ตอนที่ 4 : คนช่างบริการ

“…ว่าจะทำเป็นใบฝ้าย พี่แจ๋วเคยทำใบฝ้าย พอพี่เหมี่ยวให้โจทย์ 1-10 ปี ก็เลยจะทำใบฝ้าย บางทีก็ไม่ได้เป็นเรื่องเป็นราวเสมอไป เราก็เอามาใส่เพิ่มเติม ทำใบฝ้ายกับดอกฝ้าย แล้วก็ดอกอูนที่ว่าจะเอามาใส่ด้วย แต่ข้างหลังจะเป็นป่าทั้งหมด…”

กลางเดือนมิถุนายนเป็นครั้งแรกที่ฉันได้เข้าป่ากับทีมงานภูคราม ฉันได้อยู่กลุ่มเดียวกับพี่แจ๋ว และพี่วิ โดยมีพี่วินำทีม กลุ่มเราเดินเป็นกลุ่มแรก ฉันกับพี่แจ๋วชี้ชวนกันดูดอกไม้เล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ตามข้างทาง ถ้าไม่สังเกตให้ดีจะไม่เห็นเลย แล้วเราสองคนก็มัวแต่ถ่ายรูปจนเกือบเดินตามกลุ่มไม่ทัน

เมื่อเรามาถึงลานหินกว้างๆ จึงชักชวนกันนั่งพัก กลุ่มที่ 2 ที่นำด้วยพี่พรรณตามมาจึงนั่งพักร่วมกัน เราหยิบขนมออกมาแบ่งกันกิน ลมนิ่งมากยิ่งทำให้ร้อนอบอ้าว พี่แจ๋วผิวปากเรียกลม จึงเป็นหัวข้อสนทนาถึงความเป็นไปได้ของวิธีการนี้ ว่าเมื่อผิวปากแล้วลมพัดจริงไหม พวกเราชวนกันสังเกตก็พบว่าทุกครั้งที่ลมนิ่งแล้วผิวปากก็มีลมพัดมาจริงๆ เลยเป็นเรื่องคุยกันสนุกสนานไป

เมื่อทั้งสามกลุ่มเดินมาสมทบกันแล้ว ก็ถึงมื้อกลางวันพอดี พี่แจ๋วหยิบใบตองที่เตรียมออกมากางรองสำรับกับข้าวที่คนอีสานเรียกว่า ‘พาข้าว’ และยังทำแจ่วแมงดาที่ใส่ปลาร้าเป็นตัวๆ มาแบ่งให้ทุกคนกินกันซึ่งอร่อยมาก เรียกได้ว่าพี่แจ๋วใส่ใจและนึกถึงเพื่อนๆ อยู่เสมอจริงๆ 

หลังจากเดินเสร็จแล้วเรามานั่งพักที่จุดสุดท้าย คุณเหมี่ยวให้พวกเราสรุปสิ่งที่ได้พบเห็นว่าได้รู้จักอะไรบ้าง ชอบหรือประทับใจอะไร พี่แจ๋วบอกว่าชอบต้นเสี้ยวดอกขาว ที่ออกดอกเป็นกระจุกน่ารัก คุณเหมี่ยวจึงแซวพี่แจ๋วว่า คนชอบอยู่กับเพื่อน ก็ชอบอะไรที่อยู่กันเป็นกลุ่มก้อน เหมือนเรื่องเล่าพี่แจ๋วตอนที่ 1 ที่ฉันตั้งชื่อตอนว่าอยู่ที่ไหนก็ขอให้มีเพื่อน

ถัดจากเดินป่า 2 วัน ฉันนัดพี่แจ๋วเจอกันที่เถียงนา น้ายืนมารับฉันที่ภูคราม เมื่อไปถึงพี่วิและพี่แจ๋วก็รออยู่ก่อนแล้ว วันนี้ทั้งสองนั่งปักผ้ากันอยู่ ไม่ได้กำลังจัดแจงทำอาหารอยู่เหมือนทุกครั้ง แต่มีกองผักสดวางอยู่ในถาด รวมถึงยอดฟักทองที่เด็ดมาจากในสวน

“โอโห ยอดฟักทองเยอะจังค่ะ” ฉันทัก 

“นั่นไงพี่ฮุ้ง มันออกหล้าย หลาย” พี่แจ๋วชี้ไปที่แปลงฟักทอง ฉันเดินไปดู เห็นต้นฟักทองมีแต่ใบเขียวชะอุ่มฟูฟ่องเต็มลาน ต่างกับตอนที่เห็นครั้งแรกซึ่งตอนนั้นพี่แจ๋วเพิ่งเริ่มปลูกได้ไม่นาน ฉันกลับมานั่งดูพี่ๆ ปักผ้า

“วันนี้ได้อะไรเพิ่มขึ้นมาบ้างคะ” ฉันเข้าไปดูเสื้อที่พี่แจ๋วกำลังนั่งปักอยู่บนเปล

“วันนี้ได้หินแล้วก็ต้นติ้ว” 

“ไปได้เยอะอยู่” ฉันเห็นความคืบหน้าของลายปักที่เพิ่มขึ้น

“ต้นติ้วอยู่ข้างหน้า ติ้วแดง ไม่มีใบ มีใบก็เล็กๆ น้อยๆ กำลังจะขึ้น”

“เราเพิ่งไปเดินป่ากันมา พี่แจ๋วได้ไอเดียอะไรใหม่ๆ บ้างไหม”

“ได้ พี่แจ๋วว่าจะวางหินแล้วจะทำเป็นต้นเพ็ก สีเขียวที่เราเดินขึ้นภูแก่งหอย เห็นตัวนั้นเลยจะเอามาวางใส่ตรงนี้ จะวางเป็นหญ้าเพ็กสีเขียว กับสีเหลือง จะทำให้ตรงนี้สว่างขึ้นหน่อย ต้นไม้ก็จะเสริมกิ่งเสริมใบเพิ่มเติม ตรงนี้จะทำไม่มีใบนะ เน้นไม่มีใบ” พี่แจ๋วชี้นิ้วไล่ไปตามจุดที่เล่า 

“ต้นอะไรคะนั่น” ฉันชี้ไปที่มุมบนซ้ายของเสื้อ

“อันนี้เหรอ มันเป็นต้นติ้ว เป็นติ้วผลัดใบแล้ว อันนี้ต้นกะบก อันนี้ต้นมะกอกเหลื่อม ลำต้นของมันจะตรงนะ ไม่โค้งไม่งอ” พี่แจ๋วพลิกเสื้อด้านหลังแล้วชี้ไปที่ต้นไม้ทั้งสอง

“วันนั้นที่เราไปป่าได้เห็นอะไรใหม่ๆ ไหมคะ” ฉันถาม

“เห็นนะ ที่ชอบที่สุดคือใบเฟิร์นเล็กๆ”

“จะเอามาใส่ไหมคะ”

“ดูก่อน เพราะลักษณะเสื้อมันเหมือนหน้าแล้ง แต่ว่าเอามาเสริมได้ แขนก็ยังว่างอยู่ ว่าจะทำเป็นใบฝ้าย พี่แจ๋วเคยทำใบฝ้าย พอพี่เหมี่ยวให้โจทย์ 1-10 ปี ก็เลยจะทำใบฝ้าย บางทีก็ไม่ได้เป็นเรื่องเป็นราวเสมอไป เราก็เอามาใส่เพิ่มเติม ทำใบฝ้ายกับดอกฝ้าย แล้วก็ดอกอูนที่ว่าจะเอามาใส่ด้วย แต่ข้างหลังจะเป็นป่าทั้งหมด ถ้าเสริมพวกดอกอูนก็จะเป็นที่แขน อันนี้จะเป็นดอกหญ้า ดอกกระดุม ดอกขี้อ้น จะวางแถวๆ นี้ ข้างหน้าก็ดูก่อน เพราะข้างหน้าจะทำยากกว่าข้างหลัง ในความรู้สึกเพราะมันเป็นสองชิ้นที่มีสีแตกต่างกัน ด้านหนึ่งต่ำ ด้านหนึ่งสูง ทำยังไงจะให้มันสมดุลกัน ต้นเสี้ยวก็ชอบนะ เสี้ยวดาน มันมี 2 แบบ ที่มันมีกิ่งยาวๆ อันนี้มันเป็นต้น อันนี้ยังไม่ทำใบมันเลยดูมืดๆ เดี๋ยวใส่ใบก็จะสว่างขึ้นมา จะเอาภูผายลใส่ แต่เดี๋ยวทำหินก่อน พรุ่งนี้ถ้ามีเวลาจะทำภูผายล” พี่แจ๋วอธิบายงานตัวเองเป็นลำดับ 

เวลาที่เราได้รับโอกาสและถูกเห็นคุณค่ามันจึงเป็นแรงขับเคลื่อนให้สิ่งที่ทำนั้นยั่งยืน พี่แจ๋วคือคนที่มีมุมมองธรรมชาติสวยงามคนหนึ่ง และพยายามจะพัฒนาตัวเองตลอดเวลา

“พี่แจ๋วต้องใช้สมาธิ ถ้าคนเยอะๆ จะทำงานไม่ออก ถ้ามีคนเยอะๆ จะทำอะไรง่ายๆ ไปก่อน”

“มิน่าชอบทำงานตอนกลางคืน” ฉันจำที่พี่แจ๋วชอบส่งรูปความคืบหน้างานปักมาให้ฉันดูทางไลน์ช่วงค่ำบ่อยๆ ว่ากำลังทำงานอยู่

“แม่น ตอนกลางคืนอยู่คนเดียว แม่เฒ่าเข้ามุ้งแล้วประมาณ 2 ทุ่ม 3 ทุ่ม พี่แจ๋วถ้าไม่เมื่อยมากก็นั่งทำประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ทำถึง 4 ทุ่มแล้วก็เลิก แต่ไม่ได้ทำตลอดหรอก ดูโทรศัพท์ไปด้วย ดูซีรี่ย์เกาหลี ดูลิซ่าเต้นในเปิดตัวบอลโลก”

“อยากเต้นกับเขาไหมคะ”

“อยาก ตอนตัวเล็กๆ หุ่นดีๆ สมัยสาวๆ อยากเต้นแจ๊สแดนซ์ อยากเป็นแดนซ์เซอร์ เวลาไปออกกำลังกายเต้นแอโรบิคก็ชอบ แต่ก่อนหุ่นไม่ได้เป็นแบบนี้” 

“เห็นพี่เจนเคยบอกว่าพี่บวบเคยนำเต้นแอโรบิคอยู่นี่” ฉันบอก

“แม่น ที่หนองแวง พวกอสม.” พี่แจ๋วบอกว่าพี่บวบเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน

“ทำไมเดี๋ยวนี้ไม่ทำแล้วคะ อยากเต้นแอโรบิคอยู่” ฉันอยากออกกำลังกายตอนเย็นหลังเลิกงาน

“แม่นอยู่เนาะ ขะเจ้าน่าสิจัดทำเดะ พวกอสม.แต่ก่อนน่ะ เขามาทำตรงหนองแวง พี่ฮุ้งเคยไปหนองแวงไหม” พี่แจ๋วถาม 

“เคยไปเดินเล่นหลายรอบแล้วค่ะ” หนองแวงเป็นบึงน้ำขนาดใหญ่ห่างจากบ้านภูครามไปประมาณ 1 กิโลเมตร

“แต่ก่อนตอนเป็นวัยรุ่นที่ไปทำงานอยู่สนามกอล์ฟ เลิกงานมาจะมาเต้นอยู่ลานรวมใจสกลนคร ตรงทางไปบ้านธาตุ จะมีครูมาสอนอยู่ที่นั่น ขี่มอเตอร์ไซค์ออกมาแล้วก็จะไปเต้นกับเขา ชอบเต้น” พี่แจ๋วเล่าต่อ 

“ตอนปีใหม่ที่พี่เหมี่ยวจัด พวกนี้นี่แดนซ์เซอร์หมด” พี่แจ๋วพูดถึงพี่วิ และน้ายืน ที่นั่งอยู่ด้วย

“อ๋อ พวกพี่เป็นแก๊งแดนซ์เซอร์ใช่ไหมคะ แก๊งนางฟ้า” ฉันแซว

“แม่น พากันเต้นสนุกสนานอยู่เด้อ พี่เหมี่ยวเลี้ยงปีใหม่ จับฉลากก็ได้ลุ้น พี่เหมี่ยวบอกว่าไม่มีใครเลยนะ  มีแต่แก๊งเดินป่า 4-5 คนอยู่นี่” พี่แจ๋วหมายถึงกลุ่มที่เป็นแดนซ์เซอร์ ก็เป็นกลุ่มเดียวกับที่ชอบไปเดินป่ากับภูคราม ถ้าเป็นนักเรียนนักศึกษาก็ถือว่าเป็นเด็กกิจกรรม

“เวลาไปเดินป่ามีใครที่ไปบ่อยๆ เป็นประจำบ้างคะ” 

“ก็มีพี่วิ พี่ยืน พี่แจ๋ว พี่บวบ กลุ่มอื่นเขาก็ไม่ค่อยไป มีแต่แก๊งนี้ไปป่า ไปยากแค่ไหนก็ยังไป ขาหักก็ไปนะพี่บวบ เลือดย้อยก็ยังไป ตอนรถล้มตอนนั้นน่ะเนาะวิ ที่เราไปแก่งใหญ่ พี่เหมี่ยวก็อยากให้พี่บวบไป” พี่แจ๋วเล่า

นั่งคุยกันไปไม่นานก็ใกล้เวลามื้อกลางวัน พี่วิจึงวางมือไปติดเตาเตรียมทำกับข้าว 

“นี่คุณฮุ้งพี่แจ๋วเตรียมปลาร้า กับแจ่วมาเด้อ” พี่แจ๋วชี้ไปที่ปลาร้าปลานิลตัวใหญ่ที่อยู่ในถุง 

“เดี๋ยวพี่แจ๋วไปเอาข้าวให้แม่เฒ่าก่อน” พี่แจ๋วขอตัวกลับบ้านไปหาข้าวให้แม่ พี่วิจัดแจงเอาปลาร้าไปล้างน้ำ แล้วเอาใบตองมาห่อก่อนนำไปย่าง น้ายืนปอกมะละกอเตรียมสับทำส้มตำ ฉันลงไปเก็บฝักกระถินที่อยู่หน้าเถียง 2 ต้น มาใส่ส้มตำ ย่างปลาร้าเสร็จแล้วพี่วิก็มาทำส้มตำต่อ ไม่นานพี่แจ๋วก็กลับมา แล้วเราก็ลงมือกินมื้อกลางวันกัน

หลังมื้อกลางวันทุกคนก็กลับมานั่งปักผ้ามุมใครมุมมัน พี่แจ๋วก็เริ่มเล่าต่อ

“ตอนทำงานอยู่สนามกอล์ฟจะมีพวกนายร้อยมาตีกอล์ฟ จะมีผู้พันมาเขาก็หล่อ แล้วก็มีผู้หมวดอีกคน พวกพี่แจ๋วก็ไปแอบทาแป้งแต่งหน้ากัน เขาก็เรียกหาว่าลูกกอล์ฟเขาอยู่ไหน เราก็มัวแต่แต่งหน้าอยู่ เขาก็เรียก ‘เฮ้ยทำอะไรกัน ไหนเอามาดูสิ’ พี่แจ๋วก็บอก ‘ไม่ค่ะ ไม่ให้ดู’ ‘เอามาดูเดี๋ยวนี้’ ยกออกมา เขาก็ว่า ‘โอ้ยของสวยงามนี่เอง มิน่าล่ะ ทำงุบงิบๆ’ ออกรอบแต่ละวันเราก็ลุ้นว่าเราจะได้นายคนไหน เวลาออกรอบกับก๊วนอาจารย์ก็มีแต่ผอ. ที่เขามาประชุมในราชภัฏ เราก็เป็นคนซื่อๆ เฉยๆ เขาก็ถามว่าได้เรียนหนังสือไหม เราก็บอกว่าไม่ได้เรียนค่ะ หนูมาดูแลแม่ แล้วก็มาทำงานอยู่กับพี่สาวในค่ายนี้ เขาก็ถามว่าไปดูแม่ยังไง ก็หาเงินแล้วเอาเงินไปให้เขา เขาก็เอาเงินให้พันหนึ่ง เขาสงสาร เวลาเขามาเขาก็จะเรียกหา แล้วให้ทิป เราผ่านการทำงานมา เราก็มีประสบการณ์ได้รู้จักคำว่าบริการ ถูกดุ ถูกด่าตลอดนะ เป็นแคดดี้”

พี่แจ๋วมีลูกชายที่ตอนนี้อยู่มัธยมปลายแล้ว มีคนแนะนำให้ไปทำงานที่สนามกอล์ฟหารายได้พิเศษ

“พอพีพีได้ไปเรียนในเมือง มีคนบอกให้เอาลูกไปทำงานในสนามกอล์ฟ เด็กนักศึกษาเขาชอบไปทำหารายได้พิเศษหาเงินเรียน เราก็ไม่อยากให้ไป เพราะว่าเราเคยทำมาแล้ว”

การทำงานบริการนั้นบางครั้งต้องอาศัยหัวใจที่อดทนมาก พี่แจ๋วนั้นถือเป็นคนที่มีหัวใจบริการเป็นนิสัย ชอบดูแลชอบบริการผู้คน ถือว่าเก่งมากที่ทำงานอยู่ที่สนามกอล์ฟได้หลายปี จนได้มาเจอภูคราม ถือว่าเปลี่ยนชีวิตไปได้เหมือนกัน เวลาที่เราได้รับโอกาสและถูกเห็นคุณค่ามันจึงเป็นแรงขับเคลื่อนให้สิ่งที่ทำนั้นยั่งยืน พี่แจ๋วคือคนที่มีมุมมองธรรมชาติสวยงามคนหนึ่ง และพยายามจะพัฒนาตัวเองตลอดเวลา

ฉันนอนฟังพวกพี่ๆ คุยกัน และเล่าเรื่องนู่นนี่ไปเรื่อยๆ วันนี้อากาศร้อนและไม่ค่อยมีลมพัด พี่แจ๋วจึงผิวปากเรียกลม แล้วลมก็พัดมาเอื่อยๆ พอให้ได้เย็นบ้าง นี่ก็ถือว่าเป็นการบริการของพี่แจ๋วอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งฉันมองว่าเป็นความพยายามดูแลเพื่อนที่น่ารักดี 

ขณะที่พี่วิคุยอยู่กับน้ายืน พี่แจ๋วก็ถามคำศัพท์ภาษาอังกฤษกับฉันขึ้นมา 

“กิ่งไม้พูดว่ายังไง”

“แบรนช์ (branch)” ฉันสอนพี่แจ๋วออกเสียงให้ถูกอยู่หลายรอบ

“เราต้องออกเสียงให้ถูกไม่งั้นต่างชาติเขาจะฟังไม่เข้าใจ เพราะมันมีคำออกเสียงคล้ายกันหลายคำ” ฉันบอกพี่แจ๋ว

“ใบไม้ล่ะ”

“ลีฟ (leaf)” พี่แจ๋วออกเสียงตามซ้ำไปมา

“ต้นไม้ ทรี (tree) ใช่ไหม”

“ใช่จ้ะ” ฉันตอบ

“ก้อนหินล่ะ”

“สโตน (stone) หรือว่า ร๊อก (rock) สโตนแปลว่าหินก้อนเล็กที่หยิบ ยกได้ ร๊อก แปลว่าหินก้อนใหญ่ อย่างหินในเสื้อที่พี่แจ๋วปักเรียกว่า ‘สโตน’ ”

แล้วพี่แจ๋วก็ท่องศัพท์ไปมา

เขียนโดย ม่านเมฆา