ตอนที่ 6 : ภูครามและการอนุรักษ์ประเพณี

ติดตามพี่นาง (แม่น้ำ) ช่างปักผ้า

หลังจากพี่ป้ายขับรถกลับไปที่ภูคราม ฉันและแม่น้ำก็กลับมานั่งทำงานที่แคร่ตัวเดิมอีกครั้ง พอได้คุยเรื่องวิถีชีวิตไปเรื่อย ๆ แม่น้ำก็ถามถึงป้าทำขึ้นมา ทำให้เราได้เริ่มคุยเรื่องฝ้าย

“อยากให้เลเดียเห็นสวนฝ้ายแท้เนาะ”

“หนูอยากเห็นมากค่ะ” ฉันตอบอย่างตื่นเต้น

“สวนฝ้ายน่ะ เวลาฝ้ายบานนี่นะ โอ๊ย! สีขาวสะพรั่ง แล้วเฮาก็สิไปเก็บดอกสีขาว ๆ” แม่น้ำเล่าไป ในมือก็ค่อย ๆ ปักกลีบดอกไม้สีน้ำตาลไป “เก็บมาแล้วก็ไปอิ้วเอาเนื้อมัน”

“ถ้าได้เห็นดอกฝ้ายบานนะ เลเดียสิอยากเก็บ” ยายสนร่วมวง “มันเก็บง่ายเด๊”

“เก็บใส่ตะกร้า ใส่กระบุงที่ทางเหนือเขาเอิ้นน่ะ บ้านเฮาเอิ้น ‘กะยัง’ ” แม่น้ำอธิบาย “มันสิมีฝ้ายสองชนิด คือฝ้ายทุยกับฝ้ายสีขาวลูก” 

แม่น้ำเล่าให้ฟังว่านอกจากฝ้ายจะมีสีขาวแล้ว ก็ยังมีฝ้ายสีน้ำตาลเรียกว่า ‘ฝ้ายทุย’ หรือ ‘ฝ้ายตุ่ย’ ด้วย พอฉันลองนึกภาพตามก็คุ้น ๆ ว่าเคยเห็นปุยฝ้ายสีขาว กับสีน้ำตาลที่ภูครามอยู่ 

นอกจากจะเล่าเรื่องชนิดของฝ้ายแล้ว แม่น้ำยังเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนชาวบ้านในละแวกนี้นิยมปลูกฝ้ายกันหลายบ้าน พี่เหมี่ยวเองก็เคยสนับสนุนเรื่องอาชีพของชาวบ้านด้วยการหาเมล็ดฝ้ายมาให้ปลูก ซึ่งแม่น้ำเองก็เคยคิดจะปลูกฝ้ายเหมือนกัน

“เมื่อก่อนน่ะ ป้าทำ แม่บิก็ปลูกฝ้าย ส่วนมากพากันปลูกฝ้ายเองลูก แต่ว่าทุกวันนี้ดินมันจืด ปลูกก็บ่งามแล้ว” แกว่า

“แล้วเด็กสมัยนี้น่ะเข็นฝ้ายบ่เป็นแล้วใด๋” ยายสนกล่าว “ตอนนี้มีแต่ผู้เฒ่า ผู้แก่ที่เข็นฝ้าย”

“แม่น้ำเองก็ทำไม่เป็น ทำเป็นแต่พวกไร่นา งานเข็นฝ้ายบ่ได้ฝึก” แกว่า “เข้าไปเฮ็ดงานอยู่ภูครามจึงได้ฮู้จักฝ้าย… ไปเรียนรู้อยู่ภูครามทั้งหมด ส่วนมากแม่ทำงานรับจ้างดำนา ดายหญ้า การทอผ้าที่คนโบราณเพิ่นเฮ็ดมาก็เลยบ่ได้เฮ็ด วัฒนธรรม ประเพณีการเข็นฝ้าย ค้นหูก ทอผ้าก็ถูกถิ่มไปโดยปริยาย เพราะมันกลายเป็นว่าอย่างอื่นมาเอาเวลาของเฮาไป ถ้าบ่ได้เข้าไปทำงานกับพี่เหมี่ยวก็บ่ฮู้จักเลย”

“แสดงว่าทั้งยายสน ยายสาทำผ้าเป็นใช่ไหมคะ”

“เป็นลูก ทั้งยายสน ยายสาเก่งนะลูก ยายน่ะเย็บเสื่อ เย็บที่นอนเองแล้วก็ต้องยัดนุ่น เอานุ่นมาจากต้นหมากงิ้ว เคยเห็นอยู่บ่ลูก” แกถาม

“ไม่เคยเลยค่ะ”

“มันจะเป็นเนื้อปุย ๆ ขาว ๆ มีเมล็ดสีดำลูก” แม่น้ำชี้ให้ดูต้นหมากงิ้วที่แกปลูกไว้ 

“มันสิเป็นหมากจั่งซี่” แกละมือจากการปักผ้า แล้วหยิบปากกากับกระดาษขึ้นมาวาดรูปผลนุ่นให้ฉันดู รูปร่างเรียวยาว เห็นแล้วฉันนึกถึงผลโกโก้ที่มีความเรียวยาวกว่า

“เขาจะดกเต็มต้นไปหมด แล้วเฮาก็แกะเปลือกออกเวลาเพิ่นสุก เอาเนื้อเพิ่นมาแล้วก็ไปอิ้ว” ว่าแล้วแกก็หันไปปักดอกไม้ต่อ “เครื่องอิ้วน่ะอิ้วได้ทั้งฝ้าย ทั้งนุ่น มันคือการแยกเมล็ดของคนโบราณลูก”

พอได้ฟังแกพูดถึงวิธีการทำนุ่น และทำฝ้ายทำเอาฉันเองก็อยากเห็น และอยากลงมือทำด้วยตัวเอง 

“หนูอยากลองทำฝ้ายมาก อยากได้ลองเริ่มเองตั้งแต่ปลูกเลยค่ะ มันน่าสนุกมาก”

เวลาที่แม่น้ำเล่าถึงวิถีชีวิต ให้ฉันฟังเมื่อไหร่ฉันจะสัมผัสได้ถึงพลังงานความภูมิใจ และความสุขออกมาจากน้ำเสียงของแกทุกครั้ง แล้วฉันก็ได้ความรู้จากแกในทุกครั้งที่มาเจอกัน

“เราทำฝ้ายน่ะ ตั้งแต่ปลูกแล้วก็มาเป็นดอกฝ้ายบานออกมา ต้องไปเก็บมา แล้วเอาไปอิ้ว ไปเข็น ได้เส้นฝ้ายมา ส่วนมากคนสมัยก่อนเพิ่นบ่ได้ซื้อเสื้อผ้า หมอน ผ้าห่มนะลูก เพิ่นเฮ็ดเอง ไปทอแล้วมาตัดเย็บ แล้วเมื่อก่อนมันบ่มีสีเคมีเพิ่นก็หาเปลือกไม้มาเฮ็ด ไปหาสีสันจากประดู่ หมากม่วง มะเกลือ… เหมือนที่พี่เจนทำน่ะลูก

พี่เหมี่ยวน่ะเขาจำลองการทำของคนโบร่ำโบราณทุกอย่างหมดเลย นี่แหละที่ว่างานภูครามเป็นหยังจึงมีราคา เพราะมันทำจากธรรมชาติ จากความคิด จากฝีมือล้วน ๆ บ่แม่นเครื่องจักร และมันเป็นการอนุรักษ์ของเก่าเฮาไว้”

ฉันนิ่งเงียบตั้งใจฟังแกจนได้ยินเสียงของแกเคล้าเสียงนก และเสียงลมอย่างชัดเจน

“เมื่อก่อนแม่น้ำก็ฮู้จักต้นไม้อยู่ แต่พอเข้าไปเฮ็ดงานภูครามก็ฮู้จักต้นไม้ละเอียดขึ้น ฮู้สึกแพง (รู้สึกรักและหวงแหน) ต้นไม้ ดอกไม้ ฮู้สึงแพงป่าไม้หลายขึ้น ฮู้สึกว่าเขามีความสำคัญกับเฮาหลาย”

“ธรรมชาติมันมีประโยชน์นะ” ยายสนเองก็รู้สึกอย่างนั้น

” พี่เหมี่ยวน่ะเขาจำลองการทำของคนโบร่ำโบราณทุกอย่างหมดเลย นี่แหละที่ว่างานภูครามเป็นหยังจึงมีราคา เพราะมันทำจากธรรมชาติ จากความคิด จากฝีมือล้วน ๆ บ่แม่นเครื่องจักร และมันเป็นการอนุรักษ์ของเก่าเฮาไว้

เมื่อก่อนแม่น้ำก็ฮู้จักต้นไม้อยู่ แต่พอเข้าไปเฮ็ดงานภูครามก็ฮู้จักต้นไม้ละเอียดขึ้น ฮู้สึกแพงต้นไม้ ดอกไม้ ฮู้สึงแพงป่าไม้หลายขึ้น ฮู้สึกว่าเขามีความสำคัญกับเฮาหลาย ”

“แม่ชอบนะธรรมชาติ ลำธารน้ำห้วยมันชุ่มฉ่ำ… แม่น้ำได้เข้าใจธรรมชาติหลายขึ้นว่าธรรมชาติรอบตัวเฮานี่มันเอามาใช้ประโยชน์ได้จริง ต้นไม้หลาย ๆ ชนิดเอามาย้อมผ้า ย้อมหยังเป็นสีสัน นี่แม่น้ำยังคึดเลยว่ามันสิมีต้นไม้อีกหลายต้นที่เฮายังบ่ฮู้จักว่ามันสิสร้างสีสันงาม ๆ ได้ แต่เฮายังบ่รู้วิธี”

แกหยุดมือจากการพักครู่หนึ่ง ก่อนพูดขึ้น 

“พี่เจนน่ะเก่งมากเลยนะที่คิดค้น สร้างสีสันได้บ่เคยซ้ำเลย เพิ่นมาสร้างสีสันให้กับภูครามนะ” แม่น้ำพูดถึงพี่เจน

พี่เจนเป็นทีมย้อมฝ้ายปักประจำภูครามที่มีฉายาว่า ‘แม่มดน้อยแห่งภูคราม’

ฉันพยักหน้าแล้วยิ้มตอบ รู้สึกเห็นด้วยกับแกมาก ๆ ถึงแม้จะได้มารู้จักพี่เจนเพียงไม่นานแต่ก็รู้สึกว่าพี่เจนมาสร้างสีสันให้ภูครามจริง ๆ

“ตรงไหนต่อดีน้อบัดนี้” หลังจากปักงานไปจนเกือบเต็มผืนผ้า แกก็เริ่มคิดว่าจะปักอะไรต่อดี พลางหยิบฝ้ายหลาย ๆ สีมาเทียบบนผืนผ้า “น่าจะเป็นสีนี้เนาะ เขาจะได้ตัดสีกัน”

แล้วแกก็เริ่มปักต่อไปอย่างใจเย็นพร้อมกับถามถึงหลาย ๆ คนในภูครามว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง

“ป้าม้วนก็ยังอยู่ใช่ไหมลูก”

“ใช่ค่ะ”

“ป้าม้วนน่ะเป็นช่างปักยุคบุกเบิกตั้งแต่เริ่มสร้างภูครามใหม่ ๆ เลยนะ” แกชี้ไปที่ดอกไม้ที่แกปัก “ลายอันนี้ก็มาจากป้าม้วน”

“โอ้ จริงหรอคะ” 

“เราเรียก ‘ลายป้าทองม้วน’ เขาจะเอาพวกดอกกระดุมไปทำเป็นรูปร่างต่าง ๆ ออกมาได้สวยมาก”

“น่ารักจังเลยค่ะ” ฉันชอบมากเวลาได้ยินชื่อเรียกลายปัก หรือทรงเสื้อ ที่ภูครามตั้งขึ้นจากชื่อของคนที่สร้างสรรค์สิ่งนั้นขึ้น มันเป็นการให้เเกียรติ และให้คุณค่ากับผู้คนมาก

“หนูลองสังเกตงานป้าม้วนดูนะ เขาจะมีเอกลักษณ์ของเขา เขาไม่ได้ทำอะไรไปหลายอย่างนักหรอก ส่วนใหญ่จะทำแต่ดอกไม้ แล้วดอกไม้ของเขาจะเป็นดอกไม้แห่งตำนานเลยนะ มันมีมนต์เสน่ห์หลาย ๆ”

ฉันว่าแม่น้ำเป็นคนที่คิดถึงคนอื่นเสมอเลย แกมักจะชื่นชม และภูมิใจในทุก ๆ คนที่แกรู้จัก แกมักจะถามไถ่ หรือเล่าเรื่องราวของคนนู้นคนนี้ด้วยความสุขทุกครั้ง พอได้พูดถึงเรื่องอะไรขึ้นมา ก็จะนึกถึงคนอื่น ๆ เสมอ แล้วแกยังดูภูมิใจกับการทำงานที่ภูครามมาก ๆ

“แม่น้ำอยากให้หนูเห็นช่วงเทศกาลจังเลย” แกพูดไปถึงงานบุญที่ผ่าน ๆ มา ที่ช่างปักและทีมภูครามทุกคนจะไปเต้นหน้าฮ้านกัน “เลเดียสิว่า โอ๊… คือเป็นไปได้ปานนี้”

คำพูดแกทำเอาฉันก็หัวเราะออกมา อยากเห็นกับตาเนื้อเลยว่าเป็นยังไง

“เราไปแบบเต็มทีมเลยลูก… พวกแม่ ๆ น่ะจะไปเต้นใส่เพลง เป็นหน้าฮ้าน หมอลำซิ่งแบบนี้ลูก” แกขยับเปลี่ยนท่านั่งเล็กน้อย “เขาเอิ้นว่าการออกกำลังกายนะ”

“แม่น้ำเต้นเก่งใช่ไหมคะเนี่ย” ฉันถามอย่างแซว ๆ

“โอ๊ยย เก่งลูก” แกตอบอย่างมั่นใจ “เต้นบ่ย่านเลยลูก ตั้งแต่สองทุ่มฮอดตีสองแม่ ๆ ก็เฮ็ดมาแล้ว”

“โห…น่าสนุกจังค่ะ”

“เสียดายช่วงนี้มันบ่แม่นหน้าเทศกาลนะลูก ช่วงเทศกาลนี่คือหลังจากเกี่ยวข้าว คือช่วงพฤศจิกาไปถึงเมษา เป็นช่วงที่ประเพณีบ้านเฮาสิทำบุญกัน… ทั้งทำบุญให้บรรพบุรุษ งานแต่ง งานบวช ผ้าป่า กฐิน แล้วก็สิมีแต่รถแห่… พวกแม่ ๆ นี่บ่เป็นอันเฮ็ดหยังกันเลย เป็นแต่เต้น” 

แกพูดพลางหัวเราะ ฉันกับยายสนก็หัวเราะไปตาม ๆ กัน

“ทีมแม่น้ำนี่นะ มีป้าบวบเป็นหัวหน้าทีม” แกหยุดปักแล้วหันขึ้นมามองหน้าฉัน “รู้ไหมเพราะอะไร”

“เพราะอะไรคะ”

“เขาเสียงดัง เวลามีใครมาเกาะแกะ เขาดุ แล้วจะไม่มีใครกล้าเข้ามาเลย เราจะปลอดภัย แล้วเวลาไปเอาบุญไปเที่ยวงานวัดนี่นะ นอกจากพี่บวบจะเป็นช่างปักมือหนึ่ง เขายังเป็นช่างแต่งหน้ามือหนึ่งเหมือนกัน”

“อ๋า…จริงหรอคะ”

“ใช่ลูก เขาจะจับพวกแม่ ๆ เขียนคิ้วทาปาก ทาหน้า ช่างทุกคนจะสวยมาก จากที่ไม่เคยสวยช่างบวบก็ทำให้สวยได้ จนเจ้าของเกือบบ่สวย” แกว่าพี่บวบตั้งใจแต่งหน้าให้เพื่อน ๆ คนอื่นซะจนเกือบแต่งหน้าให้ตัวเองไม่ทัน

“สนุกมากลูก พวกแม่นี่ได้ย่ออายุ โกงอายุกันน่ะนะ” แกขำ “เฮาสิไปเคร่งเครียดอิหยังอยู่อย่างเดียว เวลาเฮ็ดเวียก (งาน) ก็เฮ็ดอยู่ตลอด พอได้ไปงานบุญก็เหมือนไปปล่อยแพออก”

ฉันนั่งฟังแม่น้ำด้วยความประทับใจ ยิ่งได้ใช้เวลาร่วมกัน ก็ยิ่งรู้สึกผูกพันกับแกและภูครามมากขึ้นเรื่อย ๆ 

สำหรับฉัน ฉันว่าภูครามไม่ได้เป็นเพียงที่ทำงาน ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์ผ้าทอและผ้าปัก แต่เป็นพื้นที่ที่หล่อหลอมให้ทั้งช่างปักและชาวบ้านได้มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ส่งเสริมให้ช่างปักได้มองเห็นศักยภาพของตัวเอง รวมถึงศักยภาพของกันและกัน อีกทั้งยังทำผู้คนได้มองเห็นความงดงามของภูมิปัญญา วิถีชีวิต และธรรมชาติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทรงคุณค่ามากสำหรับฉัน

แม่น้ำปักงานมาได้จนเหลือแค่สองดอกสุดท้าย แกก็ว่าจะปักใบเพิ่มเติมนิดหน่อย ฉันมองดูนาฬิกาก็เป็นเวลาเที่ยงแล้ว จึงได้ขอตัวแม่น้ำกลับไปกินกะเพราฝีมือพี่ป้ายที่ภูคราม ฉันบอกลาแม่น้ำกับยายสน แล้วก็หยิบเอาข้าวต้มมัดฝีมือแม่น้ำติดมือมาด้วย มื้อเที่ยงนี้คงกลายเป็นมื้อที่ทั้งอิ่มท้อง และอิ่มใจ

เขียนโดย เล