ติดตามพี่นาง (แม่น้ำ) ช่างปักผ้า
ผ่านมาเป็นเวลาเกือบสองสัปดาห์ที่ฉันไม่ได้เจอแม่น้ำ เพราะเป็นช่วงเวลาที่แกต้องเร่งทำนาให้ทันช่วงฝนตก กว่าฉันกับแม่น้ำจะนัดวันได้ลงตัว ต่างคนต่างก็ต้องเคลียร์งานของตัวเองให้เสร็จเสียก่อน ถึงเวลาวันศุกร์ที่สองของเดือนกรกฎาคม ฉันรีบขับรถออกไปหาแม่น้ำตั้งแต่เช้าเหมือนเดิม ระหว่างทางไปบ้านแม่น้ำก่อนหน้านี้มีการทำถนนหลักก่อนเลี้ยวเข้าซอยริมลำน้ำอูน ถึงตอนนี้ถนนเส้นนี้ใกล้จะเสร็จขึ้นทุกที ภาพบรรยากาศลำน้ำอูนช่วงนี้ค่อนข้างครึ้มฟ้าครึ้มฝน เหมือนกับที่ภูพานเพิ่งเริ่มเข้าหน้าฝนอย่างจริง ๆ จัง ๆ ก็เดือนนี้
ฉันไปถึงที่บ้านแม่น้ำก็ไหว้ทักทายยายสน และยายสา แกบอกว่าแม่น้ำออกไปซื้อของแถว ๆ นี้ เดี๋ยวก็คงกลับมา ฉันเลยได้ไปเดินเล่นรอบ ๆ วันนี้แม่น้ำไม่ได้พาวัวไปเลี้ยงที่ทุ่ง ยัยมะลิและแม่หมอกนอนเล่นอยู่ในคอก พร้อมส่งเสียงร้องเป็นระยะ พอเห็นฉันพวกมันก็หันมามองครู่หนึ่ง เดินเลยเจ้าวัวสองตัวไปตามทางเดินข้างทุ่งนา สังเกตทุ่งนาหลังบ้านแม่น้ำมีการปักข้าวลงนาหลายแปลงแล้ว


“เลเดียมาอยู่ตรงนี้หรอ”
ฉันหันไปมองตามเสียงแม่น้ำเรียกทัก แล้วไหว้สวัสดีแก แม่น้ำเริ่มชวนฉันพูดคุยเรื่องการทำนา ระหว่างเรากำลังเดินกลับไปใต้ถุนบ้านพร้อมกัน
“แม่น้ำนี่บ่ได้ทำเลยในช่วงสองอาทิตย์อันนี้ ก็บ่ได้มีอะไรคืบหน้ามาก” แกเริ่มพูดถึงงานปัก
“ค่ะ” ฉันตอบรับอย่างเข้าใจ
“มีนิด ๆ หน่อย ๆ ให้หนูดู”
“ไม่เป็นไรค่ะ” ฉันหัวเราะเบา ๆ
“เราเหลือเวลาอีกเท่าไหร่นะ”
“ถ้าตามกำหนด พี่ฮุ้งบอกว่าอีกประมาณสองอาทิตย์ค่ะ แต่หนูยังอยู่นี่เรื่อย ๆ ก็ตามแม่น้ำได้เรื่อย ๆ นะคะ” ฉันหัวเราะ “สิ้นเดือนนี้ก็น่าจะทันอยู่นะคะ”
“ถ้าแม่มีเวลาสองอาทิตย์แล้วเร่ง ๆ เอาน่ะ เคยเฮ็ดอยู่นะเลเดีย” แม่น้ำตอบ “แต่ตอนนี้คือปัญหาน่ะ มันต้องทำนาอันนี่”
แกพูดจบก็หยิบเอาของจากถุงอุปกรณ์การทำงานออกมา แม่น้ำมีฝ้ายสีเขียวเพิ่มมาจากครั้งก่อน
“แม่น้ำได้แวะไปเอาเส้นฝ้ายมาแล้วหรอคะ” ฉันถามอย่างสงสัยว่าแกมีเส้นฝ้ายสีเขียวได้ยังไง เพราะอาทิตย์ที่ผ่าน ๆ มา ฉันก็อยู่ที่บ้านภูครามแต่ไม่ยักเห็นแกแวะมา

“แม่ไปค้นเบิ่งของที่เก็บไว้แต่เก่า มันยังดีอยู่ลูก เส้นฝ้ายยังแข็งแรงอยู่ คิดว่าสิเอาเฮ็ดสีของใบไม้เล็ก ๆ น้อย ๆ”
“อ๋อ”
“ปัญหาคือมันบ่มีเวลา แม่ก็อยากให้เลเดียซ่อยสื่อสารใส่ในเรื่องราวว่าเป็นหยังมันจึงบ่ได้มีงานส่ง เวลาทำนานี่มันเป็นช่วงที่มันยากอีหลี เป็นช่วงที่บ่ได้จับได้ต้องหยังเลยนอกจากนา เพราะว่าเฮาเฮ็ดผู้เดียวเนาะ”
“ค่ะ” ฉันพยักหน้า
“นี่ไงแม่น้ำได้เท่านี้” แม่น้ำเอาเสื้อเชิ้ตออกมากางให้ดู

“โอ้ นี่ก็ได้เยอะขึ้นนะคะ” ฉันชี้ไปที่ต้นแหว่งทางซ้าย “แก้ต้นนี้แล้วด้วย”
“ใช่ แม่ขยับต้นนี้ขึ้นมา” แกตอบ แล้วชี้ไปที่ด้านบนของเสื้อ “เดี๋ยวตรงนี้สิมีดวงจันทร์ด้วย”
บนเสื้อเชิ้ตแม่น้ำได้ขยับต้นแหว่งให้สูงขึ้น ไม่ให้อยู่แนวเดียวกับต้นเสี้ยว และแก้ไขเป็นลำต้นคดโค้งให้เข้ากับต้นเสี้ยวทางขวามากขึ้นอย่างที่แกคิดไว้ครั้งก่อน บริเวณใต้ต้นเสี้ยวมีก้อนหินเรียงรายหลายก้อน และมีพุ่มหญ้าสีเขียวแทรกอยู่บางจุด ส่วนด้านบนตรงใกล้ๆช่วงคอเสื้อมีการปักเส้นครึ่งวงกลมค้างไว้ด้วยฝ้ายสีน้ำตาลนวล

“คิดว่าจะใส่ดวงจันทร์ แม่เลยลองทำดู แต่ว่าสิแก้อยู่เพราะแม่อยากเฮ็ดให้กลม แม่น้ำคึดแล้วก็เฮ็ดเบิ่ง ก็คึดว่าสีนี่ดูเหมือนสีดวงจันทร์อยู่” แกอธิบาย ก่อนถามขึ้น “เป็นไงบ้าง แก้แล้วก็พอได้อยู่เนอะ”
“สวยนะคะ” ฉันออกความเห็น “แล้วเขามีพวกหิน มีหญ้าอะไรสวยดี”
“แม่น้ำเฮ็ดต้นเฟิร์นเล็ก ๆ ต้นหญ้าที่เขาอยู่นำในน้ำตามก้อนหิน” แกเงียบไปแป๊ปหนึ่ง “ลำห้วยเราสมัยก่อนมันจะเป็นหิน แล้วมีพวกหญ้าเฟิร์นเล็ก ๆ มีตะไคร่น้ำจับตามก้อนหินแบบนี้”
ฉันฟังแล้วก็นึกภาพตาม ฉันว่าแม่น้ำเป็นช่างปักที่มีความเป็นนักทดลองอยู่เหมือนกัน ด้วยความที่แกไม่ได้ถนัดการทำงานวิถีชีวิต หรือการปักต้นไม้ ก่อนจะเริ่มทำอะไรจึงต้องทำให้เห็นภาพก่อน แล้วถ้าไม่พอใจก็แก้ใหม่ นอกจากจะเป็นนักทดลอง แล้วยังมีทั้งความใจเย็น และความอดทนสูงมากด้วย


“สองอาทิตย์เต็ม ๆ เนี่ยนะที่แม่น้ำใซ้เวลากับการดำนา บ่ได้เฮ็ดหยังเลย ตีห้าแม่น้ำจะมาที่ทุ่งนาแล้ว ก็ลงไปดำนาขึ้นมาห้าโมง (11:00 น. ) แม่สิขึ้นกินข้าวเซ้าข้าวเที่ยงพร้อมเดียว แล้วก็พักหนึ่งชั่วโมงแม่น้ำก็ลงไปอีก อีกทีก็หกโมงแลง (18:00 น. ) บัดนี้แม่ก็ขึ้นมา” แกเล่าในขณะที่มือเริ่มหยิบฝ้ายขึ้นมาปักงานต่อ “พอขึ้นมาอาบน้ำ อาบหยัง เก็บงัวเข้าคอก แล้วแม่สิหลับเลย เฮ็ดหยังบ่ได้ มันเจ็บ”
“อ๋า” ฉันรับฟังอย่างเข้าใจในความเมื่อยล้าของแก
“หมายความว่านั่งก็บ่ได้ แม่อยู่แต่ท่านี้ เฮาก้มอยู่ซู่มื้อเนาะ ร่างกายมันก็เสียศูนย์ เอาผ้ามาตามันก็ลาย มันบ่ได้ลูก” แกเล่าไปพลางหัวเราะ
“เข้าใจเลยค่ะ” ถ้าเป็นฉันเองก็คงทำอะไรต่อไม่ไหว เพราะใช้ร่างกายกับการทำนาหนักมาก
“เหนื่อยหลายก็นอน หลับคือตายเลยเลเดีย” แม่น้ำเอ็ด
“เมื่อวานนี้นางนอนในคันนาเลย” ยายสนแซว
“เมื่อวานนอนในคันนา แบบนอนตะแคงลงแบบนี้เลย” แกทำท่าให้ดู “มันปวดเอวมาก”
“โอ้” ฉันอุทานอย่างเห็นใจ
“ที่แม่น้ำปลูกคือปลูกกินอย่างเดียวใช่ไหมคะ”
“อื้ม ปลูกกินลูก ถ้ามันเหลือก็เอามาขาย ขายเพื่อเอามาทำนาต่อ มาเป็นค่ารถไถ ซื้อปุ๋ย เวลาไถก็จ้างรถไถนา เวลาเกี่ยวก็จ้างรถเกี่ยว”
“เอาไปขายที่ไหนหรอคะ”
“ร้านที่เขาซื้อมันน่ะลูก แต่บ่มีกำไรหรอกเลเดีย หากำไรบ่เจอเลย”
“แค่มีให้เราได้กิน” ยายสาพูดเสริม “กำไรนี่บ่มี”
“นี่แหละที่เฮ็ดให้ซาวนาเนี่ยจน เพราะว่ากู้เงินมาเฮ็ด บางคนเฮ็ดเยอะลงทุนหลาย และความบ่แน่นอน บางปีก็เกิดฝนแล้ง เกิดพายุ เสียหายเน่าเปื่อย แต่กู้เงินมาแล้วก็เป็นหนี้ทับถม”
ฉันรับฟังอย่างเงียบ ๆ
“ปุ๋ยก็แพงมาก บ่สมดุลกับราคาข้าวที่เฮาขาย ข้าวโลละ 10 บาท ปุ๋ยกระสอบละ 1,500”
“โอ้โห คุ้มไหมคะเนี่ย”
“ไม่คุ้มเลย” แม่น้ำตอบ “แต่ที่ภูครามน่ะ หลาย ๆ ความคิดสร้างงานช่วยกัน ถ้าเฮาไปต่อได้ตลอดเฮาก็มีรายได้ คนก็บ่ตกงาน ฝีมือเฮาก็พัฒนาไปเรื่อย แม่น้ำว่าดีอยู่ เฮามีงานเฮ็ดอยู่ตลอด…
เฮาอยู่บ้านนอกถ้าเฮาบ่มีงานแบบนี้มาเฮ็ดเสริมรายได้ คือแย่อยู่ใด๋… แต่ตอนนี่เฮ็ดนาอย่างเดียว เลยบ่มีงานให้เลเดียถ่ายเลยนี่ บ่มีความคืบหน้าเลย” แกพูดอย่างเกรงใจ
“ แต่ที่ภูครามน่ะ หลาย ๆ ความคิดสร้างงานช่วยกัน ถ้าเฮาไปต่อได้ตลอดเฮาก็มีรายได้ คนก็บ่ตกงาน ฝีมือเฮาก็พัฒนาไปเรื่อย แม่น้ำว่าดีอยู่ เฮามีงานเฮ็ดอยู่ตลอด… “
“อันนี้คืบหน้าแล้วค่ะ” ฉันให้กำลังใจ “ต้นไม้ก็แก้แล้ว แล้วพอเปลี่ยนเป็นลำต้นโค้ง ๆ อย่างนี้แล้วดูเข้ากันเลยค่ะ”
“แม่ว่าตรงนี้สิใส่อีก แต่สิใส่ต้นหยังน้อ เป็นต้นไม้เล็ก ๆ น้อย ๆ บ่ใส่ใหญ่บ่ แม่ว่า” แกชี้ที่เสื้อด้านซ้ายล่างที่ยังโล่งอยู่ “ส่วนใหญ่มันก็สิเป็นหินล่ะเลเดีย เป็นพวกหินตะปุ่มตะป่ำ”
“นางทำต้นหมากตูมสิ” ยายสนแสดงความเห็น ทำเอาฉันสงสัยว่าต้นไม้ที่แกว่าหน้าตาเป็นอย่างไร
“ถ้าแม่น้ำได้ทำทั้งวัน ทุกวัน เวลาสองอาทิตย์น่ะ คิดว่ามันจะเกือบเสร็จอยู่นะเลเดีย” แม่น้ำทำท่าคิด “ถ้าว่าเวียกสำคัญอันนี้เสร็จไปมันก็ได้ทุ่มเทใส่เสื้ออันนี้ ตอนนี้ทำนานี่สำคัญขนาด”
“นาแม่กี่ไร่นะคะ”
“6 ไร่ลูก แล้วก็ดำเองด้วยไม่ได้จ้าง ค่าไถนามันแพงหลายเลยดำเอา”
“ฝนก็เพิ่งจะเริ่มมา…” ฉันสังเกตว่าช่วงนี้ฝนจะมาแบบน้อย ๆ แล้วก็หยุด ตกแบบปรอย ๆ ไม่เหมือนกับช่วงหน้าฝนปกติที่เคยเจอ “ปกติที่นี่ฝนตกเยอะกว่านี้ไหมคะ” ฉันถาม
“เอ้อ ตกเยอะกว่านี้นะปกติน่ะ” เพราะฝนที่ไม่ตกตามปกติ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการทำนาขึ้นมา
ระหว่างนี้แม่น้ำก็บรรจงปักก้อนหินสีน้ำตาลเข้มบ้าง สีน้ำตาลอ่อนบ้างสลับกันไป ฉันก็ตั้งใจดูแกปักงาน พร้อมกับคุยเล่นกับแกไปด้วย พอปักก้อนหินเสร็จ แม่น้ำก็เอาสีเทียนสีน้ำเงินมาร่างก้อนหินเพิ่มเติมในแต่ละส่วนไปเรื่อย ๆ ระหว่างนั้นแม่น้ำก็ถามว่าได้ไปถึงแก่งตาจ่ากันหรือยัง

“หนูได้ไปมาแล้วค่ะ อาทิตย์ที่แล้ว” ฉันตอบ “จังหวะดีเลยที่ยังไม่ได้นัดเจอช่างแต่ละคน เพราะว่าที่ภูครามก็ยุ่ง ๆ พี่เหมี่ยวมีแขกที่มาทำหนังสือ ทำเว็บไซต์กัน แล้วกิจกรรมก็เยอะค่ะ”
“ไปวันไหนลูก”
“วันพฤหัสค่ะ อากาศดี แล้วดีมากเลยที่ฝนไม่ตก”
“เมื่อก่อนยายสน ยายสาไปเที่ยวแถวนั้นบ่อย”
“ไปเก็บเห็ด” ยายสนบอก
“ไปเที่ยวป่ามันมีมนต์ขลังใด๋ มันสนุกเนาะ แล้วเลเดียก็คล่องแคล่วขนาด…” แม่น้ำเอ่ยชมก่อนจะถามขึ้น “หนูได้อยู่ต่อใช่ไหมตกลง”
“หนูอยู่จนจบเดือนกันยาเลยค่ะ”
“ดี ๆ ลูก เฮาสิได้ติดตามกันอยู่นี่ล่ะ” แม่น้ำหัวเราะ
“เดี๋ยวหนูมาหาแม่น้ำเรื่อย ๆ เลย”
“ถ้าตัวเมือแล้วแม่สิคึดฮอดเลเดียเอ๊ย”
“เดี๋ยวหนูแวะมาเยี่ยม” ฉันยิ้มให้แก
ระหว่างนี้แม่น้ำยังคงบรรจงปักก้อนหินใต้ต้นเสี้ยวไปเรื่อย ๆ
“แล้วตอนนี้เรายังไม่มีพวกสีใบไม้ แม่น้ำจะทำเป็นหิน เป็นลำห้วยไปก่อนใช่ไหมคะ”
“เป็นหิน เป็นโครงสร้าง รูปร่างของต้นไม้ ลำห้วยไปซะก่อน”

แม่น้ำตั้งใจปักก้อนหิน สลับกับเฟิร์นแทรกไปตามก้อนหิน ระหว่างนั้นก็เจอฝ้ายที่เป็นปุ่มเป็นปมบ้าง แกพยายามแก้อย่างใจเย็น แต่พอเห็นว่าตัดปมออกไม่ได้ก็แก้ไขด้วยการตัดเส้นฝ้ายออก แล้วฝ้ายที่ปักค้างอยู่ก็ทำการซ่อนให้เรียบร้อยก่อนจะเริ่มต้นปักต่อด้วยฝ้ายเส้นใหม่ เส้นฝ้ายที่เป็นเศษสั้น ๆ ก็เก็บรวมกันไว้ ไม่ได้เอาไปทิ้งให้เสียเปล่า แต่ยังสามารถเอาไปรีไซเคิลต่อได้อีก
“อันนี้คือพวกตะไคร่น้ำที่มันเกาะบนก้อนหิน” แกพูดขึ้นขณะเริ่มปักสีเขียวระหว่างหินแต่ละก้อน “ก้อนหินกลางน้ำมันสิมีตะไคร่ ระยิบ ระยับ เป็นธรรมชาติสวยงาม”
“สวยมากเลยค่ะ ดีเทลน่ารักมาก” ฉันเอ่ยชม
“เดี๋ยวแม่ต้องไปหาฝ้ายสีใบไม้มาทำใบต้นใหญ่นี่แล้ว” แกว่า
“ยายลงไปถอนกล้าก่อนเด้อ” พอแม่น้ำพูดจบ ยายสนก็หันมาบอกฉันและแม่น้ำ “เลิกเวียกพู่นล่ะ แล้วสิมีเวลามานั่งคุย” แกหัวเราะ ฉันเลยยิ้มตามแก
“ยายแข็งแรงมากเลยค่ะ”
“บ่แข็งแรงปานได๋ล่ะ พักไป เฮ็ดไป” พูดจบแกก็ขอตัวเดินไปหลังบ้านเพื่อไปถอนต้นกล้าที่ปลูกไว้ ส่วนยายสาก็นอนเล่นอยู่สักพักก่อนจะตามออกไปที่สวนหลังบ้าน
“ที่จริงแม่น้ำอยากมีเวลาเฮ็ดผ้าอันนี้ เพราะว่ามันเป็นงานที่สบายเด๊เลเดีย ได้ปักตามจินตนาการ เอานั่นใส่ นี่ใส่ไป” แกพูดขึ้นในขณะที่มือก็ปักไปด้วย “ดำนานี่ต้องดำไปอย่างเดียว ให้มันแล้ว สำเร็จไปไว ๆ”
“มันต้องใช้ร่างกายหนักเลยค่ะ” ฉันออกความเห็น
สักพักหนึ่งแม่น้ำเอาสีเทียนมาร่างเป็นรูปทรงตรงใกล้ ๆ รากต้นแหว่ง ตอนแรกฉันก็คิดว่าจะเป็นก้อนหิน แต่เห็นรูปทรงไม่เหมือนก้อนหินที่แกปักก่อนหน้าจึงถามขึ้น

“อันนี้จะทำเป็นอะไรหรอคะ”
“อันนี้รากไม้ลูก” แม่น้ำเริ่มปักรากไม้ ด้วยสีน้ำตาลเดียวกันกับก้อนหิน
“แล้วเส้นนี้มันมีสีครามติดมาด้วยหรอคะ” ฉันมองไปที่ต้นแหว่งขอแกที่ใช้สีฝ้ายสองสีรวบคู่กับในการปัก ซึ่งมีจุดหนึ่งที่สะท้อนสีครามแตกต่างจากเพื่อน
“ตรงนี้บ่” แกชี้ไปตรงจุดที่ฉันพูดถึง
“ใช่ค่ะ หรือว่าแม่น้ำใช้สีครามอีกเส้นนึงคะ”
“แม่ใช้สีนี้มาสอดให้มันดูมีมิติ” แกหยิบเอาฝ้ายสีครามอ่อนขึ้นมาให้ดู “คือเดียวกับว่าถ้าเฮาใส่ดวงจันทร์มันก็มีเลื่อม มีหยัง”
“อื้ม… สวยนะคะ” ฉันมองเห็นภาพตามที่แกบอก
“ก็ลองเฮ็ดเบิ่งแล้วว่ามันดูดีอยู่ ก็ว่าถ้าเฮ็ดแล้วบ่คักก็สิแก้ออก แต่มันดูดีเลยเอาเลย” แกขำเบา ๆ “ทุกสีที่พี่เจนย้อมน่ะมันสวยเหมิดละเลเดีย ถ้าเฮาฮู้จักเอามาใซ้ให้มันสวยงาม”
“แล้วปกติแม่น้ำใช้สีแบบไหนบ่อยที่สุดในการปักงานคะ”
“ส่วนมากแม่น้ำใช้สีสดใสใด๋ สีฟ้า สีขาว” แกตอบ ก่อนจะหยิบกองฝ้ายโทนน้ำตาลหลายเฉดสีขึ้นมาให้ดู “แต่ถ้าเป็นดอกไม้แม่น้ำชอบเฮ็ดสีโทนนี้”

“อ๋อ” ฉันมองแล้วก็นึกไปถึงงานริ้วระบายที่แกได้ส่งไปเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อน
“ก็ขึ้นอยู่กับผ้าที่แม่เอามาว่ามันเป็นโทนจั่งใด๋ เฮาก็เลือกจากสีของเสื้อน่ะ” แกอธิบาย “แต่อันนี้เป็นโทนกลางคืนน่อ ก็หยิบเอาโทนแบบนี้มา บ่ได้ใซ้สีแจ่มใสปานใด๋ ให้มันเข้ากับบรรยากาศ แต่ถ้าเฮาสิใส่สีมืดไปหมดมันก็คือสิบ่มีสีสัน เลยหยิบสีสว่างมาใส่ปน ๆ กันไป”
ระหว่างที่ปักรากไม้แม้น้ำก็เล่าให้ฟังว่าต้นไม้ตามลำน้ำสมัยก่อน มีลักษณะแบบที่แกปักลงบนเสื้อตัวนี้เลย
“ต้นไม้อายุมันหลาย ก็สิเป็นจั่งซี่อีหลีเด๊ เขาสิเบี้ยวไปเบี้ยวมาลำต้นเขาน่ะ”
“เหมือนต้นไม้ที่หนูไปเห็นตอนไปเดินแก่งตาจ่าเลยค่ะ เป็นแบบนี้เลย แต่ไม่รู้ว่าต้นอะไรเหมือนกัน”
“ต้นแหว่งน่ะมันจะเป็นแบบนี้ มีฮาก สาขาออกไปหลาย” พูดจบแกก็พิจารณาที่เสื้อตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะหยิบเอาสีเขียวขึ้นมาปักตะไคร่น้ำ และเฟิร์นไปตามโขดหิน ใกล้ ๆ ต้นเสี้ยว
“ตรงลำน้ำอูนตรงนี้เขาเป็นหินใหญ่ ๆ เหมือนกับแก่งตาจ่า หรือเหมือนที่นาแก่งใหญ่ไหมคะ”
“เป็นก้อนเล็ก ๆ แบบนี้ลูก แต่บางจุดก็เป็นคือแก่งตาจ่านะ เป็นลานหินกว้าง แล้วมีน้ำไหลผ่าน” แกเงยขึ้นมามองหน้าฉัน แล้วพูดต่อ “ที่จริงเขาก็ไม่ได้ไปไสเด๊ แต่ว่ามันอยู่ข้างล่าง มันจมอยู่ในขี้เลนน่ะ คือว่าเพิ่นปั้นคันกั้นน้ำ แล้วน้ำก็ท่วมหินขึ้นเนาะ”
แม่น้ำพูดอยู่บ่อยครั้งเรื่องลำน้ำอูน ว่าแต่ก่อนมีหินสวยงามเป็นแก่ง แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับจมอยู่ใต้ขี้เลน ซึ่งมีสาเหตุมาจากการทำฝายกั้นน้ำ

“…ก็เหลือแต่ความทรงจำนั่นแหละ”
“แม่น้ำนี่เสียดายหลาย ที่เพิ่นมาเฮ็ดฝายน่ะ เสียดายธรรมชาติแถวนี้ มันสิเป็นลำห้วยที่ตื้นแล้วก็เป็นแก่งน้ำไหลผ่านลงมา ธรรมชาติมันคล้าย ๆ ทางแก่งตาจ่าอยู่ล่ะ แล้วบางจุดมันก็งามกว่านั้น” แกชี้ไปที่ต้นซอยบ้าน “ตั้งแต่สะพานลงมาเลย ไปจนสุด แถวนี้เป็นธรรมชาติที่ง๊ามงาม ภาพมันยังติดตาอยู่ เพราะว่าแม่น้ำเคยอยู่กับเขามาแต่น้อยเนาะ ธรรมชาติแถวนี้ เวลาน้ำไหลมาก็งาม น้ำลดลงก็งาม”
“เสียดายหนูไม่ได้เห็นเลยค่ะ”
“ยังดีที่แก่งใหญ่น่ะพี่เหมี่ยวเขาอนุรักษ์ไว้”
“ค่ะ” ฉันเงียบฟัง
“เพิ่นสิมาสร้างฝายน้ำล้น มันต้องรื้อหินออก แล้วพี่เหมี่ยวก็มาอนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่”
“ตรงนี้ก็เป็นฝายกั้นน้ำใช่ไหมคะ”
“อันนี้ก็คือฝายน้ำล้นคือเดียว มันหลายคนอยากได้ แล้วต่อต้านบ่ได้ตอนนั้นน่ะ แม่น้ำก็ห่วงอยู่ใด๋ แต่เพิ่นก็บ่ฟังเสียงเราน่ะ”
“ก็คือมีทั้งคนที่เห็นด้วยอยากให้ทำ และไม่อยากให้ทำใช่ไหมคะ”
“จ้ะ” แม่น้ำพยักหน้า “แม่น้ำน่ะ บ่อยากให้เฮ็ดปานใด๋ เสียดาย แต่เห็นแก่ส่วนรวมนะ”
“มันก็ประโยชน์คนละแบบใช่ไหมคะ” ฉันพยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่แม่น้ำพูด
“อื้ม ก็เหลือแต่ความทรงจำนั่นแหละ” แกพูดด้วยเสียงอ่อน “ฤดูนี้ถ้าแก่งนั่นยังอยู่น่ะ มันสิงามขนาดเลยลูก”
“ แม่น้ำนี่เสียดายหลาย ที่เพิ่นมาเฮ็ดฝายน่ะ เสียดายธรรมชาติแถวนี้ มันสิเป็นลำห้วยที่ตื้นแล้วก็เป็นแก่งน้ำไหลผ่านลงมา ธรรมชาติมันคล้าย ๆ ทางแก่งตาจ่าอยู่ล่ะ แล้วบางจุดมันก็งามกว่านั้น ”

ไม่นานนักยายสาก็เดินมาบอกแม่น้ำว่ามีฝูงนกมายืนกันอยู่กลางทุ่งนาเพื่อกินหอยเชอร์รี่ แม่น้ำจึงวางมือจากการปักแล้วชวนฉันไปไล่นกในนา แม่น้ำพาฉันเดินลัดไปตามทางระหว่างทุ่งนา ฉันมองออกไปก็เห็นนกตัวใหญ่รูปร่างเหมือนนกปากห่างยืนอยู่เต็มทุ่ง ระหว่างทางก็เห็นยายสนนั่งถอนกล้าอยู่ พวกเราเดินเข้าไปใกล้บริเวณที่ฝูงนกอยู่ แล้วพวกมันก็บินหนี กระจัดกระจายกันไปคนละทาง

เดินไปรอบ ๆ แปลงนาแม่น้ำ บรรยากาศสดชื่นมาก ถึงจะเป็นช่วงเที่ยงแล้ว แต่วันนี้ก็ไม่มีแดดส่องแรงเหมือนช่วงแรกที่ฉันมาอยู่ที่ภูพาน ฉันมองไปรอบ ๆ บริเวณลำต้นข้าวของแม่น้ำมีไข่หอยเชอร์รี่เกาะอยู่เต็มไปหมด

เราพูดคุยเล่นกันระหว่างเดินวนเข้าบ้าน แม่น้ำเล่าให้ฟังว่าตอนช่วงฝนตก แม่น้ำก็ยังทำนาอยู่ ไม่กลัวแดด ไม่กลัวฝนเลย ทั้งทำนา ทั้งเลี้ยงวัวไปด้วย แต่วันนี้ไม่ได้พาวัวไปไหนจึงได้แวะเอาฟางข้าวไปให้แม่หมอก กับมะลิกินในคอก ฉันก็ได้ไปตีสนิทกับเจ้าวัวสองตัวไปด้วย พอแม่น้ำจัดการนู่นนี่เสร็จ เราก็เตรียมตัวกินข้าวกัน ฉันเดินไปตามยายสน และยายสามากินข้าวพร้อม ๆ กัน



วันนี้แม่น้ำยังเป็นแม่ครัวหลักเช่นเดิม แกทำข้าวผัด กับไข่ดาวสำหรับมื้อกลางวัน โดยมียายสาที่ตำแจ่วให้ฉันกิน เพราะแม่น้ำจำได้ว่าฉันชอบกินแจ่ว แกเลยให้ยายสาเป็นคนโชว์ฝีมือ กับข้าวมื้อนี้อร่อยเหมือนเดิม เต็มไปด้วยความอบอุ่นและเสียงหัวเราะระหว่างมื้ออาหาร
หลังจากกินข้าวเสร็จไม่นานก็เป็นเวลาบ่ายนิด ๆ แม่น้ำพาฉันไปเก็บมะนาวที่ปลูกไว้หน้าบ้านเพื่อไปเป็นของฝากให้ครอบครัวฉันที่กรุงเทพฯ ด้วย เพราะวันรุ่งขึ้นจะเป็นครั้งแรกที่ฉันแวะกลับบ้าน หลังจากอยู่ที่ภูครามมายาวนานสองเดือนกว่า
ฉันจึงได้มะนาวถุงใหญ่ติดมือกลับมาฝากทั้งที่บ้านภูคราม และบ้านของตัวเอง

เขียนโดย เล

