ตอนที่ 7 พี่ใหญ่
ฮุ้ง-ณัฏฐนันท์ ประเสริฐรัสมี เป็นพี่ใหญ่ที่อายุมากสุดในกลุ่มนี้ มาจากหัวหิน ทำอะไรมาก็หลายอย่าง และเป็นคนที่ค่อนข้างจะใช้ชีวิตอิสระ อยากไปไหนไป อยากทำอะไรทำ การตัดสินใจค่อนข้างชัดเจน ตรงไปตรงมา และครั้งนี้ฮุ้งมาอยู่ที่ภูคราม
รู้ข่าวสมัครงานของภูครามได้ยังไง
ตอนนั้นกำลังจะนอน ก็ดูเฟสบุ๊คก่อนนอนตามปกติ เปิดมาก็เห็นประกาศรับสมัครงานของภูครามโชว์ขึ้นมาอันแรกเลย พออ่านรายละเอียดแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจมาก ตอนนั้นเป็นช่วงที่เพิ่งออกจากงานเก่ามาได้เดือนหนึ่ง แล้วตัดสินใจว่าจะไม่ทำงานประจำแล้ว จะกลับมาทำงานคราฟท์ขาย กับวาดรูปฝากแกลเลอรี่ กำลังเริ่มวาดรูปไปฝากขายได้ไม่กี่รูป แต่พอเห็นงานนี้แล้วรู้สึกในครั้งแรกเลยว่านี่คืองานของฉัน คุณสมบัติมันคือเราเลย และเนื้อหาของงานก็เป็นอะไรที่น่าทำมากๆ
“…อยากทำ อยากรู้จัก เพราะเห็นวิธีการทำงานกับชุมชน กระบวนการสร้างงาน มันมีคุณค่า มีความหมายมากกว่าเสื้อตัวหนึ่ง แล้วก็มองเห็นการให้คุณค่าคนทำงาน เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ของพวกเขา ที่ไม่ใช่แค่การชวนชาวบ้านมาทำงานด้วย แต่เป็นการสร้างกระบวนการให้ความรู้กับพวกเขาด้วย”
รู้จักภูครามมาก่อนไหม
ตอนแรกไม่รู้จักภูครามเลย สงสัยมากว่าทำไมไม่เคยเห็นทั้งๆที่เราก็สนใจงานคราฟท์ งานย้อมสีธรรมชาติ งานปัก ก็เข้าไปไล่ดูเพจ ดูคลิปที่เขาออกรายการต่างๆ ดูสัมภาษณ์ตามสื่อ ดูเวบไซต์ของเขา พอดูแล้วยิ่งรู้สึกสนใจมากขึ้น อยากทำ อยากรู้จัก เพราะเห็นวิธีการทำงานกับชุมชน กระบวนการสร้างงาน มันมีคุณค่า มีความหมายมากกว่าเสื้อตัวหนึ่ง แล้วก็มองเห็นการให้คุณค่าคนทำงาน เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ของพวกเขา ที่ไม่ใช่แค่การชวนชาวบ้านมาทำงานด้วย แต่เป็นการสร้างกระบวนการให้ความรู้กับพวกเขาด้วย
ซึ่งตอนเราเรียนจบใหม่ๆ เคยได้ไปทำงานกับชาวบ้าน แล้วพบว่ามันต้องใช้ใจ ใช้เวลามาก กว่าที่จะทำให้ชาวบ้านยอมที่จะลองทำอะไรใหม่ๆ นอกเหนือไปจากความเคยชินเดิมๆ
พอหาข้อมูลจนเข้าใจในสิ่งที่ภูครามทำระดับหนึ่งแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนตัดสินใจว่าจะไปทำไหม เพราะต้องไปอยู่สกลนคร ต้องห่างจากแฟน แล้วอีกข้อคือตอนแรกตัดสินใจว่าจะไม่ทำงานประจำแล้ว ก็มีความกังวลว่าเราไปแล้วจะทำงานกับคนอื่นได้ไหม ไม่ชอบคนเยอะ เรื่องแยะ แต่อีกใจก็บอกว่านี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะลอง และมันเป็นงานที่น่าสนใจมากๆ เป็นตัวเรามากๆ ก็เลยเขียนจดหมายแนะนำตัวสั้นๆ ตรงประเด็น ส่งพร้อมเรซูเม่ ไปทางอีเมลล์ตามที่เขาแจ้ง หลังจากที่เห็นโพสท์ 3-4 วัน วันรุ่งขึ้นคุณเหมี่ยวก็ตอบกลับมาว่าสนใจ แต่ก็ขอดูผู้สมัครคนอื่นๆด้วย เพราะยังเหลือเวลารับรับสมัครอีกหลายวัน และก็แจ้งเรื่องค่าตอบแทนซึ่งบอกว่าไม่มาก แต่ก็มากกว่าที่เราคิดไว้ เพราะไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ค่าตอบแทนเยอะ แค่เขามีที่พักให้ มีอาหารให้ ได้เรียนรู้กับเขาก็คุ้มแล้ว พอปิดรับสมัครหลังจากนั้นคุณเหมี่ยวก็นัดสัมภาษณ์แบบเห็นหน้าเห็นตากัน
เขาถามอะไรบ้างตอนสัมภาษณ์
คุณเหมี่ยวก็เล่าเรื่องภูครามให้ฟังก่อน สิ่งที่ภูครามเป็น ภูครามกำลังทำอะไรอยู่ และกำลังจะทำอะไร แล้วคุณหมี่ยวก็ถามว่าเราคาดหวังอะไรจากภูคราม เราก็บอกว่าไม่ได้คาดหวังอะไรมาก อยากแค่ได้มาเห็นกระบวนการทำงานระหว่างภูครามกับช่าง ไม่ได้คิดจะมาเอาความรู้ไปต่อยอดธุรกิจอะไรของตัวเอง เพราะไม่ได้อยากสร้างแบรนด์อะไรของตัวเองแล้ว แต่อยากมาช่วยมากกว่า อยากมาเป็นส่วนหนึ่งในการพาแบรนด์ออกสู่ตลาดใหม่ๆ อย่างชวนไปออกบูธต่างประเทศ หรือช่วยจัดการเรื่องเปิดช๊อปในไทย ซึ่งตอนนั้นเราไม่รู้ว่าเขาสนใจไหม หรือต้องการไหม
คุณเหมี่ยวบอกว่าตอนแรกจะรับ 2 คน แต่พอเห็นใบสมัครของหลายๆคนที่ส่งมา รู้สึกว่าอยากร่วมงานกับหลายคน จึงเปลี่ยนจากรับ 2 คน ทำงานในระยะเวลา 3-5 เดือน เป็นรับ 8 คน โดยเพิ่มระยะเวลาเป็น 15 เดือน โดยจะแบ่งเป็น 3 ช่วง 3 ทีม เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป ซึ่งคุณเหมี่ยวถามว่าเราจะสะดวกมาช่วงพฤศจิกายนไหม เราก็อึ้งไปนิดหนึ่ง เพราะตั้งใจอยากทำตั้งแต่เดือนพฤษภาคมตามที่เขาแจ้งตอนแรกในประกาศรับสมัคร ซึ่งมันจะลงล๊อกที่เราแพลนตัวเองไว้ คุณเหมี่ยวเลยขอกลับไปวางแผนใหม่
จากตอนแรกที่มั่นใจว่าได้ทำแน่ๆ ก็กลายเป็นเริ่มกังวลแล้วว่าอาจจะไม่ได้ทำ รออยู่ 2 วันคุณเหมี่ยวก็ติดต่อมาว่าให้มาเริ่มงานเดือนพฤษภาคมได้เลย โดยกลุ่มแรกจะมีเพื่อนร่วมงานในโครงการนี้ถึง 3 คน รวมเราเป็น 4 คน และในกลุ่มถัดไป ก็จะเป็นกลุ่มละ 2 คน
แล้วพอรู้ว่าได้ทำแน่แล้วรู้สึกยังไง
ดีใจมาก รีบบอกรุ่นน้องว่าได้งานที่ภูคราม ก่อนหน้านั้นเจอกันเมื่อประมาณกลางเดือนมีนาคมแล้วเล่าให้เขาฟังว่าสมัครภูครามไว้ รุ่นน้องบอกว่ารู้จักแบรนด์นี้ รู้จักคุณเหมี่ยวเจ้าของด้วย ถ้าได้ทำงานกับเขาถือว่าดีมาก รุ่นน้องก็เอาใจช่วยให้ได้ พอทางภูครามเขาคอนเฟิร์มแล้วเราเลยรีบบอกรุ่นน้องว่าได้แล้ว เขาก็ดีใจด้วย
แล้วแฟนล่ะ
เขาก็ดีใจนะ เพราะเห็นว่าเราอยากทำจริงๆ แต่เขาก็มีงอแงหน่อยๆ ที่จะต้องอยู่คนเดียว แต่เขาก็ไม่ใช่เด็กแล้ว ดูแลตัวเองได้ เผลอๆ พอเราไม่อยู่อาจจะแฮปปี้เพราะไม่มีใครบ่นใส่ (หัวเราะ)
แล้วคิดภาพภูครามไว้ไหมว่าเป็นยังไง
เบื้องต้นที่เราดูคลิปในเพจเขา ดูการเล่าเรื่อง ดูการให้สัมภาษณ์ เราสัมผัสได้ถึงความจริงใจ และทำเพื่อชุมชนจริงๆ อาจเป็นเพราะชุมชนที่เขาอยู่มันคือบ้านเกิดของเขา และมันเริ่มมาจากการอยากช่วยญาติเขาขายผ้าให้ได้ ทำให้ผ้าที่ทำขึ้นมาด้วยความยากลำบากแล้วเคยเอาไปขายถูกๆกลับมีมูลค่ามากขึ้น เป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไม่ให้สูญหายด้วยนะเราว่า คิดดูว่าถ้ากว่าจะได้ผ้าผืนหนึ่งผ่านกระบวนการมากมาย มีขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน แล้วขายได้ไม่คุ้มค่าเหนื่อย คงไม่มีใครอยากทำอีกต่อไป แต่นี่เขาทำให้มันมีมูลค่าเลี้ยงคนในชุมชนได้ ใคร ๆ ก็อยากมาทำ
เราเห็นความจริงใจ เห็นความเอาจริงของเขา เห็นรสนิยม ความคิด ทัศนคติ เรารู้สึกเหมือนได้เจอคนที่พูดภาษาเดียวกัน ได้เจอเพื่อน อยากมาเจอ เราได้เห็นวิธีการคิดของช่างปักจากการให้สัมภาษณ์แล้วเราทึ่งมาก แม้ว่าเขาไม่ได้เรียนศิลปะแต่เขามีวิธีคิดแบบคนทำงานศิลปะ อยากรู้จักเขา ตื่นเต้นที่จะได้มา แต่ก็มีความสงสัยว่าที่พักจะเป็นยังไง อยู่ยังไง กินยังไง เรื่องกินไม่ค่อยเป็นปัญหากับเราเท่าไหร่ เพราะเราชอบกินอาหารอิสานอยู่แล้ว ที่พักก็อยู่ได้ แค่ขอให้ได้รู้ว่าที่นอนเป็นแบบไหน แบบนอนรวม หรือมีห้องส่วนตัว จะได้เตรียมตัวถูก ก็เมลล์มาถามเขา ซึ่งเขาก็บอกว่ามีหลายแบบ ลองมาดูก่อน เราก็เลยเตรียมใจไว้ให้เจอกับอะไรก็ได้
แล้วพอมาแล้วเป็นยังไง
ก็ดีนะ บรรยากาศร่มรื่น ชอบมากเลยบ้านพักที่เขาใช้เป็นที่ทำงานด้วยออกแบบสวยดี เป็นสไตล์ที่เราชอบ รู้สึกอบอุ่น สบายใจในแวบแรก ตอนมาถึงมีน้องมาก่อนแล้ว 2 คน คือนมสด กับเลเดีย ซึ่งนมสดแยกไปพักบ้านอีกหลังซึ่งอยู่ละแวกเดียวกันนี่แหละ ส่วนเลเดียพักบ้านที่ข้างล่างเป็นพื้นที่ทำงานของภูคราม คุณเหมี่ยวก็ให้เราพักห้องเดี่ยวที่ว่างอยู่ห้องหนึ่ง ส่วนห้องที่เลเดียอยู่ยังเหลือพื้นที่นอนได้อีก 1 คน ซึ่งจะเป็นน้องใจดีที่จะตามมา พื้นที่สะอาดสะอ้านเพราะมีแม่บ้านทำความสะอาดทุกวัน ยกเว้นห้องนอนที่ต้องทำเอง ห้องน้ำสะอาด อยู่สบาย มีเครื่องอำนวยความสะดวกตามมาตรฐานบ้านพักอาศัย แต่ไม่มีแอร์ ซึ่งเราไม่ชอบห้องแอร์อยู่แล้ว แต่ก็จะมีนึกถึงบ้างเวลาที่อากาศร้อนมากๆ มียุง มีแมลงตามปกติบ้านชนบท ซึ่งก็นอนกางมุ้งเอา เพราะต้องเปิดหน้าต่างไม่มีมุ้งลวด แต่เราใช้ปิดหน้าต่างนอน เพราะกางมุ้งแล้วลมไม่เข้าไปในมุ้งเพราะพัดลมเราเป็นพัดลมติดผนังเอาเข้ามุ้งไม่ได้และแมลงก็แอบมุดเข้ามาในมุ้ง เลยใช้วิธีปิดหน้าต่างนอน ซึ่งก็นอนได้ เพราะพอดึกอากาศก็เย็นลง แล้วยังช่วยกันเสียงในช่วงเช้าๆได้ด้วย เพราะคนต่างจังหวัดตื่นเช้า ตี 5-6 โมง ก็ได้ยินเสียงเขาออกมาใช้ชีวิตกันแล้ว บางทีก็มีเสียงตามสาย
อาหารก็เป็นอาหารพื้นถิ่นง่ายๆ แจ่ว ไข่ต้ม ส้มตำ ปลานึ่ง ต้ม แกง วนๆไป มีเมนูพิเศษบ้างกันพวกเราเบื่อ อย่างข้าวกะเพรา ข้าวมันไก่ ก๋วยเตี๋ยว ราดหน้า ต้มเล้ง
เพื่อนร่วมงานก็น่ารัก คนในภูครามทุกคนก็น่ารัก คือทุกคนมีพลังงานดีเอเนอจี้บวกหมดเลย



เรื่องงานล่ะ ได้ทำอะไรบ้าง
ในส่วนงานเราชัดเจนมาก คุณเหมี่ยวบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าให้เรามาช่วยเขียนเล่าเรื่องราวการทำงานเพื่อลงเวบไซต์และเพจ เพราะกำลังพัฒนาเวปไซต์ ก็มีติดตามช่างปัก เพื่อเล่ากระบวนการทำงานของเขาในเสื้อ 1 ตัว และเขียนเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในภูคราม และด้วยความที่เราวาดรูปได้ด้วย คุณเหมี่ยวเลยให้วาดภาพประกอบกระบวนการทำผ้าตั้งแต่เก็บฝ้ายจนถึงเสร็จเป็นผ้า 1 ผืน เพื่อเอาไปต่อยอดทำผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมถึงลงในเวปไซต์ด้วย
1 เดือนที่ผ่านมาได้เรียนรู้อะไรบ้างจากภูคราม
ได้เรียนรู้เรื่องการย้อมผ้า การวางแผนจัดการของภูคราม การทำงานกับชุมชน การทำงานวิธีคิดของคุณเหมี่ยว ได้เห็นการเตรียมงานออกบูธ ได้เห็นตอนขาย ซึ่งแตกต่างจากที่เราเคยเห็น ได้เห็นความเที่ยงธรรมของภูครามที่ให้สิทธิ์ลูกค้าทุกคนเท่าเทียม ไม่มีนอกมีใน ตรงไปตรงมา ลูกค้าทุกคนจะได้เลือกงานพร้อมกัน ไม่มีระบบจองไว้ก่อน มาซื้อหน้างานเท่านั้น เงินซื้อคนที่นี่ไม่ได้ และตอนนี้มีขายในเวปไซต์ด้วยซึ่งใครสนใจงานภูครามก็เข้าไปเลือกซื้อได้ในเวปไซต์
พอได้มาทำงานมารู้จักชาวบ้าน มาอยู่กับชุมชน แล้วรู้สึกยังไง
สนุก คนที่นี่น่ารักมาก ช่างทุกคนเก่ง มีครั้งหนึ่งเรากับน้องๆ ชวนกันไปร้านกาแฟในหมู่บ้าน ด้วยความที่เป็นคนแปลกหน้า เขาถามว่าพวกเรามาทำอะไรแถวนี้ เราบอกว่ามาทำงานที่ภูคราม เราถามเขาว่าแถวนี้คนทำงานผ้ากันเกือบทุกบ้านเลยเหรอ เขาตอบว่าแต่ก่อนใช่ แต่เดี๋ยวนี้ก็เริ่มซบเซาลง มีช่างหลายคนที่เคยทำงานปักให้ภูคราม แต่ก็เลิกไป เพราะเขาบอกว่าทำงานให้ภูครามไม่อิสระ ไปรับงานที่อื่นไม่ได้ หมายถึงไปรับงานปักให้ที่อื่นไม่ได้ เพราะภูครามมีกฏว่าถ้าทำงานปักกับภูครามแล้ว ต้องทำให้ภูครามที่เดียว เขาจึงคิดว่าไปทำให้ที่อื่นดีกว่า เพราะจะรับงานจากกี่ที่ก็ได้
เราก็นึกถึงคำพูดของช่างภูครามหลายคนที่บอกว่าทำงานกับภูครามมีอิสระ เพราะได้คิดเอง ออกแบบลายปักด้วยตัวเอง ไม่มีใครมาสั่งให้ปักแบบนั้นแบบนี้ หรือให้ปักแต่แบบเดิมซ้ำๆ คำว่า “อิสระ” ของแต่ละคนความหมายก็ต่างกันไป เราได้เห็นว่าช่างที่อยู่กับภูครามตอนนี้คือคนที่ถูกบ่มเพาะโดยภูคราม และถูกคัดสรรโดยความคิดของพวกเขาเอง จึงล้วนแต่เป็นคนที่มีกระบวนการคิดที่เติบโต โดดเด่น และแตกต่างจากช่างปักผ้าทั่วไป พวกเขาไม่ได้เป็นแค่ช่างปักผ้า แต่พวกเขาเป็น “ศิลปิน”
“เราเห็นความจริงใจ เห็นความเอาจริงของเขา เห็น”รสนิยม ความคิด ทัศนคติ เรารู้สึกเหมือนได้เจอคนที่พูดภาษาเดียวกัน ได้เจอเพื่อน อยากมาเจอ เราได้เห็นวิธีการคิดของช่างปักจากการให้สัมภาษณ์แล้วเราทึ่งมาก แม้ว่าเขาไม่ได้เรียนศิลปะแต่เขามีวิธีคิดแบบคนทำงานศิลปะ อยากรู้จักเขา ตื่นเต้นที่จะได้มา”
แล้ว 1 เดือนต่อจากนี้คาดหวังอะไร
ปกติเป็นคนไม่ค่อยคาดหวังอะไร เพราะเราคิดว่าทุกวันคือสิ่งใหม่ และสิ่งใหม่ที่ได้เจอได้เรียนรู้ล้วนเป็นกำไรที่ไม่ต้องคาดหวังอยู่แล้ว อ้อ..มีอยากเข้าป่า เดินป่าศึกษาธรรมชาติในป่าภูพานที่เป็นแรงบันดาลใจให้เหล่าช่างปัก
อยากทำอะไรให้ภูคราม
พัฒนาผลิตภัณฑ์ ช่วยออกแบบ ภูครามกำลังจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่นอกเหนือจากเสื้อผ้า ซึ่งคิดว่าตรงนี้เรากับคนในทีมช่วยกันได้ และก็ออกแบบลายปักใหม่ๆ ด้วย ส่วนเรื่องการเขียนก็เต็มที่อยู่แล้ว สนุกทุกครั้งที่ได้เขียน เมื่อไหร่สิ่งที่ทำอยู่รู้สึกฝืน รู้สึกไม่สนุก ไม่ใช่ จะบอกคุณเหมี่ยวเลยว่าอันนี้ไม่เอา ขอเปลี่ยน หรือขอทำใหม่ ซึ่งก็ดีที่พูดตรงๆได้ และคุณเหมี่ยวก็รับฟังด้วย
มีอะไรที่อยากเรียนรู้เพิ่มเติมอีกไหม
อยากเรียนทำเส้นฝ้าย และการทอผ้า เพราะเป็นสิ่งที่สนใจมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัยแล้ว ชอบเรื่องการทอมาก แล้วก็อยากลองปักงานให้ได้สักชิ้น
แล้วถ้าจบจากที่นี่ไปจะทำอะไรต่อ
จริงๆ อยากอยู่ยาวๆ ไปเลยนะ เพราะเหมือนเจองานที่ใช่ งานที่อยากทำ งานที่น่าสนุก อยากทำไปหมดทุกอย่าง ทั้งทอ ย้อม ปัก มันน่าสนุกมาก ก็แอบคิดแผนชีวิตใหม่อยู่เหมือนกัน ว่าถ้ามาอยู่สกลฯ จะอยู่ตรงไหน ยังไง แฟนจะมาอยู่ด้วยได้ไหม มาแล้วเขาจะทำอะไร พอมันไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวแล้วมันตัดสินใจยาก จะทำอะไรก็ต้องแคร์อีกคนด้วย เพราะการมีกันและกันมันไม่ได้แย่ เราก็ต้องแชร์ชีวิตกับเขา เท่าที่ดูแล้วสกลฯสำหรับเราไม่ได้อยู่ยาก จากตอนแรกที่คิดว่าคงกันดารกว่านี้ พอมาอยู่จริงๆ มันก็สะดวกสบายอยู่ มีร้านค้าใกล้บ้าน ของก็มีเกือบทุกอย่างที่ต้องการ มีตลาด มีร้านข้าว ก็ไม่ได้กันดารขนาดนั้น หรืออยากใช้ชีวิตชิคๆหน่อยก็เข้าเมือง มีร้านอาหาร คาเฟ่ดีๆ เยอะไปหมด สกลนครเจริญและดีมากในความรู้สึกเรา คนก็น่ารักเป็นมิตร ธรรมชาติก็ดี ต้นไม้เยอะ ไม่ได้แห้งแล้งเลย แต่ทั้งนี้ก็ต้องแล้วแต่คุณเหมี่ยวว่าจะให้อยู่ต่อ หรือพอแค่นี้ (หัวเราะ)
แล้วถ้าต้องกลับจริงๆล่ะ
ก็กลับไปวาดรูปขาย ทำงานคราฟท์ก๊อกๆแก๊กๆ ขายเหมือนเดิม
มีอะไรอยากจะบอกพี่เหมี่ยวไหม
ก็ขอบคุณที่ให้โอกาสเราได้เข้ามาเรียนรู้ ได้มาเป็นส่วนหนึ่ง ตอนแรกคิดอยู่ว่าอายุเยอะแล้วเขาจะรับไหมนะ แต่เราก็มั่นใจในประสบการณ์ของเราไงว่ามันมีประโยชน์กับเขา พอได้มาทำก็รู้สึกดีมากๆ เพราะได้ใช้ความสามารถของตัวเองเต็มที่ ทั้งการเขียนและการวาดรูป คือสองอย่างนี้เป็นสิ่งที่เรารักมาตั้งแต่เด็ก พอมีคนให้โอกาสได้ทำ เราก็รู้สึกตัวเองมีคุณค่า ที่ความสามารถของเรามันเป็นประโยชน์กับคนอื่น มันใช้งานได้จริง และพอได้มาร่วมงานกับคุณเหมี่ยวจริงๆ เราก็ชื่นชมและศรัทธาเขามาก ในสิ่งที่เขาทำ เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นคนมีบารมี เพราะความซื่อตรงและเมตตาของเขา และเขารักและทุ่มเทกับภูครามมาก สังเกตว่าเขาแทบไม่คิดเรื่องอื่นเลยนอกจากงาน ซึ่งมันมีทั้งดีและไม่ดีนะ สำหรับคนรอบตัว แต่สำหรับคุณเหมี่ยวเขาไม่ได้มองว่ามันเป็นงาน เพราะสิ่งนี้มันเป็นเนื้อเป็นตัวเขาไปแล้ว เขาสนุกที่จะคิดที่จะทำตลอดเวลา ทำสิ่งนี้อยู่ก็คิดต่อยอดออกไปเป็นงานใหม่ได้เรื่อยๆอีก และประเด็นคือ เขาไม่ได้ทำเพื่อหวังกอบโกยเข้าตัวเองไง แต่เขามีอีกหลายชีวิตที่ต้องดูแล ตอนไปออกบูธมีลูกค้าเห็นราคาเสื้อแล้วมาพูดกับเราว่า ราคาขนาดนี้เจ้าของรวยแย่เลยเนอะ เขาพูดเพราะเขาไม่เห็นกระบวนการว่ากว่าจะได้เสื้อแต่ละตัวออกมาวางขายมันต้องผ่านขั้นตอนอะไรมาบ้าง ซึ่งก็เป็นต้นทุนทั้งนั้น และต้นทุนเป็นราคางานฝีมือ ไม่ใช่ราคาเหมาแบบโรงงาน และไม่ใช่ว่าช่างส่งงานแล้วจ่ายค่าแรงแล้วจบ ถ้างานชิ้นไหนขายได้ช่างก็จะได้ส่วนแบ่งเปอร์เซ็นต์จากการขายด้วย เอาที่ไหนมารวยก่อน คนที่พูดอาจเป็นคนที่ไม่เคยทำธุรกิจ หรือถ้าทำก็มีวิธีคิดที่ไม่ใช่แบบที่คุณเหมี่ยวทำ เราเคยทำงานกับองค์กรที่พูดว่าให้ความสำคัญกับคนตัวเล็กตัวน้อย แต่พอเรามาทำงานกับภูคราม เราเห็นเลยว่าของจริงอยู่ที่นี่ต่างหาก








