนะ จะได้ปิดจบอย่างสวยงาม แต่ว่ามันก็ไม่ได้ ก็เสียดายค่ะ ก็คิดว่ามันคงเป็นสิ่งที่พอดีแล้วมั้ง มันคือโชคชะตาที่กำหนดมาไว้แล้วว่าเราต้องกลับไป และทันทีที่หนูกลับไปมันก็จะมีนี่ๆๆๆต่ออีกยาวเป็นหางว่าวเลย หนูก็เลยรู้สึกว่ามันโอเคมันจะประมาณนี้แหละพอดีแล้ว เขาอาจจะจัดสรรมาให้แล้วว่าประมาณนี้

ใจดีอยากทำอะไรอีกในช่วงที่เหลือนี้ที่ภูคราม

อยากปักผ้า อยากมีเวลาสักอาทิตย์หนึ่งนั่งปักผ้า จะเยอะไปไหม อาจจะไม่ใช่เสื้อตัวใหญ่ๆ อาจจะเป็นเสื้อตัวเล็กๆสักตัวหนึ่ง ให้มีผลงานของตัวเอง มันน่าจะภาคภูมิใจ แต่หนูคงตัดใจขายไม่ลง ฝีมืออาจจะยังไม่ถึงขั้นขายได้ด้วยซ้ำ 

ถ้าสมมติว่าทำเก่งๆแล้ว คิดว่าจะขายของตัวเองลงไหม

หนูเป็นคนที่ถ้าอยู่กับอะไรนานๆแล้วหนูจะยึดติด หนูจะไม่กล้าปล่อยมันไป หนูจะหวง หนูว่าหนูอาจจะตัดใจขายไม่ได้ พี่ๆช่างแต่ละคนเขาใจกล้ากว่าหนูเยอะ

นี่เป็นสิ่งหนึ่งไหมที่เราได้เรียนรู้กับพี่ๆช่าง

ใช่ ถึงเขาจะใช้เวลาอยู่กับเสื้อตัวนี้นานมาก ถึงเขาจะชอบแค่ไหน ผูกพันหรืออยากซื้อเก็บไว้เองแค่ไหน แต่พอมันเป็นสิ่งที่เขาต้องรับผิดชอบเอามาส่ง เขาก็เอามาส่งนะคะ 

มันเป็นวิถีเขาด้วยอะเนอะ เก็บไว้เองก็ไม่ได้

หนูนี่อยากเก็บไว้ทุกตัวเลย

แล้วพอมาทำงานกับภูครามจริงๆแล้วมีมุมมองต่อภูมิครามยังไง เมื่อมาสัมผัสด้วยตัวเองแล้ว

หนูว่าภูครามไม่ใช่แค่แบรนด์แต่มันคือองค์กร มันคือสิ่งที่เชื่อมคนแต่ละคนเข้าด้วยกัน แล้วก็สร้างความตระหนักรู้ไปด้วยกัน ให้มุมมองความคิดของแต่ละคนพัฒนายิ่งขึ้นไปในทางที่ดี ด้านการอนุรักษ์ด้วย ด้านการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ด้านชุมชนด้วย ทุกๆอย่างเลย เขาช่วยพัฒนาคนเป็นกลุ่มเป็นก้อน แล้วก็พาขึ้นไปให้ดียิ่งขึ้น

มีอะไรอยากจะบอกพี่เหมี่ยวไหม

ขอบคุณพี่เหมี่ยวที่คัดเลือกหนูเข้ามาทำงาน จะทำให้เต็มที่เท่าที่เวลาที่เหลืออยู่ค่ะ

เขียนโดย Hoong Nuttanunt