“เสื้อตัวนี้พี่แจ๋วตั้งชื่อว่า ‘ธรรมชาติในป่า’ ทำให้เราได้นึกถึงต้นไม้ ต้นไม้ก็จะมีต้นติ้ว อันนี้เต็ง อันนี้แดง อันนี้ต้นเสี้ยว อันนี้ต้นกรุง แล้วก็ทำเป็นดอกกระดุมช่วงประมาณปลายฝนต้นหนาวที่เราเข้าป่าภูแก่งหอยจะมีดอกกระดุมแล้วก็ดอกขี้อ้น อันนี้ก็ภูผายล”
อาทิตย์เกือบสุดท้ายของเดือนกรกฎาคม ฉันนัดพี่แจ๋วอีกครั้งเพื่อดูความคืบหน้าของงานปัก พี่แจ๋วมารับฉันที่ภูครามเหมือนเดิม แม้ฉันบอกว่าจะขี่จักรยานไปหาเองก็ตาม
ถึงบ้านพี่แจ๋ว พี่แจ๋วก็ให้ฉันไปนั่งมุมเดิม หน้าบ้านมุมประจำของพี่แจ๋วที่มีเปลแขวนอยู่ พี่แจ๋วหยิบน้ำเย็นมาให้ฉันเหมือนเดิม แล้วก็เอางานออกมาให้ดู ครั้งนี้มีทุ่งหญ้าละลานตางอกขึ้นมามากมาย
“อันนี้หญ้าเพ็ก ด้ายนี้มันเส้นเล็ก เราก็จะไม่ปักแบบต้นสูง ของจริงต้นมันสูงปลิวไสวใช่ไหม แต่นี้ย่อขนาดลงมาเพราะเส้นด้ายมันเล็ก ถ้าจะเอาเส้นด้ายใหญ่มันดูเกะกะ ในความคิดของพี่”
“ถ้าเป็นเส้นด้ายเล็กมันก็จะขาดง่ายใช่ไหมคะ ถ้าทำเป็นต้นสูง เวลาปักเราต้องดูความเหมาะสมของด้ายด้วยในการจะปักลงไปในงานของเราใช่ไหมคะ” ฉันเริ่มเข้าใจ และพินิจลวดลายที่พี่แจ๋วบอกว่าเป็นหญ้าเพ็ก
“และอีกอันที่สำคัญก็คือการจัดวาง เราคิดเยอะ ว่าจะวางยังไง เอาอะไรใส่ตรงไหน บางทีมันยาก สำหรับคนอื่นอาจจะไม่ยาก เพราะเขาผ่านประสบการณ์มาเยอะ เขาอาจจะวางๆๆๆ ไปเลย แต่เราต้องดูการจัดวาง”
“ใช้เวลาคิดนาน?” ฉันถาม
“เออ ใช้เวลาคิดนาน ได้เสื้อมาก็หลายวันนะกว่าจะลงมือทำ ว่าเราจะทำอะไรดี”
“จ้องตัวเสื้อให้เห็นภาพที่เราจะทำอย่างนี้เหรอคะ”
“ใช่”
“อื้อหือ ศิลปินนะเนี่ย” ฉันอุทาน
“ไม่ ก็ไม่ใช่ขนาดนั้น”
“ก็เหมือนศิลปินยืนมองเฟรมวาดรูปไง ว่าจะวาดอะไรลงไปตรงไหน” ฉันขยายความ
“ได้เสื้อมาไม่ใช่มาทำเลยนะ ต้องคิดก่อน บางทีที่เราคิดไปบางครั้งก็พลาด ไม่ใช่ว่ามันจะสมบูรณ์”
“พลาดแล้วทำยังไงคะ แก้ไหม เลาะไหม”
“พลาดแล้วพลาดเลย ไม่เลาะ”
“ไม่เลาะด้วยเหรอ”
“เป็นบางครั้ง”
“บางทีทำเสร็จออกมาแล้วเราไม่พอใจ แต่มันเสร็จไปแล้วใช่ไหม” ฉันถาม
“อื้อ ถ้าเลาะคือต้องเลาะทั้งตัว ถือเป็นประสบการณ์ ถ้าเราเลาะผ้าจะไม่เหมือนเดิม มันจะมีรู เหมือนงานนี้ก็วางผิดนะ” พี่แจ๋วหยิบเสื้อยกให้ดู “ต้นไม้นี้มันต้องขึ้นสูงกว่านี้”
“แต่หนูว่าอันนี้ดูดีแล้วนะ ถ้ามันสูงกว่านี้แล้วตรงชายจะใส่อะไร”
“ก็นั่นแหละ เราทำไปตามสีเสื้อน่ะนะ พี่แจ๋วรู้สึกว่าเวลาใส่แล้วตรงนี้มันจะอยู่ตรงก้น มันต่ำไป ต้นไม้น่าจะพอแล้วเนอะ” พี่แจ๋วพิจารณาเสื้อแล้วคิดไปด้วย
“วันนี้จะปักต่อไหมคะ มีธุระไปทำอะไรต่อไหมนี่” ฉันถาม เพราะดูเหมือนพี่แจ๋วจะไปทำอะไรสักอย่าง หยิบแต่เสื้ออกมาให้ดู ไม่ได้เตรียมอุปกรณ์การปักออกมาด้วยเหมือนทุกครั้ง
“จะไปนา ทีแรกว่าหลังจากเสร็จจากนี้แล้วจะไปดูข้าวให้พี่สาวที่คำเพิ่ม ถ้าข้าวมันโอเคก็จะตกลงซื้อแล้วจะไปนา”
“ซื้อข้าวหมายถึงข้าวเปลือกเหรอคะ” ฉันนึกว่าเขาจะซื้อข้าวเปลือกมาเพาะปลูกข้าวในนา
“ข้าวเหนียวที่เขาขายกระสอบละ 1200 บาท ป้าข้างบ้านเขาก็ไปซื้อ หลานส่งเงินมาว่าให้ไปซื้อข้าวให้แม่หน่อย”
“ข้าวที่เขาสีแล้วน่ะเหรอคะ เอาไว้กินเองเหรอคะ”
“เขาสีแล้ว เอาไว้กิน จะไปดูมาให้เขา”
แล้วพี่แจ๋วก็วกกลับมาที่เรื่องเสื้อ
“ข้างหน้านี่ยังไม่ถูกใจนะ”
“ทำไมคะ”
“มันดูรก”
“ก็สวยดีออก ให้ความรู้สึกเหมือนป่าจริงๆ”


“ทีแรกพี่แจ๋วทำอันนี้นะ ยังไม่ทำต้น ทำดอกไปก่อน ทีนี้เลยคิดว่าจะทำอะไรดี เลยทำเป็นต้นไม้ทั้งหมด เพื่อให้มันเชื่อมโยงกัน มันเลยสานกันไปมา”
“แต่หนูว่ามันดูดีนะ มันเหมือนป่าจริงๆ”
“แม่น้ำก็บอกอยู่ว่าทำไมเสื้อแกมันเหมือนป่าจริงๆ พี่แจ๋วก็อยากทำให้มันเหมือนจริง ให้มันรก อันนี้ดอกขี้อ้น จริงๆ มันเป็นสีชมพูเข้มแต่ไม่มีด้ายสีเข้ม เลยเอาสีนี้ อันนี้เห็ดน้ำหมาก”
“นี่พี่แจ๋วสร้างประวัติศาสตร์ให้มันเฉยๆ ถึงมันไม่อยู่ในบ้านเรา มันหายไปแล้วแต่มันยังอยู่ในจิตใจของเรา สร้างมันขึ้นมาให้ทุกคนได้เห็น”
“แล้วดอกอูนอยู่ไหนจ๊ะ”
“อ้าวไม่เห็นเหรอ อยู่ในแขน” พี่แจ๋วพลิกแขนเสื้อให้ดู
“อ๋อ นี่คือต้นดอกอูน น่ารักมากๆ สวยมากเลย ดอกอูนนี่เขาเอาไปจัดจานอาหารในโรงแรมนะคะ” ฉันก็เพิ่งรู้หลังจากไปหาข้อมูลมา
“มีเหรอ”
“เขาเรียกเอลเดอร์ ฟลาวเวอร์ (Elder flower) เขาเอาไปทำน้ำเชื่อมกลิ่นหอมๆ ด้วย”
“เดี๋ยวนี้มันมีไหมล่ะ”
“มี ยังมีอยู่ เขาปลูกเป็นฟาร์มเลย เพราะว่าจะมีคนปลูกดอกไม้กินได้ขายให้เชฟตามโรงแรมไง”
“รากมันจะออกมาเยอะนะ มันชอบน้ำ มันจะอยู่ตามดินชื้นแฉะ” พี่แจ๋วบอก
“เขาถึงได้อยู่ตามริมลำน้ำอูนใช่ไหมคะ แต่ก่อน เขาถึงเรียกกันว่าลำน้ำอูน”
“นี่พี่แจ๋วสร้างประวัติศาสตร์ให้มันเฉยๆ ถึงมันไม่อยู่ในบ้านเรา มันหายไปแล้วแต่มันยังอยู่ในจิตใจของเรา สร้างมันขึ้นมาให้ทุกคนได้เห็น”
“ให้คนยังระลึกถึงอย่างนี้เหรอ”
“อันนี้เป็นตัวเสริม ตัวเด่นก็คือป่า เพราะเรานึกถึงภาพเก่าๆ ที่เราเคยทำมา”
“แล้วทำไมพี่แจ๋วถึงชอบดอกขี้อ้น”
“มันเป็นสีชมพู”
“อ๋อ ชอบดอกไม้สีชมพูเหรอคะ” ฉันตั้งข้อสังเกต
“แล้วอันนี้ก็เห็ดน้ำหมาก เห็ดน้ำหมากก็มีสีชมพู” พี่แจ๋วชี้ลายปักดอกเห็ดเล็กๆ ที่มีสีชมพู ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดกูเกิ้ลหารูปดอกขี้อ้น
“ดอกขี้อ้นเป็นอย่างนี้เหรอคะ”
“แม่น มันจะมีเกสรยาวด้วยนะ”
“ไม่เคยเห็นในป่าเลย”
“มันยังไม่ได้ขึ้น”
“มันขึ้นตอนไหนคะ”
“มันขึ้นเดือนตุลาคม”
“โอโหสวยมาก น่ารัก” ฉันประทับใจ อยากเห็นของจริง
“เอ้า ดอกกระดุมทีนี้” พี่แจ๋วให้ฉันเปิดหารูปในกูเกิ้ลอีก
ภาพที่เปิดเจอเป็นดอกสีเหลืองที่ขึ้นเลื้อยคลุมดิน
“เอ้ มันไม่ใช่นะ” พี่แจ๋วทำท่าฉงน
ฉันเลื่อนหาจนเจอ แล้วยื่นให้พี่แจ๋วดู
“อันนี้เหรอ”
“เอ้อ อันนี้แหละเขาเรียกกระดุมเงินกระดุมทอง”
“อ๋อ แสดงว่ามันชื่อคล้ายกันเฉยๆ อันนี้ทุ่งดอกกระดุมเงิน” ดอกกระดุมที่พี่แจ๋วหมายถึงมีลักษณะเหมือนหญ้าใบเรียวแหลม มีดอกกลมๆ เล็กๆ สีขาวที่ปลายก้านดอก
“เดี๋ยวพี่เหมี่ยวจะพาไปดู พี่แจ๋วก็จะทำ ประปราย เป็นกลุ่มบ้าง กระจายบ้าง มันต้นเล็กนิดเดียวนะ แต่เขาถ่ายมาเหมือนมันสูง จริงๆ ต้นมันเล็กๆ ติดดิน” พี่แจ๋วหมายถึงพอเข้าปลายฝนต้นหนาวคุณเหมี่ยวจะพาเข้าป่าอีกครั้ง ช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่มีดอกไม้ออกดอกมากมาย
“อ๋อเขามีอีกชื่อว่าดอกหญ้าหัวหงอก” ฉันเปิดเจอรูปถัดไปพร้อมข้อมูลใหม่ “แล้วก็มีอีกแบบที่เปิดเจอตอนแรกที่เขาชอบเอาไปจัดสวน แต่งสวน คลุมดิน” ฉันหมายถึงดอกกระดุมทองที่เป็นพันธุ์ไม้เลื้อยคลุมดิน
“มันขาดอะไรน้อ ในความรู้สึกมันจืดชืดจังเลย” พี่แจ๋วมองดูลายบนเสื้อแล้วคิดทบทวน
“ขาดสีสัน ใส่เห็ดตรงนี้อีกสักดอกสิ” ฉันชี้ไปตรงจุดว่างจุดหนึ่ง
“เห็ดน้ำหมากนะ หรือว่าเห็ดอย่างอื่น”
“เห็ดน้ำหมากนี่แหละ เพราะมันอยู่ช่วงเดียวกัน” ฉันเสนอ
“ข้างหน้าล่ะ” พี่แจ๋วพลิกงานกลับมา
“สวยแล้วค่ะ ข้างหน้า”
“ตรงนี้ก็ให้ดูว่างๆ บ้างเนอะ ไม่ใช่ว่าจะให้มันทึบหมด ให้มันมีแสง อันนี้ล่ะ ใส่อะไร เมฆไหม แล้วแขนล่ะ” พี่แจ๋วสำรวจงานตัวเองพร้อมคิดไปด้วย
“แขนอยากจะใส่อยู่เหรอ” ฉันพลิกดูอีกฝั่ง “อ๋อฝั่งนี้มีดอก ฝั่งนี้ก็ต้องใส่อะไรอีกสักหน่อย เอาอันนี้มาใส่ตรงนี้อีกสักต้นพอ” ฉันชี้ไปที่ต้นดอกอูนที่มีอยู่แล้ว
“เอาดอกอูนน่ะเหรอ”
“ค่ะ พอแล้วเดี๋ยวจะรกเกิน”
“อื้ม มันรกเกินไปจะดูไม่ดีใช่ไหม เออเอาเมฆใส่ตรงนี้ แล้วก็ดอกติ้ว” พี่แจ๋วความคิดลื่นไหล ฉันเออออเห็นตาม
“จบ ลืม” ฉันแซวเมื่อพี่แจ๋วคิดจบ
“ลืมนะ บางทีเราคิดไว้น่ะโอเคนะ แต่พรุ่งนี้ก็มาคิดใหม่อีกนะ”
“อ๋อ พรุ่งนี้ก็ไม่เหมือนเดิม”
“เอาเมฆกับดอกติ้วเข้าไปเนาะ เอาดอกติ้วสีไหน”
“สีเดียวกันสิ เวลาใส่แล้วมันเป็นแบบนี้” ฉันแบแขนเสื้อออกให้เห็นเหมือนเวลาใส่ “มันจะได้เข้ากันกับตรงนี้ไง” ฉันชี้ให้เห็นความต่อเนื่องกับลายเดิมที่ปักไว้ก่อนแล้ว
“เย็นนี้แหละ” พี่แจ๋วดูหมายมั่นปั้นมือจะทำตอนเย็น
“ป่าไม้นี่พอแล้วเนอะ” พี่แจ๋วสำรวจงานอีกรอบก่อนขอความเห็น
“พอแล้ว สบายตาแล้ว” ฉันบอก
“จริงด้วย ถ้าทำไปอีกก็จะรกเกินไป”
“คราวนี้จะเป็นป่าดงดิบเลย” ฉันพูดแล้วหัวเราะ
“แม่น้ำมองว่ามันเหมือนอะไรไม่รู้ เหมือนป่าจริงๆ แต่มันเหมือนป่าที่มีมนต์” พี่แจ๋วเล่าถึงเมื่อตอนที่แม่น้ำเห็นงานพี่แจ๋ว
พอสรุปได้ว่าจะแต่งแต้มต่อเติมลายปักที่เหลือยังไงก็ดูพี่แจ๋วจะเบาใจขึ้น ที่เหลือก็แค่ลงมือทำตามแผนที่วางไว้
คุยไปคุยมาก็ใกล้เวลามื้อเที่ยง พี่แจ๋วจึงขอไปเตรียมอาหาร ฉันนำปลาส้มที่ซื้อมาจากขอนแก่นให้พี่แจ๋วไว้ทอดกินกันมื้อนี้ด้วย
ระหว่างที่พี่แจ๋วไปทำอาหาร ฉันก็ทำงานรอไปด้วย พออาหารเสร็จพี่แจ๋วก็เรียกให้ไปช่วยยก มื้อนี้พี่แจ๋วทำปลานึ่งจิ้มแจ่วกับผักลวก ปลาแห้ง หมึกแห้ง ปลาส้มทอด และมีปลาร้าเป็นตัวเสิร์ฟเคียงมาด้วย กับข้าวเยอะเกิน 2 คนกินอีกแล้ว มาบ้านพี่แจ๋วไม่มีครั้งไหนที่จะปากแห้ง เรากินข้าวกันอย่างเพลิดเพลิน แล้วก็เก็บสำรับ ก่อนจะกลับมานั่งคุยกันต่อ
เวลาล่วงเลยมาเกือบบ่าย 2 ฉันจึงขอตัวพี่แจ๋วกลับภูครามเพื่อมาทำงานต่อ ทั้งที่พี่แจ๋วบอกว่าให้นั่งเล่นอยู่ต่ออีกสักพัก แต่ฉันก็เกรงใจพี่แจ๋วที่มีธุระต้องไปทำ ส่วนตัวฉันเองก็มีงานที่ต้องกลับไปทำด้วย พี่แจ๋วจึงมาส่งที่ภูคราม
“รู้สึกถึงธรรมชาติ เหมือนเราเข้าไปอยู่ในตรงนี้ เหมือนเราเข้าไปอยู่ในป่าในเสื้อตัวนี้เลย”
ผ่านไป 1 อาทิตย์พี่แจ๋วก็เอางานมาส่ง ฉันตื่นเต้นที่จะได้เห็นชิ้นงานที่เสร็จสมบูรณ์ ฉันนำเสื้อพี่แจ๋วไปรีดเพื่อจะส่งต่อให้เลเดียกับนมสดไปถ่ายวิดีโอ


Before & After
“พี่แจ๋วคะเสื้อตัวนี้มีชื่อว่าอะไรเอ่ย” ฉันเริ่มถามเพื่อบันทึกวิดีโอ
“เสื้อตัวนี้พี่แจ๋วตั้งชื่อว่า ‘ธรรมชาติในป่า’ ทำให้เราได้นึกถึงต้นไม้ ต้นไม้ก็จะมีต้นติ้ว อันนี้เต็ง อันนี้แดง อันนี้ต้นเสี้ยว อันนี้ต้นกรุง ภาษากลางเรียกอะไรต้นกรุง” พี่แจ๋วไล่นิ้วไปตามลายบนเสื้อพร้อมอธิบาย
“ยางพลวง หรือคนเหนือเรียก ตองตึง ค่ะ” ฉันตอบ
“แล้วก็ทำเป็นดอกกระดุมช่วงประมาณปลายฝนต้นหนาวที่เราเข้าป่าภูแก่งหอยจะมีดอกกระดุมแล้วก็ดอกขี้อ้น อันนี้ก็ภูผายล” พี่แจ๋วชี้ไปที่ลายปักสัตว์สี่ขาที่มีต้นแบบมาจากภาพบนผนังถ้ำภูผายล “อันนี้เป็นกระท่อมไม้ไผ่ ตรงนี้ก็จะทำเป็นใบฝ้ายแต่ไม่มีดอก แล้วก็มีเมฆแล้วก็มีนกน้อยหนึ่งตัว”
“ทำไมใบฝ้ายถึงเป็นสีดำนะ ที่ตอนนั้นที่พี่แจ๋วเลือกใช้สีดำเพราะว่าอะไรคะ”
“เพราะว่าอยากให้มันดูกลมกลืนกับเสื้อ ก็เลยไม่ใช้สีเขียวเพราะมันจะโดดเกินไป นี่ก็เป็นดอกกาเลา” พี่แจ๋วเลื่อนนิ้วมาที่ดอกไม้สีออกชมพู “เพราะโจทย์ที่ได้มาคือ 1-10 ปีภูคราม ก็ทำให้เราได้นึกถึงงานเก่าๆ ที่เราเคยทำมา ก็เลยหยิบมาใส่ ด้านหลังก็ทำเป็นป่าที่เราไปเดิน นี้ก็เอาดอกพวงไข่มุกมาด้วย อันนี้ต้นเหมือดแอ ที่เราเห็นในป่ามันไม่มีใบ ก็หยิบมาปักด้วย ตัวนี้จะเป็นเห็ดน้ำหมาก แล้วก็ดอกกระดุม นี้ต้นกระบกนะ อันนี้ต้นผักหวาน อันนี้ต้นเต็ง อันนี้ต้นเสี้ยวที่อยู่ในนา ดอกสีขาว แล้วก็มีนก มีเห็ด มีภูผายล ชอบที่เราไปเดินป่าตอนที่เราเดินไปแล้วมีหญ้าเพ็กเขียวๆ ต้นไม้จะออกเป็นสีดำ สีน้ำตาลเข้มเลยชอบมากเลย ได้มาประมาณนี้” พี่แจ๋วไล่เรียงอธิบายลายปักที่อยู่บนเสื้อ ที่ฉันชอบคือพี่แจ๋วนำความประทับใจตอนไปเดินป่าเข้ามาใส่ไว้ในลายปัก


Before & After
“สวยมากเลย ตัวนี้ทำนานไหมคะ”
“นานมากเพราะว่าเราไม่ค่อยมีเวลาด้วย ประมาณเกือบ 3 เดือนเต็มๆ เนาะที่เริ่มทำ แต่ไม่ค่อยมีเวลาเพราะเราไปทำไร่ทำนา ไม่ได้ทำทุกวันถ้าเราว่างค่อยทำ”
“ตัวนี้ขณะที่ทำแล้วรู้สึกยังไงบ้าง”
“รู้สึกถึงธรรมชาติ เหมือนเราเข้าไปอยู่ในตรงนี้ เหมือนเราเข้าไปอยู่ในป่าในเสื้อตัวนี้เลย”
“ขอดูข้างหน้าอีกทีสิคะ มีนกอยู่ด้วยหนึ่งตัว”
“มีนกเป็นสัญลักษณ์ของตัวเอง ผู้โดดเดี่ยวเดียวดาย”
แปลกดีที่คนชอบสรวลเสเฮฮากับกลุ่มกับก๊วนอย่างพี่แจ๋ว แสดงความรู้สึกจากภายในออกมาในงานที่พูดถึงความโดดเดี่ยว สะท้อนให้ฉันได้กลับมาคิดว่า บางครั้งการชอบมีเพื่อนอยู่รายล้อมอาจเป็นการช่วยคลายเหงาภายในใจ แต่แท้จริงแล้วเราทุกคนต่างโดดเดี่ยว ต้องการเพียงใครสักคนที่เป็นเพื่อนรับฟังอย่างลึกซึ้ง แล้วเราเป็นเพื่อนที่ดี ที่ฟังอย่างเต็มใจและไม่ตัดสินหรือเปล่า บางครั้ง “เพื่อน” อาจเป็นเพียงคนที่นั่งอยู่ข้างๆ อย่างเงียบๆ ในวันที่อีกคนไม่อยากอยู่เพียงลำพัง แค่นั้นก็อาจจะมีความหมายเพียงพอแล้ว
เมื่อวันที่เราเติบโตขึ้น เราอาจคิดถึงวัยเด็กที่ได้สนุกสนานอยู่กับเพื่อน เพราะภาระชีวิตที่มากมาย ทำให้เราห่างหายจากเพื่อนฝูง หรือเรื่องราวในชีวิตที่ทำให้รอยยิ้มแบบในวัยเยาว์เหือดหาย อาจทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวในบางครา แต่หากมองไปรอบๆ เราก็จะเห็นเพื่อนที่รายล้อมอยู่ แม้ไม่ได้ใกล้ชิดกันเหมือนเก่า แต่ก็เป็นเหมือนระบบนิเวศที่เกื้อกูลกันดังเช่นในป่า
งานชิ้นนี้จึงสะท้อนถึงชีวิตพี่แจ๋วที่แม้จะรู้สึกโดดเดี่ยว แต่ยังมีสรรพสิ่งรายล้อมที่พร้อมจะเกื้อกูลให้นกน้อยตัวนั้นได้โลดแล่นอยู่ในป่าอย่างรื่นรมย์









เขียนโดย ม่านเมฆา





