“บางครั้งก็คิดออก ถ้าอยู่คนเดียวบางครั้งจะคิดออก ถ้าคิดออกแล้วต้องรีบมาทำ ถ้าไม่รีบทำแล้วมันจะลืม บางทีคิดไปคิดมาก็เอากระดาษมาจดไว้ บางทีคิดว่าฉันจำได้อยู่หรอก แล้วสองสามวันลืม ถ้าเราไม่ได้ทำตลอด เราต้องจด บางทีสิ่งเล็กๆ น้อยๆ จะแวบเข้ามาในสมองของเรานะ ถ้าเราไม่จดไว้ลืมไปเลยนะเรื่องนั้น…”
อาทิตย์ที่ 2 ของเดือนกรกฎาคม รอบนี้ฉันนัดพี่แจ๋วที่บ้าน เพราะไม่อยากให้พี่แจ๋ววิ่งไปมาระหว่างบ้านกับเถียงนาเพื่อมาดูแม่ตอนกลางวัน แม่พี่แจ๋วอายุมากแล้ว และเริ่มความจำเสื่อม แต่ดีหน่อยตรงที่เขาไม่เดินออกไปไหนไกลจากบ้าน ทุกครั้งที่ไปฉันมักจะเห็นแม่เฒ่านั่งเล่นอยู่กับที่นานๆ บางทีก็เดินไปเก็บใบไม้ในสวน เวลาชวนคุยแม่เฒ่าก็จะหัวเราะเอิ๊กอ๊ากเหมือนเด็กเล็กดูน่ารัก คิดเอาเองว่าตอนที่แม่เฒ่าสาวๆ คงเป็นแม่ที่ใจดี พี่แจ๋วคงได้บุคลิกนี้ของแม่มา
ฉันเตรียมจักรยานของนมสดเพื่อจะขี่ไปบ้านพี่แจ๋ว แล้วพี่แจ๋วก็ขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาที่ภูคราม
“อ้าวพี่แจ๋ว หนูบอกแล้วว่าจะขับเฟอรารี่ไปหา” ฉันเล่นกับพี่แจ๋ว
“มารับค่ะ แดดมันร้อน”
“ถ้างั้นรอแป๊ปนะคะ เก็บเฟอรารี่เข้าโรงรถก่อน” ฉันเดินไปเข็นจักรยานนมสดเก็บเข้าที่ แล้วเดินมาขึ้นซ้อนมอเตอร์ไซค์พี่แจ๋ว
เมื่อมาถึงบ้าน พี่แจ๋วชี้ให้ดูแก้วมังกรที่เก็บมาเตรียมไว้ให้ฉันเป็นของว่าง แล้วไปหยิบน้ำเย็นๆ มาวางให้ 1 ขวด ก่อนที่จะมานั่งคุยที่เปลหน้าบ้านมุมประจำของพี่แจ๋ว
“มีอะไรเพิ่มขึ้นมาบ้างคะช่วงนี้”
“เราก็จะเพิ่มใบ แล้วก็ดอกกระดุม แล้วก็มีหิน มีน้ำ ไม่ใช่น้ำตก แต่เป็นน้ำที่ฝนตกแล้วอยู่ในแอ่งเล็กๆ น้อยๆ แล้วก็เพิ่มเมฆ แต่ยังไม่เสร็จ ว่าจะทำนกก็ยังไม่ได้ทำ แล้วก็มีเห็ด”



“นี้คือต้นเสี้ยวใช่ไหมคะ สีขาวๆ” ฉันชี้ไปที่ลายดอกไม้สีขาวบนต้นไม้เล็กด้านหลังเสื้อ
“แม่น ต้นเสี้ยว เห็ดนี้กินไม่ได้นะ” พี่แจ๋วปักเห็ดขอนที่ฉันเคยส่งรูปให้ดูตอนไปเดินป่า
“อันนี้ว่าจะทำหิน แล้วเป็นดอกกระดุม หรือจะเป็นต้นไม้ดี” พี่แจ๋วปรึกษา
“หินกับดอกกระดุม ผสมกัน เหมือนเป็นลานหิน” ฉันออกความเห็น


“ดอกติ้วไม่ได้ทำเป็นต้นนะ อันนี้คือต้นติ้วนะที่จริง แต่ว่าพี่แจ๋วทำอันนี้ออกมาก่อน เลยพาดกันไปเลย” พี่แจ๋วอธิบายภาพที่ด้านหน้าของเสื้อที่มีต้นไม้ที่มีแต่กิ่งมีใบหรอมแหรม และมีกิ่งติ้วใหญ่พาดอยู่ทางด้ายซ้ายของเสื้อ
“พี่แจ๋วทำเป็นใบฝ้าย” พี่แจ๋วเลื่อนนิ้วชี้ไปที่แขนเสื้อด้านขวา มีใบไม้สีดำกระจายอยู่ 4-5 ใบ
“โอ้ย น่ารัก”
“อันนี้ก็ดอกติ้ว ใบติ้วยังไม่ได้ทำ” พี่แจ๋วชี้ที่ฝั่งขวาของเสื้อ
“เหลือเวลาอีกเท่าไหร่” พี่แจ๋วเงยหน้าถามฉัน
“เหลืออีก 2 อาทิตย์”
“โอ้ย…ตายแล้วอีก 2 อาทิตย์ ถ้าเราได้ทำมันโอเคอยู่ แต่ที่สำคัญเราไปทำนา”
“มันตรงกับช่วงลงนาพอดีเนาะ” ช่วงนี้ช่างปักหลายคนกำลังวุ่นอยู่กับการทำนา
“วันนั้นย้อมเสื้อ” ฉันเปิดรูปในมือถือให้พี่แจ๋วดู เป็นเสื้อที่เจนสอนย้อมจากเปลือกประดู่และใบสมอ
“หูย…เท่มากเลย ทำไมคิดออก เหมือนสายรุ้ง”
“แต่ตัวนี้จะซ่อมอยู่ตัวนี้ไม่สวย” ฉันเปิดรูปอีกตัวให้ดู สีที่ย้อมออกมายังไม่เป็นที่พอใจ
“ไหนเปิดตัวเมื่อกี้ให้ดูอีกทีสิ” พี่แจ๋วขอกลับไปดูเสื้อตัวก่อนหน้า
“เออ ตรงนี้จะเป็นพื้นแล้วก็ปักต้นไม้ขึ้นไป” พี่แจ๋วจินตนาการ
“อันนี้คิดเหมือนว่ามันเป็นลานหินสีน้ำตาล แล้วตรงนี้ให้เป็นต้นไม้ อันนี้คือพวกงานที่ย้อมแล้วซีดเขาเลยให้มาย้อมใหม่”
พี่แจ๋วเริ่มปักผ้า แล้วก็คุยไปด้วย
“พี่แจ๋วก็ยังไม่เก่ง พี่แจ๋วเพิ่งฝึกหัด”
“โห…นี่ฝึกหัดเหรอเนี่ย ช่างแต่ละคนของเราถ่อมตัวกันทั้งนั้นเลย น้ายืนก็ชอบบอกว่า ‘ยายยังไม่เก่ง’” ฉันว่า
“น้ายืนบอกตัวเองยังไม่เก่ง แต่งานของเพิ่นแต่ละตัวนี่เป็นมาสเตอร์พีซทั้งนั้น เรียกว่าสุดยอด!” พี่แจ๋วบอก เราหัวเราะพร้อมกัน
“วันนี้ก็จะทำดอกกระดุม” พี่แจ๋วบอกแผนงานวันนี้
“น่ารักเนาะ ใบฝ้าย” ฉันยังติดใจลายปักใบฝ้ายของพี่แจ๋ว
“ใบฝ้ายจริงๆ อยากใช้สีเขียว แต่พี่แจ๋วดูแล้วมันไม่ขึ้น”
“อันนี้ก็สวย เท่ดีนี่” ฉันหมายถึงใบฝ้ายพี่แจ๋วที่ใช้ฝ้ายปักสีดำแทนสีเขียว
“อันนี้ก็จะทำเมฆ” พี่แจ๋วชี้ไปตรงที่ว่าง
“ไปเดินป่าล่าสุดเป็นยังไง น้ำเยอะไหม” พี่แจ๋วถามเพราะครั้งนี้ไม่ได้ไปกับเรา
“ไม่เยอะแล้วก็แดง พี่แจ๋วเห็นรูปไหมคะ”
“เห็นอยู่ ยังคิดว่าเอ้าทำไมเป็นแบบนี้”
“แดงแบบว่ามันน่าจะมีน้ำป่ากำลังจะมาแหละ” ฉันหารูปในมือถือเปิดให้พี่แจ๋วดู
“นี่มันเป็นลานแบบนี้”
“อื้อ อันนี้ที่พากันไปอาบน้ำน่ะ” พี่แจ๋วหมายถึงตอนที่เคยไปเดินป่าแล้วไปเล่นน้ำกัน
“อันนี้น้ำแดงแล้วมันก็แห้ง” ฉันเปิดรูปต่อไปให้ดู
“เออ ลายเสื้อน่ะพี่ฮุ้ง ย้อมลักษณะแบบนี้สิ” พี่แจ๋วแนะให้ย้อมโทนสีแบบในภาพ
“นี่เจอเห็ด” ฉันเอาภาพเห็ดขอนแดงให้ดู
“เห็ดนี้กินไม่ได้”
“อันนี้ต้นอะไรคะ” ฉันเปิดอีกรูป
“ตูมการึเปล่า”
“เขาบอกว่าข่างแดง แต่มันไม่มีในอินเตอร์เนตเลยนะคำว่าข่างแดงนี่” ฉันไปค้นเจอก็แต่ตูมกาแดงกับตูมกาขาว น่าจะใช่อย่างที่พี่แจ๋วว่า
“มันเป็นต้นไม้ที่หายาก” พี่แจ๋วว่า
“นี่เอาสีตรงนี้ไปย้อมผ้าเนอะ” ฉันเอารูปวิวในป่าให้พี่แจ๋วดู
“ถ้าย้อมก็ให้ย้อมเป็นคลื่นเล็กน้อย ไม่ใช่ตรงนี้ต่ำตรงนี้สูง เวลาวางงานมันวางยาก” พี่แจ๋วบอกในฐานะคนปัก
ฉันเปิดรูปดอกไม้ที่ไปถ่ายในป่าให้พี่แจ๋วดูอีก จนไปถึงรูปใบไม้ที่มีความคล้ายกัน


“อันนี้ต้นเต็ง อันนี้ต้นรัง เขาบอกว่าต้นรังตูดใบมันจะเว้าเข้าไป เขาเลยได้วิธีการจำกันใหม่นะพี่แจ๋ว” แล้วฉันก็ทำท่าเอามือสองข้างโค้งขึ้นจรดกลางศีรษะแล้วพูดว่า “ซารังเฮโย” พี่แจ๋วทำหน้างง
“ตูดใบมันเว้าเข้าไปเหมือนรูปหัวใจไง” พี่แจ๋วถึงร้อง “อ๋อ” แล้วหัวเราะ
“แม่นอยู่เบาะพี่ฮุ้ง มันจะเว้าเข้าไปขนาดนั้นเหรอ”
“อ้าวมันก็เว้ากว่าต้นเต็ง ต้นเต็งมันไม่เว้าเข้าไป ตูดใบมันน่ะ”
ฉันเปิดรูปดอกดองดึงให้ดูต่อ
“เดี๋ยวนี้คนเมืองไม่ค่อยเห็นแล้วนะคะต้นนี้ หายาก เพราะมันเป็นต้นไม้มีพิษ เขาเลยไม่เอามาปลูกขาย เพราะมันอันตราย เดี๋ยวเด็กไปเด็ดมากิน เจอแต่ตามป่าอย่างนี้แหละ แต่มันสวยนะเนี่ย จริงๆ มันก็เป็นสมุนไพรได้ แต่ว่าต้องรู้จักใช้”
“สวยแต่ว่าจะปักยังไง” พี่แแจ๋วนึกไปเป็นลายปัก
“มันก็ปักไม่ยากนะคะเนี่ย” ฉันพินิจดู
“มันเหมือนเปลวไฟเนาะ ขอบๆ มันย่น”
“ชื่อภาษาอังกฤษมันก็มีชื่อแบบเปลวไฟ” ฉันเปิดกูเกิ้ลหา “เฟลม ลิลลี่ (Flame Lily) หรือ ไฟเยอ ลิลลี่ (Fire Lily)” แปลเอาเองประมาณว่าดอกลิลลี่เปลวไฟ หรือมีอีกชื่อว่า ไทเกอร์ คลอ (tiger claw) กรงเล็บเสือนั่นเอง แต่ละชื่อบ่งบอกรูปลักษณ์และสรรพคุณชัดเจน
“ตอนไปเลือกเสื้อ ตัวนี้ไม่มีใครเอาเลย เขากำลังแย่งเสื้อพี่วิกันอยู่ พี่แจ๋วเห็นตัวนี้ตอนแรกก็คิดว่าน่าจะวางงานง่าย เพราะมันเป็นคลื่นแบบนี้ มันจะวางต้นไม้ได้”
แล้วพี่แจ๋วก็พูดถึงพี่บวบที่ตอนนี้เฝ้าพ่ออยู่ที่โรงพยาบาล
“สงสารพี่บวบนะ เพิ่งสูญเสียน้องชายไป ร้องไห้แทบเป็นลม”
“แล้วพี่แจ๋วล่ะ พี่แจ๋วรักแม่มาก ถ้าวันหนึ่งแม่จากไปทำไง”
“เอ้า ก็ต้องทำใจนั่นแหละ มันเป็นเรื่องธรรมดาอ่ะนะ ทำใจไว้แล้ว ถ้าเราไม่อยากร้องไห้เราก็ต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด เราจะได้ไม่ได้เสียใจว่า แม่จากไปแล้วฉันยังไม่ได้ทำอะไรให้เลย ฉันไม่ได้เลี้ยง ไม่ได้ตอบแทนบุญคุณ เราจะเป็นคนที่ร้องไห้ เพราะเราเสียใจกับการกระทำของเรา ถ้าเรามั่นใจตัวเองว่าเราได้ทำหน้าที่ของเราเต็มที่แล้ว ก็ไม่ร้องไห้นะ ใครที่พ่อแม่ตายแล้วร้องไห้เสียใจมากเพราะเขายังไม่ได้ดูแลพ่อแม่ให้เต็มที่”
“แบบแม่พี่แจ๋วนี่ยังดีนะ เหมือนเราได้เตรียมใจไว้ก่อนรู้ว่าวันหนึ่งเขาก็จะไป แต่ถ้าวันหนึ่งไปแบบกระทันหันมันไม่ทันได้เตรียมใจเลยนะ” ฉันว่า
“ถ้าตายไวเราไม่ทันได้เตรียมใจ แต่ถ้าเขาป่วยแล้วเราได้ดูแล เราก็จะไม่เสียใจ ยอมปล่อยเขาไป เพราะถ้าเขาอยู่เขาก็ทรมาน”
ใครที่เกิดยุค 80-90 และยังมีพ่อแม่อยู่ คงเห็นว่าช่วงวัยนี้ของเราเป็นช่วงที่พ่อแม่กำลังแก่เฒ่า สิ่งที่ฉันเฝ้าปลอบตัวเองและเตรียมใจไว้คือวันหนึ่งเขาต้องจากเราไป แต่ก็หวั่นใจทุกครั้งที่มีโทรศัพท์จากทางบ้านโทรมาในเวลาแปลกๆ
“ช่วงนี้ก็เป็นช่วงไปส่ามข้าว” พี่แจ๋วพูดขึ้น หลังจากปักผ้าเงียบๆ ไปสักพัก
“ส่ามข้าวคืออะไรคะ”
“ไปปลูกข้าว เวลาเราหว่านข้าว หรือพ่นข้าวไป มันมีตรงที่ข้าวไม่ขึ้น เราต้องไปถอนตรงที่มันเยอะไป ‘ส่าม’ ลงในแอ่งนั้น ให้มันเท่าๆ กัน ให้มันดูไม่เป็นแอ่งแหว่งอยู่ ภาษากลางเขาว่าไงนะ”
“ก็ ‘ปลูกลง’ เฉยๆ นี่แหละมั้ง” ฉันตอบไปขำไป
“ต่อเติม ตกแต่ง อะไรประมาณนี้” พี่แจ๋วนึกขึ้นได้
“ทำนานี่ต้องไปคอยดูแลอยู่ตลอดเนอะ ไม่ใช่หว่านไปแล้วก็ปล่อยทิ้ง” ฉันตั้งข้อสังเกต
“ใช่ มันต้องไปดูแล ไปถอนหญ้า”
“เห็นน้ายืนเล่าว่าเวลาดำนา ก็ไม่ควรปักต้นข้าวให้ลึกจนเกินไปใช่ไหมคะ ไม่งั้นข้าวมันจะโตช้า”
“แม่น ไม่ต้องปักลึกจนเกินไป”
“ไม่รู้เลยนะเนี่ย นึกว่าปักๆ ไปแหละ ไม่รู้ว่ามันมีรายละเอียดมีเทคนิคอะไรอย่างนั้นด้วย”
“เหมือนที่เราปลูกพืชอื่นนั่นแหละ เราก็เอาประมาณถึงโคนของมันนิดหน่อย ถ้าปักลึกจนเกินไปบางทีมันก็ตายนะ เพราะเราถมลำต้นของมัน”
“พี่แจ๋วชอบนาวินต้า เพราะเขาเรียนเก่ง พี่แจ๋วเคยเขียนจดหมายไปหาเขาด้วยนะ ถามเขาว่าอยากเรียนเก่งต้องทำยังไง เขาเลยบอกว่าเวลาผมอ่านหนังสือ ผมจะขีดเส้นใต้ไว้ เพราะมันจะทำให้เราจำได้เวลาเราเรียนหนังสือ”
“นี่อยากเห็นตอนพี่แจ๋วสาวๆ ไหม” พี่แจ๋วถามเพราะนึกขึ้นได้ว่าฉันเคยบอกว่าอยากเห็นพี่แจ๋วตอนสาวๆ
“อยากค่ะ”
พี่แจ๋วเดินไปหยิบอัลบั้มรูปมาให้ดู ที่ปกด้านในมีรูปดาราชายยุค 90 ติดอยู่หลายคน หนึ่งในนั้นมีรูปนาวินต้าพร้อมลายเซ็น

“พี่แจ๋วชอบนาวินต้า เพราะเขาเรียนเก่ง พี่แจ๋วเคยเขียนจดหมายไปหาเขาด้วยนะ ถามเขาว่าอยากเรียนเก่งต้องทำยังไง เขาเลยบอกว่าเวลาผมอ่านหนังสือ ผมจะขีดเส้นใต้ไว้ เพราะมันจะทำให้เราจำได้เวลาเราเรียนหนังสือ”
“เขาตอบด้วยเหรอ” ฉันถามอย่างตื่นเต้น
“เขาตอบมา”
“จริงเหรอ ตอบเป็นลายมือเขาเลยเหรอ” ยังไม่วายสงสัย
“ใช่ เขาตอบเป็นลายมือ และมีลายเซ็นพร้อม”
“พี่แจ๋วเขียนจดหมายถึงนาวินต้า…” ฉันตื่นเต้นประทับใจมาก เพราะสมัยที่เรายังเป็นวัยรุ่นนั้นยังไม่มีโซเชียลเนตเวิร์คที่สามารถเข้าถึงคนดังที่เราชอบได้ง่ายและรวดเร็วเหมือนสมัยนี้ การจะได้ติดต่อเขาโดยตรงคือการเขียนจดหมายไปหา และเฝ้ารอว่าเขาจะตอบกลับมาไหม การที่เขาตอบกลับมาถือว่าเป็นเรื่องที่พิเศษมาก
“แต่ก่อนตอนเด็กเนาะ ชอบที่เขาเรียนเก่ง” พี่แจ๋วฟื้นความหลัง
“แล้วรูปนี่เขาส่งมาให้เหรอคะ”
“เขาส่งมาให้”
“จริงเหรอ ไม่น่าเชื่อเลย” ฉันถามย้ำเพราะไม่อยากจะเชื่อว่าคนดังจะมีเวลาตอบจดหมายแฟนคลับ
“แล้วรูปเต๋าสมชายนี่เอามาจากไหนคะ”
“อันนี้ไปซื้อมา” สมัยก่อนจะมีการนำรูปดารามาอัดลงกระดาษอัดรูป แล้วขาย วัยรุ่นที่ชอบดาราซื้อเก็บไว้ก็เหมือนได้มีรูปถ่ายจริงๆ ของเขา ใครมีทุนทรัพย์หน่อยก็จะเอารูปไปเคลือบพลาสติกให้เก็บไว้ได้นานๆ ด้วย สมัยนี้ที่ฉันเห็นก็มีแต่รูปดาราหรือนักร้องเกาหลี
“แล้วอันนี้ใคร” ฉันชี้ไปที่รูปอื่นๆ
“เจมส์ เรืองศักดิ์”
“นี่เราเป็นวัยรุ่นยุคเดียวกันนะนี่”
ฉันเปิดดูรูปไปเรื่อยๆ โดยมีพี่แจ๋วคอยอธิบายไปด้วย มีรูปพี่แจ๋วผมยาวใส่เสื้อยืดแขนสามส่วนกับกางเกงยีนส์ดูดีทีเดียว
“โห พี่แจ๋วตอนวัยรุ่น สวยน่ะเนี่ย”
“ตอนนั้นอยากเป็นฝรั่ง อยากพูดภาษาอังกฤษได้”



แล้วก็มีรูปพี่แจ๋วใส่ชุดไทยวันแต่งงาน แล้วก็มีรูปลูกชายตอนเล็กๆ เปิดดูไปจนถึงปกหลังก็ยังมีรูปดาราติดอยู่ ฉันว่าพี่แจ๋วตอนสาวๆ หน้าคล้ายนักร้องสาวยุค 90 แอนเดรีย สวอเรซ
“พี่แจ๋วชอบดารา”
“เหมือนกัน สมัยวัยรุ่นก็ตัดรูปดาราติดหนังสือเรียน” ฉันแชร์ประสบการณ์วัยรุ่นกับพี่แจ๋ว เหมือนได้ระลึกถึงวันวานวัยหวาน
“เดี๋ยวนี้ชอบนักร้องเกาหลี ชอบเวลาเขาเต้น” แล้วพี่แจ๋วก็เปิดคลิปวงบีทีเอสให้ดู
“เพื่อนช่างปักผ้าด้วยกันเขาไม่ดูนะอะไรแบบนี้”
“ก็พี่แจ๋ววัยรุ่นน่ะ” ฉันแซว “พี่แจ๋วมีความสุข” ฉันพูดต่อ
“เราก็จะได้ไปต่อไง หมายถึงว่าไม่ต้องซีเรียส ดูๆ ไป เพราะชีวิตเรามันก็ซีเรียสพอแล้ว ไปกับเพื่อนมีแต่พาเพื่อนตลกขบขัน ทุกวันนี้เขาไม่ตลกนะ พี่บวบ พี่น้ำ เขาไม่ค่อยตลกแล้ว มีพี่แจ๋วทำให้เพื่อนหัวเราะบ้าง”
“เอ้า พี่บวบนี่ไม่ตลกเหรอ”
“ไม่ตลกเด้อ บางทีแกก็เครียดเคร่งขรึมกับการทำงานเด้”
“เหมือนเราไปเดินป่าอะเนอะ คนอื่นเขาตั้งอกตั้งใจ แต่เรา…” ฉันหัวเราะแทนคำพูด
“พี่เหมี่ยวให้สนใจต้นไม้ใหญ่ แต่พี่แจ๋วสนใจภาพรวม วิวทิวทัศน์แต่ละจุด เพราะพี่แจ๋วจะเอามาวางงาน” พี่แจ๋วสนใจภาพรวมเพราะจะนำสีสันบรรยากาศมาใส่ในงานปักของตัวเอง
“เขาอยากให้เรารู้จักชื่อต้นไม้เพราะเวลาลูกค้าถามว่านี่ปักต้นอะไรเราจะได้ตอบได้” พี่แจ๋วอธิบายเสริม
“คนเราก็มีความสนใจต่างกันอะนะ”
“เขากำลังสื่อเรื่องธรรมชาติเนอะ เพราะอยากให้คนมาใส่ใจธรรมชาติ เราก็หาแต่เห็ด” พี่แจ๋วพูดแล้วเราก็หัวเราะขำตัวเองกัน
“กี่โมงแล้ว” พี่แจ๋วนึกขึ้นได้
“ 11 โมงแล้วค่ะ”
“ไปเราไปทำส้มตำกินดีกว่า” พี่แจ๋ววางมือจากงาน ชวนฉันไปที่ครัว
พี่แจ๋วเดินไปเด็ดมะละกอดิบจากต้น แล้วชี้ให้ดูต้นแก้วมังกร
“นั่นแก้วมังกรที่เก็บไปก็จากต้นนี้แหละ”
พี่แจ๋วปอกแตงโม และหั่นแก้วมังกรให้ฉันถือไปนั่งรออยู่หน้าบ้าน ไม่นานพี่แจ๋วก็เรียกให้ไปช่วยยกสำรับกับข้าวมา วันนี้พี่แจ๋วตำส้มตำใส่ตีนไก่และหมูยอจานใหญ่มาก
“โอโห กินกี่คนคะเนี่ย”
“สองคนเรานี่แหละ” พี่แจ๋วบอก
แล้วยังมีหมกหน่อไม้ ไข่ต้ม ปลานิลย่าง ปลานิลทอด กับข้าวเยอะเกินกว่าคน 2 คนจะกินหมด
“กินเลยนะ พี่แจ๋วไปเอาข้าวให้แม่เฒ่าก่อน” พี่แจ๋วบอกให้ฉันกินรอไปก่อน ฉันเลยกินผลไม้รอ พอพี่แจ๋วมาเราจึงลงมือกินข้าวกัน ปกติเวลาไปเถียงนาพี่แจ๋วจะได้กินส้มตำฝีมือพี่วิ แต่วันนี้ฝีมือพี่แจ๋วก็อร่อยไม่แพ้กัน
เสร็จจากมื้ออาหาร พี่แจ๋วก็กลับมานั่งปักผ้าที่เปลต่อ
“เวลาจะวางงานพี่แจ๋วคิดนานนะ คิดอยู่นั่นแหละว่าจะวางยังไง ทำยังไงให้มันเหมือน คิดไปคิดมารู้ไหมทำไง…นอน! เฮ้ยไปไม่ไหวแล้วเว้ย จะคิดไปทำไม” พี่แจ๋วเล่าพร้อมรอยยิ้ม
“แล้วตื่นขึ้นมาแล้วคิดออกไหมคะพี่แจ๋ว”
“เออ..บางครั้งก็คิดออก ถ้าอยู่คนเดียวบางครั้งจะคิดออก ถ้าคิดออกแล้วต้องรีบมาทำ ถ้าไม่รีบทำแล้วมันจะลืม บางทีคิดไปคิดมาก็เอากระดาษมาจดไว้ บางทีคิดว่าฉันจำได้อยู่หรอก แล้วสองสามวันลืม ถ้าเราไม่ได้ทำตลอด เราต้องจด บางทีสิ่งเล็กๆ น้อยๆ จะแวบเข้ามาในสมองของเรานะ ถ้าเราไม่จดไว้ลืมไปเลยนะเรื่องนั้น งานก็เหมือนกัน เพราะเราไม่ได้ทำงานตลอด”
“พี่แจ๋วมีแฟนคลับไหม คนที่จะต้องซื้อเสื้อพี่แจ๋วให้ได้น่ะ”
“ไม่มีนะ ไม่มีแฟนคลับตายตัว เพราะผลงานยังไม่เด่น ไม่ค่อยมีเวลาทำด้วย มีบ้างเล็กๆ น้อยๆ ไม่เหมือนพี่บวบกับพี่วิ พวกนั้นน่ะ แฟนคลับเยอะ พี่แจ๋วก็เรื่อยๆ”
“แล้วรู้สึกยังไงเวลามีคนเห็นคุณค่าของเรา”
“โอ้ย ดีใจ ตอนเปิดบ้าน พี่บวบเป็นคนอธิบายงานบอกว่าลูกค้าชอบเสื้อพี่แจ๋วที่ปักเห็ดกระด้าง พอเขาเห็นอีกตัวหนึ่ง เขาก็ชอบ เสื้อใบไม้ใหญ่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร พี่บวบอธิบายลูกค้าว่าถ้าเป็นไม้ที่อยู่ในป่าก็เหมือนต้นไม้ที่ให้ความร่มรื่นแก่สรรพสัตว์ ลูกค้าก็ชอบใจและเรียกสามีมาดู พอพี่แจ๋วเข้าเวรเฝ้าเวิร์คช๊อปเขามาพี่แจ๋วก็ถามว่าได้เสื้อไหมคะ เพราะพี่แจ๋วไม่เห็นว่าลูกค้าซื้อเสื้อใครบ้าง พี่แจ๋วอยู่ห้องเวิร์คช๊อป เขาก็เอาให้ดูเป็นเสื้อพี่แจ๋วทั้งสองตัว พี่แจ๋วก็บอกว่านี่พี่แจ๋วปัก เขาเลยขอถ่ายรูปด้วย”
“แล้วรู้สึกยังไงที่พี่เหมี่ยวให้โอกาสหรือเห็นความสามารถของเรา”
“ก็รู้สึกภูมิใจและดีใจที่เขาเห็นความสามารถของเรา เพราะว่าเราก็เป็นตัวเอง ไม่ได้เลียนแบบใคร มันเลียนแบบใครไม่ได้เพราะเราทำยังไงก็เป็นตัวเรา พอเราทำออกมาเราชอบเราก็ทำ ถ้าเราไปเห็นงานคนอื่นบางทีเราก็ไม่ได้ชอบนะ คือเราเป็นตัวของตัวเองดีที่สุด ก็ดีใจอยู่ที่เขาให้โอกาส เราก็จะได้เรียนรู้ด้วย เวลาที่เราทำงานไปเราก็ได้เห็นความผิดพลาดของเรา งานไม่สวย งานไม่เด่น เราก็เห็นเราก็ต้องเอางานนั้นมาพัฒนาตัวเอง เหมือนกันกับที่เขาให้เสื้อตัวนี้มาใช่ไหม คำว่า 1-10 ปี เหมือนเราเรียนรู้ประสบการณ์ที่ผ่านมา เขาเรียกอะไรนะที่พี่เหมี่ยวเรียก” พี่แจ๋วเว้นวรรคคิด




“…ถอดบทเรียนน่ะ ที่ผ่านมาเราได้อะไรบ้างจากการทำงานของเรา ตอนแรกก็ได้แค่ดอก ผ่านไป 2-3 ปีก็เริ่มใบ ต่อมาก็เริ่มเป็นกิ่งก้านสาขา คือตอนนั้นงานของพี่แจ๋วยังไม่มีเรื่องราวนะ เพราะว่ายังหัดทำยังไม่เก่ง ผลงานเราก็น้อยมาก เราก็ไม่ได้มีชื่อเสียง พอเราทำเป็นแล้ว เราเรียนรู้ไปทีละน้อย เราก็ทำได้ แล้วก็เริ่มทำเป็นเรื่องราวได้ แต่ก่อนไม่เป็นเรื่องราว เพราะเราทำงานไม่เป็น เราไม่เข้าใจในงาน เราไม่เข้าใจเรื่องธรรมชาติ แล้วพี่เหมี่ยวก็พาเข้าไปในป่า เพื่อเรียนรู้ธรรมชาติแล้วสังเกต เราไปแล้วก็ถ่ายรูปมา แล้วก็เอามาลงในงานแบบนี้ พอมันเป็นรูปเป็นร่างเราก็เล่าเรื่องได้ สำหรับพี่แจ๋วคือการเรียนรู้นะเสื้อตัวนี้ ก็ดีใจที่เขาให้โอกาสเราได้ทำ ถ้าเราไม่เข้าร่วมโครงการก็ไม่ได้เจอกันเนาะ”
“ก็บ่ได้กินแกงหน่อไม้แซ่บๆ เลย บ่ได้กินปลาร้าเป็นต่อนๆ” ฉันนึกถึงความประทับใจที่เราล้อมวงกินข้าวกับฝีมือแกงหน่อไม้ของพี่วิกัน แต่ช่วงนี้หลายคนติดภาระกิจเลยมารวมตัวกันไม่ได้ งานก็ใกล้จะต้องส่งแล้ว โอกาสที่จะได้รวมตัวกันอีกก็คงยาก
ถึงเวลาที่ฉันจะต้องกลับภูคราม เพราะช่วงนี้งานสะสมอยู่มากจะต้องรีบไปสะสาง จึงไม่ได้นั่งทอดหุ่ยเหมือนทุกครั้ง พี่แจ๋ววางมือ ปิดบ้าน และพาฉันกลับไปส่งภูคราม
เขียนโดย ม่านเมฆา





