ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาภูครามก็เห็นคนที่นี่กำลังย้อมครามกันอยู่ กลิ่นหอมคล้ายขนมเปียกปูนก็ลอยมา และทันทีที่เห็นหม้อครามที่นี่ถึงกับตกตะลึงเพราะหม้อครามที่นี่ทั้งใหญ่หลายหม้อเรียงกันเป็นสิบ และพอได้สังเกตอย่างใกล้ชิดและได้มีประสบการณ์การย้อมของตัวเอง การย้อมครามมันมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก เวลาที่ฝ้ายที่ลงไปจุ่มย้อมค่อยๆ เปลี่ยนสีจากเหลืองเป็นเขียวและฟ้าตามลำดับ นึกถึงตอนเด็กๆ ที่ได้เห็นเวลาน้ำอัญชันที่โดนกรดจากน้ำมะนาวแล้วค่อยๆ เปลี่ยนสีเป็นสีม่วง
อีกชนิดหนึ่งคือมะเกลือ ผลของต้นมะเกลือที่มีลักษณะกลมทนิยมนำมาใช้ในการย้อมสีธรรมชาติ ให้สีไปทางเทาและดำ เป็นพืชท้องถิ่นที่หาได้ทั่วไป ผมเคยมีประสบการณ์การย้อมมะเกลือมาก่อนจากรุ่นพี่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ตอนทำก็รู้สึกสนุกเพราะได้เห็นสีที่ค่อยๆ เข้มขึ้นเวลาฝ้ายที่ย้อมโดนแดด
วันนี้ระหว่างที่ผมย้อมผ้ากับทีมย้อมภูครามจึงได้ชวน “พี่เจน ช่างย้อมผ้าภูคราม” มาถ่ายทอดขั้นตอนการย้อมครามและย้อมมะเกลือฉบับภูคราม เพราะพี่เจนมีความเข้าใจและอยู่กับการย้อมมานานสามารถสร้างสีได้หลากหลาย และทั้ง 2 ชนิดนี้สามารถย้อมเย็นได้เลยไม่ต้องผ่านความร้อนเหมือนสีจากใบไม้และเปลือกไม้ อย่างเปลือกประดู่และใบส้มมอ
ย้อมฝ้ายด้วยคราม
การย้อมครามเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มากสำหรับผม เพราะตอนเราลงย้อม น้ำเขาจะมีลักษณะลื่นๆ หนืดๆ จากความเป็นด่าง สีที่ดีควรมีสีเหลืองอมเขียว หรือเขียวใบตอง ขึ้นอยู่กับสูตรของแต่ละที่ เกิดจากการที่สีครามละลายไปในน้ำที่มีสภาวะด่างทำให้สีเปลี่ยนจากน้ำเงินครามกลายเป็นสีเหลืองเขียว พอเอาฝ้ายลงย้อมแล้วโดนอากาศจะเกิดปฏิกริยาออกซิเดชัน สีเขาจะค่อยๆ เขียวแล้วกลายเป็นสีฟ้า สีน้ำเงิน สีครามเข้ม เข้มขึ้นเรื่อยๆ ที่ลงย้อม
ตั้งแต่ผมเองได้ลองก่อหม้อครามและดูแลหม้อครามเป็นของตัวเอง ทำให้ได้รู้เลยว่าการดูแลหม้อครามนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความเข้าใจเป็นอย่างสูง ต้องคอยเติมเนื้อครามและอาหารเลี้ยงจุลินทรีย์ ที่นี่จะเติมน้ำขี้เถ้าที่ผ่านการกรองให้ใส กับปูนแดงเพื่อเพิ่มความเป็นด่าง และใช้น้ำมะขามเพิ่มกรดและสารอาหารให้หม้อมีความสมดุลพอเหมาะกับสภาพแวดล้อมของจุลินทรีย์ในหม้อครามพราะหม้อครามนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เวลาเจออากาศ เจอสารเคมีภายนอกจะส่งผลกับหม้อหมด
“เวลาพี่เจนย้อมคราม ทำยังไงบ้าง”
“ถ้าจะทำสีฟ้าใส ฟองครามในหม้อต้องประกายจริงๆ ถ้าจะย้อมครามเข้มหม้อต้องดี พี่ก็จะย้อมซ้ำไปเรื่อยๆ ย้อมเสร็จก็จะทุบล้างก่อนแล้วก็ย้อมอีกวันต่อมาจนกว่าจะเข้มพอใจ ถ้าเอาแค่น้ำเงินปกติ หม้อที่ปกติก็ย้อมได้ ถ้าย้อมครามที่จะไปเล่นกับสีอื่นขอแค่หม้อย้อมได้ก็เล่นกับสีได้แล้ว จะเคร่งแค่สีฟ้าใสที่ยาก ถ้าหม้อไม่ดีสีจะไปเร็ว ตอนทุบล้างเสร็จพี่จะฟิกซ์เขาด้วยน้ำสารส้ม เพราะมันจะทำให้สีเราแข็งแรงแล้วก็ใส”
การย้อมครามมีข้อจำกัดที่ว่า ในแต่ละวันหม้อนึงสามารถย้อมฝ้ายได้แค่ไม่กี่ครั้ง เพราะน้ำในหม้อจะเสียสมดุลเมื่อโดนอากาศจากการย้อม ควรต้องหยุดและปล่อยให้หม้อได้พักฟื้นฟู พอวันต่อมาสีจะกลับมาเหลืองเขียวแล้วจึงจะย้อมใหม่ได้



การดูแลหม้อคราม
หลังจากการย้อมฝ้ายเสร็จ จะต้องคอยหมั่นปรุงหม้อคราม ผมได้เดินไปถาม “แม่บิดา” เรื่องการดูแลหม้อคราม เพราะที่ภูครามหม้อครามทุกหม้อแม่บิดาจะเป็นคนปรุงและดูแลเองทั้งหมด เรียกได้ว่าเวลาหม้อครามมีปัญหาอะไรช่างย้อมทุกคนต้องตามตัวแม่บิดามาดูแลหม้อเสมอ เพราะแม่มีประสบการณ์มากที่สุด
“หม้อนิลของภูครามแม่ดูแลยังไงบ้าง”
“ถ้าหม้อไม่ใหญ่แม่จะปรุงใหม่ทุกรอบ แต่ของเราหม้อมันใหญ่ เขาย้อมกัน 2-3 ครั้งแล้วแม่ค่อยเติม แม่จะเอาน้ำด่างขี้เถ้าชง ผสม ปูนแดงใส่โดยประมาณ เนื้อครามใส่โดยประมาณ กวนใส่ถังเล็กๆ ทำเป็นหัวเชื้อแล้วก็ใช้น้ำในหม้อเลยขยำๆ กับมะขามกรองเอาแต่น้ำ ให้มันเข้ากันแล้วก็เอาถ้วยมาตวงแยกใส่แต่ละหม้อ ถ้ามีสุราพื้นบ้านก็ใส่ลงไปด้วย เราจะชงเหมือนชงกาแฟ น้ำด่างจะใส่เท่าไหร่มันก็ไม่เสีย ต่อให้จะเกินกำลังที่จะรับ มันก็ยิ่งดี ขอให้มีความเค็มความเข้มข้น มะขามเราจะกะเอาปั้นนึงต่อถึงใหญ่ แม่ก็คำนวณที่แม่ทำมา ครามก็ไม่หนีนะลูก เวลาเราย้อม มันถูกเราคนหม้อ มันก็เปลี่ยนสี ขอให้ขี้มันเหลือง ถ้าน้ำย้อมมันเขียวและกลิ่นเหม็นแปลว่าหม้อไปแล้ว ไม่พร้อมย้อม ปล่อย 1-2 วันภาษาโบราณเขาเรียก ‘ดักน้ำหม้อ’ แล้วก็มา ‘โจก’ คือตักน้ำขึ้นแล้วเทกลับลงไปสูงๆ เวลาเราย้อมไปน้ำย้อมจะเปลี่ยนสีเอง”
“ตอนแม่ก่อหม้อ ปรุงหม้อที่ภูคราม แม่เรียนรู้มาจากที่ไหน”
“เมื่อก่อนแม่ไม่ได้คำนวณ แม่อยากเอาอะไรใส่ก็เอาใส่ ใส่อันนี้มีฟอง ใส่อันนี้ไม่มีฟอง จากไม่มีอาจารย์จากไม่มีใครสอนต้องทำเอง แล้วก็ไปเรียนรู้กับยายแป ยายแปตักขี้หม้อให้ พอเอากลับมาหม้อแม่ก็ไป ไม่เข้าใจ ดูแลไม่เป็น จนกระทั่งแม่สู้ หม้อครามจะขาดปูนไม่ได้ สมัยก่อนแม่เห็นเขามาทำครามที่แก่งใหญ่ คนโบราณเขาไม่มีถัง ไม่มีหม้อที่จะแช่คราม เขาเลยใช้รูหินตามแก่งและเอาต้นครามกำไปใส่ไว้ในนั้นและก็ตักน้ำในแก่งไปแช่ไว้ 2 วัน แม่ก็เคยเห็นเขาไม่ได้ใส่อะไร ใส่แค่ปูน แล้วก็ตีให้มันเหนี่ยวเป็นฟอง ตีจนกระทั่งฟองนั้นไม่มี แม่ก็เห็นว่าขาดปูนไม่ได้ ถ้าปูนไม่พอฟองมันจะขาว ยายคนนั้นบอก แม่ก็ผ่านตามา แต่ทุกอย่างขาดปูนไม่ได้ ถ้ามีกลิ่นเปรี้ยวคือมะขาม ถ้าเข้มๆ ก็กลิ่นปูน ถ้าน้ำดำๆ ก็คือด่าง ทุกอย่างต้องสมดุล จากที่แม่ไม่เป็น ต้องสัมผัสเอง ก็เอาใจวัด แต่ก่อนแม่ทำหม้อเล็กๆ ต่อมาก็ไปซื้อหม้อใหญ่ แม่ก็ปรับปรุงตัวเอง สังเกตตัวเองไปเรื่อย”



ย้อมฝ้ายด้วยผลมะเกลือ
การย้อมมะเกลือเราจะต้องเอาผลมะเกลือที่ดองรักษาสีไว้มาตำให้ละเอียดก่อน แล้วกรองเอาน้ำยางเขาออกมาย้อม สีจะเข้มขึ้นเรื่อยๆ จากการที่สีสัมผัสกับอากาศและแดด สีมะเกลือเป็นสีที่ชอบแดดมาก ยิ่งโดนแดดดีๆ ยิ่งเข้มและสวย
“พี่เจน มะเกลือนี้ย้อมยังไงครับ”
“พี่จะย้อมไต่ระดับจากสีเทา เทานวลๆ เทาควันบุหรี่ ไต่จนสีดำเข้ม ขอมีแดด ฝนไม่ตก ต้องพื้นที่ตากเยอะๆ ต้องกระจายเขาให้โดนแดดและอากาศมากที่สุด ถ้าตรงไหนที่มันไม่โดนแดดจะไม่เข้ม เหมือนยางมันไม่ติด ถ้าอยากให้เขาเข้มมากๆ พี่จะใช้ปริมาณมะเกลือที่เยอะหน่อย การฟิกซ์สีที่ย้อมมะเกลือ ต้องใช้ปูนใสกับขี้ปูน สีเขาจะเข้มขึ้น ถ้าใส่สารส้มไปสีจะซีดๆ มันจะไม่เข้มข้นจะเป็นสีหม่นๆ บางทีก็ไม่เปลี่ยนเลย เขาจะเปลี่ยนแค่ด่างจากน้ำปูน”
“จากที่เคยเห็นพี่เจนย้อมมะเกลือคือเราจะย้อม 2-3แดดก่อนแล้วมาฟิกซ์สี วนแบบนี้ไปใช่ไหมครับ”
“ใช่ค่ะ เพราะพี่กลัวฝ้ายขาด กลัวปูนมันแรงไป พี่พยายามติดเอายางเขาได้เยอะๆ ให้มันติดเส้นใย ให้มันแน่น แล้วพี่ค่อยมาฟิกซ์เขาอีกที น้ำปูนเหมือนมันกัดฝ้ายเรา พี่เลยย้อม 2-3 ค่อยฟิกซ์ที”
“สีธรรมชาติที่พี่เจนชอบคือสีอะไร”
“สีมะเกลือค่ะ ตกหลุมรักเขา สีแรกที่พี่ได้ย้อมและเป็น เป็นสีที่พี่ได้ทำผ้าเมตรและทดลองไปกับแม่ๆ ช่วงนั้นเขาก็ลองหัดย้อมหัดทำกัน พี่ใช้เวลาลองเล่นกับเขานานพอสมควร ตอนนั้นได้ลองกับป้าทำ แม่บิ พี่แคท พี่โจ้ ตอนนั้นเอามะเกลือมาใหม่ ไม่มีใครเข้าใจ ไม่รู้ว่าเขาชอบอากาศร้อนหรืออากาศแบบไหน ก็ได้ลองเล่นด้วยกัน แต่ก่อนพี่เองไปย้อมอยู่นา แล้วตลกมากเลยช่วงทดลอง ทุกคนก็ลองกันหลากหลายรูปแบบ ป้าทำทั้งต้มมะเกลือก่อนเอามาตำบ้าง ชุบแล้วมาโดนอากาศบ้าง ทำแล้วมันก็ไม่ดำขึ้นสักที แต่เป็นความที่พี่ไม่ได้โฟกัสมาก พี่เลยตากแดดไว้ที่นาทิ้งไว้เลย 2-3 วัน พอกลับมากลายเป็นดำเฉยเลย พอไปลงย้อมที่นามันมีธาตุสนิมเยอะ แล้วมันยิ่งกลายเป็นยิ่งดำขึ้นไปอีก ทุกคนเลยอยากรู้ว่าทำได้ยังไง ทุกคนเลยพากันไปแบกน้ำอยู่นาเป็นแกลลอนๆ เพราะคิดว่าเป็นเพราะน้ำที่นา แต่มารู้ที่หลังว่าเขาชอบแดด โดนแดดแล้วเขาจะเข้มจะดำขึ้น มันเลยเหมือนเป็นสิ่งที่พี่รู้สึกว่าได้ซึบซับและเรียนรู้ไปกับเขา พี่เลยมั่นใจว่าพี่เข้าใจเขามากที่สุดและตกหลุมรักเขาเพราะมะเกลือเป็นสีธรรมชาติที่แข็งแรง” พี่เจนพูดด้วยน้ำเสียงหัวเราะปนความสุข



ขั้นตอนต่างๆ ระหว่างการย้อมฝ้าย
ตั้งแต่ผมมาภูครามวันแรกและได้เห็นพี่ๆ ย้อมผ้า ก็รู้สึกได้ถึงขั้นตอนที่ซับซ้อนและเหนื่อย และผมตื่นเต้นเสมอเวลาได้เห็นสีที่ย้อมเสร็จมีความหลากหลายและให้โทนสีที่เป็นธรรมชาติ ผมรู้สึกว่าพี่เจนเก่งมากทั้งแรงในการใช้ย้อมและจินตนาการในการเล่นสีและทดลองผสมสี เพราะแต่ละชนิดการย้อมนั้นใช้เทคนิคกันคนละรูปแบบเลยขึ้นอยู่กับว่าใช้วัตถุดิบธรรมชาติอะไร จนตัวเองได้เข้ามาช่วยงานย้อมจึงได้รู้ว่าทุกขั้นตอนนั้นต้องใช้ความอดทนและความใส่ใจเป็นอย่างสูงเพราะทั้งหนักและมีความละเอียดอ่อนต้องทำอย่างพิถีพิถัน
พี่เจนเคยพูดให้ฟังว่า “ถ้าอยากได้สีไหนต้องเฝ้ารอเขาเลย อย่างเวลาเราย้อมร้อน เพราะถ้าทิ้งช่วงไปสีก็จะเปลี่ยนตามอุณหภูมิการย้อมและสภาพแวดล้อม”
ล้างแป้งจากเส้นใย
ฝ้ายที่เรานำมาใช้จะเป็นฝ้ายดิบ ต้องทำความสะอาดล้างไขฝ้ายก่อนจึงค่อยนำมาย้อมผ้า
“ฝ้ายที่จะย้อมครามพี่จะต้มไขฝ้าย ทุบแล้วก็ล้างน้ำดีๆ ก่อนนำไปย้อมครามต่อ มันจะมีเศษแป้งอยู่ในฝ้ายเรา จะเป็นคราบเหลืองๆ แต่ถ้าย้อมสีธรรมชาติอย่างอื่นที่ไม่ใช่ครามเช่นมะเกลือหรือพวกเปลือกไม้ใบไม้ พี่จะซักหลายๆ น้ำและจะแช่ทิ้งไว้ข้ามคืน เพื่อให้ไขฝ้ายออก เช้ามาจะล้างไขที่เราแช่ไว้ให้มันออกให้หมด และบิดหมาดสำหรับไปย้อมต่อ”

ทุบล้างสีส่วนเกินและซัก
ปกติพี่เจนจะไม่ได้ล้างฝ้ายที่บ้านตลอด ช่วงฤดูฝนและฤดูหนาวพี่เจนจะไปล้างฝ้ายที่นา โดนดึงน้ำบาดาลจากโซลาเซลล์ขึ้นมา น้ำที่นั้นจะมีแร่ธาตุจะทำให้สีเขาสวย แต่ถ้าล้างที่บ้านจะรองน้ำฝนใช้ ถ้าไม่พอก็จะใช้น้ำประปา
“การล้างฝ้ายจะใช้น้ำปริมาณที่เยอะมากเม็ดสีมันติดอยู่ในเส้นใย อยู่บ้านเราจะประหยัดน้ำ การล้างน้ำแล้วบิดเฉยๆ จะเปลืองน้ำมาก ดังนั้นพี่จะทุบเบาๆ แล้วรีดสีที่อยู่ในเส้นใยให้ออกมา แล้วเราค่อยบิดน้ำออก แต่ไปอยู่ในลำธารเราก็สามารถแกว่งในน้ำแล้วก็ทุบช่วยบ้าง ขยี้ผ้า ถ้าน้ำไหลผ่านตลอด”

ฆ่าฝ้าย
ฆ่าฝ้ายเป็นภาษาอีสานแปลว่าทำให้ฝ้ายแข็งแรงและไม่ขาดง่าย จะใช้วิธีการนำเส้นฝ้ายที่ซักล้างแล้ว ไปนวดกับแป้งข้าวเหนียวและน้ำมันมะกอก แล้วจึงนำไปนึ่งให้เหนียว
“ฆ่าฝ้ายทอเขาจะไม่ค่อยซีเรียสมากเขาจะใช้แป้งในปริมาณน้อยๆ แต่ฝ้ายปักจะต้องกังวลเรื่องฝ้ายฟู เวลาเอาไปปักต่อจะกลัวขาดง่าย เราจะใช้แป้งกับน้ำมันมะกอกมานวดกับฝ้าย แป้งทำให้แข็งตัวและน้ำมันมะกอกทำให้ฝ้ายเหนียวและขาดยาก และเราต้องบิดเขาให้หมาดๆ ก่อนนำไปนึงให้แข็งตัว ไม่งั้นถ้าเกิดเราบิดเขาไม่มาด เวลาเราเอาไปนึงจะเหนียวเกินไป”


ถกฝ้าย
เป็นการนำฝ้ายที่ผ่านการฆ่ามาแล้ว มาขึงกับไม้ไผ่ ดึงและสบัดเพื่อให้ฝ้ายไม่หยิกและเรียงเส้นตรง เวลานำไปตากแดดแล้วแห้งจะทำให้เส้นใยไม่พันกัน
“หลังจากฆ่าฝ้ายแล้วต้องรีบนำมาถก เพราะถ้าฝ้ายแห้งมันจะเหนี่ยวหยิกและไม่ตรง”

ตากฝ้ายช่วงฤดูฝน
ปกติภูครามจะนำฝ้ายที่ผ่านการฆ่าและถกเรียบร้อยมาตากแดดให้แห้ง แต่ช่วงนี้เป็นฤดูฝนทำให้การตากฝ้ายเป็นไปได้ยาก ต้องใช้พัดลมเพดานซึ่งเพิ่มระยะเวลาไปอีกหลายเท่าตัว บางครั้งเกิดกลิ่นอับก็ต้องนำฝ้ายไปแก้ใหม่ การทำงานหน้าฝนและกับฝ้ายมีส่วนยาก เพราะต้องคำนึงถึงการแห้งและเชื้อราที่อาจส่งผลต่อเส้นฝ้ายได้
“หน้าฝน ช่วงนี้ต้องตากในที่ร่ม แต่ถ้ามีแดดจะดีกว่าเพราะมันจะชัวร์ว่าจะแห้งเสมอ ถ้าตากหน้าฝนต้องกระจายผ้าให้มากๆ ถ้ากระจายไม่ทั่วถึงตรงนั้นจะแห้งช้า ฝ้ายจะฟูขึ้นมาทันที และการย้อมผ้าเมตรและฝ้ายปัก พี่จะวางแผนตั้งแต่ต้นปีเลย ก่อนหน้าฝนสีอะไรที่เราจะใช้ช่วงนั้น เช่นมะเกลือ ต้องย้อมไว้ปริมาณเยอะๆ พอไปถึงหน้าฝนจะรอให้ไม่พอจริงๆ ถึงค่อยย้อม พยายามย้อมสีต่างๆ ให้ได้ก่อนหน้าฝนและหลังหน้าฝน เพราะหน้าฝนสีมันไม่ค่อยสวยแม้กระทั่งใบไม้ที่จะเราเอามันจืดและเปลือกไม้หน้าฝนจะอมน้ำ เวลานำไปต้มเม็ดสีจะไม่เข้ม ส่วนใหญ่พี่เลยจะเลี่ยงการย้อมผ้าหน้าฝน”


การเรียนรู้ ณ ภูคราม
หลังช่วงที่ผ่านมาย้อมผ้ากันเสร็จที่เหนื่อยและใช้แรงเยอะ สัปดาห์ต่อมาผมก็ได้เดินเข้าไปคุยกับพี่เจน เพราะอยากรู้เรื่องมุมมองและการใช้ชีวิตที่ภูคราม และอยากให้คนรู้จักบางมุมของพี่เจนมากยิ่งขึ้น
“พี่เจนอยู่ที่นี่มาพี่เจนเรียนรู้หรือมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง”
“ตอนแรกไม่เข้าใจหลายอย่าง ตอนเข้ามาอยู่ภูคราม เขาพาทำอะไรก็ทำ แต่พอซักพักก็ค่อยๆ ซึมซับและเรียนรู้ไปกับคนอื่นเขา แม้กระทั่งเขาจะพูดว่า ‘ชมต้นไม้ สัมผัสธรรมชาติ อนุรักษ์ป่า’ ก็ไม่เข้าใจ และไม่เข้าใจผู้คนด้วย แต่พอสักพักแค่รู้สึกว่า การเข้าป่า การใช้ชีวิต การกินข้าวอร่อยๆ ได้กินข้าวกับเพื่อน ได้อยู่กับชุมชน มันเป็นเรื่องปกติธรรมดามากเลย
แต่พอเราออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก ออกไปเจอผู้คน ไปเจอเพื่อน รู้สึกมันใช้พลังงานเยอะมากและเหนื่อย อยู่ที่ทำงานไม่เห็นมันเหนื่อยเท่าไปใช้ชีวิตข้างนอก เลยตั้งคำถามว่าเพราะอะไร เหมือนเราชินกับที่นี่ และภูครามเหมือนเป็นที่ชาร์ตแบต ที่นี่มันสงบสุข เป็นเหมือนพื้นที่ปลอดภัยและที่พักผ่อน เหมือนได้กลับมานิ่งสงบที่ทำงานกับการย้อมผ้า ได้ไปพักผ่อนกับการเข้าป่า ทำงานและได้กินข้าวอร่อยๆ รู้สึกว่านี่เป็นที่ทำงานหรือบ้าน มันเป็นความรู้สึกแบบนี้ที่เปลี่ยนตัวพี่ไป
และก็รู้สึกว่าที่นี่คือครอบครัว อะไรที่เปลี่ยนคืออยากอยู่ตรงนี้ เพราะรู้สึกว่าที่นี่คือบ้าน แม้กระทั่งกับช่าง การไปซื้อข้าว เห็นเจอผู้คน ที่จริงจะมองเป็นพนักงานทั่วไปใช่ไหม แต่เจอช่างเหมือนเจอพี่น้อง เจอญาติ อันนี้แหละที่รู้สึกว่า ภูครามกลืนกินไปหรือเปล่า ทำไมถึงทุ่มเททุ่มใจให้ที่นี่สุดมากเลย หรือว่าผูกพันหรือรักที่นี่หรือเปล่า อันนี้แหละที่รู้สึกมาก
น้อยมากที่จะโหยหากับการไปเที่ยวข้างนอก เพราะอยู่ที่นี่ อยู่กับทีมงานกับช่างเหมือนได้ไปเที่ยวตลอด และเป็นการทำงานที่อิสระและสบายใจ พอบางทีเห็นเหมือนงานหนักวุ่นๆ แต่มันสนุกนะ แฮปปี้มากกับการอยู่ที่นี่
และอีกสิ่งหนึ่งกลับกลายเป็นรักธรรมชาติ รักแสงแดด รักท้องฟ้า มองทุกอย่างช้าลง จากแต่ก่อนมองฝนตกก็รู้สึกไม่ดี ตอนนี้กลายเป็นสัมผัสความร้อน ร้อนก็อยู่กับเขา หนาวก็อยู่กับเขา มองทุกอย่างมันนิ่งหมดเลย มองฝน มองดอกหญ้า เหมือนสังเกตเขาตลอดเวลา และเห็นธรรมชาติรอบตัวสวยงามไปหมดเลย”
ผมชื่นชมและยินดีที่ได้ยินพี่เจนแชร์เรื่องราวดีๆ มันเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปๆ แต่สำหรับผมเองมันซาบซึ้งกินใจมาก ผมน้ำตาท่วมออกมาระหว่างที่พี่เจนพูดถึงมุมมองที่ได้อยู่กับภูคราม
“พี่เจนอยู่ที่นี่อะไรคือความสุข ช่วงไหนหรือได้ทำอะไรครับ”
“ความสุขคือการตะโกนหากัน ‘ทำอะไรกัน กินข้าวหรือยังนะ กินไรกันเราวันนี้’ มันเป็นอะไรที่ง่ายๆ มากเลย เช่น ทักทายนมสด เหมือนคนครอบครัวอะเนอะ ผู้คนเดินไป แล้วยิ่งแบบตอนเรา กินอะไรด้วยกัน ไปย้อมผ้ากันเถอะ เหมือนแค่นี้ก็มีความสุขแล้ว แค่เล่าสู่กันฟังเจอหน้ากันทุกวันๆ
สิ่งที่เศร้าคือการสูญเสียใครคนใดคนหนึ่งไป เหมือนเขาต้องย้ายออกไป ไม่ว่าจะไปดีหรือไม่ดี รู้สึกว่าไม่แฮปปี้เลย ‘ตอนน้องใจดี น้องคนเล็กทีมหน้าฝนไปเรียนต่อมหาลัย แม้กระทั่งนมสดจะไป’ ทุกคนเข้ามาล้วนผูกพัน เหมือนคนในครอบครัว เหมือนเราได้เจอกันทุกวัน แล้ววันหนึ่งเดินผ่านไปที่ที่เขานั่งอยู่ เขาไม่อยู่แล้ว รู้สึกเหมือนใจแป๋วๆ ใจหาย จะเศร้ามาก
แม้กระทั่งช่างปัก เวลามีนัดช่าง พี่จะบอกช่างว่า ‘เราเจอกันเถอะ นานๆ เราเจอกันนะ มากินข้าวเที่ยงด้วยกันนะ’ เมื่อเขาตอบกลับว่า ‘คิดถึงจังเลย คิดถึงมากๆ เดี๋ยวจะไปหานะ’ การที่ทุกคนพร้อมที่จะมากินข้าวเที่ยงด้วยกัน
และการได้เห็นหน้าลูกค้า เขาได้เสื้อที่ชอบ เขาได้ใส่เสื้อของเรา และได้หยิบผลงานของช่างที่เรารู้จัก ความรู้สึกเหมือนเราอยากไปบอกญาติๆ ‘ของพี่พรรณขายได้แล้วนะ ของยายยืนขายได้แล้ว’ การได้พูดให้ช่างฟังแค่นี้ก็มีความสุขแล้ว”
พี่เจนพูดด้วยความอิ่มเอมไปด้วยความสุข
พอไม่ถึง 10 นาทีระหว่างที่ผมคุยกับพี่เจนเสร็จ พี่เจนก็เดินเข้ามาพร้อมบอกว่า
“พี่คงเป็นภูครามแล้วแหละ”

สีสันที่ผมได้ถ่ายทอดออกไปตั้งแต่ เปลือกประดู่ ใบส้มมอ คราม และมะเกลือ เป็นสีสันที่ผมได้เห็นเพียงช่วงฤดูฝนเท่านั้น ฤดูกาลอื่นๆ สีธรรมชาติของภูครามที่ได้ก็จะต่างกันออกไป เป็นเฉดสีใหม่ๆ ยังคงมีสีสันมากมายตามแต่ละช่วงเวลาและฤดูกาลให้ได้ติดตามต่อ
การได้คุยและใช้ชีวิตที่ภูครามช่วงเวลาหนึ่งกับพี่เจน บุคคลิกที่ยิ้มแย้มแจ่มใสเวลาเจอใครต่อใคร การเอาใจใส่เหมือนพี่สาวเป็นห่วงและถามไถ่ ทำให้ผมตื้นตันใจมากๆ มันทั้งสบายใจ อบอุ่นและเป็นกันเองมาก ในมุมมองของผมพี่เจนเป็นคนที่มีความลึกซึ้งทั้งกับผู้คนและในเรื่องสีสันจากการย้อมผ้า และแง่มุมที่พี่เจนได้ถ่ายทอดเรื่องความสัมพันธ์กับภูคราม รับรู้ได้เลยจากแววตาและความอบอุ่นที่ถ่ายทอดออกมาว่าภูครามเป็นพื้นที่ที่ดี ผมดีใจที่ได้รู้จักกับพี่เจน
เขียนโดย นมสด

