ติดตามป้าทำ ช่างทอประจำภูคราม
ช่วงสาย ๆ ในวันอังคารสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคม ฉันรับสายโทรศัพท์จากพี่เจน ช่างย้อมที่มีฉายา ‘แม่มดน้อยแห่งภูคราม’ พี่เจนโทรมาบอกว่าป้าทำจะเริ่ม ‘สืบหูก’ แล้ว ให้เข้าไปหาวันนี้หรือพรุ่งนี้ก็ได้
ได้ฟังดังนั้นฉันเลยตรงไปหาป้าทำที่บ้าน กะว่าจะไปนัดแนะเวลากับแก พอไปถึงก็เห็นป้าทำนั่งอยู่ที่ชานบ้านเหมือนเคย พร้อมกับมีกลุ่มเส้นฝ้ายสีฟ้าถูกแขวนอยู่ตรงริมกำแพง และมีตะกอกับฟืม (ฟันหวี) ตั้งอยู่ด้วย

“ป้าทำจะสืบแล้วหรอคะ ทำตอนไหนคะเนี่ย”
“ทำตอนนี้แหละ” แกตอบ แล้วชี้ไปที่ฝ้ายสีฟ้าที่แขวนไว้
ฉันเลยขอตัวไปเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ มานั่งดูแกทำการสืบหูก พอกลับมาป้าทำก็เตรียมเอาตะกอและฟืมมาตั้งอยู่ที่แคร่ข้างบ้าน บริเวณเดียวกับที่แขวนฝ้ายสีฟ้าเอาไว้
ฝ้ายสีฟ้าที่แขวนอยู่ถูกขึงลงมา เรียงกันเป็นแนวยาวเหมือนกับผืนผ้า โดยมีไม้ไผ่ขนาดเรียวเล็ก 2 อัน เสียบขัดระหว่างเส้นฝ้ายเอาไว้ ซึ่งเส้นฝ้ายแต่ละเส้นถูกขัดสลับกันเป็นตัว x


ป้าทำนำเส้นฝ้ายสีฟ้าที่แขวนเอาไว้มาแยกเป็นกลุ่ม ๆ
“อันนี้ต้องทำยังไงคะป้าทำ”
“การต่อเส้นฝ้ายน่ะเขาเรียก ‘สืบ’ คือต่อเส้นฝ้ายก่อนเราจะไปทอ”
“แล้วที่เอาไม้ขัดไว้แบบนั้นเพื่ออะไรหรอคะ” ฉันชี้ไปที่ไม้ไผ่เล็กๆ ที่ขัดเส้นฝ้ายเอาไว้
“เพื่อให้ตอนทำมันโล่ง เรียกยังไงล่ะ…” แกพยายามอธิบาย “เวลาเราทอน่ะมันจะไม่ขัด ไม่ขืน ทำให้ทอสบาย มันคือที่เราค้นน่ะ เราใส่ไม้ที่เหมือนไม้กางเขนน่ะ ก็คือมาอยู่ตรงนี้แหละ ที่เราค้นไปแล้วไขว้กันน่ะน้า เพื่อมาใส่ตรงนี้”
“อ๋อ เข้าใจแล้วค่ะ”
“ภาษาพื้นบ้านน่ะ เขาเรียก ‘ขัดใจ’ ”


วิธีการสืบเป็นขั้นตอนที่ทำต่อจากการค้นหูก ในขั้นตอนการค้นหูก จะมีการจัดเส้นฝ้ายให้ไขว้สลับกันเป็นรูปตัว x ตรงส่วนที่เป็นหมุดไม้บนหลักเฝือ ซึ่งป้าทำเรียกว่า ‘ไม้กางเขน’ หลังจากที่เราค้นเสร็จแล้ว จะใช้ไม้ไผ่เล็ก ๆ เสียบคั่นเอาไว้เพื่อรักษาลำดับของเส้นฝ้ายไม่ให้พันกันเป็นกลุ่ม


พอมาถึงขั้นตอนสืบ เราจึงสามารถหยิบเส้นฝ้ายทีละเส้นมาต่อเข้ากับเส้นยืนเดิมที่ค้างอยู่บนตะกอและฟืมได้อย่างถูกต้องตามลวดลายที่ต้องการ และไม่พันหรือขัดกันระหว่างการทอ
“ก็คือป้าทำเอามาผูกต่อกับเส้นยืนที่มาจากอันเก่าใช่ไหมคะ”
“จ้า มาต่อกับตัวนี้ล่ะ”
บนตะกอและฟืมที่ป้าทำวางเอาไว้จะมีเส้นยืนสีน้ำตาลสอดค้างไว้อยู่ ฝ้ายพวกนี้มาจากการทอผ้าก่อนหน้าที่เพิ่งทอเสร็จ โดยเหลือเส้นยืนเดิมค้างไว้ เพื่อที่เราจะต่อฝ้ายเส้นใหม่เข้ากับเส้นยืนเส้นเก่าที่ค้างอยู่นี้ วิธีนี้ช่วยให้ไม่ต้องร้อยเส้นฝ้ายใหม่ทั้งหมดทีละเส้นผ่านตะกอและฟืม เพราะอาศัยเส้นยืนเดิมเป็นตัวนำ เมื่อดึงเส้นยืนเดิมผ่านกี่ทอผ้า เส้นใหม่ที่ต่อไว้ก็จะถูกดึงผ่านเข้าไปตามช่องเดิมโดยอัตโนมัติ
“แล้วถ้าสมมุติมันไม่ได้มีเส้นยืนเก่าที่ค้างไว้อยู่ แล้วเริ่มใหม่เลย ต้องทำยังไงคะ”
“เราก็แหย่เส้นฝ้าย ภาษาอีสานเอิ้น ‘แหย่’ ว่าจั่งใด๋น้อภาษาไทย”
“น่าจะเป็น ‘สอด’ เข้าไปนะคะ” ฉันตอบ
“เอ้อ ถ้าไม่ได้มีฝ้ายเก่า ก็สอดเส้นฝ้ายเข้าไปตามตะกอกับฟืม” ป้าทำอธิบาย “อันนี้น่ะสองตะกอนะ ทำแบบไม่มีลาย”
เป็นอย่างที่ฉันเข้าใจ ถ้าเราไม่ได้มีเส้นยืนที่ค้างไว้จากการทอครั้งก่อนหน้า เราก็ต้องสอดเส้นฝ้ายทีละเส้นผ่านตะกอ ก่อนจะสอดผ่านฟืม ซึ่งต้องใช้เวลาในการทำค่อนข้างนาน

หลังจากป้าทำแยกเส้นฝ้ายเป็นกลุ่ม ๆ เสร็จแล้ว แกก็หยิบกรรไกรมาตัดฝ้ายสีน้ำตาลที่อยู่บนตะกอและฟืม ให้มีความยาวพอดีเพื่อจะนำมาต่อกับฝ้ายเส้นใหม่ที่จะขึ้นเป็นเส้นยืน ส่วนฝ้ายสีฟ้าที่แขวนอยู่ เดิมเป็นเส้นฝ้ายยาวที่พับครึ่งรวมกันเป็นชุด ก็ถูกตัดแยกออกจากกันพร้อมนำไปต่อเข้ากับฝ้ายสีน้ำตาลทีละเส้น โดยค่อย ๆ ไล่ทำไปเป็นเซ็ต ๆ ตามกลุ่มฝ้ายที่แยกไว้ เริ่มจากทางขวามือ
“เราก็ค่อย ๆ ตัดไปเรื่อย ๆ” แกพูดขึ้นระหว่างตัดเส้นฝ้ายแต่ละเซ็ต “เราใส่ไม้ไผ่เนี่ยเพื่อจะได้เรียงเส้นฝ้าย แบบนี้แหละ”
พอตัดเส้นฝ้ายส่วนหนึ่งเรียบร้อยแล้ว แกก็หยิบเอาถ้วยน้ำข้าวที่แช่ไว้มาวางข้างตัว
“ต้องใช้น้ำข้าวด้วย” ป้าทำว่า
“อ้อ ต้องใช้น้ำข้าวด้วยหรอคะ” ฉันถามกลับอย่างสงสัย ตอนแรกที่เห็นข้าวแช่ไว้ในถ้วยก็ไม่คิดว่าเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่ใช้ในการสืบ
“เพื่อให้มันแน่น และเหนียว” พอป้าทำตอบ ฉันจึงคลายสงสัย

หลังจากป้าทำเอาน้ำข้าวมาวางไว้ข้างตัว แกก็เริ่มหยิบเอาฝ้ายสีน้ำตาลเส้นแรกที่สอดอยู่ในฟืม กับฝ้ายสีฟ้าที่ถูกเรียงเป็นเส้นแรกออกมาพันกันเป็นเกลียว
“ทำเส้นต่อเส้น” ป้าทำอธิบาย ก่อนแตะเอาน้ำข้าวในถ้วย แล้วไปแตะบนเส้นฝ้ายระหว่างพันเกลียวไปด้วย
“อ๋อ เราหยิบเส้นฝ้ายแต่ละเส้นมาแล้วก็ค่อย ๆ ต่อไปทีละเส้น แล้วเอาน้ำข้าวมาแปะ ๆ เพื่อให้แน่นขึ้นใช่ไหมคะ” ฉันพูดทวนวิธีการทำ พลางทำความเข้าใจไปด้วย
“ใช่จ้ะ” แกตอบ “แล้วถ้าเราไม่เรียงเส้นฝ้ายแบบนี้ไว้นะ จับเส้นฝ้ายเส้นไหนเอาไปไหน มันจะพันกันยุ่ง เส้นขัดกันหมด”
พอเห็นวิธีการทำแบบนี้แล้วฉันจึงเข้าใจภาพที่เห็นตรงหน้ามากขึ้น
“วิธีต่อก็คือการม้วนหรอคะ”
“ม้วน ๆ พันเขาเข้ากัน”
“มันจะไม่หลุดใช่ไหมคะ หรือเพราะว่าน้ำข้าวหรอคะ”
“ใช่จ้ะ”
“ต้องทำไปจนสุดเลยใช่ไหมคะ”
“ก็ทำไปเรื่อย ๆ จนหมดน่ะ วันนี้ก็ไม่เสร็จหรอกเดียเอ๊ย” ป้าทำพูดพลางหัวเราะ “ทำเรียงไปเรื่อย ๆ แล้วเฮาก็ต้องดูใด๋ ถ้าฝ้ายมันขัดกันก็เอาไปไม่ได้”


ป้าทำชี้ที่ตะกอและฟืมว่าเราต้องค่อย ๆ ต่อเส้นฝ้ายเรียงไปตามรูฟืม (ซี่ฟันหวี) ไม่ให้ข้ามลำดับ
“เฮ็ดตรงนี้แล้วก็ไปนั่งทอ”
“แล้วอันนี้จะไปขึ้นกี่ตรงไหนคะเนี่ย”
“กี่ตรงนี้แหละ” แกชี้ไปที่กี่ทอผ้าที่อยู่ข้างบ้าน “คนทอนะเขาทำนายังไม่เสร็จ ยายเลยทอเอง ไม่รู้จะเสร็จวันไหนหรอก ก็ทอไปเรื่อย ๆ”
“ฝ้ายมันสลับกันอย่างละสองเส้นหรอคะ” ฉันสังเกตเส้นฝ้ายสีฟ้าที่สลับกันอยู่เป็นตัว x มันจะถูกเรียงเป็นสองเส้นสลับขึ้นบน อีกสองเส้นสลับลงล่าง สลับไปมา
“ใช่จ้ะ เป็นคู่” ป้าทำตอบ “เวลาเฮาค้นแล้วเอาเข้าไม้กางเขนน่ะ เฮาเอาเข้าทีละคู่ เอาหลายกว่านี้ก็ไม่ได้เดี๋ยวมันพันกันเส้นฝ้ายน่ะ”
“หนูเข้าใจถูกไหมคะ คือ ตะกอนึงมันจะเป็นสองเส้น แล้วก็สลับอีกตะกอสองเส้น สลับกันไปเรื่อย ๆ หรอคะ”
“มันอยู่ที่รูฟืมเราน่ะ ฟืมเฮามันมีเส้นอยู่เป็นคู่”
ฉันยังไม่ค่อยเข้าใจที่ป้าทำพูดเท่าไหร่ จึงลองสำรวจตรงตะกอ และฟืมฝั่งที่ป้ายังไม่ได้ทำ
“ฟืมแต่ละรูมันมีสองเส้น” ป้าทำพยายามอธิบายให้ฉันเข้าใจ “เวลาเราเหยียบกี่ทอผ้าน่ะ มันจะขึ้นข้างบน ข้างล่างเวลาเราซัดกระสวยน่ะนะ”
“หมายถึงสองเส้นขึ้น สองเส้นลงหรอคะ” ฉันเข้าใจว่าในหนึ่งตะกอจะมีเส้นฝ้ายสองเส้นรวบกันไปในรูเดียว
“เส้นเดียวนั่นล่ะ”
“อ้อ ขึ้นเส้นนึง ลงเส้นนึง”
พอนึกภาพตามที่ป้าทำพูด ฉันจึงเข้าใจว่า แม้เส้นฝ้ายจะถูกจัดเป็นคู่ตั้งแต่ขั้นตอนค้นหูก แต่เมื่อร้อยผ่านตะกอ เส้นฝ้ายแต่ละเส้นจะถูกแยกไปอยู่คนละตะกอ ก่อนจะกลับมารวมกันเป็นคู่ในรูฟืมหนึ่งรู



“ถ้าขึ้นกี่หนูจะเข้าใจ เพราะหนูได้ดูแต่ต้น เราไปดูที่เขาทออาจยังไม่เข้าใจกระบวนการมัน ทำยังไงถึงได้ไปทอ ดูว่ามันง่าย แต่พอมาดูแบบนี้เราก็งง”
ฉันพยายามมองและนับเส้นฝ้ายที่อยู่บนฟืมสักพักใหญ่ ป้าทำเห็นดังนั้นแกเลยกลับด้านฟืมให้ดูว่าด้านหลังเป็นแบบไหน เพื่อให้เห็นเส้นฝ้ายที่สอดเข้าไปแต่ละรูฟืมได้ชัดขึ้น
“เวลาเฮาเหยียบเขาน่ะ มันจะมีตะกอยกขึ้นข้างบน ลงข้างล่าง” ป้าทำชี้ให้ดูที่ตะกอ “เส้นนึงลงล่าง เส้นนึงขึ้นบนสับกันไป ทำให้เราทอได้”
“แล้วทำไมตรงริมสุดเราถึงใส่เส้นฝ้าย 4 เส้นคะ” ฉันสังเกตว่าส่วนริมสุดของฟืมจะใส่เส้นฝ้ายในรูฟืม 4 เส้น ไม่เหมือนส่วนอื่น ๆ
“4 เส้น เพราะเพิ่น ‘คบ’ สุดท้ายเราจะคบก็ได้ตรงริมน่ะ บางคนเขาคบ” ป้าทำตอบ “ธรรมดามันมีสองเส้นมาคบอีกคู่นึงเป็น 4 เส้น”
ฉันพยักหน้า
“แต่เดี๋ยวนี้บ่นิยมคบหรอกเพราะริมมันไม่สวย แต่ก่อนเพิ่นจะคบเส้นฝ้ายกัน”
การคบ เหมือนเป็นการเพิ่มเส้นฝ้ายไปอีกคู่หนึ่งเพื่อให้บริเวณริมผ้ามีความแน่นละเอียดเวลาทอ
“ถ้าได้ทอ ได้กางฝ้ายแล้วหนูจะเข้าใจ ตอนนี้หนูยังงงอยู่มากเลย” ป้าทำบอกฉัน
“จริงค่ะ” ฉันยอมรับพลางหัวเราะ
“ถ้าขึ้นกี่หนูจะเข้าใจ เพราะหนูได้ดูแต่ต้น เราไปดูที่เขาทออาจยังไม่เข้าใจกระบวนการมัน ทำยังไงถึงได้ไปทอ ดูว่ามันง่าย แต่พอมาดูแบบนี้เราก็งง”
“หนูต้องลองทำบ้างแล้วค่ะ” ฉันยิ้ม
“บางคนเวลาต่อเขาจะต่อแบบผูกนะ มันไม่อยู่ ไม่เหมือนเราพันกันแบบนี้ แล้วก็ต้องดูให้ละเอียด” ป้าทำอธิบายอย่างใจเย็น ก่อนจะถามขึ้น “จะลองไหมคะ”
“ลองค่ะ” ฉันตอบอย่างไม่ต้องคิด “แต่หนูว่ามันดูยากจัง”
“ไม่ยากหรอก หนูน่ะตาดีกว่ายาย” ว่าแล้วป้าทำก็ลุกให้ฉันไปนั่งเก้าอี้แทนแก
“หนูทำเรียงไปเรื่อย ๆ เลยนะคะ” ฉันจับเส้นฝ้ายสีน้ำตาลจากฟืมด้านล่าง กับเส้นฝ้ายสีฟ้าด้านบน หยิบมาประกบกัน
“ไม่ต้องเอาเท่ากันนะ” ป้าทำสอน “ปล่อยปลายนึงยาว ปลายนึงสั้น”
ในตอนที่เราเอาเส้นฝ้ายมาประกบกัน เราจะจับเส้นฝ้ายสีฟ้าให้เลยเกินเส้นสีน้ำตาลขึ้นมานิดหน่อย ไม่ได้ประกบปลายเท่ากันเป๊ะ
“แล้วก็ม้วนเลยใช่ไหมคะ” ฉันทำตามที่ป้าทำบอก แล้วม้วนฝ้ายเป็นเกลียว ก่อนจะแตะน้ำข้าวมา แล้วมาม้วนเส้นฝ้ายในมือให้แน่นขึ้น
“ทีนี้เอาสีนี้ขึ้นมา” แกชี้ไปที่ฝ้ายสีฟ้า ฉันที่ไม่เข้าใจจึงยื่นเส้นฝ้ายให้ป้าทำทำให้ดูเป็นตัวอย่าง แกหยิบเส้นฝ้ายสีฟ้าส่วนล่างที่ไม่ได้พันเกลียวกับสีน้ำตาล ยกขึ้นมารวมกับส่วนที่พันเกลียวแล้ว ก่อนจะม้วนทั้งหมดรวมกัน
“แล้วมือหนูก็ม้วนมาแบบนี้ เอาขึ้นมา เอ้า ลองทำซิ” ป้าทำส่งฝ้ายกลับมาให้ฉัน
ฉันลองทำตามที่ป้าทำบอก คือเอาฝ้ายสีฟ้าส่วนล่างที่ไม่ได้ม้วน ยกขึ้นมารวมกับส่วนที่ม้วนแล้ว แล้วพันเป็นเกลียว
“พันใหม่ มันไม่อยู่นะนั่นน่ะ ลองพันใหม่ให้แน่น” ป้าทำก็คอยบอกและสอนฉัน
“อันนี้ได้ไหมคะเนี่ย” ฉันทำเสร็จแล้วส่งให้ป้าทำดู
“อื้อ มันมีน้ำข้าวอยู่” ฝ้ายเส้นที่ฉันพันยังไม่แน่นเท่ากับที่ป้าทำพัน แต่เพราะใช้น้ำข้าวช่วย ฝ้ายจึงยังพันติดกันอยู่ได้

ฉันค่อย ๆ ไล่ทำไปทีละเส้น ๆ ใช้เวลาในการทำค่อนข้างนาน ส่วนป้าทำก็คอยลุ้นไปกับฉันด้วย
“หมุนไปแล้วหมุนคืนด้วย” แกสอน ก่อนจะหยิบเอาฝ้ายเส้นอื่นที่ถูกตัดทิ้งไว้ มาทำเป็นตัวอย่าง
“สมมุติว่าเฮาหมุนแบบนี้นะ แตะน้ำข้าวแล้ว เอามาหมุน ก็หมุนคืนแบบนี้” ป้าทำทำตัวอย่างให้ดู แกพันเกลียวแค่นิดเดียวก็ดูแน่นมากแล้ว “มือข้างใต้น่ะเกี้ยวคืน”
ฉันดูแล้วก็ยังทำให้แน่นแบบที่ป้าทำไม่ได้ ป้าทำจึงให้ฉันหยุดทำซะก่อน แล้วหยิบเอาเศษฝ้ายที่ตัดไว้มาให้ฉันลองฝึกแทน
“ทำตัวนี่เบิ่งซะก่อนเอ้า” แกพูดขึ้นก่อนยื่นเส้นฝ้ายให้ฉัน ส่วนในมือแกก็มีฝ้ายอีกเส้น เพื่อจะทำไปพร้อม ๆ กัน
ฉันปล่อยเส้นฝ้ายสีฟ้ากับน้ำตาลในมือวางไว้บนฟืม แล้วหยิบเส้นฝ้ายจากป้าทำมาลองต่อ โดยนำปลายเส้นฝ้ายทั้งสองเส้นมาประกบกัน ให้ปลายด้านหนึ่งยาวกว่าอีกด้านเล็กน้อย มือซ้ายจับเส้นฝ้ายทั้งสองเส้นไว้ ส่วนมือขวาใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้หมุนปลายเส้นฝ้ายให้เป็นเกลียว วิธีการหมุนเกลียวฝ้ายเช่นนี้ ภาษาถิ่นเรียกว่า ‘เกี้ยว’
เราเกี้ยวฝ้ายเพียงช่วงสั้น ๆ ให้เส้นฝ้ายทั้งสองยึดติดกัน ก่อนแตะน้ำข้าว แล้วใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ม้วนให้แน่นขึ้น จากนั้นจึงยกปลายเส้นฝ้ายอีกเส้นที่อยู่ในมือซ้ายมารวบเข้ากับส่วนที่ม้วนไว้ แล้วเกี้ยวซ้ำอีกครั้งเพื่อให้เส้นฝ้ายทั้งสองต่อกันเป็นเส้นเดียว สุดท้ายจึงหมุนเกลียวกลับอีกด้านหนึ่งเพื่อให้รอยต่อแน่นขึ้น
ฉันพูดคำว่า ‘เข้าใจแล้วค่ะ’ ไปหลายรอบ แต่พอทำจริงก็พันแล้วหลุดอยู่อย่างนั้น ทำเอาเกือบหมดแรง แต่ก็สนุกมาก
ป้าทำบอกว่าถ้าอยากทำให้ง่าย หลังจากหมุนเกลียวรอบแรกและรวบเส้นฝ้ายจากมือซ้ายมาไว้ในมือขวาแล้ว ตอนนั้นให้ใช้นิ้วเกี้ยวไปพร้อม ๆ กันทั้งสองมือไปเลย แล้วค่อยใช้มือซ้ายจับเส้นฝ้ายฝั่งซ้ายให้แน่น จากนั้นจึงค่อยหมุนเกลียวฝั่งขวากลับคืน
“ทำไปจนกว่ามันจะทำได้น่ะนะ” ป้าทำกล่าว “นั่นแหละ ๆ เกี้ยวไป”
“ก็คือพอเราเกี้ยวฝั่งขวาแล้วปุ๊บ มือข้างซ้ายเราก็เกี้ยวไปด้วย” ฉันพูดพลางทำให้ป้าทำดูว่าถูกต้องหรือเปล่า
“จ้ะ ส่วนมือข้างขวาหันกลับ”
“มือขวาทำแบบนี้” ฉันใช้มือซ้ายจับเส้นฝ้ายให้แน่น แล้วใช้มือขวาเกี้ยวฝ้ายกลับอีกทางหนึ่ง
“จ้ะ แบบนั้นแหละ”
“โอเค เข้าใจแล้วค่ะ”
“เข้าใจงั้นไปอันนู้นบัดนี้ ลองเกี้ยวใหม่ดู” ป้าทำชี้ให้ฉันกลับไปทำฝ้ายที่จะสืบจริง
พอมาทำบนเส้นฝ้ายจริง ฉันก็ยังทำไม่แน่นดีเท่าไหร่ ได้แต่ทำไปพลางบ่นกับตัวเองไปด้วย
“ยังไม่ถูกอีก โอ้ย ไม่ใช่ละ” ฉันหัวเราะ แต่ในมือก็ทำใหม่ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้ ป้าทำเห็นดังนั้นก็หัวเราะฉันอย่างเอ็นดู
ฉันยังหมุนใหม่อีกครั้ง แต่ฝ้ายก็ยังหลุดออกจากกัน
“คือมือมันต้องหมุนทางไหนนะคะเนี่ย” ฉันเริ่มงง
“มือข้างซ้ายน่ะหมุนไปข้างหน้า มือข้างขวาหมุนไปด้านหลัง”
“สลับกันนะคะ” ฉันพูดทวนคำตอบ “อ๋อ…อันนึงหมุนขึ้นอันนึงหมุนลง”
“มันจะหมุนสับกัน”
ฉันพูดคำว่า ‘เข้าใจแล้วค่ะ’ ไปหลายรอบ แต่พอทำจริงก็พันแล้วหลุดอยู่อย่างนั้น ทำเอาเกือบหมดแรง แต่ก็สนุกมาก เพราะป้าทำใจเย็นและพยายามสอนจนฉันทำเป็นจริง ๆ ใช้เวลาอยู่นานกว่าจะต่อฝ้ายจนเป็นเกลียวแน่นได้


(ขั้นตอนนี้ต้องแตะน้ำข้าวด้วย)

จับมารวบกับฝั่งขวาที่หมุนเกลียวไว้แล้ว


พอได้ลองทำอยู่พักใหญ่ฉันก็ลุกให้ป้าทำมาทำต่อ เพราะถ้าให้ฉันทำต่อไปวันนี้ก็คงสืบฝ้ายไม่เสร็จ ระหว่างที่ป้าทำเกี้ยวฝ้าย ฉันจึงชวนแกคุยไปด้วย
“มันเหมือนจะง่ายเลย แต่มันยากอยู่นะคะเนี่ย” ฉันบอกป้าทำ “หนูยังงงอยู่เลยว่าทำไมถึงต้องแยกเส้นเอาเข้าฟืมสองเส้นแบบนี้ แต่ถ้าเอาขึ้นใส่กี่น่าจะเข้าใจมากขึ้นมั้งคะ”
“มันเสร็จแล้วก็มาดู เวลากางใส่กี่น่ะ ก่อนจะทอแล้วหนูจะเข้าใจ ตอนนี้ให้ดูเวลาต่อฝ้ายไปก่อน”
“พอไปขึ้นกี่เราก็ดึงเขาได้เลยใช่ไหมคะ”
“ใช่จ้ะ ดึงเขาไป แล้วหนูจะเข้าใจว่าทำไมต้องต่อฝ้ายให้แน่น ถ้าไม่แน่น แล้วมันจะมีปัญหาอะไรก็จะเข้าใจ”
“ถ้าเอาไปขึ้นบนกี่แล้วดึงเส้นฝ้าย แล้วมันหลุด เราก็ต่อใหม่เลยใช่ไหมคะ”
“ใช่ เราก็ต่อใหม่ ก็ต้องมาดูข้างหน้าฟืมว่ารูใด๋ที่มันไป ก็มาต่อใหม่ตามนั้น มันจะมีรูปแบบของมันอยู่”
“ปกติป้าทำใช้เวลาทำแบบนี้กี่วันคะ”
“ถ้าทำไวก็บ่พอวันดอก ถ้าทำแต่เซ้า ประมาณเที่ยงกว่า ๆ ก็แล้วแล้ว ต้องบ่ลุกไปลุกมานะ ถ้าคนที่ตาดีน่ะเขาไว ยายตาไม่ค่อยดีแล้ว” แกตอบ พลางพูดถึงข้อจำกัดของสายตา
“อยากลองทำอีกไหม” ป้าทำถามขึ้น
“ไม่เป็นไรค่ะ ป้าทำทำเลย เดี๋ยวหนูฝึกทำเส้นฝ้ายนี้ไปเรื่อย ๆ ค่ะ” ฉันพูดพลางหยิบเศษฝ้ายที่ป้าตัดไว้มาลองเกี้ยวไปเรื่อย ๆ


“ทำไมเราถึงไม่ใช้วิธีการมัดไปเลยคะ มันหลุดง่ายกว่าหรอคะ”
“มันก็มัดได้อยู่ แต่ยายไม่ถนัด” แกตอบ “ยายก็ถนัดแบบนี้ ถ้าหนูถนัดมัดก็ทำแบบมัดก็ได้ แล้วแต่ใครถนัด”
“อื้ม เข้าใจค่ะ”
“อย่างคนที่เขาทำงานโรงทอน่ะ เขาจะต่อ จะมัด มือเขาสิเกี้ยวเร็วมากนะ” แกพูดไป ในมือก็ยังคงเกี้ยวเส้นฝ้ายไปด้วยอย่างต่อเนื่อง “แต่เฮาทำไม่เป็น ทำไปแล้วมันไม่อยู่ ทำแบบนี้น่ะมันมั่นใจ”

“การสืบหูก พูดง่าย ๆ ก็คือการต่อฝ้ายแหละ ใช่ไหมคะ”
“แต่ถ้าบ่มาเฮ็ดในฟืมบ่เอิ้นว่าสืบเด้อเดียเอ๊ย ก็เอิ้นต่อฝ้าย ผูก มัดฝ้ายปกติ”
“ก็คือการต่อฝ้ายใส่ฟืมนะคะ” ฉันย้ำอีกครั้ง
การสืบหูกก็คือการนำฝ้ายเส้นใหม่ที่เรียงและเตรียมเอาไว้สำหรับทอผ้า นำมาต่อเส้นเข้ากับฝ้ายชุดเดิมที่ยังค้างอยู่บนตะกอและฟืมก่อนเอาไปขึ้นบนกี่ทอผ้านั่นเอง
“ถ้าเดียมีงานทำอยู่ก็ไปทำก่อนก็ได้ เดี๋ยวเวลาทำเสร็จแล้วป้าจะกางใส่กี่น่ะจะเรียกหนูขึ้นมา หนูจะได้เข้าใจว่าตรงนี้มันคืออะไร”
“ได้เลยค่ะ” ฉันตอบรับ โดยที่ในมือก็ยังคงฝึกเกี้ยวฝ้ายต่อ
“ไหนเอาอันนั่นมาเบิ่งแน” แกชี้ฝ้ายที่ฉันฝึกเกี้ยว
“หนูเข้าใจแล้วค่ะว่าต้องทำยังไง” ฉันพูดก่อนส่งฝ้ายทั้งหมดที่ฝึกเกี้ยวให้แกดู
“เอ้อ นั่นล่ะ ต่อไปเทียวหน้าหนูก็เฮ็ดได้แล้ว”
“แต่ที่ป้าทำทำมันดูแน๊นแน่นค่ะ ของหนูมันไม่แน่นเท่า”
“แน่นอยู่แล้ว ยายชินแล้ว” แกตอบ “เดียก็ทำเป็นครั้งแรก ยายเรียนมาตั้งจักเท่าใด๋ปีแล้ว วิชาของยายน่ะคือทำหูกทำฝ้าย ยายบ่ได้เรียนหนังสือ จบป.4 แล้วก็ออกมาช่วยพ่อแม่ทำไร่นา เลี้ยงน้อง… แล้วหนูน่ะเรียนด้านใด๋มาถึงศึกษาแบบนี้”
“หนูหรอคะ หนูเรียนออกแบบสิ่งทอมาค่ะ”
“การเรียนในทฤษฎีเนาะ กับปฏิบัติ มันก็…”
“มันไม่เหมือนกันนะคะ” พวกเราพูดขึ้นพร้อมกัน ทำเอาฉันและป้าทำหัวเราะออกมา
“ปฏิบัติจริงน่ะมันยากนะ”
“ตอนหนูเรียนหนูไม่ได้ต้องมานั่งทำแบบนี้เลยค่ะ จะเน้นไปทางการออกแบบลวดลาย” ฉันเล่าให้ป้าทำฟัง “ได้ลองทอผ้าอยู่ ไม่ได้มาทำถึงขนาดนี้ เลยรู้สึกว่ายากมากค่ะ”
แค่นั่งดูแกสืบหูก ซึ่งเหมือนจะไม่มีอะไรมาก แต่พอคิดไปถึงกระบวนการทั้งหมด ที่ช่างทอต้องคำนวณการนับเส้นฝ้าย ตั้งแต่ขั้นตอนค้นหูก มาถึงสืบหูก จนไปถึงการทอว่าต้องใช้เส้นฝ้ายจำนวนเท่าไหร่ แบ่งแยกหน่วยย่อยเป็นกี่ความ กี่หลบฉันก็ยังงงไม่หายว่าคนสมัยนั้นคิดค้นสิ่งนี้ขึ้นมาได้ยังไง ถ้าได้เห็นฝ้ายที่สืบเสร็จแล้วไปกางขึ้นบนกี่ทอผ้าอาจจะเข้าใจมากขึ้นอย่างที่ป้าทำบอกจริง ๆ

เขียนโดย เล

