ติดตามป้าทำ ช่างทอประจำภูคราม
หลังจากมื้อเที่ยงที่ภูคราม ช่วงบ่ายวันนี้ฉันนั่งเคลียร์งานส่วนตัวไม่นานก็ตัดสินใจเดินไปหาป้าทำ เผื่อว่าจะได้นัดแกเพื่อติดตามงานในครั้งถัดไป พอเดินไปถึงที่บ้านก็รู้สึกว่าวันนี้เงียบผิดปกติ เพราะไม่มีใครมานั่งเล่นอยู่ที่ชานบ้านเหมือนเคย สักพักป้าทำก็เดินออกมาจากบ้านแล้วชวนฉันไปดูการทอผ้า
“ตามมาๆ ไปดูเพิ่นทอผ้า” แกว่า
ฉันก็เดินตามแกไปอย่างงง ๆ เพราะว่ายังไม่ได้นัดแนะอะไรไว้ เราเดินออกจาบ้านป้าทำ ย้อนมาทางโรงย้อมผ้า แล้วเลี้ยวซ้าย มุ่งหน้าไปที่ถนน ก่อนจะข้ามถนนเพื่อไปที่บ้านฝั่งตรงข้าม เดินไปถึงฉันก็เห็นกี่ทอผ้าตั้งอยู่ที่ใต้ถุนบ้านทางขวามือ บนนั้นมีการขึ้นเส้นฝ้าย และเริ่มทอผ้าสีน้ำตาลไปเยอะแล้ว

ป้าทำแนะนำ ‘ป้าจอก’ ให้ฉันรู้จัก ป้าจอกเป็นช่างทออีกคนที่ป้าทำมักจะกระจายงานให้แกช่วยทอผ้าให้อยู่เรื่อย ๆ ป้าทำบอกว่าฝ้ายบนกี่ทอผ้านี้เป็นฝ้ายที่ป้าทำกวักเมื่อครั้งก่อน

ระหว่างนั้นป้าจอกก็เดินมานั่งที่กี่ทอผ้าแล้วเริ่มการทอผ้าให้ฉันดู แกถามสารทุกข์สุกดิบฉันพลางทอผ้าไปด้วย
ด้วยความที่ฉันพอมีความคุ้นเคยกับงานสิ่งทอ พอได้เห็นวิธีการจึงไม่ได้มีความสงสัยอะไรมาก แต่ได้ถ่ายวีดีโอ และถามข้อมูลคร่าว ๆ เอาไว้
“ป้าจอกทอผ้ามานานหรือยังคะ”
“ทำหลายปีแล้วล่ะ” แกว่า
“อ๋า” ฉันพยักหน้าก่อนถามต่อ
“แล้วผืนนี้เริ่มทอมากี่วันแล้วคะ”
“3 วัน”
“ใช้ฟืมอะไรหรอคะ”
“อันนี้คือฟืม 15 จ้ะ”
ฉันพยักหน้า แล้วก็ตั้งใจดูแกทำงาน ในขณะที่มือก็ถ่ายวิดีโอการทอผ้าของแกไปด้วย
“อันเมื่อตัวสืบ ว่าสิพาเพิ่นมาเบิ่งตัวสืบใส่ฟืมนะ” ป้าทำพูดกับป้าจอก แกจะให้ฉันมาดูกระบวนการสืบเส้นฝ้ายก่อนที่จะทำการทอในครั้งหน้า แกว่าถ้าฉันได้เห็นการสืบก็จะถือว่าจบหลักสูตร เพราะจะครบทุกขั้นตอนการทอผ้าแล้ว




ฉันตั้งใจดูวิธีการทำของป้าจอก ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ ฉันว่ากี่ทอผ้ามีรูปร่างเป็นเหมือนกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่มีแต่โครงไม้ คือมีโครงไม้ตั้งขึ้นทั้งสี่มุม และมีส่วนประกอบของโครงไม้ด้านหน้ากับด้านท้าย ส่วนด้านหน้าก็จะมีที่นั่งระหว่างโครงไม้สองข้าง เพื่อให้คนนั่งทอผ้าได้
ส่วนตรงกลางของกี่จะมีเส้นฝ้ายที่เรียกว่า ‘เส้นยืน’ ถูกขึงให้ตึงจากด้านหน้ายาวไปจนถึงด้านหลังของกี่ โดยร้อยเส้นยืนผ่าน ‘ฟืม’ หรือ ‘ฟันหวี’ มีลักษณะเป็นเหล็กซี่ ๆ ติดกันคล้ายกับหวี ทำหน้าที่ตีกระทบเส้นพุ่งให้แน่นเป็นผืนผ้า และ ‘ตะกอ’ ซึ่งเป็นชุดเชือกที่ร้อยเข้ากับไม้ไผ่ ใช้ควบคุมเส้นยืนให้ยกขึ้นลงสลับกัน ซึ่งตะกอสามารถกำหนดรูปแบบการร้อยเพื่อทำให้ผ้าทอเกิดเป็นลวดลายได้ด้วย
โดยกี่ทอผ้าที่นี่มีการขึงเส้นยืนต่อเนื่องและพาดขึ้นไปจนถึงแกนม้วนผ้าซึ่งอยู่ด้านบนของตัวกี่ทอผ้าเลย เนื่องจากต้องการทอผ้าให้มีความยาวมาก ๆ
ด้านล่างของกี่ทอผ้าจะมีโครงไม้สำหรับเหยียบ ที่มีลักษณะคล้ายกับคันเร่งรถยนต์ ผูกเชื่อมต่ออยู่กับตะกอ ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของกี่ทอผ้า เมื่อผู้ทอใช้เท้าเหยียบ ไม้เหยียบจะดึงตะกอขึ้นให้ยกเส้นยืนจนเกิดเป็นช่อง เพื่อให้สามารถสอดเส้นพุ่งเข้าไปขัดกันเป็นผืนผ้าได้

เครื่องมือที่เราใช้ในการทอเรียกว่า ‘กระสวย’ มีหน้าตาเหมือนเรือหางยาวขนาดย่อส่วนลงมาเหลือประมาณหนึ่งไม้บรรทัด ซึ่งตรงกลางของกระสวยจะเป็นหลุมลงไปเพื่อให้ใส่หลอดเส้นพุ่งเข้าไปได้ เราจะนำเอาฝ้ายที่ปั่นใส่หลอดเล็กจากครั้งก่อนมาใส่ในกระสวยทอผ้า ก่อนจะสอดเข้าไประหว่างเส้นยืนแต่ละเส้น

วิธีการทอคือเราจะต้องเหยียบไม้ด้านล่างสลับกันซ้าย-ขวา เริ่มจากการเหยียบฝั่งใดฝั่งหนึ่งก่อนขึ้นอยู่กับลวดลายที่ทอ เช่น เริ่มเหยียบไม้ด้านล่างทางขวา ตะกอจะทำหน้าที่ยกเส้นยืนขึ้นให้เกิดช่องตรงกลาง แล้วก็นำเอากระสวยสอดเข้าไปในช่องนั้น เส้นฝ้ายในกระสวยก็จะถูกดึงออกมาแล้วลากยาวไปจนสุดเส้นยืน ก่อนจะปล่อยเท้าที่เหยียบแล้วใช้ฟืมตีกระทบเส้นพุ่งให้เส้นฝ้ายทั้งหมดเรียงตัวกันเป็นผืนผ้า เสร็จแล้วจึงสลับไปเหยียบทางซ้ายแล้วทำแบบเดิมสลับไปมา
“ผ้าผืนนี้ความยาวเท่าไหร่หรอคะ”
“23 เมตร” ป้าจอกว่า
“23 – 25 เมตรได้ล่ะ” ป้าทำก็เสริม


ไม่นานนักฉันและป้าทำก็ขอตัวกลับกันก่อน พวกเรากล่าวลาป้าจอก แล้วเดินกลับมาที่ฝั่งบ้านภูคราม
ระหว่างทางฉันก็สอบถามสิ่งที่สงสัยกับป้าทำ
“เราทำยังไง เส้นยืนมันถึงยาวได้ขนาดนั้นคะ”
“เส้นยืนบ่ เราก็เอาไปกวักใส่กระบอก กวักไปยาว ๆ จนหมดหัวฝ้าย จนสุดนั่นแหละ พอสุดแล้วเฮาก็ต่อใส่เดียว แล้วก็ไปค้นต่อ”
“แล้วใช้กี่หัวคะนั่น”
“หลายอยู่ใด๋ เทือละ 15 หัว ก็ใส่ฟืม 15 นี่ล่ะ”
เดินมาจนถึงโรงย้อมที่ภูคราม ป้าทำก็ขอตัวมาดูเส้นฝ้ายที่แกย้อมเอาไว้ แกเพิ่งย้อมเส้นฝ้ายสีครามอ่อน และเอามาตากไว้หน้าโรงย้อมต้ังแต่เมื่อสองวันที่แล้ว
“ป้าทำย้อมครามกี่รอบหรอคะ” ฉันชี้ไปที่ฝ้ายสีครามอ่อนที่ตากอยู่ด้านล่าง
“รอบเดียว” แกว่า “แต่เดี๋ยวโทนมันสิเข้มกว่านี้อยู่ เพิ่นอยากได้สีบลูยีนส์ ให้มันตัดเดียวกับสีเข้ม แล้วเดี๋ยวก็เอาไปทอ ให้ช่างอื่นทอให้ เพราะป้ายังบ่มีเวลาเฮ็ด”
ตอนนี้ฝ้ายที่ตากอยู่เพิ่งย้อมได้แค่รอบเดียว ฉันเข้าใจว่าแกคงจะเอาฝ้ายไปย้อมอีกรอบหรือ ไม่ก็ไปทอสลับกับสีเข้มเพื่อให้ได้สีที่มีความเหลือบเป็นสีบลูยีนส์อย่างที่แกว่า
“อันนี้ฝ้ายเบอร์ 7 นะ” แกบอก ก่อนที่จะชี้ไปที่ฝ้ายสีครามเข้มที่ตากไว้ด้านบน ซึ่งเป็นงานย้อมของทีมภูคราม “ส่วนอันนี้ฝ้ายปัก”

สักพักป้าทำก็ไล่นับฝ้ายทั้งหมดว่าย้อมไปได้กี่หัว พลางพูดทบทวนไปด้วย
“โบกละสองหัว… แปดโบก ก็ค้นไปเทียวละแปดเส้น คือเทียวละสองหลบ” แกหันมามองหน้าฉัน “เข้าใจบ่ ที่ป้าเว้าวันนั้น เทียวละสองความ สองความก็แปดเส้น”
“พอเข้าใจค่ะ” ฉันตอบอย่างไม่มั่นใจนัก
“เอ้อ ความนึงก็สี่เส้น สองความก็แปดเส้น”
“อันนี้ทำเป็นลายอะไรนะคะ”
“เป็นสีล้วน”
“จำนวนฝ้ายเท่านี้ ทอได้ยาวแค่ไหนคะ”
“ก็ซาวสาม ซาวสี่แหละ” ฝ้ายทั้งหมดที่แกย้อมสามารถทอผ้าได้ประมาณ 23-24 เมตร
“โห” ฉันอุทานอย่างประหลาดใจ
“ยายสิใส่ 15 หัว หัวละหลบ”
‘นี่มันไม่ใช่แค่การทอผ้าแล้ว แต่เหมือนเป็นการเรียนคณิตศาสตร์ไปด้วยเลย’
ฉันพยักหน้าอย่างไม่เข้าใจเท่าไหร่นัก แต่คิดว่าถ้าได้เห็นการทำอีกครั้งคงจะเข้าใจมากขึ้น ‘นี่มันไม่ใช่แค่การทอผ้าแล้ว แต่เหมือนเป็นการเรียนคณิตศาสตร์ไปด้วยเลย’ ฉันคิด เพราะมันต้องมีการคิดคำนวณหลายอย่างมากว่าจะต้องใช้หัวฝ้ายกี่หัวในการทอ ต้องนำฝ้ายที่มีไปกวักให้ได้กี่กระบอก หรือต้องนำฝ้ายไปค้นหูกกี่เส้น ไม่ใช้เรื่องง่าย ๆ เลย แต่ป้าทำ และป้าจอกกลับทำมันอย่างคล่องแคล่วและชำนาญ ราวกับว่ามันเป็นกิจวัตรประจำวันทั่วไปไปแล้ว


“หนูอยากเห็นวิธีการสืบจังค่ะ… สืบนี่คือวิธีอะไรนะคะ”
“สืบมันคือการต่อเส้นฝ้ายใส่ฟืม” แกว่า “เดี๋ยวป้าสิสืบฟืมน้อยให้เบิ่ง รอว่างซะก่อนน้อ”
“ได้เลยค่ะ”
“เดี๋ยวเอาฟืมน้อยมากางไว้นี่ล่ะ” แกชี้ไปที่กี่ทอผ้าที่ตั้งในอาคารเก็บฝ้ายของโรงย้อม “มานั่งทออยู่นั่น ให้เดียทอ” แกหัวเราะ
“เยี่ยมเลยค่ะ จะได้เห็นแล้วก็ลองทำด้วย” ฉันตอบรับอย่างตื่นเต้น “หนูจะได้เข้าใจด้วยค่ะ… แต่ให้หนูทอนี่น่าจะกินไปหลายเดือนแน่เลย”
พวกเราหัวเราะไปตาม ๆ กัน
คุยกันจบป้าทำก็ขอยกเอาฝ้ายที่ตากไว้ไปเก็บไว้ที่บ้านแก แล้วเราก็แยกย้ายไปทำธุระของตัวเอง
ภาพที่เห็นตรงหน้าในวันนี้ ดูเหมือนจะเป็นภาพธรรมดา ๆ ที่ป้าจอกกำลังทอผ้า ส่วนป้าทำนอนคุยเล่นอยู่บนแคร่ข้าง ๆ กัน อาจเป็นภาพปกติทั่วไปของผู้คนที่นี่ แต่จากที่ฉันได้เห็นตั้งแต่เส้นฝ้ายที่อยู่บนราวตาก ถูกนำไปทำกระบวนการหลายอย่าง จนกลายมาเป็นฝ้ายที่เริ่มเรียงเส้นเป็นผืน อีกทั้งเสียงกระสวยที่นำเอาเส้นฝ้ายพุ่งผ่านระหว่างเส้นยืน และเสียงกระทบผ้าจากฟันหวี ทำเอาฉันรู้สึกถึงคุณค่าของวัฒนธรรมการทอผ้าขึ้นมาก
จากที่ฉันเคยมีความรู้เรื่องการทอมาบ้าง ซึ่งก็นานมากแล้วจนลืมหลาย ๆ อย่างไป พอได้มาเห็นการทอผ้ากับตาอีกครั้งก็เริ่มรื้อฟื้นบางอย่างกลับมานิดหน่อย แต่สิ่งที่ยังอยู่ในความรู้สึกคือ ‘การทอมันยากมาก’ ทั้งกระบวนการเตรียมฝ้ายก่อนจะมาทอ ทั้งกี่ทอผ้าที่มีอุปกรณ์สลับซับซ้อน หลังจากนี้คงต้องพูดคุยกับป้าทำ และหาข้อมูลในเรื่องที่ไม่เข้าใจและสงสัยให้มากขึ้น เริ่มสงสัยบ้างแล้วเหมือนกันว่าสิ่งเหล่านี้เริ่มต้นมาจากอะไร
เขียนโดย เล

