ติดตามพี่นาง (แม่น้ำ) ช่างปักผ้า
เป็นอีกวันที่ฉันนัดกับแม่น้ำว่าจะไปติดตามการทำงาน นี่ก็เป็นสัปดาห์ที่ 3 ที่ได้เจอแกแล้ว เวลาผ่านไปไวกว่าที่คิด เช้านี้เมฆครึ้มกว่าปกติ จากที่ฉันวางแผนว่าจะปั่นจักรยานไปหาแก จึงต้องเปลี่ยนแผนไปขับรถแทน พอถึงเวลา 9:00 น ฉันก็สตาร์ทรถมุ่งหน้าสู่ลำน้ำอูน


วันนี้พอไปถึงก็เจอแม่น้ำเดินขึ้นมาจากลำน้ำอูนพอดี แกเอาวัวไปผูกเลี้ยงไว้ริมลำน้ำตรงข้ามบ้าน พวกเราทักทายกันเช่นเคย แล้วก็เดินไปนั่งที่แคร่ ที่ทำงานประจำของแก วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ยายสาไม่อยู่บ้าน ส่วนยายสนก็นั่งกินข้าวอยู่ในครัว
แม่น้ำหยิบเสื้อริ้วระบายตัวเดิมออกมากางให้ฉันดู มาถึงวีคนี้แกปักพวงมาลัยดอกไม้ตรงบริเวณแขนเสื้อทั้งสองข้างเพิ่มเติมแล้ว ดูเหมือนงานใกล้ความจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ


“เดี๋ยววันนี้จะเพิ่มดอก เพิ่มใบ” แม่น้ำชูเสื้อขึ้นพลางชี้ไปตามส่วนต่าง ๆ ที่วางแผนปักไว้ “เขาจะมีใบตรงนี้ ส่วนตรงนี้เป็นดอกเล็ก ๆ ตรงกระเป๋านี้จะปักให้เต็ม ส่วนตรงตัวเสื้อปักแบบประปราย”
ว่าแล้วแกก็เริ่มสนเข็ม และเริ่มปักมาลัยดอกไม้ของแก
“อันนี้จะซ้อนด้ายใส่ 3 เส้นเลย” แกอธิบายในขณะที่มือก็ทำงานไปด้วย “ถ้าได้ใส่ใบ ใส่ดอกเล็กเขาจะสมบูรณ์กว่านี้ เป็นป่าดอกไม้ที่มีดอกบาน ดอกเล็ก ดอกน้อย” แกเงียบไปสักพัก แล้วพูดขึ้นพลางยิ้มอย่างใจดี
“หวังว่าอาทิตย์หน้าเราจะได้ส่งงานนี้แล้วเริ่มงานใหม่นะ”
เสียงรถมอเตอร์ไซค์แล่นเข้ามาใกล้ พร้อมกับเสียงเพลงร็อคแบบเพื่อชีวิตที่ดังแว่วมาเรื่อย ๆ ทำเอาเจ้าฉลาม หมาจากบ้านข้าง ๆ ที่ชอบมานอนเล่นที่นี่เห่าไล่คนแปลกหน้าที่ขับรถเข้ามา คุณลุงคนหนึ่งขับมอเตอร์ไซค์มาจอดหน้าบ้านแม่น้ำพร้อมกับถุงกระสอบในมือ แกยกกระสอบขึ้นมาเทลงบนแคร่ ทำให้เห็นดอกเห็ดบานเต็มไปหมด



แม่น้ำวางมือจากการปักและตรงไปหา ‘ตาปรีดา’ แกเป็นลูกพี่ลูกน้องของยายสา ตาปรีดาเพิ่งไปหาเห็ดมาได้จึงเอามาฝากที่นี่ แม่น้ำบอกว่าเห็ดพวกนี้ค่อนข้างแก่มากแล้ว มันเป็นเห็ดที่ชอบขึ้นตามโคนมะม่วง แกว่าจะให้ยายสนเอาไปทำหมกเห็ดกิน พอตาปรีดากลับไปแม่น้ำจึงกลับมาปักผ้าต่อ
“แม่น้ำคิดว่า อาทิตย์หน้าจะได้ขึ้นงานตัวนั้นนะ” แกพูดย้ำขึ้นมาอีกครั้ง
“ค่ะ” ฉันตอบรับ
“เพราะว่าตัวนี้คงจะเสร็จ แม่น้ำเร่งมือให้เสร็จอยู่ อยากเริ่มทำตัวนั้นแล้ว กลัวทำไม่ทัน 3 เดือนลูก”
“หนูว่าอาจจะเกิน 3 เดือนได้หน่อยนะคะ เพราะหนูจะคุยกับพี่เหมี่ยวอยู่ว่าอยากขออยู่ต่ออีกค่ะ” ฉันบอกแกอย่างอารมณ์ดี
“หรอลูก อยู่ต่อไปจนเกี่ยวข้าวเลยนะลูก” แม่น้ำพูด
“เกี่ยวข้าวนี่มันช่วงเดือนไหนคะ”
“พฤศจิกาลูก” แกว่า “หนูจะได้รู้จักว่าทำนานี่มันเป็นจั่งใด๋”
“เดี๋ยวลองดูก่อนนะคะว่าจะอยู่ต่อได้ถึงตอนไหน แต่เสียดายที่หนูอยู่เดือนพฤศจิกาไม่ได้ค่ะ เพราะหนูก็ต้องกลับไปทำงานแล้วด้วยค่ะ” ฉันพูดอย่างเสียดาย
“แม่คงสิคึดฮอดเนาะ”
“เดี๋ยวแวะมาเที่ยวนะคะ” ฉันยิ้ม
“มาเที่ยวหน่อยนะ” แกหันมองฉันแล้วยิ้มตอบ
“แม่น้ำก็ยุ่ง ๆ อยู่ เดี๋ยวถ้าแม่ทำนาแล้วจะไม่มีเวลาทำงานเลย” แกพูดในขณะที่มือก็ปักไปด้วย แล้วก็พลางเล่าเรื่องวิถีชีวิต รวมถึงเรื่องงานปักให้ฟัง
“หนูน่าจะลองทำดูนะงานปัก” แกพูดขึ้น
“จริง ๆ หนูพอทำได้อยู่ค่ะ แต่มันไม่ได้เรียบร้อยเท่าไหร่” ฉันพูดขำ ๆ
“ถ้าหนูทำไปบ่อย ๆ หนูก็จะเก่งนะลูก แม่น้ำใช้ผ้าไปตั้งหลายผืน หัดปักใส่เสื้อใส่ผ้าที่เฮานุ่งน่ะลูก แล้วเส้นฝ้ายนี่ก็ยุ่งจริง ๆ ตอนหัดทีแรกน่ะลูก… มีท้อหลายครั้งนะ” แกว่า
“แล้วเวลาเฮ็ดงานแม่น้ำก็ทุ่มเทใส่ทุกตัว อยากทำให้สวยที่สุดทุกตัว แต่ตัวที่ประทับใจก็งานครามบนครามลูก” แกพูดถึงเสื้อสีคราม ที่ปักด้วยฝ้ายสีครามที่เคยเล่าให้ฟัง
“เพราะว่าแพลนงานไว้ว่าเฮาสิเน้นใบไม้ แล้วงานก็ออกมาสำเร็จ ใบไม้งามเด่น” แกพูดไปก็ยิ้มไป
“เขาอยู่กับแม่น้ำตั้งหลายเดือนนะ”
“กี่เดือนหรอคะ”
“6-7 เดือนนั่นล่ะ”
“โห” ฉันตอบรับอย่างตื่นเต้น
แม่น้ำเล่าว่าช่างของภูครามก่อนหน้านี้มีเยอะมาก แต่ก็มีที่ออกไปทำด้วยตัวเอง หรือทำอย่างอื่น แต่แม่น้ำก็เลือกจะทำที่นี่ แกว่าถ้าออกไปทำเองก็ต้องไปติดต่อสื่อสารกับหลายคน จึงเลือกที่จะทำกับภูครามดีกว่า
“แม่น่ะอยู่กับเพิ่นดีกว่า เฮาสร้างงานให้เพิ่น แล้วเพิ่นก็ไปเป็นคนขาย แล้วบัดนี้เพิ่นได้เปอร์เซ็นก็มาแบ่งช่าง ก็ขึ้นอยู่กับความขยันของไผมัน ขยันหลายก็ได้หลาย”
“ค่ะ”
“ดีใจที่ยังไปได้อยู่นะ ภูครามน่ะ ลูกค้าก็ยังสนับสนุน ดีใจที่งานแม่น้ำก็ยังได้ขายอยู่”
แกนิ่งเงียบไปสักพัก
“มีงานเฮ็ดอยู่บ้านแล้วก็บ่ต้องจากครอบครัวน่ะ แม่ว่ามันเป็นงานที่ดีนะลูก”
“จริงค่ะแม่น้ำ”
“ถึงมันบ่มากมายแต่ก็ช่วยค่าน้ำค่าไฟได้ เป็นรายได้ที่ดีอยู่ลูก”
” แม่น่ะอยู่กับเพิ่นดีกว่า เฮาสร้างงานให้เพิ่น แล้วเพิ่นก็ไปเป็นคนขาย แล้วบัดนี้เพิ่นได้เปอร์เซ็นก็มาแบ่งช่าง ก็ขึ้นอยู่กับความขยันของไผมัน ขยันหลายก็ได้หลาย… ดีใจที่ยังไปได้อยู่นะ ภูครามน่ะ ลูกค้าก็ยังสนับสนุน ดีใจที่งานแม่น้ำก็ยังได้ขายอยู่
มีงานเฮ็ดอยู่บ้านแล้วก็บ่ต้องจากครอบครัวน่ะ แม่ว่ามันเป็นงานที่ดีนะลูก”
แม่น้ำพยายามสนเข็มกับด้ายในมือ แต่ด้วยสายตาที่เริ่มโฟกัสได้น้อยลงแกจึงบ่นขึ้นมาเบา ๆ
“มันมองไม่ค่อยเห็นเลยลูก… ปักผ้าน่ะเฮ็ดเอาสายตาเฮาฝ้าฟาง”
ฉันตั้งใจดูแกทำงาน บางทีมันก็มีอุปสรรคหลาย ๆ อย่าง ไม่ได้ปักได้ง่าย ๆ เป็นงานที่ต้องใช้ทั้งสมาธิ ฝีมือ และใจที่นิ่งสงบถึงจะทำให้งานสวยงามเรียบร้อยอย่างที่เราเห็นกัน

“พอเราซ้อนหลายเส้นมันจะพันกันแบบนี้ ต้องพยายามทำให้เสมอกัน” แกสาธิตการแก้งานเวลาที่ฝ้ายเกิดพันกันให้ฉันดู แล้วก็ไปเริ่มปักดอกไม้ดอกต่อไป
ระหว่างนี้ฉันก็ได้กลิ่นเห็ดลอยโชยมาตามลม ยายสนกำลังหั่นเห็ดที่ได้มาจากตาปรีดา แม่น้ำว่าเห็ดนี้ถ้าทำกับข้าวเสร็จแล้วก็จะเอาไปแบ่งเพื่อนบ้าน

“เยอะน้อเห็ดนี่” ยายสนว่า
“พอทำแล้วก็แบ่ง ๆ กันไปลูก” แม่น้ำบอก “ทำหยังขึ้นมาเฮาก็แบ่งไป เป็นวิถีชีวิตคนบ้านเฮา ทำกับข้าวเยอะบางทีก็มาร่วมกินข้าวนำเดียว”
แม่น้ำพูดจบไม่นาน ฉันก็ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ใกล้เข้ามาอีกครั้ง ครั้งนี้ฉันหันไปมองก็เห็น ‘พี่ป้าย’ แม่ครัวประจำบ้านภูครามขับมอเตอร์ไซค์มา
“เอ๊าพี่ป้ายมา” ฉันร้องทัก
“มีกะเพราไหม” พี่ป้ายตะโกนมาแต่ไกล
“มาเอาอะไรคะ” พอพี่ป้ายลงจากมอเตอร์ไซค์ฉันก็พูดแซว
“ตามเดียมา” แกหัวเราะ
“มาเอากะเพราหรอ ตามสบายเลย” แม่น้ำกล่าว “มากินน้ำก่อนเร็ว”
พี่ป้ายมองหาต้นกะเพรา แล้วก็หันไปเห็นอยู่ทางซ้ายของตัวเอง
“กินข้าวพู่นเด้อ” พี่ป้ายชวนให้ฉันกลับไปกินข้าวที่ภูคราม แกว่าวันนี้จะทำกะเพรา “เดียสิไปกินข้าวกับพี่บ่”
“ได้ค่ะ” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงมีความสุข
“แม่นางไปกินข้าวพู่นด้วยบ่” พี่ป้ายถามแม่น้ำ
“ขอตัวได้ไหม” แม่น้ำกล่าว แกว่ามีธุระต้องทำช่วงบ่าย
“ป้าย อยู่ฮั่นน่ะมีหมากนาวแน” แม่น้ำพูดขึ้นพลางชี้ไปทางต้นมะนาวที่อยู่หลังครัว แล้วแกก็หยุดมือจากการปักแล้วลุกขึ้นไปหาพี่ป้าย พาไปชี้ตรงนั้นที ตรงนี้ที



“บักนาวมันเต็มไปเบิ้ด อยากแจกเพื่อนบ้าน” แม่น้ำว่า “ผักบุ้งก็งาม หมากพริกก็มี”
รอบบ้านแม่น้ำมีผักสวนครัวเต็มไปหมด นอกจากจะปลูกไว้กินเองแล้ว แกยังให้เพื่อนบ้านมาเก็บ บ้างก็เอาไปแจก เวลามีใครอยากได้อะไรก็มักจะเดินมาถามกันตรง ๆ ราวกับผักเหล่านี้เป็นของส่วนรวมของชุมชนไปแล้ว
ตอนนี้ในมือพี่ป้ายเต็มไปด้วยมะนาว ใบกะเพรา และพริก พอได้ของครบถ้วนแกก็ขับมอเตอร์ไซค์ออกไปด้วยรอยยิ้ม


พอพี่ป้ายออกไปไม่นาน แม่น้ำก็บอกว่ามีข้าวต้มมัดที่ทำเอาไว้ จะให้เอาไปฝากบ้านภูครามด้วย แกว่าแกชอบทำขนม บางทีก็ทำไปขาย เอามาเป็นค่าขนมให้น้องอุ่นไปโรงเรียน บ่ายนี้แกก็วางแผนไว้ว่าจะขูดมะพร้าวเพื่อไปทำขนมเหมือนกัน
ครั้งนี้ถือว่าฉันได้มาเห็นวิถีชีวิต และการแบ่งปันของคนชนบทจริง ๆ ทั้งตาปรีดาที่แวะเอาเห็ดมาให้ แม่น้ำที่มีทั้งพืชผักสวนครัว กับข้าว และข้าวต้มมัดไว้แบ่งเพื่อนบ้าน รวมถึงพี่ป้ายที่ขับมอเตอร์ไซค์มาเก็บกะเพรากลับไปทำอาหาร เป็นภาพที่ไม่ค่อยได้เห็นในเมืองกรุงสักเท่าไหร่ ทำให้ฉันได้สัมผัสถึงความอบอุ่นในอีกแบบหนึ่ง คิดว่ากะเพรามื้อนี่คงจะอร่อยเป็นพิเศษแน่ ๆ
เขียนโดย เล

