ติดตามพี่เจน ช่างย้อมผ้า และเรื่องราวของสีสันธรรมชาติ
ภูครามนั้นทำงานตลอดช่วงฤดูกาลไม่เว้นแม้แต่หน้าฝนที่การย้อมผ้าเป็นเรื่องยาก เพราะสีธรรมชาติช่วงนี้จะไม่สดและงดงามเท่าฤดูกาลอื่นๆ บางชนิดติดทนได้ดีเมื่อเจอแดดและความร้อน และต้องอาศัยแสงแดดในการตากให้แห้ง สีสันที่ถ่ายทอดลงบนชิ้นงาน เนื้อผ้าของภูคราม ล้วนแล้วมาจากวัตถุดิบธรรมชาติบนพื้นที่ภูพาน จังหวัดสกลนครแทบจะทั้งหมดโดยผ่านทีมย้อมผ้าภูครามและ “พี่เจน ช่างย้อมผ้า”
เนื่องจากช่วงที่ผ่านมา ฝ้ายปักในสต๊อกกำลังจะหมด เลยได้เข้าป่าของพี่เหมี่ยวไปเอาสีจากธรรมชาติในฤดูฝน ทั้งเปลือกต้นประดู่และใบของต้นสมอ โดยการเก็บแบบถูกวิธีไม่ทำลายต้นไม้ต้นนั้นๆ และต้นพวกนี้เพราะเป็นต้นไม้ที่มีปริมาณมากในพื้นที่ เราจะเก็บตามหัวไร่ปลายนา ไม่ได้เข้าไปเอาในพื้นที่ป่าอุทยานหรือป่าชุมชนแต่อย่างใด
ที่จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติในท้องถิ่นนั้น เป็นเพราะคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์โดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีที่อาจส่งผลต่อระบบนิเวศในเชิงกว้าง สิ่งนี้สร้างความตระหนักรู้ให้กับชุมชนในเรื่องการดูแลรักษาธรรมชาติและต้นไม้เพราะเมื่อผู้คนเรียนรู้ว่าธรรมชาติมีประโยชน์และส่งผลต่อการเป็นอยู่ของพวกเขา เขาจะรู้สึกรักและผูกพัน อยากที่จะดูแลรักษาเขาให้คงอยู่ต่อไป

วันนั้นพวกเราตื่นกันตั้งแต่เช้า เพราะมีนัดกันไปเอาเปลือกประดู่และใบส้มมอ พวกเราทีมหน้าฝนและพี่ๆ ภูครามได้นั่งรถกะบะโดยมีพี่ตั้มเป็นคนขับพาไปในที่นาพี่เหมี่ยวซึ่งจะมีป่าเล็กๆ ที่มีต้นไม้ ใบไม้ ที่เรามักจะใช้เป็นวัตถุดิบในการย้อมสีธรรมชาติของภูคราม
พอเราลงจากรถ แต่ละคนก็หยิบสัมภาระ ทั้งมีด ทั้งถุงไปใส่เปลือกไม้ใบไม้ และอุปกรณ์ส่วนตัวกันเข้าป่าไป ผมเองก็ได้หยิบกล้องคู่ใจเข้าไปติดตามและเก็บภาพมาประกอบการเล่าเรื่องด้วยเช่นกัน
เอาเปลือกประดู่ (ต้นประดู่)

ก่อนเข้าป่าพี่เจนบอกว่าประดู่เราต้องเตรียมมีดพล่าไปฝานเอาเปลือกเขามาต้มย้อม พวกเรามุ่งหน้าตรงและเดินเลาะเข้าตรงไปหาต้นประดู่ในป่า ต้นประดู่ที่ว่าลำต้นใหญ่พอประมาณอายุน่าจะเกือบๆ 10 ปี พวกเราได้ขอต้นไม้ต้นนั้นก่อนที่จะลงมือฝานเปลือกของเขา และพี่ตั้มก็ได้ทำการสาธิตวิธีการฝานเปลือกออกมาเป็นแผ่นๆ ค่อยๆ ถากทีละนิด
จากการได้สังเกต เปลือกประดู่หลังจากที่หลุดออกมาในตอนแรกสีเปลือกประดู่จะเป็นสีธรรมดาน้ำตาลๆ แต่พอไม่นานนัก ยางไม้ที่มีสีแดงเข้มคล้ายเลือดก็ค่อยๆ ผุดออกมาเป็นซิบๆ เหมือนแผลถลอก พวกเราที่ไม่เคยเห็นกลับรู้สึกขนลุกและสงสารต้นประดู่ต้นนั้นทันที


“เห็นมั้ยเขาเจ็บ เลือดเขาออกมาเต็มเลย เราจะค่อยๆ ฝานเขา ไม่ฝานรอบต้นเพราะเขาจะตายได้ เราจะเอาเปลือกเขาแค่บางส่วน 1:5 ของรอบต้นเขา ให้เขารักษาแผลตัวเองได้ด้วย กว่าเขาจะเยี่ยวยาแผลได้ต้องใช้เวลาหลายเดือน ทุกครั้งก่อนกลับพวกพี่มักจะเอาดินโคลนมากลบเปลือกเขาไว้ ช่วยเขารักษาแผลได้ระดับนึง” พี่เจนพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาพร้อมอธิบาย
พวกเราต่างสลับกันลองฟันดู ผมเองก็ได้ลองทำด้วยก็รู้ว่าสึกยากเหมือนกัน การฟันแบบไม่กระทบเนื้อไม้จนเกินไปและยิ่งคิดว่ายางไม้คล้ายเลือดแล้ว จึงค่อยๆ ฝานเป็นแนวยาวไม่รีบให้ลำต้นประดู่นั้นเสียหายเกินไป
พอได้ระยะหนึ่งพี่เจนก็พูดกับพวกเราที่ช่วยกันเก็บอยู่
“เราควรเก็บเขาให้หมด พี่สงสารเขา ไม่ว่าจะเป็นเศษเล็ก เศษใหญ่ ต้องเห็นคุณค่าของเขา อยากให้คนที่ซื้อเสื้อเราไป ได้เห็นวิธีการที่เรามาเอาสีธรรมชาติไปย้อมผ้าจัง อยากให้เขารู้วิธีการเก็บที่ถูก กว่าจะไปเอาเขามา มันไม่ง่าย”


ในขณะที่พวกเราฝานและเก็บเปลือกกันอยู่ ผมก็หันไปเห็นว่าในต้นประดู่ต้นนั้น ก็เป็นที่อยู่อาศัยของฝูงมดนับหมื่นตัวด้วยเช่นกัน มันคงจะแปลกที่อยู่ๆ ก็มีคนมาบุกบ้านของพวกมัน
พอเก็บได้ระยะนึงประมาณหนึ่งกระสอบ พี่เจนก็บอกให้พวกเราพอ
“พี่คิดว่าพอแล้ว ได้กระสอบกว่าๆ เว้นไว้ให้เขารักษาแผลบาง ต้นนี้เราจะไม่ยุ่งกับเขาเลย ต้องให้เวลาเขารักษาแผลก่อน การที่เราไปเอาเปลือกประดู่ เราต้องคำนึงถึงชีวิตของเขาด้วย ใช้เขาก็ต้องดูแลเขา”
พอหันไปหาพี่เจน ก็เห็นพี่เจนน้ำตาคลอๆ ระหว่างพูด พร้อมกับโกยดินที่พื้นมาปิดรักษาแผลไว้ ผมเห็นเช่นนั้นจึงค่อยๆ ทำตาม


พวกเราช่วยกันหอบเปลือกประดู่ที่ได้ไปขึ้นหลังรถกะบะ และพักโดยการเข้าไปในป่าเดินเล่น นั่งเล่นพักผ่อนหย่อนใจเล็กน้อยก่อนที่จะไปเก็บใบส้มมอต่อ
การย้อมฝ้ายด้วยเปลือกประดู่


เปลือกประดู่ที่ได้มา ต้องคั่นเอาน้ำยางจากเปลือกด้วยอุณหภูมิที่ร้อน ชั่วโมงแรงจะต้มเขาด้วยไฟแรงเลย เพราะต้องพยายามคั่นเอาสียางกับความเข้มของเม็ดสีออกมา พอชั่วโมงที่ 2-3 จะใช้ไฟกลางในการเคี่ยวต่อ จนได้น้ำออกมาสำหรับการไปต้มย้อมต่อ น้ำสีที่ได้จะสีชมพูแดงอ่อนๆ ไปใช้ย้อมผ้าต่อ
การย้อมฝ้ายด้วยประดู่ยิ่งย้อมนานสีเขาจะยิ่งเข้มขึ้นเรื่อยๆ เวลาย้อมจะใช้ไฟไม่แรง ถ้าไฟแรงสีเขาจะไม่เสมอกันจะคุมไฟกลางๆ ต่อเนื่อง 3-4 ชั่วโมง ยิ่งนานสีฝ้ายที่ได้จะออกน้ำตาลแดง

การฟิกซ์สีน้ำประดู่ จะเน้นการใช้น้ำปูนใส ความเป็นด่างจะทำให้สีน้ำตาลแดงของเขาเข้มขึ้น ส่วนสารส้ม พอใส่สารส้มไป กรดจะทำให้สีเขา กลายเป็นสีครีมอ่อนๆ
ในวันนั้นเองก็เห็นพี่เจนเอาเปลือกประดู่ที่ผ่านการต้มเคี่ยวเอายางมาแล้ว มาสับให้ชิ้นเล็กลงกว่าเดิม ผมสงสัยเลยถามไป
“พี่เจนสับอีกทำไมครับ”
“มันยังย้อมได้อีก น้ำ สองน้ำ ยางข้างในเปลือกมันยังออกไม่หมด เดี๋ยวพี่จะต้มเขาใหม่อีกรอบ”
การต้มซ้ำจะทำให้ได้สีประดู่ที่โทนอ่อนขึ้นมาหน่อย พี่เจนอธิบาย

เก็บใบส้มมอ (ต้นสมอ)

ใบส้มมอเป็นใบไม้ที่มีลักษณะกลมมียางอยู่ในใบที่ให้สีเหลือง ช่วงนี้ที่เรามาเก็บเป็นช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงต้นสมอกำลังออกดอกออกลูก จะให้สีที่ไม่เข้มมาก ด้วยความที่ลำต้นมีลักษณะที่สูงขึ้นไป ไม่มีกิ่งเตี้ยๆ ให้พวกเรายืนเก็บ พวกเราจึงหยิบบันไดจากหลังรถกะบะลงมา และเอาไปพาดที่ลำต้นเพื่อที่จะเด็ดเก็บที่ละใบ


พอพวกเราเก็บไปสักระยะ ก็มีชาวบ้านระแวกใกล้ข้างเคียงเข้ามาเห็น เขาจึงไปหยิบเคียวเกี่ยวด้านยาวมาให้ยืมสอย พวกเราก็เก็บได้รวดเร็วยิ่งขึ้นโดยพี่เจนเกี่ยวเอากิ่งเล็กๆ ลงมาจากต้น แล้วจึงช่วยกันเด็ดทีละใบทีละใบใส่ในถุงกระสอบ ใช้เวลานานพอสมควร ด้วยความที่พวกเราไม่ได้กินข้าวกันมาก่อนตอนเช้า เลยลากยาวและหมดแรงไปกับแดด วันนั้นเราเก็บกันมาได้ 2 กระสอบเต็มๆ กว่าจะได้เพียงพอ ก็ปาไปเกือบจะเที่ยง


การย้อมฝ้ายด้วยใบส้มมอ


ใบส้มมอที่ได้มา ต้องนำไปเคี่ยวด้วยอุณหภูมิที่พอเหมาะ เวลาเคี่ยวเอายางเขาเราจะใช้ไฟกลางๆ เหมือนเราลวกผัก ยางเขาจะได้ไม่ตาย น้ำสีที่ได้จะออกเหลืองเขียวอ่อนๆ ไปใช้ย้อมผ้าต่อ
การย้อมฝ้ายด้วยใบส้มมอจะย้อมไม่นานใช้เวลา 1-2 ชั่วโมง แล้วจะเบาไฟไม่ให้แรงไป สีฝ้ายเขาจะออกมาเป็นน้ำตาลอ่อน เหลืองๆ แต่ถ้าไฟแรงยางเขาจะไหม้ สีฝ้ายที่ได้จะส้มน้ำตาลไหม้

การฟิกซ์สีหลักจากย้อมใบส้มมอ ถ้าใช้น้ำปูนใสที่มีความเป็นด่าง สีเหลืองจะเข้มขึ้นออกเป็นน้ำตาล ส่วนถ้าใช้สารส้มที่เป็นกรดเปรี้ยวๆ สีฝ้ายจะออกสีใส สว่าง จะทำให้สีเขาเหลืองสด
ซึ่งการย้อมผ้า ไม่มีผิดถูกที่ลงตัว ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการย้อมว่าต้องการสีโทนไหน นำไปใช้ทำอะไร

สู่แม่มดน้อยของภูคราม

บทบาทหน้าที่
“การย้อมผ้า พี่ทำได้ทุกวัน ตอนแรกๆ ที่ทำยอมรับว่าเจ็บตามตัว เพราะไม่เคยทำ ปวดนู่นนี่ แต่มันมาเห็นตอนที่ช่างเอาฝ้ายเราไปปัก เราเห็นเขาตอนที่ต้องการสีที่เราย้อม เห็นขั้นตอนสุดท้ายของการย้อมในสิ่งที่ได้ดั่งใจ หรือเราลุ้นกับเขาว่าสีจะออกมาเป็นยังไงเพราะมันเปลี่ยนไปตลอด บางทีก็ลุ้นว่าเราเข้าใจเขาแล้วหรือยัง เหมือนการทดสอบกับตัวเองมันก็ทำให้พี่สนุกกับการทำงานด้วย ความรู้สึกเหนื่อยเบื่อมันก็หายไป
งานอื่นๆ พี่ดูแลรายรับ รายจ่ายของภูครามเป็นหลัก แล้วก็มีดูแลการรับส่งงานช่าง งานที่ทำตอนนี้พี่ก็รู้สึกสนุกดี ไม่อยากติดอารมณ์ ไหลไปตามน้ำ อะไรเคลียได้ก็ได้เคลียก่อน ตอนนี้ที่ได้เข้ามาทำงานในส่วนนี้ มีข้อดีอีกอย่างคือได้เห็นมุมมองของช่าง ได้เห็นสิ่งต่างๆ แล้วทำให้เกิดไอเดียใหม่ๆ ได้ฟังช่างมากขึ้น ได้คุยกับช่างตัด ช่างปัก ก็เหมือนได้ไอเดียในการย้อมผ้าใหม่ๆ ก็เห็นแนวทางว่าเขาอยากได้สีประมาณไหน มันทำให้เราอยากกลับมาย้อมผ้า ช่วงก่อนที่อยู่แต่งานย้อม เราคิดแค่ว่าอยากย้อมสีอะไร สีอะไรยังไม่มี แต่พอมาอยู่ดูแลบทบาทใหม่มันได้ใช้จินตนาการในการสร้างสรรค์ไปกับช่างปัก ช่างตัด และพี่เหมี่ยวด้วย” พี่เจนพูดยิ้มอย่างมีความสุข”
แรกเริ่มงานย้อม
“แรกๆ พี่ทำงานภูครามหลายส่วน ช่วงนั้นแม่บิเป็นคนดูแลงานย้อมภูครามทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผ้าเมตรหรือฝ้ายปัก แล้วก็ได้มาช่วยแม่ย้อมผ้า ล้างฝ้าย เราก็มาช่วยเขาย้อมแล้วก็รู้สึกชอบการย้อม มีช่วงหนึ่งแม่บิพักรักษาตัว พี่เลยได้มาย้อมผ้าเป็นหลักเลย พี่เหมี่ยวเลยมอบหมายให้พี่มาดูแลต่อ
‘เล่นอิสระเลยไม่ต้องกลัว’ ด้วยคำพูดของพี่เหมี่ยวตอนนั้น พี่เลยเล่นมั่วไปหมด เหมือนขายของ ตอนย้อมแรกๆ ตอนนั้นย้อมสีมะเกลือและเปลือกประดู่ พี่ตั้มจะคอยช่วยเป็นคนไปหาสีธรรมชาติหลากหลายอย่างมาให้ลอง
ย้อมแรกๆ พี่ก็พยายามจดสูตรย้อมไว้ด้วย ย้อมเหมือนเดิม แต่ไม่ได้เหมือนเดิม พี่เคยร้องไห้เลย ทำไมไม่ได้แบบเดิม เพราะตอนนั้นไม่เข้าใจ จับผิดจับถูกอยู่พักนึง พอถามแม่เลยได้คำตอบว่า ‘ต้องเข้าใจมัน ไปเรียนรู้มัน ต้องเข้าใจธรรมชาติ’ แม่ไม่สอนอะไรเลยตอนนั้น ก็เลยเริ่มดูวิธีการและสังเกตเขามากยิ่งขึ้น”


แรงบันดาลใจในการทำสี
พี่เจนเริ่มเกรนถึงที่มาที่รับช่วงต่อแม่บิและเล่าถึงแรงบันดาลใจ
“ตอนพี่ย้อมใหม่ๆ พี่ก็ดูสีของแม่บิก็มีเยอะประมาณนึงแล้ว แต่ด้วยความที่เรายังเล่นไม่เป็น เวลาเราไปย้อมก็จะได้สีหลักๆ ในแม่สีมี แดง เหลือง น้ำเงิน ตอนนั้นยังไม่มีโทนหลากหลาย และด้วยความที่เราเป็นวัยรุ่น เราก็อยากมีโทนหลายหลายขึ้น ก็พยายามทำความเข้าใจเขามากขึ้น
แรงบันดาลใจในการทำสีหลักคือจากช่างปัก ก็ไปหาช่างปักเราว่าอยากได้สีอะไร เขาพูดมาตอนแรกพี่ยังคิดภาพไม่ออกว่าสีอะไร จนได้เข้าป่า พี่เหมี่ยวก็บอกให้พี่สังเกตนะ ให้ทุกคนสังเกตนิ่งๆ ไปกับสิ่งรอบตัว สัมผัสอากาศ พอหยุดนิ่งก็ได้เห็นว่ามีสีอะไรบ้าง ก็ได้หาสีจากธรรมชาติ และตอนเข้าป่าช่างชอบสะกิดว่าให้ทำสีนี้ให้หน่อย ด้วยความที่เรายังทำไม่เป็น ก็มีถ่ายรูปเก็บไว้และพยายามทำสีนั้นให้ได้ ลองผิดลองถูก พอได้ก็รีบบอกพวกเขา
แรงบันดาลใจต่อมาคือฤดูกาล แต่ละฤดูกาลที่เราได้เข้าป่า ใบไม้ที่ร่วง โขดหิน ธรรมชาติ สีมันเปลี่ยนไปตามฤดูกาล พี่ได้ไปสังเกตพวกนี้แหละ และช่างเราชอบปักต้นไม้ตามฤดูกาลเหมือนกัน พีได้สำรวจและเก็บข้อมูลในการทำสี แต่ที่พี่ได้หลากหลายที่สุดคือตอนที่ใบไม้ผลิสีเขาจะหลากหลายช่วงนั้นสวยมาก มีสีแดง สีส้ม สีเขียว มันก็สนุกทำให้เราอยากเล่นหลากหลายสี
แล้วก็มีความรู้สึกว่าสีที่เราอยากทดลอง ลองทำสีใหม่ๆ ที่เรายังทำไม่ได้ ก็พยายามทำ แต่ข้อจำกัดสีธรรมชาติมันไม่ได้เป๊ะ บางทีกลับไปทำแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว”


การเฝ้าสังเกตและเรียนรู้สีสันผ่านธรรมชาติและฤดูกาล
พี่เจนเล่าว่าการทำงานย้อมผ้ากับธรรมชาติและฤดูกาล ต้องคอยเฝ้าสังเกต เรียนรู้ และทดลอง
“เรื่องการย้อมผ้า เรื่องสีธรรมชาติกว่าพี่จะเข้าใจเขาได้ พี่ใช้เวลาหมกหมุ่น อยู่โรงย้อมคนเดียวกับหม้อและสีธรรมชาติ ก็สังเกตโดยลองไปสัมผัสเขา ไปดมกลิ่น อยู่คนเดียวแอบชิมด้วยนะ ตั้งข้อสังเกตว่าเขาเหมือนกันไหมนะ เพราะแม่บิให้สังเกต ก็สังเกตฤดูกาล ช่วงเวลา อุณหภูมิ มันเรียนรู้เยอะมาก
ตอนไปเอาสีธรรมชาติ พี่ไปเอาช่วงเช้าเหมือนกัน พี่เลยไปเอาที่อื่นแต่คนละสภาพพื้นดิน ปกติพี่จะเอาที่ป่าของเรา ครั้งนี้พี่ไปเอาที่โขดหินนาพี่เหมี่ยว มันกลับได้สีโทนอื่น ทั้งที่เวลาเดียวกัน มันก็เกิดความสับสนในตัว ทำไมอยู่คนละพื้นที่ให้สีต่างกัน พอเอาฤดูกาลที่แตกต่างก็ไม่เหมือนกันอีก สุดท้ายพี่เลยมาสังเกตตอนต้มเขาเสร็จ เราจะเห็นเขาได้เลยว่าให้เฉดไหน พี่เลยมาตกตะกอนตรงนี้เอา
แล้วเรื่องฤดูกาลตอนย้อมอีก พี่จะเร่งทำสีเลยโดยเฉพาะฤดูร้อนและฤดูหนาว เพราะฤดูฝนเราจะย้อมได้คุณภาพไม่สวยไม่ชัด และปริมาณน้อยเพราะกลัวมันอับชื้น แห้งไม่ดี กลัวเวลาเอาเขาไปเก็บแล้วจะขึ้นรา จะพะวงมากกว่าฤดูอื่น เพราะข้อจำกัดมันเยอะมากการทำงานกับธรรมชาติในฤดูฝน อุณหภูมิเปลี่ยนตลอดเวลา สีมันก็เปลี่ยนเลยนะ และหน้าฝนมันเปียกแฉะ เราก็รู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัว”


โปรดติดตามตอนต่อไป…
เขียนโดย นมสด

