ตอนที่ 3 : วงโสเหล่

“…แรงบันดาลใจคือพี่เหมี่ยวให้โจทย์มา ตั้งแต่ 1-10 ปี ที่อยู่ภูคราม พี่แจ๋วก็นึกถึงภาพบรรยากาศเก่าๆ ในอดีตเราเคยทำอะไรบ้าง ก็เลยจะเอามาใส่เสื้อตัวนี้…”

อาทิตย์นี้ฉันนัดพี่แจ๋วที่เถียงนาพี่แจ๋วเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือมีพี่วิ และน้ายืนมาด้วย ฉันมาพร้อมน้ายืน เพราะน้ายืนไปรับฉันที่ภูคราม พี่วิกับพี่แจ๋ว มาถึงก่อนแล้ว พี่วิกำลังฝานหน่อไม้ที่เตรียมมา เพื่อไว้ทำแกงหน่อไม้ พี่แจ๋วเดินไปเดินมาหาเก็บโน่นเก็บนี่มาใส่แกง 

ฉันกับน้ายืนขึ้นมาบนเถียงนาแล้ววางข้าวของ น้ายืนเห็นมีมะละกอปอกเปลือกวางไว้อยู่ เลยช่วยสับไว้ทำส้มตำ พี่แจ๋วถือยอดฟักทองมากำใหญ่เอามาวางลงบนชาน 

“นี่เด้อน้า เจ้าเอาเมือบ้านนำ” พี่แจ๋วบอกให้น้ายืนแบ่งยอดฟักทองกลับไปบ้านเผื่อทำกับข้าวกิน

“บ่ เอาแกงโลด ข่อยบ่ได้เฮ็ดกับเข่า” น้ายืนบอก

“อ้าวแสดงว่าวันนั้นหนูโชคดีมากที่น้ายืนแกงเห็ดให้กิน” ฉันว่า

“แม่นค่ะ” น้ายืนพูดพร้อมหัวเราะ ก็อย่างที่น้ายืนบอกว่าทำกับข้าวไม่เป็นเพราะตอนเด็กที่บ้านให้ทำงานไร่งานนามากกว่า งานบ้านนั้นเป็นหน้าที่ของพี่สาวกับพี่สะใภ้

พี่แจ๋วเก็บยอดฟักทองกับใบแมงลักมา แล้วก็ขอตัวกลับบ้านไปหาข้าวให้แม่กินก่อน 

“ขอกลับบ้านไปหาข้าวให้แม่กินก่อนเด้อ เดี๋ยวสิผัดกะเพรามานำ”

พี่แจ๋วออกไปไม่นาน พี่บวบก็มาสมทบ พักใหญ่พี่แจ๋วก็กลับมาพร้อมผัดกะเพราหม้อใหญ่ กับน้ำหวาน และน้ำแข็ง วางของแล้วก็ไปตัดใบตองมาให้ไว้รองสำรับข้าว มืออีกข้างก็กำใบชะพลูมาให้กินแกล้มส้มตำด้วย ระหว่างนั้นแกงหน่อไม้ยังไม่เสร็จ ฉันจึงเรียกพี่แจ๋วให้ขึ้นมาเอาเสื้อให้ดูหน่อย

“บริการเพื่อนเสร็จหรือยังคะ เชิญทางนี้หน่อยค่ะ” ฉันแซวพี่แจ๋ว

“เพิ่นมักบริการหมู่” น้ายืนยืนยันสิ่งที่ได้เห็น

“สมชื่อแจ๋วเขาหละ” พี่วิแซว

“พี่ฮุ้งขอน้ำหน่อยค่ะ” พี่บวบถือกระบอกน้ำที่พกมายื่นให้ฉันขอเติมน้ำจากกระติกที่อยู่บนชานบ้าน ในกระบอกมีฝาที่เป็นส่วนกรองน้ำแข็งไม่ให้ไหลมากระแทกปากเวลายกแก้วดื่มขวางอยู่ ทำให้น้ำไหลลงไปช้า

“เอามือจับหยิบออกก็ได้นะคะ ไม่รังเกียจ” พี่บวบบอก ฉันเลยแกล้งทำท่าจะแคะขี้มูกแล้วมาจับ พี่บวบชะงัก

“ไม่ใช่อย่างนั้นสิพี่ฮุ้งงงงง…..” พี่บวบลากเสียงยาว เราหัวเราะให้กัน

พี่แจ๋วหยิบเสื้อออกมาเสร็จพอดี

“นี่ค่ะ” พี่แจ๋วยกเสื้อขึ้น ฉันเข้าไปดูใกล้ๆ

“อาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้างคะ” 

“อาทิตย์ที่ผ่านมาก็ได้งานไม่เยอะเท่าไหร่ ได้เติมดอกติ้ว แรงบันดาลใจคือพี่เหมี่ยวให้โจทย์มา ตั้งแต่ 1-10 ปี ที่อยู่ภูคราม พี่แจ๋วก็นึกถึงภาพบรรยากาศเก่าๆ ในอดีตเราเคยทำอะไรบ้าง ก็เลยจะเอามาใส่เสื้อตัวนี้ คือเสื้อชุดนี้ที่ทุกคนได้มาทำโปรเจกต์นี้น่ะนะ มันจะมีความพิเศษ มันจะรวมตั้งแต่เริ่มแรกจนมาถึงปัจจุบัน พี่แจ๋วจะเอาดอกอูน หรือดอกพวงไข่มุกมาลงในนี้ด้วย เป็นต้นแรกที่พี่แจ๋วเริ่มหัดปัก มีดอกเสลา ดอกขี้อ้น รวมดอกไม้ที่เคยทำจะมาอยู่ในเสื้อตัวนี้ เสื้อตัวนี้จะมีความพิเศษคือความหลากหลาย พี่แจ๋วยังไม่เคยทำดอกติ้ว อันนี้คือปัจจุบัน” พี่แจ๋วชี้ดอกติ้วที่ปัก

“อันนี้ก็คืออดีต กระท่อม อันนี้ดอกเสี้ยว ปัจจุบันเหมือนกัน พี่แจ๋วไปเอาฟางให้วัว ตรงคอกวัวนี้มันมีต้นเสี้ยว พี่แจ๋วเห็นมันเป็นกลุ่มๆ กระจาย ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง เลยชอบ เลยเอามาใส่ในตัวนี้” พี่แจ๋วไล่นิ้วชี้ไปตามที่พูด ใกล้กับกระท่อมมีกอไผ่มีหน่อไม้

“ตรงแขนกำลังจะทำอะไรคะ” ฉันเห็นที่แขนมีขึ้นลายปักกิ่งก้านไว้

“จะทำดอกติ้วเหมือนกัน เป็นกิ่งติ้วลงมาให้ดูสวยงาม ให้ดูมีไฮไลท์”

พี่แจ๋วเลื่อนนิ้วกลับมาที่ชายเสื้อ แถวโคนต้นไม้

“ตรงนี้จะวางเป็นก้อนหิน มีเห็ดบ้าง เสื้อตัวนี้พี่แจ๋วจะใส่เรื่องราวทั้ง 3 ฤดูกาล หน้าหนาวภาพรวมจะเป็นดอกไม้ หน้าฝนก็หญ้าสีเขียว ถ้าหญ้าสีเหลืองก็คือแห้งแล้ง มีกอหน่อไม้ มีผักหวาน เหมือนป่าที่พี่แจ๋วเคยไปเก็บเห็ด เวลาเห็ดออก พี่วิ พี่บวบจะพากันไปเก็บเห็ด” 

“ตรงนี้จะวางเป็นก้อนหิน มีเห็ดบ้าง เสื้อตัวนี้พี่แจ๋วจะใส่เรื่องราวทั้ง 3 ฤดูกาล หน้าหนาวภาพรวมจะเป็นดอกไม้ หน้าฝนก็หญ้าสีเขียว ถ้าหญ้าสีเหลืองก็คือแห้งแล้ง มีกอหน่อไม้ มีผักหวาน เหมือนป่าที่พี่แจ๋วเคยไปเก็บเห็ด เวลาเห็ดออก พี่วิ พี่บวบจะพากันไปเก็บเห็ด”

“คราวที่แล้วบอกว่าจะให้เสื้อตัวนี้แทนหน้าฝน แต่ตอนนี้เปลี่ยนใจแล้วหรือคะ” 

“พอไปทบทวนโจทย์ก็เลยจะรวมทุกฤดูไว้ด้วยกัน จะได้มีอะไรหลากหลายในเสื้อตัวนี้แต่ก่อนพี่แจ๋วทำกิ่งไม้ก็จะทำแต่กิ่งไม้ ทำดอกไม้ก็จะมีแต่ดอกไม้กระจายเต็มเสื้อ แต่เสื้อตัวนี้จะมีความพิเศษ เพราะมันจะมีหลากหลายต้น มีทั้งดอกขี้อ้น ดอกอูน ดอกเสี้ยว ดอกติ้ว ใบนี้ก็เป็นต้นแดง ความคิดมันก็ไปเรื่อยในแต่ละวัน วันนี้คิดอะไรไม่ออกก็ยังไม่ทำ พอคิดออกก็ค่อยมาทำ”

ระหว่างคุยกับพี่แจ๋ว แกงหน่อไม้ฝีมือพี่วิก็เสร็จพอดี เราช่วยกันเตรียมสำรับกับข้าว พี่วิลงมือทำส้มตำต่อ 

“ขอปลาร้าเป็นต่อนๆ ด้วยนะคะพี่วิ” ฉันบอกให้พี่วิใส่ปลาร้าแบบบ้านๆ เป็นตัวๆ ไม่ใช่ปลาร้าขวดที่เขาทำขายกันเดี๋ยวนี้ ฉันว่ามันขาดจิตวิญญานความเป็นอีสานดั้งเดิม แม้ว่ามันจะสะอาดถูกสุขลักษณะก็เถอะ 

แต่ก่อนปลาร้าพื้นบ้านที่เขาทำขายกันจะทำจากปลากระดี่ มีกลิ่นหอมของข้าวคั่ว ตัวปลาสีขาวเทา สีน้ำเป็นสีเหลืองละมุน ไม่ดำคลั่กแบบปลาร้าขวด รสชาติกลมกล่อม ไม่เค็มจัด มีเปรี้ยวบางๆ

“ตอนเด็กแม่หนูจ้างญาติมาจากอิสานมาเป็นพี่เลี้ยง เขาฉีกปลาร้าคลุกข้าวให้หนูกิน หนูติดใจเลยไปบอกแม่ว่าพี่เลี้ยงเอาปลาร้าคลุกข้าวให้กินอร่อยมาก แม่โกรธใหญ่เลยว่าพี่เลี้ยงไม่ยอมทำกับข้าวให้หนูกิน” ฉันเล่าที่มาของการได้กินปลาร้าครั้งแรกให้พี่ๆฟัง พี่วิจึงจัดเต็มใส่ตัวปลาร้ามาให้ในส้มตำหลายตัว 

เรากินมื้อกลางวันกันอย่างเอร็ดอร่อย หน่อไม้สดนี่มันหวานอร่อยจริงๆ กินเสร็จ เราช่วยกันเก็บสำรับ และทุกคนก็แยกย้ายไปหามุมปักผ้า พี่วิ กับ น้ายืน ปักหลักอยู่บนเถียง พี่บวบนอนปักอยู่ที่เปลด้านล่าง พี่แจ๋วขอตัวไปเอาหญ้าให้วัว ฉันจึงชวนพี่วิคุยไประหว่างรอ สักพักน้ายืนก็มานอนเล่นอยู่ใกล้ๆพี่วิ

ไม่นานพี่แจ๋วก็กลับมา หยิบเสื้อและอุปกรณ์มานั่งลงบนเปลที่อยู่บนเถียง  ใกล้กับที่ฉันนั่งอยู่

“อาทิตย์ที่ผ่านมาไปทำอะไรมาบ้างคะ” 

“แต่ละวันก็ได้ใบ สองใบ” พี่แจ๋วหมายถึงปักใบไม้บนเสื้อ 

“บางทีเราต้องไปทำนา แฟนไปหยอดข้าวลงนา เราก็ไปบริการ หาข้าวหาน้ำให้เขา แล้วก็มาดูวัว แล้วก็ไปดูแม่ มันเลยไม่ค่อยมีสมาธิ วิ่งไปวิ่งมา พอมานั่งลงจะปักก็เหนื่อย อยากนอน วัวก็ร้อง งอวววววว ก็ต้องวิ่งไปเอาหญ้าให้มันกิน ถ้าปล่อยมันหากินเองมันก็จะไปทั่วเลย เลยไม่เอาออก สามีบอกให้เอาวัวออกจากคอก เราบอกไม่เอา ถ้าเปิดคอกเมื่อไหร่มันวิ่งไปทางใครทางมันเลยนะ แล้วก็ไปกินต้นมันที่สวนคนอื่น” พี่แจ๋วเล่าประกอบท่าทางอย่างออกอรรถรส 

“ใน 2 เดือนนี้ ก็ยังไม่ได้ทำเสื้อเต็มที่ เพราะบางทีก็มีงานอื่นต้องไป งานบุญ งานตาย ไปลงทะเบียนข้าว ไปโรงเรียนลูก มันมีงานหลากหลายจิปาถะให้ทำ ไม่ใช่ว่าตื่นขึ้นมาจะได้มาทำผ้าเลยนะ” 

“งานลงทะเบียนข้าวคืออะไรคะ”

“แต่ละปีเขาจะมีเงินช่วยเหลือชาวนา เกษตรกร หากขายข้าวไม่ได้ ข้าวตาย ข้าวเสียหาย ก็จะได้เงินชดเชย ไร่ละ 1,000 บาท”

“มันคุ้มไหมนี่” ฉันสงสัย

“ก็ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย” พี่แจ๋วตอบ 

“ถ้ามีเงินตรงนั้นมาช่วยก็พอได้มีค่าปุ๋ย” พี่วิเสริม

“ถ้าเราปลูกข้าวขายเราได้ไร่ละกี่บาทคะ”

“ก็แล้วแต่พ่อค้าเขาตั้งราคามา ว่าเขาจะซื้อเท่าไหร่” 

ฉันเลยลองชวนพวกพี่ๆคำนวน ว่าตอนทำนาเราลงทุนไปกับอะไร เท่าไหร่บ้าง จนได้ผลกำไรออกมาที่ประมาณ 1800 บาท ต่อไร่ต่อปี ซึ่งไม่ใช่เงินที่เยอะเลย และไม่คุ้มเหนื่อยด้วยซ้ำ 

“แต่ดีที่มีข้าวกินเอง ถ้าไม่ทำนาก็รก” พี่แจ๋วว่า

“แล้วบัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังมีเงื่อนไขว่าถ้าใครมีที่ดินเกิน 10 ไร่ จะไม่มีสิทธิ์ได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก ที่ดินก็ไม่ได้ทำรายได้ให้เราทุกเดือนนะ” พี่แจ๋วพูดต่อ ดูอัดอั้นตันใจ แต่ไม่ว่าจะดูอัดอั้นตันใจยังไง บุคลิกพี่แจ๋วก็ดูเหมือนคนพูดขำๆไปอย่างนั้นเอง

พี่แจ๋ว พี่วิ ปักไปคุยไป ฉันจึงมองไปทางน้ายืนเห็นน้ายืนหลับนิ่งดูกำลังสบาย ชะเง้อมองไปที่เปลที่พี่บวบอยู่ก็เห็นพี่บวบหลับ

“เอ้าพี่บวบหลับซะแล้ว นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็น…..” ฉันเว้นคำท้ายไว้ไม่ได้พูดต่อ

“ฟังอยู่เด้อ หลับตาซือๆ” พี่บวบส่งเสียงพร้อมขยับตัว แต่ตายังหลับอยู่ ฉันกับพี่แจ๋วหัวเราะ

“ตอนนั้นพาคนไปเดินป่าแล้วเขาเห็นก้อนหินมีตะไคร่น้ำ มีไลเคน มีดอกขี้อ้น ดอกกระดุม เขาก็แค่มองแล้วผ่านไป พอกลับมาที่ภูคราม พี่บวบ พี่วิ น้ายืน ก็ไปพรีเซ็นต์งาน น้ายืนบอกว่านี่ขี้กะหลึน (ตะไคร่น้ำ) นะมาอยู่ในเสื้อนี้ อันนี้คือดอกกระดุม คนเขาก็ฮือฮา ร้องอ๋อ ว่าฉันเห็นอยู่ตรงนั้น เขาเลยอึ้งที่ภูครามเลียนแบบธรรมชาติ เลยทำให้งานเรามีคุณค่า ผู้คนก็ได้รับรู้และมีลูกค้าใหม่ๆเพิ่มขึ้น” พี่แจ๋วเล่า 

“คนที่มาเป็นทีมงานอาบป่า เราได้โอกาสต้อนรับ แล้วภูครามเลยให้ช่างของภูครามเล่าเรื่องป่าผ่านเสื้อที่เราปัก” พี่บวบอธิบายเพิ่มเติม ตอนนี้พี่บวบตื่นมานั่งปักผ้าแล้ว

“ภูครามขายงานได้เพราะมันมีเรื่องราว ถ้าเราไม่เล่า ปักเสร็จแล้วก็แล้วไป เรื่องราวมันก็จะหายไปจากโลกนี้ พอเราเล่าวิถีชีวิตทุกสิ่งทุกอย่างก็ฟื้นคืนมา เราได้นำเสนอวิถีชีวิตชุมชนของเรา” พี่แจ๋วบอก

“ดีที่มีภูครามพอได้ทำงานช่วยเหลือครอบครัว ดีนะที่ภูครามมาตั้งที่นี่ เอทีเอ็มก็มาตั้งที่นี่ อนามัยมาตั้งที่นี่ เทศบาลก็มาตั้งที่นี่ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก็มาตั้งที่นี่ แต่ก่อนนี้หลังน้อยๆ ปลวกก็ขึ้น พ่อบวบเป็นรองนายกอบต. เลยเขียนโครงการของบ ถนนหนทางก็มาถึง ทางดี บ้านนางเติ่งนี้ดี” พี่แจ๋วพูดอย่างภูมิใจ 

“เป็นหมู่บ้านพัฒนา” ฉันเสริม

“แต่พอพัฒนาเราก็อยากอนุรักษ์สิ่งเก่าๆไว้นะ” พี่วิพูดขึ้น

“ดอกอูนชอบขึ้นอยู่ตามริมน้ำ แต่หายไป 30 กว่าปีแล้วนะไม่ค่อยเห็น เคยเห็นไหมดอกพวงไข่มุก” พี่แจ๋วนึกขึ้นได้ 

“พี่แจ๋วกำลังหาด้ายสีเขียวอ่อนอยู่ ถ้าหาไม่ได้ก็ไม่ได้ปักนะดอกอูนเนี่ย ต้นมันเป็นพุ่ม ดอกตูมมันเป็นเม็ดกลมๆ” 

ฉันเปิดกูเกิ้ลค้นหาดอกพวงไข่มุก แล้วเอารูปให้พี่แจ๋วดู

ภาพจาก pantip.com

“นี่หรือคะ”

“ใช่ๆ นี่แหละ ดอกอูน น่ะ” พี่แจ๋วว่า

“อ๋อดอกพวงไข่มุกนี่คือดอกอูนเหรอคะ มิน่าเขาถึงเรียกลำน้ำอูน”

“เห็นไหมตอนนี้เขาก็เริ่มทำถนนทีละน้อยๆ แต่ก่อนยังได้ช่วยกันเข็นรถไถ แฟนพี่บวบขับรถไถ แล้วติดหล่ม แจ๋วกับบวบอยู่ท้ายก็เลยลงช่วยกันดัน ทีนี้แฟนพี่บวบคิดว่าพี่แจ๋วกับพี่บวบขึ้นรถแล้ว ขับรถไถ ตึ่ดๆๆๆ ไปโน่น พี่บวบก็ตะโกน รอด้วย รอเมียด้วย เขาก็ไม่สนใจไม่รู้เรื่องเลย” พี่แจ๋วเล่าไปหัวเราะไป

“เขานึกว่ารถเขาแรงดี หารู้ไม่ว่าเมียเป็นคนดัน” พี่วิเสริมพร้อมกับขำ

“พี่เหมี่ยวพาไปเดินป่าเพื่อที่จะสื่อให้ลูกค้าได้รู้ บางคนเขาอยู่กรุงเทพเขาไม่ได้เห็นป่า เขาอยู่แต่ตึก ถ้าเขาได้เสื้อไป แสดงว่าเขาได้ธรรมชาติไป เขาก็มีความภูมิใจ เขารักเสื้อภูครามมากนะ บางคนแทบไม่อยากจะซัก 

ที่พี่เหมี่ยวให้โจทย์ครั้งนี้มานะ ฉันคิดว่าเพราะพี่เหมี่ยวเห็นความพิเศษของแต่ละคน เสื้อแต่ละตัวจึงสะท้อนตัวตนของเราได้ดีที่สุดในเสื้อตัวนี้ ถ้าใครได้ไปนะคุ้มค่ามากเลย

คิดว่ามันจะอลังขนาดเด้ โจทย์ที่พี่เหมี่ยวให้มา ฉันคิดเอาเองนี่แหละนะ แต่ละคนละไม่ยอมกันเลยนะ เพราะพี่เหมี่ยวบอกว่าต้องสู้ ต้องแข่งขันกัน ทำให้ดีที่สุด พี่เหมี่ยวให้พลังเราอ่ะนะ แต่ละคนเลยไม่ยอมแพ้ ต้องแข่งขันกันเพื่อให้เกิดพลัง ต้องฮึด!” 

พี่แจ๋วชูกำปั้นทำท่าพี่เหมี่ยวให้ดู

“กำปั้นน้อยๆ เพิ่นนั่นเนาะบวบ” พี่แจ๋วหันไปพยักพเยิดกับพี่บวบ 

“สู้เด้อ ต้องทำให้ได้ เพิ่นให้กำลังใจลูกน้อง” พี่แจ๋วพูดต่อ

“ว่าแล้วก็อยากจะซื้อเสื้อตัวเองเก็บไว้อยู่นะ” พี่แจ๋วว่า

“งั้นต้องขายข้าว 10 ไร่ จะได้เสื้อ 1 ตัว” ฉันแซว

“มีคนพูดว่าขายควายหมดคอกก็ไม่ได้” พี่แจ๋วพูดติดตลก

“คุณเหมี่ยวเลือกคนมาทำงานในภูครามนี่คือเขาคิดดีแล้วนะ เพราะเขาอยากให้งานแต่ละปีมีความแตกต่าง ความแปลกใหม่ออกมาเรื่อยๆ” พี่วิพูด

“แต่ก่อนทำงานก็ทำไปเรื่อย ไม่รู้จักจุดยืนของตัวเอง ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ทำอะไรได้ดี เห็นอะไรก็มาเอามาจุ๊กใส่” พี่แจ๋วทำมือเป็นกระจุกจิ้มใส่เสื้อ

“ทีนี้ก็เล่าเรื่องไม่ได้ หลังจากที่พี่เหมี่ยวพาไปเดินป่าแห้งแล้งที่มอซัน พี่แจ๋วก็มาสำรวจตัวเองว่าเราเด่นในทิศทางไหน พอพิจารณาดูก็พบว่าพี่แจ๋วควรจะทำกิ่งไม้ ชอบทำกิ่งไม้”

แล้วก็เกิดวงโสเหล่ แซวกันหัวเราะเฮฮาสนุกสนาน จนน้ายืนตื่นขึ้นมา ลุกไปอาบน้ำ แล้วกลับมานั่งปักผ้า น่าจะเพราะอากาศอบอ้าวจากฝนที่ตกลงมาแว่บๆ แล้วหยุดไป

“วิธีการทำงานเราหลายคนจะใช้ดินสอสีเขียนก่อน แต่ของน้ายืนจะใช้สมองวาดเอานะ” พี่แจ๋วบอก

“วาดแล้วก็ไม่เคยเป็นไปตามที่วาด เพราะบางทีมันปักไหลไปเรื่อยๆ” น้ายืนพูดไปหัวเราะไป

ทุกคนปักผ้ากันอย่างตั้งใจ มุมใครมุมมัน เป็นภาพที่น่ารักมาก

“ถ้าเรามองอยู่โคนต้นไม้จะเห็นหินและโคนต้นไม้ ถ้าเรามองประมาณกลางๆ เราจะเห็นกิ่งไม้ แต่ถ้ามองสูงขึ้นไปอีก จะเห็นกิ่งไม้ที่เรามองผ่านไปเห็นเมฆ เลยเป็นเสื้อตัวก่อนหน้านี้ มีใบไม้นิดหน่อย ส่วนใหญ่เป็นกิ่ง” พี่แจ๋วพรรณาถึงเสื้อตัวก่อนหน้านี้

“เดี๋ยวจะได้เข้าป่าอีก จะไปหาแรงบันดาลใจเพิ่ม ฉันจะไปถ่ายกิ่งไม้ ไปถ่ายรูปหิน เวลาเห็ดออกก็ไปถ่ายรูปเห็ด” พี่แจ๋วทำท่าดุ๊กดิ๊กเหมือนเด็กหญิงฝันถึงตุ๊กตา

“ตอนนั้นพวกพี่พรรณได้ไปดูดอกหญ้าตามดาน (ลานดินดาน) มีดอกกระดุม ดอกสร้อยสุวรรณา เขาได้แรงบันดาลใจ ทำงานออกมาปังมาก” พี่วิบอก

“ตอนนั้นเป็นปลายฝนต้นหนาว ช่วงปลายเดือนตุลา มันจะเป็นดาน แล้วมีทุ่งดอกไม้ป่า พี่เหมี่ยวไม่อยากให้เหยียบ” พี่แจ๋วเสริม

“อ้ายลิงเจ้าอย่าไปเหยียบดอกไม้เหมี่ยว” พี่วิเลียนเสียงคุณเหมี่ยวที่บอกสามีพี่วิไม่ให้เหยียบดอกไม้

“เพิ่นก้าวถอย เขาก็ไม่ได้สนใจแหละนะ เขาเคยอยู่กับดินกับทุ่ง เขาก็เดินเหยียบไปโท่งๆ” พี่วิว่า

“เขาคิดว่าเหยียบไปถ้ามันตาย เดี๋ยวปีหน้ามันก็ขึ้นใหม่ แต่พี่เหมี่ยวเขาเสียดายไง มันกำลังสวย” พี่แจ๋วขยายความ

“หัวเด้ เพิ่นก็ดาย ‘ฮ่าๆๆ จั๊กแหลว ไผสิฮู้จักว่าเหมี่ยวแพง ดานก็ดานหมอโจ่ย’ ” พี่วิเล่าถึงสามีที่บอกว่าไม่รู้ว่าคุณเหมี่ยวจะห่วงดอกไม้ ที่ก็เป็นที่ของตาโจ่ย เขาไม่เข้าใจว่าจะห่วงทำไม

“ป่าเป็นดวงใจของเขา เห็นขยะไม่ได้นะต้องเก็บ เขาอนุรักษ์ เขาหวงธรรมชาตินะ” พี่แจ๋วเล่าถึงคุณเหมี่ยว

“งี้เวลาเราไปเดินป่าต้องแจกถุงดำคนละถุงไว้เผื่อเก็บขยะ” ฉันออกความเห็น

“อย่างน้อยๆก็เป็นขยะของเราที่เรากิน” พี่แจ๋วว่า

“ใครทิ้งบ้างก็ไม่รู้นะ คนมาหาเก็บเห็ดเก็บของป่าทิ้งขยะเรี่ยราด ปี่ที่แล้วน่ะ จนได้แจ้งความ คนมาป่าไม่มาเฉยๆ ก็ห่อข้าวห่อน้ำ เอาขนม ถุงก๊อบแก๊บ ของจากในเมืองมา” พี่วิว่า

“ถ้าเป็นกระดาษก็ไม่เท่าไหร่ อย่างแก้วกาแฟ แต่ว่าขวดแก้ว ขวดพลาสติกน่ะ มันไม่ย่อยสลาย” พี่แจ๋วให้ความเห็น

“พี่วิเคยเก็บเห็ดเผาะได้ 11 โล ได้เงินวันเกือบพันบาท” พี่แจ๋วเล่าต่อ

“ไป ไปเก็บเห็ดกัน” ฉันเย้าพี่ๆ

“ตอนที่เราเดินป่าพี่วิเห็นปูอยู่ในแอ่ง พี่วิวิ่งไปเอา พี่เหมี่ยวบอกให้หยุดๆ พี่วิไม่ฟังบอกว่าจะเอาไปป่น เฮาหาอยู่หากิน แต่พี่เหมี่ยวเขาเว้น คนไปด้วยกันนิสัยต่างกันน่ะนะ เป็นวิถีเรา มันเลยเป็นเรื่องตลก ทีนี้พอไปถึงแก่งตาจ่าเดินป่าไปเล่าเรื่องโน่นนี่ให้กันฟัง พี่วิไม่สนใจอะไรไปหักหน่อไม้ได้เต็มกระหยัง” พี่แจ๋วเล่าไปยิ้มไป

คุยกันไปปักผ้าไป ฟ้าก็ร้องครืนๆ 

“กลับบ้านก่อนนะ คิดถึงพ่อแล้ว” พี่บวบบอกขึ้น พร้อมกับเก็บข้าวของ 

“บอกเขาว่ามาแป๊ปเดียว นี่ 3 ชั่วโมงแล้ว ไปเกิ่นเด้อ” พี่บวบเก็บของเสร็จหอบหิ้วของไปขึ้นรถ 

“บ๊ายๆ ไว้เจอกันใหม่จ้า” ฉันร่ำลาพี่บวบ วันนี้ไม่ได้ไปส่งที่รถ เพราะกำลังคุยติดพัน

“ตอนพ่อยังอยู่แถวนี้เป็นสวนมะม่วงทั้งหมด ขายได้ทีละหลายตันโลละบาท ได้เงินหมื่นกว่าตอนนั้นถือว่ารวยนะ” พี่แจ๋วบอก

“ครั้งหน้าเราทำแจ่ว ผักลวก ปลาร้าทอดกินกันนะ” พี่แจ๋วบอกฉัน เพราะเห็นฉันชอบกินปลาร้า เลยจะจัดเมนูพิเศษมาให้ และก่อนหน้านี้ฉันก็พูดติดตลกกับพี่แจ๋วว่า กินแกงหน่อไม้จนจะเป็นเก๊าแล้ว

“แจ่วแมงดาเด้อ กินเป็นอยู่บ่” พี่แจ๋วถาม ฉันทำตาโต

“แมงดาจริงหรือแค่กลิ่น” “ปลอม!” พี่แจ๋วพูดสวนก่อนที่ฉันจะพูดจบประโยค แล้วหัวเราะ 

“ถ้าอยากได้ของจริงต้องให้วิไปช้อน” พี่แจ๋วบอก ให้พี่วิไปจับ

ฉันนอนฟังพี่แจ๋วกับพี่วิเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้อย่างเพลินอารมณ์ จนฟ้าครึ้มมาอีกระรอก คะเนด้วยตาคิดว่าตกรอบนี้คงหนักแน่ เลยชวนพวกพี่ๆ เก็บของกลับบ้านกันดีกว่า ขณะที่ฉันกำลังถ่ายรูปเสื้อของทุกคน ฝนก็ตกลงมาห่าใหญ่ เราเลยต้องนั่งรอให้ฝนหยุดกันก่อน พี่วิลุกไปจุดเตาถ่าน

“วิเหมือนคนโบราณเลยนะ ปู่ย่าตายายเวลาฝนตกเขาต้องรีบลุกไปจุดเตาไม่รู้ทำไม” พี่แจ๋วว่า

“คงเพราะฝนตกแล้วเขากลัวฟืนจะชื้นแล้วจุดติดยากหรือเปล่าคะ เดี๋ยวจะทำกับข้าวกับปลาไม่สะดวก ไม่รู้นะคะ อันนี้เดาเอา” ฉันสันนิษฐาน

“เออ น่าจะมีส่วนนะ” พี่แจ๋วเห็นด้วย 

เรานั่งเล่นรอไม่นานฝนก็หยุดแต่ดูเหมือนว่าน้ำบนฟ้ายังไม่หมดแค่นี้ เมื่อฝนทิ้งช่วงเราจึงรีบขนของเดินไปขึ้นรถกัน พี่วิ กับพี่แจ๋วขี่มอเตอร์ไซค์นำหน้าไป พี่วิใช้ถุงพลาสติกคลุมหัว

“เหมือนนักเรียนเลิกเรียนแล้วแยกย้ายกันกลับบ้านเลยนะคะ” ฉันว่า น้ายืนหัวเราะ

“มันอบอุ่นดีเนาะค่ะ อยู่อย่างนี้” น้ายืนเสริม

“ตอนหนูอยู่เชียงใหม่จะมีกลุ่มเดินป่าทุกอาทิตย์ ได้ไปเดินป่ากับเพื่อนเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กที่ไปเล่นผจญภัยด้วยกัน อยู่กรุงเทพฯ ไม่มีอะไรแบบนี้นะคะ”

“แม่นค่ะ บางทีคนเฮาก็บ่ได้ต้องการอีหยังมาก” น้ายืนสำทับ

“บางทีเราก็แค่อยากมีช่วงเวลาที่ได้กลับไปเป็นเด็กบ้าง มันก็มีความสุขดีนะคะ” ฉันรู้สึกมีความสุขที่ได้อยู่กับพวกเขาจริงๆ การได้มานาพี่แจ๋ววันนี้เหมือนเพื่อนได้มาเล่นด้วยกัน

เมื่อรถน้ายืนขับห่างออกมาจากนาพี่แจ๋วไม่ไกล ฝนก็เทลงมาอีก น้ายืนมาส่งฉันถึงหน้ารั้วภูคราม ฉันเดินกลับเข้าที่พักด้วยความอิ่มเอมใจ แม้ว่าการเจอช่างที่เราต้องติดตามเขียนเรื่องราวของเขาพร้อมกันทั้งสามคนในวันเดียวกันจะเป็นเรื่องท้าทายทักษะการเขียนของฉันอย่างมากก็ตาม แต่ฉันก็สนุกที่ได้เห็นพวกเขาอยู่ด้วยกัน

เขียนโดย ม่านเมฆา