ตอน 8 เข้าป่าภูพานครั้งแรก
วันที่ 17 มิถุนายน 2569 เป็นวันแรกที่ฉันจะได้ไปเดินป่ากับทีมภูคราม ซึ่งมีทั้งคุณเหมี่ยว คุณอิ๋มจากป่านาคำหอมเพื่อนคุณเหมี่ยว พนักงานในภูคราม และช่างปักบางส่วน รวมถึงเราสมาชิกเฉพาะกิจหน้าฝน กิจกรรมการเดินป่านี้ ภูครามจัดเป็นประจำ เหมือนเป็นกิจวัตร เพื่อที่จะพาคนทำงานและช่างปักไปเรียนรู้ ศึกษาธรรมชาติของป่า ไว้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างงาน
คุณเหมี่ยวนัดทุกคนที่ภูครามตอน 7 โมงเช้า ทีมครัวได้เตรียมมื้อเช้าไว้ให้เป็นข้าวต้มหมูสับ กับส้มตำฝีมือพี่วิ ที่มาแต่เช้า และมีมื้อกลางวันเตรียมใส่ห่อไว้ให้ไปกินระหว่างทาง มีข้าวเหนียวห่อใบตอง หมูทอด แจ่ว และไข่ต้มให้หยิบกันไปคนละห่อ


เมื่อสมาชิกมาครบแล้ว คุณเหมี่ยวก็ให้ไปขึ้นรถไถที่จอดรออยู่ 3 คัน เป็นพาหนะที่จะพาเราไปที่จุดเริ่มต้นของทางเดินป่า ฉันได้ขึ้นคันเดียวกับพี่บวบ พี่แจ๋ว พี่อิ๋ม เลเดีย และสมาชิกคนอื่นๆ ระหว่างทางจึงมีเสียงพี่บวบเจื้อยแจ้วตลอดเวลา ชี้ชวนให้ดูต้นไม้โน้นนี้ หรือไม่ก็เล่าเรื่องต่างๆ นานา ไปตลอดทาง
เมื่อไปถึงจุดเริ่มต้น คุณเหมี่ยวแบ่งเราออกเป็น 3 กลุ่ม ฉันได้อยู่กลุ่มเดียวกับพี่วิ พี่แจ๋ว น้าเต็ม พี่รุ่ง น้องปลื้ม และเป็นกลุ่มแรกที่ได้ออกเดินก่อน เราค่อยๆออกเดินกันไปโดยมีพี่วิเป็นคนนำทาง ฝนเพิ่งตกไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ทำให้ยังมีความชื้นหลงเหลืออยู่บ้าง แต่วันนี้อากาศค่อนข้างร้อนและแดดแรงแต่เช้า พี่วิชี้ชวนให้ดูต้นไม้ที่ได้พบและบอกชื่อ ฉันจำได้บ้างไม่ได้บ้าง เพราะมัวแต่ถ่ายรูปดอกไม้เล็กๆ ข้างทางอยู่รั้งท้าย พอเดินตามไปสมทบกับกลุ่ม เขาก็อธิบายจบไปแล้ว และพร้อมจะเดินไปยังจุดต่อไป








“…ต้นไม้ส่วนใหญ่ในป่านี้มีเส้นผ่าศูนย์กลางลำต้นที่ไม่ใหญ่มากนัก เนื่องจากดินส่วนใหญ่เป็นดินผสมชั้นหิน จึงเติบโตได้ช้า แต่แข็งแรงทนทานเพราะต้องต่อสู้กับสภาพดินและอากาศ…”
เราเดินไปเจอต้นตะแบกใหญ่ที่กำลังลอกคราบ คือเปลือกนอกของลำต้นหลุดลอกออกเป็นกาบใหญ่ ทำให้มองเห็นลำต้นด้านในผิวเรียบสีขาวนวล จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกอีกชื่อทางอีสานกับภาคเหนือว่าต้นเปลือย เราหยุดดู ถ่ายรูปก่อนเดินต่อไป
ป่าหน้าฝนเขียวชะอุ่มชุ่มฉ่ำเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่นานาพรรณ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นต้นเต็ง รัง ตะแบก กระบก ต้นกรุง หรือที่ทางเหนือเรียกตองตึง ติ้ว ข่อยดาน หนามแท่ง ประดู่ และอีกมากมายที่ฉันยังไม่รู้จักชื่อ ต้นไม้ส่วนใหญ่ในป่านี้มีเส้นผ่าศูนย์กลางลำต้นที่ไม่ใหญ่มากนัก เนื่องจากดินส่วนใหญ่เป็นดินผสมชั้นหิน จึงเติบโตได้ช้า แต่แข็งแรงทนทานเพราะต้องต่อสู้กับสภาพดินและอากาศ เหมือนคนอีสาน เพราะคนอีสานมีความอดทน สู้ชีวิต สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศจึงมีผลต่อคน และต้นไม้ ฉันคิดเอาเอง
เราเดินฝ่าดงหญ้าเพ็กที่มองไปเห็นผาหินเตี้ยๆ อยู่ด้านหน้า
“นั่น! ไก่ป่า” พี่วิพูดขึ้น ฉันกับพี่แจ๋วซึ่งอยู่ท้ายแถวกวาดสายตาหา แต่น่าจะช้าไปแล้ว เราเดินต่อไปจนถึงแนวหิน แล้วค่อยๆ เดินกันขึ้นไป พี่วิชวนทุกคนนั่งพัก ระหว่างที่นั่งก็มองไปทางทุ่งหญ้าเพ็กที่เราเดินผ่านมา กลุ่ม 2 ที่นำโดยพี่พรรณก็ตามมา ขณะที่เขาเดินฝ่าทุ่งหญ้ามานั้น ก็มีสิ่งมีชีวิตบินขึ้นจากพงหญ้าเพราะความตกใจ ไก่ป่านั่นเอง เราทั้งสองกลุ่มจึงได้เห็นไก่ป่าพร้อมกัน ฉันที่กำลังยกมือถือขึ้นมาจะถ่ายรูปคนกลุ่ม 2 ที่กำลังเดินฝ่าดงหญ้าเพ็กมา ก็มือไม่ไวพอที่จะบันทึกภาพไว้ เพราะละสายตาจากจอไปมองของจริง แล้วก็มานึกเสียดายทีหลัง เพราะถ้ามือไวกว่านี้คงได้ภาพไก่ป่ามาฝากกัน



เราเดินล่วงหน้ามาก่อนกลุ่ม 2 ที่ยังขอนั่งพักต่ออีกสักหน่อย แล้วก็มาเจอลานกระดุมทองที่พี่วิเรียก เป็นลานหญ้าสีเขียวเหลือง

“มาเรามาถ่ายรูปกัน” พี่วิชวนแวะถ่ายรูป “ไม่ต้องเดินเข้าไป ถ่ายอยู่ขอบๆ นี่แหละ เก็บไว้ให้กลุ่มหลังดู” พี่วิไม่อยากให้เราเดินเข้าไปเหยียบลานหญ้านั้น เพราะกลัวมันจะไม่สวย กลุ่มที่ตามมาจะไม่ได้เห็นตอนมันสวยๆ เรานั่งลงถ่ายรูปกันแล้วเดินต่อ
ขณะที่เดินก้มหน้าก้มตามองหาเห็ดและดอกไม้แปลกๆ ก็มาถึงลานหิน ฉันเงยหน้าขึ้นก็เห็นต้นไม้ที่มีใบสีแดงสวยงาม


“นี่แหละต้นติ้วแดง” พี่วิบอก ต้นติ้วกำลังแตกใบอ่อนเป็นสีแดง มองเผินๆ เหมือนต้นเมเปิ้ลที่ภูกระดึง ฉันหยุดชมความงาม
“นี่ๆ เห็ด” พี่รุ่งเห็นเห็ดอีกแล้ว ฉันเดินตามไปดู เป็นเห็ดสีแดงที่บางจุดซีด และเหมือนมีรอยแมลงแทะ
“เห็ดน้ำหมาก” พี่วิบอกว่าอย่างนั้น แล้วพี่วิก็เก็บใส่กระหยังที่สะพายมา
เราเดินกันต่อจนไปถึงทุ่งเสี้ยวแดง หรือที่เรียกอีกชื่อว่าเสี้ยวดาน ดอกเป็นช่อสีแดง มีเกสรสีเหลือง เดินต่อไปอีกนิดก็เจอทุ่งดอกกระเจียวสีขาว


“ดอกนี้เขาไม่ค่อยเก็บกินกัน มันเป็นดอกว่าน ถ้าดอกกระเจียวสีขาวที่ออกก่อนดอกสีม่วงน่ะเขาเก็บกินกันอยู่ แต่อันนี้ออกหลังดอกสีม่วงเขาไม่กิน” พี่วิบอก
“…พี่รุ่งเจอเห็ดผึ้งที่ซอกหิน จึงเรียกให้พี่วิเก็บ เป็นเห็ดสีเหลืองส้มอยู่กันเป็นกลุ่ม ฉันขอถ่ายรูปก่อน พอก้มลงไปถ่ายรูปแล้วยืดตัวขึ้นเส้นก็ยึดหลังยอกกระทันหัน ทำให้ฉันขยับตัวไม่ได้อยู่พักหนึ่ง…”
เดินไปอีกนิดก็เจอเห็ดดอกใหญ่ พี่วิเก็บขึ้นมาให้ดู ก้านเห็ดสีขาวที่มือจับไปโดนตรงไหนจะกลายเป็นรอยสีแดง
“อันนี้เห็ดพิษ” พี่วิบอก แล้วก็ทิ้งไว้ ไม่ได้เก็บไป
เราเดินต่อมาถึงทุ่งหญ้าเพ็กอีกจุด ซึ่งเบื้องหน้าก็เป็นผาหินเตี้ยๆ เหมือนที่ผ่านมา ถ้าฉันมาคนเดียวคงจะคิดว่าเดินวนกลับมาที่เดิมเป็นแน่
“เฮ้ย! กระต่าย กระต่าย กระต่าย” พี่วิกระโดดอย่างตื่นเต้น ฉันผู้อยู่ท้ายแถว (อีกแล้ว) ไม่ทันเห็นเช่นเคย เมื่อมาถึงผาหินที่เรียงซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไป ที่ตรงนี้พี่รุ่งเจอเห็ดผึ้งที่ซอกหิน จึงเรียกให้พี่วิเก็บ เป็นเห็ดสีเหลืองส้มอยู่กันเป็นกลุ่ม ฉันขอถ่ายรูปก่อน พอก้มลงไปถ่ายรูปแล้วยืดตัวขึ้นเส้นก็ยึดหลังยอกกระทันหัน ทำให้ฉันขยับตัวไม่ได้อยู่พักหนึ่ง ต้องยืนเฉยๆ แล้วจึงค่อยขยับแต่การเดินก็ไม่ถนัดเหมือนก่อนหน้า จึงต้องระมัดระวังเวลาก้าวขาขึ้นที่สูง





เราเดินต่อไปจนถึงลานหินกว้าง จึงชวนกันนั่งพัก ฉันลุก-นั่งด้วยความลำบาก พี่วิขอตัวไปหาเห็ด กลุ่ม 2 เดินตามมาทันอีกครั้ง เรานั่งพักกินขนมแก้หิว พี่วิหายไปพักใหญ่แล้วกลับมาพร้อมเห็ดหลากชนิดในกระหยัง พี่วินำใบไม้มาทำเป็นกระทงใส่เห็ดหลากชนิดพร้อมใบไม้ชนิดหนึ่งที่พี่วิเก็บมาเป็นเถาบอกว่าไว้ใส่ในแกงเห็ดให้รสเปรี้ยว เห็ดที่พี่วิจัดใส่ในกระทงนั้น ถ้าเป็นในตลาดมีมูลค่า 300-400 บาทเลยทีเดียว
นั่งกันอยู่พักใหญ่ก็ใกล้เวลาเที่ยง เราจึงตัดสินใจทานมื้อกลางวันกันตรงนี้ พี่แจ๋วเตรียมใบตองมาจากบ้าน สำหรับรองอาหารที่ชาวอีสานเรียกว่า ‘พาข้าว’ พร้อมทั้งทำแจ่วแมงดา ผักลวก หน่อไม้ต้ม มาเผื่อทุกคน เราร่วมวงกินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย เป็นมื้อที่เรียบง่ายแต่พิเศษมากสำหรับฉัน
เมื่ออิ่มกันแล้วนั่งพักให้อาหารย่อยสักหน่อย แล้วเราจึงเริ่มเดินกันต่อ เรามาเจอดอกพุดทุ่ง ดอกสีขาวมีกลิ่นหอม หรือที่คนพื้นถิ่นเรียกดอกขี้มูก เพราะเขาบอกว่าดมแล้วจะมีน้ำมูกไหล ฉันลองดมดูไม่เป็นไร คนอื่นลองดมก็ไม่เป็นไร ฉันจึงเดาว่าคนตั้งชื่อนี้น่าจะเป็นคนแพ้เกสรดอกไม้ทำให้ดมแล้วจามจนน้ำมูกไหล
ในที่สุดเราก็มาถึงลานหินที่มีรถไถจอดรอเราอยู่ หลายคนที่มาถึงก่อนนั่งรอกันอยู่ใต้ร่มต้นกระบก ฉันจึงได้เห็นดอกและลูกกระบกบนต้นเป็นครั้งแรก เมื่อทุกคนมาพร้อมกัน คุณเหมี่ยวจึงให้แต่ละคนสรุปว่าได้อะไรจากการเข้าป่าในวันนี้ หลายคนได้รู้จักต้นไม้ใหม่ๆ หลายคนได้แรงบันดาลใจกลับไปปักผ้า ฉันได้เห็นพรรณไม้ใหญ่ที่แตกต่างไปจากป่าทางเหนือที่สวยงามน่าประทับใจหลายต้น อย่างข่อยดาน และหนามแท่ง ที่ชอบขึ้นอยู่ตามลานหิน มีรูปทรงกิ่งก้านแผ่ขยาย เหมือนคนผอมเกร็ง แต่แข็งแรง



เมื่อสรุปบทเรียนจากการเข้าป่าในครั้งนี้เสร็จแล้ว เราจึงขึ้นรถไถกลับภูครามกัน ฉันนั่งรถไถคันเดิม ผู้ร่วมทางก็เป็นกลุ่มเดิมกับขามา พี่บวบยังคงเจื้อยแจ้วตลอดทางจนถึงภูคราม







เขียนโดย Hoong Nuttanunt









