ตอนที่ 7 : ธรรมชาติกับความทรงจำ

ติดตามพี่นาง (แม่น้ำ) ช่างปักผ้า

ในเช้าวันศุกร์ซึ่งเป็นวันส่งงานของบ้านภูคราม แม่น้ำขี่มอเตอร์ไซค์มาถึงที่นี่พร้อมกับเสื้อริ้วระบาย แกทำงานเสร็จพร้อมส่งก่อนที่ฉันจะไปติดตามการทำงานของแกซะอีก นอกจากฉันจะได้เห็นงานที่สำเร็จแล้ว วันนี้ฉันยังได้ลองใส่เสื้อของแกด้วย เสื้อตัวนี้ถูกปักออกมาได้น่ารักอย่างที่ฉันคิด และสวยงามเป็นพวงมาลัยดอกไม้อย่างที่แม่น้ำตั้งใจไว้ ที่ด้านหน้าของเสื้อมีพวงดอกไม้เลื้อยไปตามตัวเสื้อช่วงอกและช่วงแขน ส่วนด้านหลังก็มีดอกไม้กระจายเต็มทั้งตัว  เข้ากันได้ดีกับทรงของเสื้อที่เป็นริ้ว ๆ

แม่น้ำมีความสุขกับงานปักของตัวเองมาก พอส่งงานเสร็จเรียบร้อย เราก็นัดแนะกันว่าจะไปเจอกันอีกครั้งในวันพฤหัสถัดไป เพื่อเริ่มติดตามงานโปรเจกต์ที่เก็บไว้ก่อนหน้านี้ ก่อนแกจะกลับไปทำธุระของตัวเอง

ไม่นานนักก็มาถึงวันพุธก่อนวันนัดหนึ่งวัน ฉันโทรไปเลื่อนนัดแม่น้ำจากช่วงเช้าเป็นช่วงบ่าย ของวันพฤหัสแทน เพราะทีมภูคราม กับสมาชิกที่เข้ามาทำงานช่วงหน้าฝนต้องไปช่วยกันเก็บเปลือกประดู่  และใบส้มมอเพื่อมาย้อมฝ้ายในตอนเช้า ฉันใช้เวลาช่วงเช้าวันพฤหัสเข้าสวนป่าตั้งแต่ 7:00 น. ไปจนเกือบเที่ยง พอกลับไปถึงภูครามก็เป็นเวลาบ่ายโมงพอดี พอได้นอนพักนิดหน่อย แล้วก็เตรียมตัวเก็บของขับรถไปบ้านแม่น้ำ

วันนี้ที่บ้านแม่น้ำมีแขกเยอะกว่าปกติ ยายสา ยายสน พี่พักตร์ และเพื่อนแกอีกคนที่ฉันยังไม่เคยเจอนั่งรวมกันอยู่ที่แคร่ใต้ถุนบ้าน ฉันลงจากรถไปไหว้ทักทายทุกคน ทุกคนคุยเล่นอย่างเป็นกันเองพร้อมทั้งชวนฉันคุยสัพเพเหระไปด้วย ระหว่างนั้นฉันก็เดินไปหาแม่น้ำที่นั่งทำงานอยู่ที่แคร่ตัวเดิม 

“วันนี้แม่น้ำไม่ได้ไปไหนหรอคะ” ฉันถามขึ้น

“วันนี้แม่น้ำจะเดินท่อดูดน้ำไปทำนาลูก ตอนนี้เอาท่อไปวางไว้บ้างแล้ว”

“ทำเองเลยหรอคะ”

“จ้ะ” แกตอบ “เดี๋ยวแดดอ่อน ๆ หน่อยก็จะไปต่อท่อ แล้วจะดูดน้ำไป”

ฉันพยักหน้าตอบรับ แล้วนั่งดูแกปักต้นไม้สีน้ำตาล ลำต้นของแกเป็นทรงคดโค้งเป็นธรรมชาติมาก แม่น้ำใช้การปักลำต้นเป็นเส้นเล็กหลาย ๆ เส้น เรียงกันขึ้นไป โดยปักตั้งแต่รากต้นไม้ไปจนถึงกิ่งก้าน

“แม่น้ำจะทำให้มันเป็นต้นเสี้ยวโบราณ มันจะดูมีอายุ”

“อ๋า…” พอแกพูดอย่างนั้นฉันเลยเข้าใจว่าทำไมแกถึงได้ปักทรงต้นไม้คดโค้งเป็นเส้น ๆ แบบนี้

“จะดูจากรากที่มันเกาะเกี่ยวกัน”

“ค่ะ”

“เพราะเราไปเที่ยวป่ากันวันนั้นเลยเกิดไอเดีย ทีแรกจะทำต้นเรียว ๆ ธรรมดาคือต้นนั้น” แกชี้ไปที่ต้นไม้ที่อยู่ริมถนนหน้าบ้านแก “อันนี้ก็คือต้นเสี้ยว ถ้าภาษากลางเขาเอิ้นอิหยังนะ” แม่น้ำถามทุกคน

ต้นเสี้ยวขาว
ลักษณะใบของต้นเสี้ยว

“ต้นกาหลง” ยายสนตอบ

“เขาสิมีดอกสีขาว” แม่น้ำว่า “เป็นต้นไม้มงคลเด๊นี่”

“แล้วต้นที่ลำออกสีฟ้านี้เป็นต้นอะไรคะ” ฉันชี้ไปที่ต้นไม้ที่อยู่ข้าง ๆ กันในเสื้อของแก

“อันนี้จะทำเป็นต้นแหว่ง” แม่น้ำตอบ พลางชูฝ้ายสีน้ำตาลในมือ “แล้วสิเอาสีมาผสม เฮาสิทับสีไปอีก อาจสิเป็นสีนี้ที่เอาทับไปอีกซั้นนึง”

“อ๋า ให้มันเป็นมิติหรอคะ”

“อื้ม” แม่น้ำตอบก่อนลงมือปักต้นเสี้ยวต่อ แกนิ่งไปพักหนึ่งพลางพิจารณาต้นเสี้ยวที่ปักในมือแล้วพูดขึ้น “ดูโบราณอยู่จั๊กหน่อยเด๊”

“เอาให้เต็มที่ 10 ปีภูคราม สิใส่ทุกอย่างเลย”

“ลำต้นเขาสวยนะคะ เป็นต้นคดเคี้ยว” ฉันออกความเห็น แล้วชี้ไปที่ตรงกลางระหว่างต้นไม้สองต้น “แล้วตรงกลางเขาจะเป็นลำน้ำใช่ไหมคะ”

“อื้ม เป็นน้ำไหลลงมาแล้วก็เป็นก้อนหิน ให้ดูเข้ากับหน้าแล้ง… สิมีก้อนหินแล้วก็ดอกไม้เล็ก ๆ ใส่เป็นสีสันน่ะนะ ถ้ามีแต่ก้อนหินอย่างเดียวคงสิบ่คักปานใด๋” แกตอบพลางหัวเราะเบา ๆ

ฉันนึกภาพตาม พลางจินตนาการว่าสิ่งที่แม่น้ำพูดจะปรากฏบนเสื้อยังไง

“เอาให้เต็มที่ 10 ปีภูคราม สิใส่ทุกอย่างเลย” พอทุกคนได้ยินที่แกว่าก็หัวเราะออกมา

“แต่ที่แน่ ๆ จะเน้นลำน้ำนั่นล่ะ” 

แม่น้ำเริ่มใช้สีเทียนร่างรากไม้เพิ่มเติม ให้ต้นเสี้ยวมีรากแตกแขนง ดูแข็งแรง ก่อนที่แกจะบรรจงปักต่อไปเรื่อย ๆ ก็เล่าให้ฟังว่าช่วงนี้เริ่มดำนาแล้ว พอกลับจากงานรับจ้างก็ได้มาปักงานช่วงกลางคืนอยู่บ้าง แต่แสงไฟตอนกลางคืนก็ไม่เหมือนแสงอาทิตย์อยู่ดี ทำแกหูตามัวไปหมด จึงทำงานได้ช้ากว่าเพื่อนคนอื่น

“ต้นไม้ที่ปักอยู่ต้นนี้เริ่มปักตั้งแต่เมื่อไหร่คะเนี่ย”

“แม่น้ำน่ะเฮ็ดเมื่อ 3 มื้อนี่ มันซ้าเพราะลวดลายเลี้ยวไปเลี้ยวมานี่ล่ะ” แกตอบ “แล้ว 3 วันก็บ่แม่นว่าเฮ็ดเต็มวันดอกนะ”

ปักไปได้สักพัก ฝ้ายเส้นหนึ่งที่ปักลงไปเกิดโดดขึ้นมา ไม่ถูกดึงไปตามเส้นอื่น แม่น้ำพยายามดึงเส้นฝ้ายที่โดดออกมาให้เรียบร้อยเสมอกับเส้นอื่น ๆ แต่แก้เท่าไหร่ก็ทำไม่ได้ แกเลยต้องแทงเข็มย้อนกลับแล้วเริ่มทำใหม่เพื่อให้งานออกมาสมบูรณ์ที่สุด

“ถ้าเป็นดอกไม้อย่างเดียวนี่มันไปไวอยู่ใด๋เลเดียเอ๊ย” ในขณะที่แม่น้ำแก้ไขเส้นฝ้ายที่พันกัน แกก็บ่นไปพลาง เพราะที่ผ่านมาแม่น้ำถนัดการปักดอกไม้ที่สุด พอมาปักต้นไม้ หรืองานวิถีทำให้ต้องใช้เวลาในการปักมากขึ้น 

“การปักผ้าต้องมีเวลาแบบพี่พรรณน่ะ มันสิได้เร็ว เพราะมีเวลาให้มันทั้งวันเลย” 

ถึงจะต้องทำงานที่ไม่ถนัดสักเท่าไหร่แต่แม่น้ำก็ยังมีสมาธิ ใจเย็นกับงานตรงหน้าเหมือนเดิม แกค่อย ๆ บรรจงปักรากต้นไม้จนเสร็จ แล้วจึงเริ่มวาดวงรีบริเวณโคนต้นไม้

“อันนี้จะทำเป็นแบบไหนคะ” ฉันมองแล้วถามขึ้น

“สิมีฮากย้อยลงมาอีก เป็นดิน เป็นหินก้อนเล็ก ๆ” พูดจบแม่น้ำก็เลือกเอาฝ้ายสีน้ำตาลเข้มจากการย้อมมะเกลือออกมา “ก้อนหินก็น่าสิเป็นสีนี้เนาะ”

ฉันพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“สิลองเฮ็ดเบิ่งดูสักก้อนซิมันจะเหมือนไหม” 

แกเริ่มวาดก้อนหินด้านในวงรีที่ร่างเอาไว้เพื่อเป็นรายละเอียดช่วงโคนต้นไม้ แล้วเริ่มปักไปตามภาพที่วาด

“โอ๊ ก้อนหินเราคือดำแท้ เกือบบ่เห็นน่ะเลเดีย” ปักก้อนหินไปได้ครึ่งก้อนแกก็พูดขึ้น

“จริงหรอคะ” ฉันมองไปที่ก้อนหินที่มือแก “หนูว่ามองเห็นอยู่นะคะ”

“ก้อนดำทะมึนเลยดูสิ” แกขำ “แต่สีงามดีเนาะ”

“ใช่ค่ะ สีสวยเลยค่ะ” ฉันออกความเห็น

“มันเหมือนก้อนหินตอนกลางคืน ตอนคืนเดือนมืดน่ะคือสีนี้เลย”

“เหมือนที่แม่น้ำบอกว่าจะทำเป็นลำน้ำอูนตอนกลางคืนเลยค่ะ”

“อื้อ เฮาต้องเสนอขายสีมืด ๆ ดำ ๆ” แกตอบอย่างขำ ๆ

พอปักก้อนหินก้อนแรกเสร็จ แม่น้ำก็เลือกเอาสีฝ้ายสีอื่นมาเทียบดูกับต้นไม้ ก้อนหิน และสีของผืนผ้า

“หนูไม่คิดว่าสีธรรมชาติจะให้สีแบบนี้ได้เลยค่ะ”

“ถ้าเอาสีอื่นมาใส่มันสิเป็นจั่งใด๋น้อ… เอามาเทียบเบิ่งก่อนเด้อ” แกพูดอย่างสงสัย “แม่น้ำว่าสิใส่เป็นสีนี้ ถ้าเป็นสีจ้ามันก็สิเป็นสีกลางวัน มันคงต้องเป็นสีนี้แหละ ดูตัดกับก้อนหินดีนะ” ไม่นานนักแม่น้ำก็เลือกสีฝ้ายได้ เป็นสีน้ำตาลอ่อนที่เหมือนกับสีโอวัลตินผสมนม แกว่าจะเอาสีอ่อนมาตัดให้ก้อนหินมีหลายสีสลับกันเป็นมิติ

“สีนี้สวยนะคะ พอมีสีอ่อนลงหน่อยคงเหมือนแสงจันทร์ส่อง น่าจะสวยค่ะ”

“มันสิเฮ็ดได้อยู่บ่ เดี๋ยวค่อยลองดูเนาะ”

พอเลือกสีถัดไปที่จะปักได้ แม่น้ำก็หยิบเอาสีน้ำตาลเข้มสีเดิมมาปักต่อ

“เอ๊ ทำไมฝ้ายมันเป็นก้อน ๆ แบบนี้ คือหยังเนาะ” เส้นฝ้ายที่หยิบออกมามีความไม่สม่ำเสมอ เหมือนมีขี้ฝ้ายติดอยู่

“เป็นที่สีมะเกลือหรือเปล่านะคะ หรือเป็นที่ฝ้ายนะ” ฉันสงสัยไปด้วย

“น่าสิเป็นที่ฝ้าย เขากรอบ” ว่าแล้วแม่น้ำก็ตัดเอาขี้ฝ้ายที่ไม่เป็นระเบียบออก “สีมันงามขนาด”

“อื้ม…” ฉันพยักหน้า “ตั้งแต่ได้ลองย้อมมาหนูชอบสีมะเกลือที่สุดเลยค่ะ”

“มันเป็นธรรมชาติแม่นบ่”

“ใช่ค่ะ แล้วพอลองย้อมแค่รอบเดียว เขาก็ให้สีเทาอ่อนที่ออกเป็นสีเงิน” ฉันพูดอย่างตื่นเต้น “หนูไม่คิดว่าสีธรรมชาติจะให้สีแบบนี้ได้เลยค่ะ”

“อันนี้ย้อมได้งามมาก สีมันเข้มกลืนสนิทเลย” แม่น้ำเอ่ยชมในขณะที่มือก็ปักไปด้วย

“แม่น้ำเคยย้อมผ้าไหมคะ” ฉันถามขึ้นด้วยความสงสัย

“บ่เคยดอกลูก แต่ได้ความรู้จากเจนนี่ล่ะ” แกเอ่ยถึง ‘พี่เจน’ ช่างย้อมของภูคราม “ถ้ามื้อใด๋ย้อมแล้วสีครามมันออกมางาม แสดงว่าหม้อมา มันก็บ่แม่นว่าสิย้อมได้งามทุกมื้อ แต่มันเกี่ยวกับหยังบ่ฮู้นะ ได้ยินแต่เพิ่นว่า ‘หม้อมา’ ”

พูดจบแม่น้ำก็ตั้งใจปักก้อนหินจนเสร็จ

“ได้ก้อนหินหนึ่งก้อนแล้ว… แต่เหมือนก้อนเมฆมากกว่า” แกพูดขึ้นก่อนจะหัวเราะออกมา

“ถ้ามีหลาย ๆ ก้อนเรียงกันน่าจะดูชัดขึ้นนะคะ” ฉันพูดให้กำลังใจแก

“ใส่หมู่มันเข้าไปเนาะ” แล้วแกก็หยิบเอาฝ้ายสีโอวัลตินที่เลือกไว้ก่อนหน้าขึ้นมาปัก “ลองผสมสีดูก่อนนะ”

“หนูว่ามันน่าจะเป็นธรรมชาติมากขึ้นนะคะ ดูมีแสงเงา” ฉันออกความเห็น

ถ้าทำออกมาแล้วไม่สวยอย่างที่คิดก็ลองทำใหม่ได้

แม่น้ำเริ่มปักสีน้ำตาลอ่อนทับลงบนก้อนหินก้อนเดิม เพื่อทดลองว่าถ้าทำสีตัดกันสองสีจะออกมามีมิติสวยงามขึ้นไหม แกบอกว่าถ้าทำออกมาแล้วไม่สวยอย่างที่คิดก็ลองทำใหม่ได้ เพราะครั้งนี้แกต้องปักในรูปแบบที่ไม่ถนัด จึงยังไม่ค่อยมั่นใจ และต้องใช้เวลานานกว่าปกติ พอปักเสร็จแล้วแกก็คอยถามความเห็นฉันว่าเป็นยังไงบ้าง แล้วเราก็ได้ข้อสรุปว่าสีที่แม่น้ำปักดูสวยงามดีแล้ว แต่เพราะเส้นฝ้ายใหญ่เท่า ๆ กัน พอปักทับกันจึงทำให้พื้นผิวดูทึบ และถูกทับซ้อนมากเกินไป แม่น้ำจึงตัดสินใจว่าจะทำก้อนหินเป็นสองสีสลับกัน

“สรุปว่าก้อนหินสีนี้น่ะสวยเนาะ”

“ใช่ค่า สีสวยแล้ว”

“แต่การแทรกต้องใช้เส้นเล็ก” แกสรุป “อันนี้เอาไว้เบิ่งเป็นตัวอย่างซะก่อน แล้วก็แก้ไขไปเนาะ”

พูดจบแกก็เริ่มปักก้อนหินก้อนอื่น ๆ ข้างกัน “ลองเฮ็ดก้อนน้อย ๆ เบิ่งก่อน” แม่น้ำว่า

ไม่นานนักก้อนหินของแม่น้ำก็เสร็จเรียบร้อย มีทั้งก้อนมน ก้อนเรียวเรียงกันอยู่ใต้ต้นเสี้ยว แม่น้ำกางเสื้อออกแล้วอธิบายให้ฉันฟังว่าถัดจากนี้แกจะทำก้อนหินที่อยู่ตามรากต้นไม้

“รากของต้นไม้เขาจะกลืนก้อนหินอยู่ตามซอก” แกค่อย ๆ ไล่ปลายเข็มชี้ไปที่รากของต้นไม้พลางอธิบาย “เขาอยู่มานานต้นไม้นี่ เขาก็สิลามลงมาใส่ก้อนหิน แม่น้ำสิพยายามเฮ็ด สื่อออกมาให้เห็นว่าสมัยก่อนมันเป็นลักษณะจั่งซี่ ต้นไม้มันใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับน้ำ ในห้วย ในแก่งน่ะ รากเขาสิซอกซอนไป แล้วก็มีพืชน้ำอยู่บริเวณนั้น”

“ค่ะ”

“เดี๋ยวเฮาสิมาตกแต่งให้งามกว่านี้ ถ้าใส่น้ำใส่หยังหนูสิได้เข้าใจว่า เอ้อ มันเป็นแบบนี้น้อ”

“ได้เลยค่ะ” ฉันยิ้ม

“เขาอยู่มานานต้นไม้นี่ เขาก็สิลามลงมาใส่ก้อนหิน แม่น้ำสิพยายามเฮ็ด สื่อออกมาให้เห็นว่าสมัยก่อนมันเป็นลักษณะจั่งซี่ ต้นไม้มันใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับน้ำ ในห้วย ในแก่งน่ะ รากเขาสิซอกซอนไป แล้วก็มีพืชน้ำอยู่บริเวณนั้น”

“เดี๋ยวแม่น้ำต้องไปหาสีใบของต้นเสี้ยวแล้ว แม่น้ำบ่ได้หยิบมา” ตอนนี้ฝ้ายของแม่น้ำมีแต่สีน้ำตาล และสีคราม ยังไม่มีสีเขียวของใบไม้ แกเลยว่าจะไปปักต้นแหว่งแทน แม่น้ำหยิบเอาสีน้ำตาลเข้มมาทดลองปักซ้อนไปบนลำต้นไม้สีฟ้าที่อยู่ข้างต้นเสี้ยวตามที่ตั้งใจไว้ตอนแรก โดยเริ่มปักจากรากของต้นไม้

“แม่น้ำอยากขยับต้นไม้นี้ขึ้นมาอีก” แกนิ่งพิจารณาต้นแหว่งบนเสื้อ “หมายความว่าต้องรื้อบ่ หรือว่าสิเฮ็ดต้นไม้ซ้อนดี”

“จะรื้อเลยหรอคะ” ฉันพูดขึ้นอย่างเสียดาย “ทำซ้อนไปก็ได้นะคะ”

“อื้ม แต่เดี๋ยวแม่น้ำลองผสมสีตัวนี้ดูก่อน” 

ปักไปจนสุดบริเวณราก แม่น้ำก็หยุดมือแล้วชวนฉันไปดูแกต่อท่อดูดน้ำเข้านา วันนี้แกว่าจะปักงานแค่นี้ก่อน เพราะยังไม่พอใจกับต้นไม้สองต้นที่เรียงคู่ขนานกัน เพราะไม่มีระยะบนล่าง

“ต้นไม้สองต้นนี้มันเรียงคู่กันเลย” แกพูด “แต่ไม่เป็นไรมันแก้ไขได้อยู่ อันนี้เป็นการทดสอบ เดี๋ยวปักครั้งหน้าแม่น้ำก็ประกบสีฝ้ายปักไปเลยมันสิได้กลมกลืนกว่านี้” 

แม่น้ำว่าจะลองใช้สีครามและสีน้ำตาลประกบกันเป็นสองเส้นในการสนเข็มแล้วปักไปทีเดียวเพื่อให้สีดูกลมกลืนไปด้วยกัน ไม่ต้องปักซ้ำซ้อนสองรอบ

“ไม่รู้มันจะเวิร์คไหม ก็ต้องลองเนอะคะ” ฉันบอกแก

“แม่น้ำสิขยับต้นไม้นี้ขึ้น เพราะว่าอยากให้ส่วนด้านล่างเป็นลานก้อนหิน มีดอกไม้ ดอกหยัง” สุดท้ายแกก็ตัดสินใจที่จะรื้อต้นไม้ออกแล้วปักใหม่ “พอใส่ต้นเสี้ยวแล้วเลยฮู้ว่าตำแหน่งต้นแหว่งนี่มันต้องขยับ”

“ค่ะ” ฉันพยักหน้าเข้าใจแก

“มันคึดบ่ออกในครั้งเดียวหรอก มันสิเกิดความคึดไปเรื่อย ๆ เนาะ”

พูดจบแกก็ตัดเส้นฝ้ายที่ปักค้างไว้บริเวณรากต้นแหว่ง ก่อนจะเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ ลงกระเป๋า ตามด้วยเสื้อที่ปักค้างไว้

“ตาลายแล้ววันนี้” แม่น้ำบ่นอย่างขำ ๆ

“พักก่อนนะคะ” ฉันให้กำลังใจแก

เก็บของเสร็จแล้วพวกเราก็เดินไปที่ข้างบ้านเพื่อยกท่อน้ำไปตั้งเรียงกันไว้ตรงทางเดินระหว่างแปลงนา แม่น้ำได้ทำการสาธิตการต่อท่อน้ำให้ฉันดู แล้วพาฉันไปให้อาหารปลาที่บ่อกลางแปลงนาของแก ส่วนตัวแกก็ไปพาวัวกลับมาเข้าคอก วัวของแม่น้ำมีสองตัว ตัวแม่มีสีน้ำตาลชื่อ ‘หมอก’ ส่วนตัวลูกเป็นตัวสีขาวชื่อ ‘มะลิ’

พอฉันให้อาหารปลาเสร็จแล้ว แม่น้ำก็จูงวัวเดินมาตรงบ่อน้ำที่ฉันยืนอยู่พอดี พอยัยมะลิเดินผ่านฉันก็กระโดดโหยงเหมือนยังไม่ค่อยไว้ใจฉันนัก ฉันได้ต่อหัวเราะอย่างเอ็นดู

พวกเราเดินกลับเข้าบ้านพร้อมกัน หลังจากแม่น้ำทำธุระเสร็จเรียบร้อย เราก็มานั่งคุยกันที่แคร่ตัวเดิม

“แสดงว่าตอนเด็ก ๆ แม่น้ำเห็นภาพลำน้ำอูนตรงหน้าบ้านนี้เลยสิคะ”

การได้ดูแม่น้ำปักธรรมชาติลงบนเสื้อในวันนี้ทำเอานึกถึงที่แกเคยพูดเรื่องฝายกั้นน้ำ ตอนเจอกันครั้งแรก แม่น้ำเล่าให้ฟังว่าฝายกั้นน้ำทำให้ธรรมชาติเดิม ๆ ถูกกลบไปไม่เหมือนก่อน ตอนนั้นฉันยังไม่เข้าใจว่าการสร้างฝายกั้นน้ำจะส่งผลกระทบต่อธรรมชาติยังไง จนกระทั่งมีโอกาสได้ไปนาของแม่บิดา คุณแม่ของพี่เหมี่ยว แปลงนาของแกอยู่ใกล้กับแก่งใหญ่ซึ่งเป็นทางผ่านของลำน้ำอูน บริเวณนั้นมีการเทคอนกรีตเป็นทางเดิน ลงบนโขดหินดาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการทำฝายกั้นน้ำด้วยเช่นกัน ความสวยงามของธรรมชาติถูกกลบไปด้วยคอนกรีต ต้นไม้บางต้นก็ล้มตายไม่อุดมสมบูรณ์ ภาพที่เห็นทำให้ฉันได้คำตอบของสิ่งที่แม่น้ำเคยพูดไว้

“ที่เขาเริ่มทำฝายกันน้ำเขาทำตั้งแต่เมื่อไหร่หรอคะ”

“น่าจะเมื่อ 12 ปีก่อน”

“แล้วตั้งแต่เขาทำฝาย มันดีขึ้นไหมคะ”

“มันก็ดีอยู่ เพราะว่ามีน้ำใช้”

“แต่ธรรมชาติมันก็ไม่เหมือนเดิมใชไหมคะ”

“ใช่ลูก ไม่เหมือนเดิม”

“แสดงว่าตอนเด็ก ๆ แม่น้ำเห็นภาพลำน้ำอูนตรงหน้าบ้านนี้เลยสิคะ”

“ใช่ลูก”

“ต้องสวยมากแน่เลย”

“สวยอยู่ใด๋ลูก มันเป็นธรรมชาติ”

ฉันพยักหน้าตอบ

“อันนี้มันบ่เหลืออันเก่าเลย ที่เฮาเห็นน่ะ”

“ก้อนหินหลาย ๆ ไปไสหมดล่ะ” พี่พักตร์ถามขึ้น

“ดินโคลนถมไปเบิ้ด” แม่น้ำตอบ

“แต่ก่อนเป็นลานหินกว้างเนาะ ข่อยยังได้มาโดดน้ำตู้ม ๆ อยู่” พี่พักตร์พูดถึงภาพสมัยก่อนขึ้นมา “ลอยน้ำเล่น ปลิงก็กัดมือ”

ทั้งคู่เริ่มย้อนความหลังสมัยเด็ก ๆ ที่เคยมาเล่นน้ำด้วยกันอย่างมีความสุข

“มันสิเป็นแก่งหินเด๊ลูก” แม่น้ำบอกฉัน “สมัยก่อนเฮาบ่มีน้ำประปาใช้ ก็เอาเสื้อผ้ามาซักที่ลำห้วยนี่แหละ”

“ตอนแรกที่แม่น้ำบอกว่าที่ลำน้ำอูนมันมีหินเป็นแก่ง หนูนึกภาพไม่ออกเลยค่ะว่าเป็นยังไง แต่อาทิตย์ก่อนนู้นแม่บิพาไปที่นา แล้วแกพาเดินไปตรงแก่ง หนูเลยนึกภาพออกว่าลำน้ำอูนที่แม่น้ำว่าคงจะเป็นแบบนี้”

“นั่นล่ะ อันนั้นคือนาแก่งใหญ่ เลเดียเคยไปแล้วเนาะ”

“ใช่ค่ะ”

“มันเป็นคือนั่นล่ะ แต่ช่วงตอนนี้มันเป็นช่วงน้ำตื้น ปกติมันเป็นแก่งน้ำไหล ดูแล้วเป็นตาเบิ่ง”

“แอ่งที่อยู่ตรงแก่งใหญ่มันยังอยู่บ่” ยายสาถามขึ้น

“ก็ยังมีอยู่ แต่ว่าก้อนหินก้อนยาวเขาหักไปแล้ว” แม่น้ำตอบ “เมื่อก่อนน่ะสวยกว่านั้น หินที่เป็นสันที่ขวางน้ำอยู่น่ะ แต่ตอนนี้มันเกิดการทรุดตัวแล้วก็บ่คือเก่า”

“แล้วจากแก่งใหญ่ขึ้นไปถึงแก่งตาจ่า ขึ้นไปไกลไหมคะ”

“ไกลลูก”

“แสดงว่าลำน้ำอูนมันยาวมากเลยใช่ไหมคะ”

“มันเป็นลำน้ำที่เชื่อมลงมาจากแก่งตาจ่านั่นล่ะ ถ้าเฮาเดินตามลงมาก็ลงมาถึงตรงนี้เลย สมัยก่อนถ้ามีคนหลงป่า ไปเก็บเห็ด หาของป่า เขาจะใช้วิธีเดินตามลำน้ำลงมา”

“อ๋อ” ฉันพยักหน้าเข้าใจ

“แล้วจากตรงนี้ก็ลงไปถึงเขื่อนน้ำอูนอยู่ลูก”

ถึงการทำฝายกั้นน้ำจะให้ประโยชน์กับชาวบ้านในเรื่องการทำมาหากินบางอย่าง แต่ก็ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติบางส่วนหายไปเหมือนกัน ทั้งที่จริง ๆ แล้วฉันว่าธรรมชาติเองก็ให้ประโยชน์กับผู้คนในอีกหลายด้าน แต่ความต้องการของมนุษย์นั้นแตกต่างมาก เรื่องนี้จึงเป็นประเด็นที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน และมีความเห็นที่หลากหลาย ฉันเป็นเพียงแค่คนที่มาเรียนรู้วิถีชีวิต ไม่ใช่คนในพื้นที่ก็ได้แค่ทำความเข้าใจไปกับมัน แล้วก็หวังว่าจะได้เห็นลำน้ำอูนที่อุดมสมบูรณ์ปรากฏบนเสื้อของแม่น้ำ

เขียนโดย เล