ติดตามป้าทำ ช่างทอประจำภูคราม

บ่ายวันอังคารถัดมาจากวันที่ไปดูป้าจอกทอผ้าได้ไม่นาน วันนี้ป้าทำเอาอุปกรณ์การทำเส้นฝ้ายมาตั้งไว้ที่โรงย้อมเพื่อสาธิตให้ฉันดู ฉันเดินไปที่โรงย้อมก็เห็นป้าทำนั่งอยู่กับป้าม้วน มีอุปกรณ์ต่าง ๆ ถูกตั้งไว้บนเสื่อ พร้อมกับมีใยฝ้ายลักษณะเป็นหลอดยาว ๆ ฟู ๆ ใส่ในถุงตั้งไว้อยู่ข้างกัน แล้วยังมีฝ้ายที่ถูกเรียงเป็นเส้นสวยงามพันไว้บนไม้รูปร่างคล้ายสามเหลี่ยมตั้งอยู่
อุปกรณ์ที่ป้าทำนำมาใช้ในวันนี้เรียกว่า ‘หลา’ เป็นอุปกรณ์เข็นฝ้ายที่ฉันเคยเห็นแกนำมาใช้ในการปั่นฝ้ายใส่หลอดเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา คือลักษณะเป็นสามเหลี่ยม เป็นวงล้อกลม ๆ ทางขวา และทางซ้ายมีเหล็กสำหรับเก็บฝ้าย ระหว่างวงล้อและเหล็กเก็บฝ้ายมีเชือกโยงเป็นสามเหลี่ยมเพื่อเอาไว้สามารถปั่นวงล้อวนไปรอบ ๆ ได้
มือขวาของแกปั่นวงล้อให้วงล้อหมุนไปเรื่อย ๆ ส่วนมือซ้ายก็ทำการจับใยฝ้ายดึงให้เกิดเป็นเส้น
ป้าทำเล่าให้ฟังว่าตอนที่ป้าทำเริ่มเรียนเข็นฝ้าย ตอนนั้นแกเพิ่งเรียนจบป.4 แล้วก็ออกมาฝึกงานบ้านงานเรือน คุณแม่แกก็สอนเข็นฝ้าย แกรู้สึกว่าขั้นตอนนี้ทำยากมาก พอทำไม่ได้ก็โดนตีมืออยู่ตลอด
“ฝ้ายพวกนี้เราเก็บมาจากต้นอะไรคะ”
“จากต้นฝ้าย”
“พอเก็บมาแล้วต้องเอามาทำอะไรก่อนที่จะมาเข็นไหมคะ”
“ก็เอามาตากแดด มาเก็บขี้เหลืองออก เก็บเศษไม้ใบหญ้าออกให้มันสะอาด แล้วก็เอาไปตากแดด แล้วก็เอาไปอิ้ว เสร็จแล้วเอาไปดีด ดีดให้มันเป็นปุย ๆ พอเป็นปุยฝ้ายแล้วก็ไปล้อก่อนจะมาเข็นแบบนี้”
“อ๋อ การเข็นเป็นวิธีการสุดท้ายของการทำเส้นฝ้ายใช่ไหมคะ”
“จ้ะ”
“ป้าทำกำลังจะทำเป็นเส้นเล็กหรือเส้นใหญ่คะ”
“เส้นกลาง ๆ” แกตอบเบา ๆ “ถ้าเส้นเล็กมันจะเล็กกว่านี้ ถ้าเส้นใหญ่ก็ใหญ่กว่านี้”
“เรากะขนาดยังไงอะคะ”
“ก็อยู่ในมือเรานี่แหละ” แกตอบพลางหัวเราะ
คำตอบของแกทำเอาฉันสงสัยว่าเราจะสามารถสร้างเส้นฝ้ายให้มีขนาดเท่ากันทั้งหมดได้ยังไง เพราะฉันยังไม่เข้าใจวิธีการทำให้ฝ้ายปุยกลายเป็นเส้น แต่ด้วยความชำนาญและความเคยชินของแก พอมองดูวิธีที่แกทำมันเหมือนง่าย เป็นเพียงแค่การปั่นวงล้อไปเรื่อย ๆ

“สุด ๆ แล้วคือเข็นฝ้ายนี่ล่ะ เข็นฝ้ายนี่คือยากที่สุด”
หลอดปุยฝ้ายในมือซ้ายของป้าทำค่อย ๆ ถูกพันเป็นเกลียวเล็กกลายเป็นเส้นฝ้ายเส้นเรียวยาวพันเรียงไว้ในเข็มที่อยู่ทางซ้ายมือของอุปกรณ์
“หนูจะเข็นไหม” ป้าทำถาม
“เอาค่ะ”
“ต้องลองนะคะ” ป้าม้วนเชียร์
“เข้ามา ๆ” ป้าทำลุกออกจากที่นั่งของตัวเอง ระหว่างนี้แม่บิก็เดินผ่านมาพอดีก็มาดูฉันทำด้วย
“เหยียดขาออกลูก” แม่บิว่า “มาแล้วต้องทำให้เป็นนะลูก”
ฉันใช้ขาขวาเหยียดออกเพื่อดันหลาไม่ให้เคลื่อนไปมา มือซ้ายประคองฝ้ายให้ยกขึ้นขนานกับพื้น ส่วนมือขวาจับคันโยกที่หมุนวงล้อ ทั้งป้าทำ ป้าม้วน แม่บิต่างลุ้นไปกับฉันว่าจะทำได้ไหม
“ต้องจับเบา ๆ แต่ไม่ให้หลุดนะ” ป้าทำสอน “ดึงมาเรื่อย ๆ”
“โห… ยากนะคะ” พอมาทำเองก็รู้เลยว่าเราต้องใช้ประสาทสัมผัสของทั้งสองมือให้ประสานกัน
“มีกล้องไหมจะจับภาพให้เนี่ย” ป้าม้วนแซว
“ยากนะนี่…” ป้าทำกล่าว “สุด ๆ แล้วคือเข็นฝ้ายนี่ล่ะ เข็นฝ้ายนี่คือยากที่สุด”
ไม่สงสัยเลยว่าทำไมการเข็นฝ้ายถึงยากที่สุดสำหรับป้าทำ เพราะมือขวาเราต้องหมุนวงล้อ ในขณะที่มือซ้ายก็ต้องประคองและจัดแต่งฝ้ายไปด้วยเพื่อให้เส้นเท่ากัน ถ้าดึงมือซ้ายตึงเกินไป หรือหมุนวงล้อแรงเกินไปก็ไม่ได้ พอฉันทำไปได้สักพักเส้นฝ้ายก็ขาดออกอย่างที่ฉันกังวลไว้
“ยากจังค่ะ” ฉันพูดอย่างท้อแท้
“เฮ็ดบ่ได้ก็มานั่งตักนี่” ป้าทำว่า
“นั่งตักเลยหรอคะ” ฉันหัวเราะ แต่ก็ยอมนั่งตักแกแต่โดยดี เพราะมันยากกว่าที่คิดมาก


ตอนนี้ป้าทำนั่งซ้อนด้านหลังของฉัน มือซ้ายของแกประคองมือซ้ายฉันไว้ ส่วนมือขวาก็จับมือฉันไปด้วย ระหว่างนี้แกก็สอนไปด้วย แล้วก็จับมือฉันทำไปด้วย แกค่อย ๆ ให้ฉันดึงมือซ้ายเพื่อลากฝ้ายออกไปให้เป็นเกลียว ส่วนมือขวาก็หมุนวงล้อตามไปเบา ๆ
“เอาเข้าไปใหม่” พอหลอดฝ้ายหลอดเดิมถูกปั่นเกลียวจนเกือบสุด แกก็ให้เอาหลอดฝ้ายหลอดใหม่มาต่อ
“หนูว่าหนูไม่น่ารอด” ฉันหัวเราะ
“ต้องรอดสิ ต้องเป็น ๆ” ป้าม้วน และป้าทำต่างก็ให้กำลังใจฉัน
“มือซ้ายจับเบา ๆ มายเอา มายคือใช้นิ้วแต่งเส้นเอาในมือเฮานั่นแหละ… วิธีจับคือแบบนี้” แกทำมือให้ดู “นิ้วโป้งกับนิ้วชี้นี่บีบไว้ แล้วก็คอยเคลียร์เอาเส้นมัน คอยแต่งเอาอยู่ในมือเฮา”
ฉันทำตามป้าทำบอก พยายามใช้นิ้วนวดแต่งเส้นฝ้ายเพื่อให้เส้นหมุนเกลียวออกมาเท่ากันให้ได้มากที่สุด
“เอายกมาแบบนี้” ป้าทำจับมือซ้ายให้ยกขึ้นด้านบน “มันสิมีถอยหน้า ถอยหลัง คือเกียร์รถอยู่ใด๋”
ไม่นานฉันก็ทำฝ้ายขาดอีก ทำเอาฉันเริ่มท้อ แต่ก็ยังอยากทำให้เป็นเพราะถึงจะยากแต่ก็รู้สึกสนุก
“ทำยังไงให้มันไม่ขาดอะคะ”
“มันต้องรัง รังให้มันแน่น” แกตอบ “รังน่ะคือการหยุด แล้วก็แกว่ง”
ฉันทำการต่อฝ้ายใหม่อีกครั้ง แล้วก็ค่อย ๆ เข็นไปตามที่ป้าทำสอน แล้วมือขวาของฉันหมุนวงล้อไปเรื่อย ๆ
“ต้องแก้ออกมาซะก่อน มันอ้าวหัวร่อแน่” ป้าทำให้ฉันหยุดหมุนวงล้อ เพราะเส้นฝ้ายเป็นเกลียวแน่นจนตึงเกินไป
“ถ้ามันเป็นเส้นฝ้ายแบบนั้นแล้ว เฮาหยุดแกว่งซะก่อน เฮาค่อย ๆ ดึงเส้นฝ้ายออกมา แต่งเอาเส้นฝ้ายซะก่อน แล้วเฮาค่อยแกว่งนะ”
คือถ้าเราเริ่มดึงฝ้ายจนเป็นเส้นยาวตามที่ต้องการ แต่เส้นมีความไม่เท่ากัน หรือเกิดปั่นเกลียวจนเส้นแน่นเป็นขด เราก็ต้องหยุดการปั่นวงล้อ แล้วคลี่เส้นฝ้ายออกมาเพื่อแต่งให้เส้นเรียงตัวสวยงาม ก่อนจะปั่นฝ้ายเก็บใส่ม้วน

ป้าทำลุกออกไปให้ฉันได้ลองทำด้วยตัวเองดู ใช้เวลากับการฝึกอยู่สักพักใหญ่ ก็เริ่มเข้าใจวิธีการ แต่ก็ยังรู้สึกยาก เพราะยังควบคุมให้มือซ้ายและขวาประสานกันไม่ดีนัก
“ตามมันไปก่อน เส้นมะโลดโป้ดเป้ดก็ตามมัน” ป้าทำให้ฉันฝึกทำเส้นฝ้ายให้เป็นเส้นไปก่อน ยังไม่ต้องกังวลว่าเส้นจะเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน
“พวกเส้นฝ้ายที่มันขาดแบบนี้เราต่อกลับไปได้ไหมคะ”
“ต่อได้ ๆ แต่ตอนนี้เฮาปล่อยถิ่มไปซะก่อน ยังไม่ต้องฝึกต่อ เอาให้เฮาเฮ็ดเป็นซะก่อน”
พอรู้ว่าฝ้ายที่ขาดเอามาซ่อมต่อกับฝ้ายเดิมได้ฉันก็สบายใจขึ้น เพราะกังวลว่าเศษฝ้ายจะเอาไปใช้งานไม่ได้

พอได้ลองทำมาสักพักหนึ่งฉันก็ลุกให้ป้าทำมาทำต่อเพราะกลัวว่าเส้นฝ้ายที่ออกมาจะไม่สวยงาม จนเสียงโทรศัพท์ของป้าทำดังขึ้น แกจึงขอตัวไปทำธุระก่อน จากนั้นฉันเลยฝึกเข็นฝ้ายต่อ แม่บิที่เดินผ่านไปผ่านมาเห็นฉันพยายามทำอยู่เลยเข้ามาช่วยสอนเพิ่มเติมจากที่ป้าทำสอนไว้อยู่แล้ว แล้วแม่บิก็เข้ามาเข็นฝ้ายให้ฉันดูอีกครั้ง ก่อนจะปล่อยให้ฉันลองลงมือทำเอง ฉันจึงเริ่มเข้าใจวิธีการมากขึ้น

ฉันใช้เวลาอยู่กับการเข็นฝ้ายจนตกเย็น ได้เรียนรู้ว่าการเข็นฝ้ายนี้ ถึงจะดูเหมือนไม่มีอะไรแต่กลับมีกระบวนการหลายอย่าง ระหว่างที่เราดึงฝ้ายก็ต้องใช้นิ้วชี้และโป้งจากมือซ้ายประคองแต่งเส้นฝ้ายให้ออกมาสวยงามเสมอกัน แต่ถ้าเส้นที่ดึงออกมาแล้วเกิดไม่สม่ำเสมอเป็นปุ่มเป็นปม เราจะต้องปล่อยการหมุนหลาแล้วใช้มือขวามาจับและบิดเส้นฝ้ายเพื่อแต่งให้คลายเป็นเส้นเดียวกัน วิธีการนี้เรียกว่าการ ‘มาย’ คือแต่งเส้นฝ้ายให้เสมอก่อนจะทำการดึงและปั่นหลาต่อ
พอดึงเส้นฝ้ายออกมาได้ตามที่ต้องการแล้วเราจะต้องทำการ ‘รัง’ คือการดึงเส้นฝ้ายที่ขนานกับพื้น ยกขึ้นด้านบนแล้วใช้มือหมุนหลาเพื่อปั่นให้ฝ้ายเป็นเกลียวแน่น ก่อนที่จะนำฝ้ายลงมาขนานกับพื้นเหมือนเดิม แล้วหมุนหลากลับอีกข้าง เพื่อถอยฝ้ายออก เหมือนที่ป้าทำบอกว่ามีเดินหน้าถอยหลังเหมือนเข้าเกียร์ จากนั้นจึงนำฝ้ายไปพันเก็บไว้ที่แกนเหล็กเหมือนเดิม ซึ่งแกนเหล็กนั้นเรียกว่า ‘ไนฝ้าย’
นอกจากนี้ถ้าเราทำการปั่นหรือรังฝ้ายเป็นเกลียวแน่นเกินไปจนเกิดพันกัน เป็นปม หรือขดตัวสะสมอยู่ตรงไนฝ้าย เราจะเรียกฝ้ายที่บิดจนแน่นนี้ว่า “อ้าวหัวร่อ” ทำไปจนหลอดฝ้ายหมดแล้วก็ต้องนำฝ้ายอีกหลอดมาต่อ ซึ่งการต่อจะต้องใช้ส่วนท้ายของเส้นฝ้าย กับส่วนหัวที่จะต่อเป็นปุย ๆ นำมาจับวางทับกัน พอเราหมุนหลา ฝ้ายก็จะทำการพันเกลียวกันโดยอัตโนมัติ

พอเห็นป้าทำกับแม่บิแล้วก็ทึ่งในความสามารถของคนสมัยก่อน รวมถึงผู้เฒ่าผู้แก่ที่ยังรักษาภูมิปัญญานี้ไว้ ในยุคที่ทุกอย่างรวดเร็วไปหมด เทคโนโลยีมาแทนที่หลาย ๆ อย่าง การได้ใช้ชีวิตช้าลง แล้วมาดื่มด่ำกับกระบวนการที่ดูเหมือนเรียบง่ายแต่ทรงคุณค่าแบบนี้ ทำให้ฉันที่ปกติก็รู้สึกชื่นชอบในงานฝีมืออยู่แล้ว ได้รู้สึกรักและอินกับมันมากขึ้นทุกครั้งที่ได้เห็น
การเข็นฝ้ายต้องใช้ทักษะความชำนาญมาก ๆ ถึงจะทำฝ้ายออกมาได้สม่ำเสมอกันทั้งเส้น ช่างต้องใช้มือในการคุมจังหวะ ความตึง และความหนาของเส้นฝ้าย ทั้งมือขวาที่ต้องปั่นฝ้าย มือซ้ายที่ต้องตกแต่งเส้น แล้วยังต้องประสานการทำงานของมือทั้งสองข้างให้ไปด้วยกันอีก การจะทำให้เส้นฝ้ายได้ไปอยู่บนกี่ทอผ้า หรือแม้แต่เป็นเส้นฝ้ายที่ใช้ในการปักนี่มันไม่ง่ายเลย จากที่มองกับตาตอนแรกแล้วดูเหมือนทำง่าย พอลงไปทำเองจริงถึงได้รู้ว่า ‘นี่มันโคตรยาก!’
เขียนโดย เล

