ตอนที่ 7 : วิถีชีวิตบนผืนผ้า (จบ)

ติดตามป้าทำ ช่างทอประจำภูคราม

ถึงแม้ป้าทำจะบอกให้ฉันกลับไปทำงานอย่างอื่นก่อนได้ แต่สุดท้ายฉันก็ยังนั่งคุยกับแกต่อ เพราะอีกไม่นานก็จะถึงเวลาเที่ยงแล้ว ฉันเลยขอเก็บข้อมูลให้ครบก่อนค่อยไปพัก

“อันนี้ใช้ฟืมอะไรคะ” 

“ฟืม 15 จ้ะ”

“ฟืม 15, 20, 25 มันกำหนดจากอะไรคะ”

“จากที่เรานับน่ะ ‘ความ’ น่ะ ที่เรานับเส้นฝ้ายน่ะ จำได้ไหม”

“พอจำได้อยู่ค่ะ”

“เอ้อ 4 เส้น เป็น 1 ความ แล้ว 10 เส้น เป็น 1 หลบ” ป้าทำอธิบายหน่วยการนับที่เคยสอนตอนค้นหูกอีกครั้ง

“ฟืม 15 หลบ ก็คือหลบที่เฮานับเส้นฝ้ายนั่นแหละ เฮ็ดใส่ฟืมเท่าใด๋ เราก็นับตามรูฟืม นับเส้นฝ้ายว่ามีกี่หลบ ถ้าฟืมน้อยก็มี 6 หลบ”

“อ้อ ฟืม 15 ก็เท่ากับมี 150 รู” ฉันคิดเลขตามในใจ ถ้าฟืม 15 หมายถึง 15 หลบ และแต่ละหลบมี 10 รู ก็เท่ากับฟืมนี้มี 150 รู

“หนูก็ไล่ไป บวกไป ป้าไล่บ่เป็นแล้ว” แกพูดอย่างขำ ๆ

“ยากมากเลยค่ะ”

“เดี๋ยวใส่ฟืมน้อยบ่ แล้วให้เดียไปทอ”

“ได้เลยค่ะ” ฉันตอบอย่างตื่นเต้น

ป้าทำบอกว่าหลังจากสืบหูกที่แกจะทอผ้าผืนนี้แล้ว แกจะเตรียมสืบหูกใส่ฟืมน้อยเอาไว้ ให้ เพื่อนำไปขึ้นบนกี่ทอผ้าที่โรงย้อม และให้ฉันได้ลองทอด้วยตัวเอง

“เวลาโรงงานเขาต่อ เขาทอยังไงเนาะ” ป้าทำพูดอย่างสงสัย “ป้าเห็นอยู่ เขาทอเครื่องทอน่ะ แต่เวลาเขาสืบเขาทำยังไงน้อ… เห็นทอนั่น ทอกี่กระตุกกระแต็กอะไรนั่น”

“ค่ะ” ฉันเคยได้เห็นกี่กระตุกอยู่ ก็นึกภาพตามไปด้วย กี่กระตุกเป็นเครื่องมือที่ต้องใช้มือกระตุกเชือก ให้กระสวยถูกลากเข้าไประหว่างเส้นยืน ทำให้ทอได้เร็วขึ้น

“ป้าทำไม่เป็น ทำเป็นแต่ทอธรรมดา เหยียบเอา ทำกระตุกกระแต็กไม่เป็น”

ฉันหัวเราะเบา ๆ อย่างเอ็นดู

“ต้องไปอบรมใด๋ เขาก็พาไปอบรม แต่กลับมาก็ไม่ได้ทำ เพราะพื้นเพเราไม่ได้ทอแบบนั้น กี่มันไม่เหมือนกันเนาะ”

ฉันพยักหน้า

“ออกลิงออกลายก็คักแล้ว เดียน่ะมีหัวคิด เอาลายแบบใด๋ขึ้นแบบใด๋ หนูน่ะเรียนแบบทันสมัย ส่วนยายน่ะเฒ่าแล้ว ก็เฮ็ดไปแบบนั้นแบบนี้ เป็นสมัยโบราณ 200 – 300 ปีแล้วใด๋ ทำมาแบบนี้รุ่นต่อรุ่นสืบไป เพิ่นก็มีปัญญาเนาะบรรพบุรุษของเรา คิดได้ว่าทำฝ้าย ทำผ้านุ่งห่มต้องทำแบบนี้ ๆ เราก็สืบสานปัญญาของบรรพบุรุษ รุ่นหนูน่ะมันทันสมัยแล้ว มาพัฒนาคนรุ่นเก่าเด๊บัดนี้”

ฉันยิ้มรับ ถึงป้าทำจะมองว่าเด็ก ๆ รุ่นฉันจะมาช่วยพัฒนาภูมิปัญญาของแก แต่ฉันกลับมองว่าถ้าไม่มีช่างทอแบบป้า ซึ่งเปรียบเหมือนครูช่างที่สืบสานวัฒนธรรมนี้ ฉันคงไม่มีโอกาสได้ศึกษาเรื่องการออกแบบสิ่งทอเหมือนกัน การมาที่นี่จึงทำให้ฉันได้เรียนรู้จากครูช่างตัวจริง ได้แลกเปลี่ยนความถนัดของแต่ละคน และช่วยกันสืบสานวัฒนธรรมในแบบที่ตัวเองถนัดด้วย

“หนูว่าเก่งมากเลยนะคะ คนสมัยก่อนที่คิดแบบนี้ได้”

“ภูมิปัญญาเพิ่นพิลึกใด๋ ทำยังไงต้นฝ้าย ต้นคราม ป้าก็ยังอัศจรรย์ว่าทำไมถึงรู้ว่าต้นครามเป็นสี แล้วทำยังไงถึงเอามาย้อมได้เนี่ย” ป้าทำทำหน้าฉงน “รู้จักว่าต้องเอาไปแช่ ต้องเอาปูนเอาหยังมาผสม มีปัญญาคิดได้ยังไง”

“ใช่ค่ะ เจ๋งมาก”

“เราก็ไม่ได้ใช้ปัญญาตรงนั้น เพราะว่าสืบต่อมา” ป้าทำพูดอย่างถ่อมตน “เก่งมากเลยคนแต่ก่อนรู้จักอยู่ได้เนาะ อยู่ป่า อยู่เขาไม่มีเสื้อผ้าใส่ มีต้นฝ้ายมาปลูก ฝ้ายขาว ฝ้ายตุ่ย มาเข็น… แล้วที่เอา ‘หลา’ มาเข็นน่ะ ทำไมน้อถึงมีปัญญาคิดว่าต้องทำเป็นหลาแล้วเอามาเข็น”

“แล้วทำไมคนที่นี่ถึงเลือกใช้ฝ้ายมาทอผ้าล่ะคะ”

“ก็สืบสานมานี่ล่ะ”

“หรืออาจเพราะฝ้ายเป็นพืชที่ปลูกได้ง่ายหรือเปล่าคะ” ฉันพูดเดา

“ดอกฝ้าย ดอกหยังแต่ก่อนน่ะเพิ่นสิอยู่ตรงภู ตรงผา บ่ได้ตัดไม้ทำลายป่าดอกนะ ก็ไปแบกลงมาเข็น มาฆ่า เอามาทอก็ไม่ได้สวยงามหรอก เส้นฝ้ายเข็นเอาเส้นสิใหญ่สิหยังก็ทอไปนุ่งไป ตัดบ่เป็นก็นุ่งคือผ้าถุงเฮานี่แหละ”

“ค่ะ”

“ก็อัศจรรย์อยู่ว่าต้นครามนี่ เฮ็ดจั่งใด๋จึงมาเป็นคราม ฮู้จั่งใด๋ว่าเอามาแซ่ เอามาย้อม” ป้าทำพูดต่อ “เพิ่นแซ่ แล้วก็มีปูน มันมีภูหินปูนน่ะ มันสิมีก้อนหิน ก็เอามาคลุม เพิ่นดังไฟใส่เตา คลุมปูน ถิ่มก้อนหินลง เละเป็นปูน แล้วก็เอามาใส่คราม คนแต่ก่อนบ่มีของซื้อของขายก็ต้องอยู่ได้ด้วยตนเองเนาะ แล้วยังฮู้จักสีนู่น สีนี่ หมากม่วงหมากมันเอามาเป็นสีเขียวสีเหลือง หู้ย!… สุดยอดจริง ๆ คนแต่ก่อน” แกชื่นชมอย่างภูมิใจ

“สุดยอดจริง ๆ ค่ะ” ฉันเห็นด้วย

เก๊ง ๆ ๆ ๆ! เสียงระฆังจากบ้านภูครามตีบอกเวลากินข้าวเที่ยงพอดี

“เที่ยงแล้วเดีย” ป้าทำทัก ก่อนที่เราจะหัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน 

ฉันไหว้ลาป้าทำ ก่อนนัดแนะว่าจะมาหาอีกครั้ง แล้วเราก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน

“ เก่งมากเลยคนแต่ก่อนรู้จักอยู่ได้เนาะ อยู่ป่า อยู่เขาไม่มีเสื้อผ้าใส่ มีต้นฝ้ายมาปลูก ฝ้ายขาว ฝ้ายตุ่ย มาเข็น… แล้วที่เอา ‘หลา’ มาเข็นน่ะ ทำไมน้อถึงมีปัญญาคิดว่าต้องทำเป็นหลาแล้วเอามาเข็น

ดอกฝ้าย ดอกหยังแต่ก่อนน่ะเพิ่นสิอยู่ตรงภู ตรงผา บ่ได้ตัดไม้ทำลายป่าดอกนะ ก็ไปแบกลงมาเข็น มาฆ่า เอามาทอ…

ก็อัศจรรย์อยู่ว่าต้นครามนี่ เฮ็ดจั่งใด๋จึงมาเป็นคราม ฮู้จั่งใด๋ว่าเอามาแซ่ เอามาย้อม… “

วันต่อมาฉันแวะไปหาป้าทำ ก็เห็นว่าฝ้ายที่สืบเมื่อวานเสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมนำไปขึ้นบนกี่ทอผ้า แต่วันนั้นฉันยังมีงานของภูครามที่ยังต้องเคลียร์ให้เสร็จ จึงยังไม่สะดวกไปดูป้าทำขึ้นหูก เลยขอเลื่อนเป็นวันรุ่งขึ้นแทน

ตกเย็นป้าทำเดินมาหาพร้อมกับฟืมน้อยที่แกเคยบอกว่าจะเตรียมไว้ให้ฉันลองทอที่โรงย้อม แกเล่าว่าได้นำฝ้ายที่สืบไว้เมื่อวานขึ้นกี่เรียบร้อย และเริ่มทอไปก่อนแล้ว แต่ได้เตรียมฟืมน้อยอีกชุดไว้ให้ฉันดูขั้นตอนการขึ้นกี่ตั้งแต่ต้น ฉันจะได้ลองทอด้วยตัวเอง

เรานัดกันว่าจะขึ้นฟืมน้อยบนกี่ในวันรุ่งขึ้น ฉันจึงอดใจรอแทบไม่ไหวที่จะได้เห็นขั้นตอนการทำด้วยตาของตัวเอง และได้เริ่มทอผ้าด้วยมือตัวเองสักที

ถึงเวลาเที่ยงของวันพฤหัสที่นัดป้าทำเอาไว้ พอกินข้าวเสร็จเรียบร้อย แม่บิก็เดินมาบอกฉันว่าป้าทำพร้อมที่จะสืบหูกขึ้นกี่ทอผ้าแล้ว ฉันจึงไปนั่งดูหนังฆ่าเวลาในช่วงพักเที่ยงอยู่ที่โรงทอ ระหว่างที่ป้าทำกินข้าว แม่บิก็เดินมาบอกว่าแม่จะช่วยเตรียมกี่ทอผ้าให้ก่อน

“แม่ทำให้ดูก่อนนะลูก” แม่บิกล่าว “ให้ป้าทำเพิ่นกินข้าวซะก่อน”

แม่บิบอกว่าการกางหูกต้องทะนุถนอมเส้นฝ้าย ซึ่งที่ด้านหลังของกี่ทอผ้า จะมีผ้าสีฟ้าพันไม้ส่วนหนึ่งของกี่เอาไว้ เพื่อที่เวลากางและเริ่มทอ เส้นฝ้ายจะได้ไม่เสียดสีกับไม้ แต่เพราะผ้าที่พันอยู่ยังไม่เรียบร้อยดี แม่บิจึงเอาเชือกฟางมากางเป็นแผ่น แล้วพันทบไปอีกครั้ง ไม่ให้ฝ้ายกระดิ้งบนผ้าที่พันไว้ แกว่าการพันแบบนี้ ภาษาถิ่นเรียกว่า ‘เคียน’

หลังจากที่แม่บิเคียนเชือกฟางบนกี่ไม่นาน ป้าทำก็เดินเข้ามาพร้อมถือไม้ไผ่ความยาวขนาดเมตรกว่ามาด้วย แกเอาไม้ไผ่วางพาดไว้ที่ด้านบนของกี่ทอผ้า แล้วก็เดินกลับออกไป ก่อนจะกลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมเชือกในมือ ระหว่างนี้แม่บิก็เคียนเชือกฟางไปเรื่อย ๆ ส่วนป้าทำเอาเชือกที่นำมา ผูกที่โครงไม้ด้านบนของกี่ทางฝั่งซ้าย และฝั่งขวา โดยมัดเชือกเป็นห่วงเอาไว้ สำหรับสอดไม้ไผ่เข้าไปให้ไม้ไผ่ห้อยลงมาจากด้านบนของกี่

แล้วแกก็หยิบเอาฟืมและตะกอมาแขวนพาดไปกับไม้ไผ่ที่ห้อยอยู่ ซึ่งบนตะกอทั้งสองอัน กับฟืมจะมีเชือกผูกเอาไว้ที่ปลายของทั้งสองด้านเพื่อให้ห้อยเชือกลงมาได้ พอห้อยตะกอและฟืมเสร็จเรียบร้อย ป้าทำก็หยิบเอาถุงฝ้ายที่สืบหูกไว้แล้วมาวางบนที่นั่งไม้ด้านหน้ากี่ทอผ้า ในถุงฝ้ายนั้นคือเส้นยืนที่สืบไว้แล้วขดรวมกันเป็นม้วนยาวหลายสิบเมตร

“เฮาสืบใส่ฟืมแล้วเฮาก็เอามาใส่กี่ ที่เดียงงน่ะสิเข้าใจบัดนี้” ป้าทำพูดขึ้น

หลังจากนั้นป้าทำก็ยกเส้นฝ้ายที่สืบไว้ ซึ่งก็คือเส้นยืนของผ้าผืนนี้ พาดไปยังส่วนหลังของกี่ ตรงบริเวณไม้ที่แม่บิเคียนไว้ โดยพาดเส้นฝ้ายลอดผ่านใต้ไม้ ก่อนจะยกกลับขึ้นไปยังโครงไม้ด้านบน แล้วพาดย้อนกลับมายังโครงไม้ด้านหน้า จากนั้นจึงเอาฝ้ายที่ยังเหลืออยู่ในถุงย้ายไปวางไว้ด้านข้างของกี่ทอผ้าแทน

“ป้าทำเอาฝ้ายนี้มาจากไหนหรอคะ” ฉันชี้ไปที่ถุงใส่เส้นยืนที่เพิ่งถูกย้ายไปวางไว้ข้างกี่เมื่อสักครู่

“มันเป็นเศษ เครือหูกที่เหลือ ๆ อยู่” 

“แล้วโครงด้านบนนั้นไม่ได้พันแบบข้างล่างไม่เป็นไรใช่ไหมคะ” ฉันชี้ไปที่โครงไม้ส่วนบนที่อยู่ด้านหลัง

“ไม่เป็นไร” แกตอบ

หลังจากพาดเส้นยืนไปตามแต่ละส่วนของกี่เสร็จแล้ว ป้าทำก็เดินไปที่ด้านหลังของกี่เพื่อจัดแต่งเส้นยืนให้เป็นผืนเรียงกันเป็นระเบียบ ตามความกว้างของฟืม 

“ต้องแต่งมันล่ะ” ป้าทำพูดในขณะที่แต่งเส้นฝ้ายไปด้วย

“ฟืมขนาดนี้น่าจะได้ผ้าหน้ากว้างกี่เซนคะ 50 – 60 ได้ไหม” ฉันมองที่ฟืม แล้วกะด้วยสายตา

“จั๊กเซนน้อ อาจจะ 50 – 60”

“ปกติที่ป้าทำทำฟืม 15 หน้ากว้างเท่าไหร่คะ”

“100 เซน ก็เมตรนึงพอดี”

ระหว่างนั้นป้าทำก็อธิบายซ้ำสิ่งที่เคยสอนฉันตอนสืบหูกเมื่อสองวันก่อนว่าทำไมต้องมีไม้ไผ่ขัดเส้นฝ้าย ทำไมต้องเอาเส้นฝ้ายสองเส้นเข้าในรูฟืมรูเดียว พอฉันได้เห็นฝ้ายที่สืบไว้วันก่อนมาอยู่บนกี่ทอผ้าเป็นรูปเป็นร่างฉันจึงเข้าใจ 

แกใช้เวลาจัดแต่งฝ้ายอยู่สักพักใหญ่ ก่อนจะเดินมานั่งที่ไม้นั่งส่วนหน้าของกี่ทอผ้า แล้วจึงก้มลงเอาไม้ไผ่ที่มีความยาวขนาดกลาง เสียบไปที่เชือกด้านใต้ของตะกอแต่ละอัน ที่ใต้ของตะกอจะมีเชือกผูกเอาไว้ยาวลงมาเป็นห่วง เพื่อเสียบไม้เข้าไปเป็นที่เหยียบ เหมือนกับคันเร่งและเบรครถยนตร์ เรียกส่วนนี้ว่า ‘ไม้เหยียบหูก’ เวลาที่เราเหยียบไม้ฝั่งใดฝั่งนึ่ง เชือกก็จะกดตะกออันนั้นลง ทำให้เส้นยืนที่สอดอยู่ในตะกอนั้น ๆ ลดระดับตามลงมาด้วย อย่างที่ป้าทำเคยอธิบายว่า เวลาเราเหยียบกี่ทอผ้า ตะกอสองอันจะสลับกันยกขึ้นและกดลง เกิดเป็นช่องสำหรับซัดกระสวย

พอใส่ไม้เหยียบหูกเสร็จแล้ว แกจึงกลับขึ้นมานั่งตามปกติ แล้วจับเศษผ้าที่เหลือจากการทอครั้งก่อนหน้าที่ต่อค้างอยู่ ซึ่งถูกเกี้ยวพันกับฝ้ายชุดใหม่ที่สืบฟืมเอาไว้ แล้วค่อย ๆ ดึงเข้าผ้าเข้าหาตัวทีละนิด โดยใช้มือขวาและซ้ายดึงสลับกัน เพื่อให้เส้นยืนที่เพิ่งพาดบนกี่ลอดผ่านตะกอและฟืมอย่างช้า ๆ

“โห กว่าจะได้ผ้าสักผืนนึง”

“อ๋อ ก็ค่อย ๆ ดึงทีละนิด ๆ หน่อย ๆ” ฉันมองตามมือป้าทำแล้วจึงเข้าใจ “ตอนแรกหนูนึกว่าดึงรวดเดียวมาทั้งชุดเลยค่ะ”

“ไม่ ต้องค่อย ๆ ทำ ถ้าดึงรวดเดียวมันก็ขาดหมด” ป้าทำตอบ “ถ้ามันขัดกันมันก็ดึงไปไม่ได้นะ ต้องผูกใหม่”

“ค่ะ” ฉันพยักหน้ารับ

“นี่แหละที่ป้าว่าน่ะ เวลาเราต่อฝ้ายน่ะทำไมเราต้องทำให้มันแน่น ถ้ามันหลุดมันก็ต่อใหม่ยาก”

“โห กว่าจะได้ผ้าสักผืนนึง” ‘นมสด’ เพื่อนในทีมสมาชิกหน้าฝนที่นั่งทำงานอยู่ใกล้ ๆ กันพูดขึ้น

“โถ กว่าจะได้สักผืนน่ะนะ… มีคนจากหาดใหญ่เขามาแต่ก่อนน่ะ มาดูวิธีการ การย้อม การทอของเรานี่นะ ‘แม่ทำไปเถอะ’ เพิ่นว่า ‘เดี๋ยวหนูซื้อใส่เอา มันยากเหลือเกิน’ ” ป้าทำเล่า ทำเอาฉันกับนมสดหัวเราะไปตาม ๆ กัน

“คนต้นคิดนี่เก่งมากเลยนะ” นมสดพูดขึ้น

“จริง” ฉันตอบลากเสียงยาว ฉันเองยังทึ่งว่าคนที่คิดค้นการทำผ้าเขาคิดได้ยังไงว่าต้องทำแบบไหน

หลังจากที่ป้าทำดึงฝ้ายจนเส้นยืนเซ็ตใหม่ลอดผ่านฟืมมาเรียบร้อยแล้ว แกก็ใช้โครงไม้ที่อยู่ส่วนหน้าของกี่ ซึ่งเป็นไม้ที่ถอดออกได้สำหรับพันเก็บผ้า ดึงออกมาก่อนจะสอดเข้าไประหว่างเส้นยืนเซ็ตเก่าที่สืบค้างไว้ ก่อนจะวางไม้กลับเข้าที่เดิม หลังจากนั้นก็ลุกไปมัดเส้นฝ้ายที่พาดค้างไว้ด้านบนเป็นปมไม่แน่นมาก เพื่อให้แกะและมัดใหม่ได้

“ส่วนฝ้ายด้านบนอันนี้ สมมุตถ้าหนูอยากทอให้มันได้ความยาวมาก ๆ หนูก็แก้มัดแล้วดึงไปเรื่อย ๆ แล้วก็ผูกเก็บได้ใช่ไหมคะ”

“ใช่จ้ะ”

หลังจากพูดจบป้าทำก็เริ่มทอผ้าให้ฉันดู แกเริ่มใส่หลอดฝ้ายหลอดเล็กในกระสวย ก่อนจะเหยียบไม้เหยียบหูกที่ผูกกับตะกอฝั่งซ้าย แล้วสอดกระสวยจากขวาไปซ้าย พอเส้นพุ่งลอดผ่านเส้นยืนแล้ว ป้าทำจึงย้ายเท้ามาเหยียบไม้ฝั่งขวาแล้วใช้ฟืมแต่งเส้นพุ่งเส้นแรกเบา ๆ 

จากนั้นจึงสอดกระสวยกลับจากซ้ายไปขวา ย้ายเท้าไปเหยียบไม้อีกฝั่ง ใช้ฟืมกระทบลงมาแต่งเส้นพุ่งให้เรียงติดกันเป็นผืน ทำแบบนั้นสลับกันไปเรื่อย ๆ โดยเส้นพุ่งเส้นแรกจะไม่ได้ถูกกระทบลงมาจนสุดปลายเส้นยืน แต่เหลือพื้นที่เอาไว้ให้พอตัดเส้นฝ้ายส่วนปลายได้ ส่วนนี้จะเรียกว่า ‘กกหูก’ 

ระหว่างป้าทำทอผ้า นมสดก็มายืนดูอยู่ใกล้ ๆ อย่างสนใจ แล้วถามคำถามที่สงสัยไปด้วย ฉันจึงได้ความรู้เพิ่มมาว่าภาษาถิ่นที่นี่เรียกตะกอว่า ‘เขา’ ส่วนไม้ไผ่ที่ขัดเส้นฝ้ายสลับกันเป็นตัว x อยู่ เรียกว่า ‘ไขว้’

เส้นยืนส่วนที่เหลือจะถูกขึงและมัดไว้ด้านบนของกี่

ทอไปไม่นานนัก ฉันเห็นว่ามีเส้นยืนเส้นหนึ่งขาดออกจากกัน ป้าทำจึงต้องค่อย ๆ หยิบเอาเส้นฝ้ายส่วนที่ขาดอยู่ด้านหลังฟืมสอดกลับเข้ารูฟืม แล้วมาเกี้ยวกับปลายฝ้ายอีกส่วน

“เรารู้ได้ไงว่าต้องสอดเข้ารูฟืมรูไหนคะเนี่ย” ฉันมองที่ป้าทำทำแล้วก็ได้แต่สงสัย เพราะเส้นยืนเรียงกันเยอะมาก ทำเอาฉันตาลาย

“มันเป็นทางของมันนี่” แกชี้ไปที่ผ้าส่วนที่ทอแล้ว หากเส้นยืนหลุดออกจะเห็นลายชัดเลยว่าเส้นยืนไม่เรียงอยู่บนผืนผ้า “แล้วรูฟืมนี่มันมีฝ้ายเหลืออยู่เส้นเดียวนี่น่ะ ทีนี้เราก็ต้องใส่ให้ครบสองเส้น”

สักพักหนึ่งป้าทำก็ขอตัวไปเอาหวีเพื่อมาหวีแต่งเส้นยืน เพราะตอนนี้เส้นยืนบนกี่ยังมีบางเส้นที่หย่อน ทำให้ทอไปเรื่อย ๆ แล้วไม่สวยงาม ฉันเลยถือโอกาสมานั่งทอผ้าด้วยตัวเองรอป้าทำ ไม่นานนักแกก็กลับมาพร้อมหวี ไม้ไผ่ และเทียนไขในมือ

“เส้นที่หย่อน ๆ เราทำยังไงคะ”

“ดึงไปให้มันตึงเลย” ป้าทำตอบ ในขณะที่เดินไปหวีเส้นยืนที่ถูกพาดไว้ส่วนหลังให้เรียบร้อย แกว่ามันคือการ ‘หวีหูก’ 

พอเห็นว่าป้าทำกำลังจะแต่งเส้นยืนฉันจึงหยุดทอแล้วตั้งใจดูแกทำ พอหวีหูกเสร็จแล้ว แกก็เอาเทียนไขถูกับไม้ไผ่ที่ถือมาพร้อมกัน ถูจนทั่วไม้แล้วจึงเอาไม้ไปถูบนเส้นยืน เพื่อทำให้เส้นยืนมีความเงา และเหนียว

“เวลาที่เราทอไปเรื่อยๆ ก็ต้องแต่งเส้นฝ้ายตลอดเลยไหมคะ”

“เอ้อ ต้องแต่งไปเรื่อย ถ้าไม่แต่งก็ทอไม่ดี”

ถึงจะสืบฟืมจนเอาเส้นยืนขึ้นบนกี่ทอผ้าสำเร็จแล้ว แต่ถ้าเกิดปัญหาเส้นยืนขาด หรือหย่อนระหว่างการทอก็ต้องแก้ไขไประหว่างทาง ไม่ได้ง่ายเหมือนตาเห็นว่าแค่ทอไปมาแล้วจบไปเลย ทุกขั้นตอนต้องใช้ความละเอียดมากเพื่อให้เกิดผ้าหนึ่งผืนที่เรียบร้อยสมบูรณ์

“โอ๊ วันนี้ใครจะต่ำเนี่ย” ป้าม้วนที่เดินผ่านมาถามขึ้น

“เลเดีย ๆ” พี่เจนที่ย้อมผ้าอยู่หน้าโรงย้อมตอบป้าม้วน

“อ้อ การทอนี่เขาเรียกว่า ‘ต่ำ’ หรอคะ” ฉันได้ยินป้าม้วนพูดจึงถามขึ้น

“ใช่ ภาษาถิ่นเอิ้น ‘ต่ำหูก’ ภาษาไทยก็ ‘ทอ’ ” ป้าทำตอบ

“คำว่าหูกมันคืออะไรคะ” ฉันได้ยินคำว่าหูกอยู่หลายครั้ง ทั้ง ‘ค้นหูก’ ‘สืบหูก’ ‘เครือหูก’ ‘ตำ่หูก’ แต่ก็ยังไม่รู้ว่ามันแปลว่าอะไร

“ที่เราทำอยู่เนี่ยคือหูก หมดทั้งมวลนี้น่ะคือหูก” แกชี้ไปที่เส้นฝ้ายทั้งหมดบนกี่ทอผ้า “เวลาเขาทอผ้า เขาจะถามกัน ‘โตขึ้นหูกหยัง’ บ่ได้ว่า ‘โตขึ้นฝ้ายหยัง’ ”

ฉันพยักหน้า ทั้งที่ยังไม่เข้าใจมากนัก

“เวลาทำน่ะ เขาเรียกหูก ‘ขึ้นหูกหยัง’ ถ้าทำผ้าพันคอ ก็เอิ้น ‘หูกพันคอ’ จนทำเสร็จตัดออกมาถึงได้เอิ้น ‘ผ้าพันคอ’ 

“โห ศัพท์เยอะมากค่ะ” ฉันกับป้าทำหัวเราะ

ฉันนั่งทอผ้าไปอยู่สักพัก ป้าทำก็บอกว่าถ้าผ้าผืนนี้เสร็จจะเอาไปทำผ้าพันคอ หรือไม่ก็ตัดกางเกง ให้ชิ้นหนึ่งเป็นส่วนหน้า ชิ้นหนึ่งเป็นส่วนหลัง ตัดแบ่งเป็น 4 ชิ้น แล้วมาเย็บกันเป็นกางเกง แกว่ามันน่าจะ ‘เก๋’ น่าดู ซึ่งฉันเองก็ว่าอย่างนั้น

ไม่นานป้าทำก็ขอตัวกลับบ้านก่อน

“ทอไปเรื่อย ๆ ถ้ามันยาวแล้วก็พันเข้ามานะ” แกว่าก่อนจะเดินออกไป

ป้าทำเป็นเหมือนคุณครูที่ทำให้ฉันมองเห็นกระบวนการทอผ้าลึกขึ้นกว่าเดิมมาก การทำผ้าไม่ได้ยากแค่ในทางทฤษฎี การลงมือปฏิบัติจริงก็ซับซ้อนไม่แพ้กัน ต้องใช้ทั้งการคำนวณ การวางลวดลาย ความเข้าใจเรื่องเส้นฝ้าย ไหนจะเรื่องสีสัน และความสวยงามของลายผ้า อีกทั้งยังต้องใช้ความอดทนและความละเอียดในทุกขั้นตอนกว่าจะออกมาเป็นผ้าหนึ่งผืน

น่าทึ่งที่ผู้เฒ่า ผู้แก่ รวมถึงคนที่สืบสานสิ่งนี้สามารถทำกระบวนการทั้งหมดได้เหมือนเป็นเรื่องง่าย ๆ อาจเพราะสิ่งเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันพวกเขาไปแล้ว 

สำหรับฉันพอได้กลับมาทอผ้าเองอีกครั้ง นอกจากจะได้ทบทวนความรู้ทั้งหมดไปด้วย ฉันยังรู้สึกภูมิใจในตัวเองเพิ่มขึ้นแบบแปลก ๆ ยิ่งตอนที่นมสด และ ‘พี่ฮุ้ง’ สมาชิกทีมหน้าฝนอีกคนเข้ามาถาม หรือขอให้ฉันบอกวิธีการทำแต่ละขั้นตอน แล้วฉันสามารถอธิบาย สามารถทำตัวอย่างให้ดูได้ มันทำให้ฉันรู้สึกมีความสุข และสนุกกับสิ่งเหล่านี้มากขึ้น ส่วนในใจก็ยังคงสงสัยว่าคนสมัยก่อนคิดค้นสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้ยังไงกันนะ

เขียนโดย เล