ติดตามพี่นาง (แม่น้ำ) ช่างปักผ้า
เช้าวันเสาร์ วันแรกของเดือนสิงหาคมฉันขับรถมาถึงบ้านแม่น้ำ เวลา 09:04 น. วันนี้ฟ้าครึ้ม ๆ มีแสงตะวันจาง ๆ ฉันมองเห็นอุปกรณ์การทำงานของแม่น้ำตั้งอยู่ที่แคร่ฝั่งซ้ายมือ ส่วนแคร่ตัวประจำฝั่งขวาที่แม่น้ำชอบนั่งปักงาน วันนี้เป็นยายสาที่นั่งเล่นอยู่

“ยังไม่มีอะไรเยอะหรอก” มาถึงแม่น้ำก็เดินมาหยิบเอาเสื้อเชิ้ตกางให้ฉันดู “ยังไม่มีใบเลย”
“ยังไม่ได้เข้าไปเอาฝ้ายเนอะคะ”
“ยัง” แม่น้ำตอบ “ทำก้อนเมฆ ทำดวงจันทร์ก่อน เหมือนไหมล่ะ” แกถามฉันแล้วชี้ไปที่ดวงจันทร์ที่ถูกปักอยู่ตรงกลางด้านหลังแถวคอเสื้อ
“เหมือนอยู่นะคะ” ดวงจันทร์ของแม่น้ำกลมสวย มีเมฆซ้อนทับ เป็นดวงจันทร์สีน้ำตาลเทา เหมือนกับจันทร์ยามค่ำคืนในหน้าฝน และมีเมฆที่บ้างเป็นสีเทาหม่น บ้างเป็นสีน้ำตาลกระจายปกคลุมเต็มท้องฟ้า
“ก้อนเมฆนี่หัดเฮ็ดเป็นครั้งแรกนะ” แม่น้ำบอก “มัวแต่เฮ็ดเวียก งานเลยบ่คืบหน้าลูก”
ที่ด้านหลังเสื้อ ตอนนี้ช่วงโคนต้นไม้ที่ปักค้างไว้มีรายละเอียดของก้อนหิน ตะไคร่น้ำที่แทรกตามก้อนหิน และเฟิร์นเต็มพื้นที่ และยังมีก้อนหินสีน้ำตาลกระจายอยู่ทั่ว ๆ ส่วนด้านล่างเสื้อมีต้นไม้ต้นเล็กอีกต้นหนึ่ง ต้นไม้ทั้งหมดมีเพียงแค่ลำต้น ยังไม่ได้ขึ้นใบไม้ เนื่องด้วยแกทำงานรับจ้างหลายอย่าง จึงไม่มีเวลาเข้ามาเอาฝ้ายเพิ่มเติมที่ภูคราม
แม่น้ำกลับด้านหน้าของเสื้อ ที่ด้านหน้าได้เริ่มปักก้อนเมฆกระจายช่วงด้านบนอยู่บ้างแล้ว และบริเวณด้านขวาช่วงบน ใกล้กับก้อนเมฆก้อนหนึ่ง มีกิ่งก้านของต้นไม้ถูกปักค้างไว้

“อ้อ… ข้างหน้าเริ่มไปหน่อยแล้วนะคะ” ฉันพูดขึ้น
“คาดว่าสิเป็นดอกไม้” แม่น้ำตอบในขณะที่ในมือก็หยิบเอาอุปกรณ์ขึ้นมาเริ่มเตรียมปัก “คึดงานบ่ค่อยออก”
ฉันพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
แกเริ่มปักดอกไม้ดอกเล็ก ๆ ไปตามกิ่งก้านที่อยู่ส่วนหน้าของเสื้อด้วยสีน้ำตาล ดอกไม้ที่แกปัก เป็นดอกไม้ที่พี่แน่นเคยสอนฉันปักครั้งแรกที่มาถึงภูคราม ลักษณะเป็นดอกกลม ๆ เล็ก ๆ

“ทำงานคนเดียว เลยไม่รู้จะทำอะไรบ้าง”
ขณะที่ปักแม่น้ำก็เล่าให้ฟังว่าเพิ่งทำนาเสร็จเมื่อสองวันก่อน ช่วงนี้จึงยุ่งอยู่กับการทำงานถางหญ้า ทำสวนมัน และใส่ปุ๋ยนาข้าว
“ช่วงนี้แม่ไปถางหญ้าที่สวนมัน ถางแล้วสิได้ใส่ปุ๋ยมัน แล้วก็ต้องถอนหญ้านา ใส่ปุ๋ยนาข้าว แล้วถ้าเข้าไปสวนนี่มีงานหลายอย่างเลย ใส่ปุ๋ยปาล์มนี่ก็ยังบ่ได้ใส่” แกหัวเราะ “ทำงานคนเดียว เลยไม่รู้จะทำอะไรบ้าง”
“มันเยอะไปหมดเลยนะคะ” ฉันหัวเราะตามแก แต่ก็นึกเห็นใจ
“ช่วงนี้แม่น้ำเต้านี่…โอ๊ย! มีแต่งาน ไปฮั่นไปฮี่” ยายสาร่วมวงสนทนาของพวกเราด้วย
“งานในสวนก็ต้องทำ งานในนาก็ต้องทำ” แม่น้ำพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ทำนานี่นะ ถ้าดำนาเสร็จแล้วหญ้าก็เกิด ถ้าหญ้าเกิดก็ต้องถอนหญ้า นี่ยายสนก็อยู่นา ไปถอนหญ้าอยู่”
ฉันจึงหมดสงสัยว่ายายสนไปไหนในวันนี้
“แล้วก็ต้องตัดหญ้าให้วัวทุกวัน มื้อนี้ยังไม่ได้เอาวัวออกกินหญ้าเลย ต้องรอป่าหญ้าแห้ง… เพิ่นเป็นเท้าเปื่อย หมอมาฉีดยาได้อาทิตย์นึงยังบ่ดีเลย”
“โอ้” ฉันอุทานด้วยน้ำเสียงสงสาร “ตัวไหนจ๊ะ”
“ตัวแม่เพิ่นน่ะ… นี่เป็นโรคที่มาหน้าฝนนะ โรคของวัวควาย”
ในระหว่างนั่งดูแม่น้ำ ‘เจ้าฉลาม’ หมาจากข้างบ้านก็คอยมาขอขนมกินจากฉันเป็นระยะ เพราะครั้งก่อนฉันเคยให้ขนมไป มาครั้งนี้ฉลามเลยตามติดฉันมากกว่าปกติ กลายเป็นว่าถ้ามาที่นี่ทีไรฉันจะต้องพกขนมหมา ขนมแมวมาด้วยตลอด เพราะเริ่มเอ็นดูและผูกพันธ์กับเจ้าพวกนี้มากขึ้นทุกครั้ง แม้แต่กับวัวของแม่น้ำ ‘มะลิ’ กับ ‘หมอก’ ฉันก็เริ่มสนิทกับพวกมัน จากครั้งแรกที่มะลิเห็นฉันแล้วกระโดดโหยง มาวันนี้ฉันสามารถลูบหัว เล่นกับมันได้แล้ว

แม่น้ำใช้เวลาไม่นานในการปักดอกไม้ดอกเล็ก อาจเพราะเป็นสิ่งที่ถนัด เมื่อเติมดอกสีน้ำตาลครบทุกกิ่ง แกจึงหยิบเอาฝ้ายสีขาวขึ้นมาสนเข็ม ก่อนจะปักไปเป็นกลีบต่อเติมจากดอกเดิมที่เพิ่งปักเสร็จ แกตั้งใจทำดอกกลมดอกเล็กนี้เป็นเกสรดอกไม้นี่เอง

เราคุยเล่นกันตั้งแต่เรื่องทำนา เรื่องน้องอุ่นลูกชายแม่น้ำ เรื่องช่างปักคนอื่น ๆ ฉลามก็เดินมาขอขนมกินจากฉันเป็นระยะ ทำเอาแม่น้ำเริ่มบ่น ‘ฉลามอย่าดื้อนะ’
“แล้วแม่น้ำจะเข้าไปเอาฝ้ายที่ภูครามอยู่ไหมคะ”
“ไป ๆ แม่อยากได้สีนี้” แกชี้ไปที่สีน้ำตาลเข้ม “แต่อยากได้เส้นน้อย ๆ มันมีอยู่บ่”

“พี่เจนกำลังย้อมมะเกลืออยู่พอดีเลยค่ะ” ช่วงนี้ช่างย้อมที่ภูครามกำลังต่อสู้กับการย้อมมะเกลือในช่วงหน้าฝนอยู่ มะเกลือเป็นพืชที่ย้อมแล้วให้สีน้ำตาล เทา และดำธรรมชาติ
“อยากได้โทนสีมะเกลือนี่ล่ะ แม่ว่าใส่สีโดดหลายก็บ่ได้ ส่วนมากอยากได้สีโทนจั่งซี่นะ” แกชี้ไปที่โทนสีทั้งหมดที่มีอยู่ ซึ่งออกเป็นโทนน้ำตาล “อยากได้เส้นเล็กมาแซมก้อนเมฆ ก้อนเมฆสีนี้แล้วเอาสีดำมาแซมมันจะดูสมจริง เป็นอีกมิตินึง”
“ใช่ค่ะ” ฉันมองไปที่ก้อนเมฆสีเทาหม่นของแม่น้ำ พอมีสีน้ำตาลแซมก็ดูมีมิติขึ้นมา
“แม่น้ำว่าสิหัดทำนก เพราะเห็นนกมาช่วงนี้ นกที่เราเคยไปไล่กันน่ะ”
“เขาเป็นนกปากห่างใช่ไหมคะ”
“ใช่” แกตอบ “ทำนกปากห่างมาลงทุ่งนามันสิคักอยู่เด๊ เป็นเรื่องเล่าน่ะนะ แต่ว่าเฮ็ดบ่เป็น ต้องไปหาพี่แจ๋วแล้วให้พี่แจ๋วทำให้เบิ่ง พี่บวบกลับมาแล้วด้วย ต้องให้พี่บวบสอน”
พี่แจ๋ว พี่บวบ พี่วิ และแม่น้ำ เป็นแก๊งเพื่อนที่มักจะไปกินข้าว พูดคุย และปรึกษางานกันอยู่เสมอ แม่น้ำมักจะชอบพูดถึงแก๊งเพื่อน ๆ ให้ฉันฟังอยู่ตลอด พวกแกชอบไปรวมตัวกันที่บ้านพี่แจ๋ว เพราะครัวพี่แจ๋วพร้อมที่สุด ‘พวกแม่น้ำบ่ได้ต้องการหยัง แค่อยากสังสรรค์ เล็ก ๆ น้อย ๆ ทำกับข้าว กับปลากิน แล้วก็แยกย้ายทำการทำงาน นี่แหละคือความสุขในชีวิตประจำวัน’ แกเคยพูดให้ฉันฟัง
“เดี๋ยวสิไปปรึกษาพี่แจ๋วเรื่องกอไผ่ด้วย อยากเฮ็ดกอไผ่”
“อ๋า… อยากปักตรงไหนคะ”
“หาจุดวางอยู่ แต่ว่าอยากเฮ็ดเป็นก่อน ถ้าเพิ่นเฮ็ดให้เบิ่งเทือนึงแม่น้ำก็สิเฮ็ดเป็นอยู่”
ฉันพยักหน้า
“ส่วนมากเฮ็ดแต่งานดอกไม้ บ่ได้เฮ็ดต้นไม้ปานใด๋ แม่ถนัดงานดอกไม้มากกว่า”
” พวกแม่น้ำบ่ได้ต้องการหยัง แค่อยากสังสรรค์ เล็ก ๆ น้อย ๆ ทำกับข้าว กับปลากิน แล้วก็แยกย้ายทำการทำงาน นี่แหละคือความสุขในชีวิตประจำวัน “
“อันที่ปักด้านหลัง เพิ่มเติมจากที่เจอกันครั้งก่อนแม่น้ำใช้เวลาปักกี่วันคะ”
“แม่น้ำเฮ็ดตรงนี้ แล้วก็ก้อนเมฆอันนี้” แกหันด้านหลังเสื้อมาชี้ไปที่โคนต้นไม้ ก่อนจะไล่ไปตามแต่ละจุดที่ปักตามลำดับ “เฮ็ดอยู่สองสามวัน แต่ก็บ่ได้เต็มวันดอก เฮ็ดประมาณครึ่งวันก็ไปเกี่ยวหญ้าให้วัวแล้ว”
พอพูดจบแกก็ปักกลีบดอกสีขาวเสร็จ “ได้แล้วหนึ่งดอก”
แม่น้ำหยิบฝ้ายเส้นเล็กสีน้ำตาลอ่อนขึ้นมา แล้วปักแทรกลงไปตามกลีบดอกไม้ เพียงไม่นานดอกไม้ของแม่น้ำก็สมบูรณ์


“ดอกที่แม่น้ำทำคือดอกอะไรคะ”
“มื้อนั้นแม่น้ำไปในสวน แม่ไปเห็นดอกเสี้ยวอยู่ข้างทาง เสียดายไม่ได้ถือโทรศัพท์ไป บ่ได้ถ่ายรูปไว้ ‘หู้ย!ดอกไม้นี่คืองามแท้!’ มันเป็นเถาวัลย์เกี่ยวขึ้นตามต้นไม้ เลยเลียนแบบสีดอกไม้มาเลย” แกยิ้ม ขณะที่มือเริ่มปักดอกที่สอง
“พอใส่สีน้ำตาลเล็ก ๆ แทรกแล้วสวยเลยค่ะ” ฉันเอ่ยชม
“มันเป็นดอกแบบนี้แหละ ที่แม่น้ำเห็นน่ะ”
“ปกติปี ๆ นึงแม่น้ำปักงานได้กี่ชิ้นคะ” ฉันถามขึ้นอย่างสงสัย
“บ่หลายชิ้นหรอกเลเดีย มากสุดก็ 5 ชิ้น” แกตอบ “มันบ่มีเวลาเฮ็ดเท่าใด๋ คือเลเดียเห็นน่ะ”
ฉันพยักหน้า
“ฉันเป็นชาวนาแต่อยากปักผ้าก็ต้องทำใจกับเวลาที่ได้” แกหัวเราะ “ได้เวลามาเท่าใดก็ต้องเอาส่ำนั่น”
ปักไปได้ครึ่งดอกยายสนก็เดินขึ้นมาจากในนา “เลเดียมาแล้วหรอ” เสียงแกดังมาจากข้างหลังฉัน ฉันจึงหันไปทักทาย
ยายสนขึ้นมาจากนาได้ไม่นานนัก แม่น้ำก็ปักดอกที่สองเสร็จ
“ได้อีกดอกหนึ่ง เดี๋ยวมันสิมีบริวารดอกเล็กดอกน้อยน่อ เฮ็ดดอกใหญ่ซะก่อน” แกชูดอกไม้ดอกที่สองให้ฉันดู แล้วจึงเริ่มปักดอกที่สาม
“โอ๊… ดอกไม้อันนี้บังขี้ฟ้าแล้ว” พอปักดอกที่สามไปโดนก้อนเมฆ แกก็บ่นกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะปักต่อไป “เอ้า บังก็บังไปเลย แปลกดี”
“ฉันเป็นชาวนาแต่อยากปักผ้าก็ต้องทำใจกับเวลาที่ได้”
“มื้อนี้อากาศดีเด๊เลเดีย” แม่น้ำทักขึ้น
“ใช่ค่ะ ลมเย็นเชียว”
“ถ้าเลเดียอยู่ต่อจนถึงช่วงเกี่ยวข้าว นามันสิเป็นอีกแบบนึงเลยนะ มันจะบ่มีฝน แล้วอากาศเริ่มหนาว รวงข้าวเป็นสีเหลือง มันก็ดูดีไปอีกแบบ บรรยากาศก็เปลี่ยนไป”
คิดแล้วก็อยากเห็นภูพานในบรรยากาศหน้าหนาวเหมือนกัน ถ้าได้เห็นทุ่งข้าวสีทองน่าจะสวยงามไปอีกแบบ
พอพูดถึงสภาพอากาศ และทุ่งนาฉันจึงขอตัวไปเดินเล่นรอบ ๆ บ้าน แวะไปทักทายมะลิกับหมอก วัวของแม่น้ำ ก่อนเดินดูทุ่งนาที่แม่น้ำเพิ่งดำเสร็จ แล้วจึงกลับมาดูแม่น้ำปักผ้าต่อ


“แม่น้ำน่ะเคยใช้งานปัก บำบัดจิตเจ้าของ แล้วก็ได้ผลนะ”
“จำได้ว่าเสื้อตัวนี้ ตอนแม่น้ำไปเอานั่น ช่างมาทำสตูดิโอแล้ว… เสื้อตัวนี้นี่ความคืบหน้าคือเดียวกับสตูดิโอเลย ยังบ่เสดจั๊กที” แกแซวตัวเอง “เดี๋ยวเข้าไปภูครามแล้วจะไปแซวช่างว่า ‘งานใครสิเสร็จก่อนกัน รับงานพร้อมกันนี่’ ”
แม่น้ำพูดจบ ทุกคนก็หัวเราะออกมา
แกพูดถึงวันแรกที่เขาไปรับงานเสื้อเชิ้ตตัวนี้ วันนั้นภูครามเพิ่งเริ่มก่อสร้างสตูดิโอสำหรับจัดแสดงผลงานเป็นวันแรก สตูดิโอนี้ตั้งอยู่ข้างกับบ้านภูคราม ด้านหน้าโรงย้อม ฉันจำวันที่เป๊ะ ๆ ไม่ได้ แต่จำได้ลาง ๆ ว่าเป็นช่วงสัปดาห์ก่อนสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคมพอดี มาถึงตอนนี้ก็เริ่มต้นเดือนสิงหาคมแล้ว เวลาช่างผ่านไปไวจริง ๆ
ดอกไม้ดอกที่สามค่อย ๆ เป็นรูปเป็นร่าง ตอนนี้เป็นเวลา เกือบสิบเอ็ดโมงแล้ว
“แม่น้ำน่ะเคยใช้งานปัก บำบัดจิตเจ้าของ แล้วก็ได้ผลนะ”
ฉันมองหน้าแก พลางตั้งใจฟัง
“ตอนแม่น้ำอกหักน่ะเลเดีย แม่น้ำใช้งานปักอันนี้น่ะ… เฮ็ดแล้วลืมได้จริง พอเฮาอยู่กับผ้าแม่น้ำก็ลืมเรื่องแย่ ๆ ไปได้ง่าย ๆ เลย” แกพูดในขณะที่มือยังคงตั้งใจปัก “แม่น้ำก็บอกต่อ ๆ ไปว่าถ้าใครอกหักให้ปักผ้า มันจะได้ลืมความทุกข์ความยากไป มีแต่ความสวยงามเข้ามา”


กลีบดอกที่สามเสร็จเรียบร้อย แม่น้ำหันมาหยิบเส้นฝ้ายสีขาวเพื่อเริ่มปักดอกที่สี่ มาถึงตอนนี้แม่น้ำเริ่มเปลี่ยนมาปักกลีบดอกไม้แต่ละดอกด้วยสีขาวให้เสร็จก่อน แล้วจึงค่อยเติมรายละเอียดแซมสีน้ำตาลเส้นเล็กทีหลัง
เหมือนสองดอกก่อนหน้าแกแค่ลองทำให้เห็นว่าถ้าทำออกมาแล้วจะเป็นประมาณนี้ พอเห็นภาพแล้วดอกต่อไปจึงปรับวิธีมาทำภาพรวมให้เสร็จ จึงค่อยเติมรายละเอียดภายหลัง
พวกเราเริ่มนั่งทำงานกันอย่างเงียบ ๆ ไม่ได้พูดคุยอะไรมากมาย ต่างคนต่างอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง แม่น้ำปล่อยใจไปกับการปักผ้า ส่วนฉันนั่งมองแกปักผ้าพลางมีเรื่องราวของตัวเองวนเวียนในหัว
ดอกไม้ดอกถัด ๆ ไปของแม่น้ำใช้เวลาในการปักเร็วกว่าเดิม ฉันว่าภายในเที่ยงนี้แกคงปักดอกไม้เสร็จครบทุกดอกพอดี
ตอนนี้ภาพตรงหน้าฉันเริ่มเป็นภาพวนลูป พอฝ้ายเส้นเดิมถูกปักจนหมด ฝ้ายเส้นใหม่ก็ถูกหยิบออกมาปักต่อไปเรื่อย ๆ วนไปอย่างนั้น
คงจริงอย่างที่แม่น้ำว่า ‘การปักผ้าบำบัดอาการอกหัก ทำให้ลืมเรื่องราวทุกข์ใจไปได้ชั่วระยะหนึ่ง’

“มอ…”
“มอ มอ เนี่ย อยากออกกินหญ้าแล้ว” แม่น้ำบอก
ฉันหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู ‘รู้เวลาได้โดยไม่ต้องมองนาฬิกาเลย’
“เหลืออีกหนึ่งดอก” พอปักดอกไม้ดอกที่หกเสร็จแล้ว แม่น้ำก็พูดขึ้นเหมือนให้กำลังใจตัวเอง
“ดอกสุดท้ายแล้วค่ะ” ฉันตอบรับ
“ทำเวลาได้ดีอยู่ เหลือแทรกสี” แม่น้ำว่า “เฮาเฮ็ดสีขาวมันก็ดูงามอยู่ แต่พอเฮาเพิ่มสีสันแทรกมันก็ดูดี มันก็สมจริงขึ้นใด๋”
“ใช่ค่ะ” ฉันยิ้มรับ

แม่น้ำเริ่มปักดอกไม้ดอกที่เจ็ดลงไปบนกิ่งก้านสุดท้ายบนเสื้อ
เวลาใกล้เที่ยงเข้ามาทุกที ยายสาเริ่มเข้าครัวทำกับข้าวสำหรับมื้อเที่ยง เสียดายที่วันนี้ฉันไม่ได้อยู่กินข้าวบ้านแม่น้ำ เพราะมีแพลนไปกินหมี่กะทิฝีมือพี่เบียร์ที่ภูคราม
และเพื่อให้ไม่เสียเวลาไปเปล่า หลังจากที่ฉันถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ และเก็บข้อมูลที่คุยกันในวันนี้กับแม่น้ำไปส่วนหนึ่งแล้ว จึงเริ่มบรรจงเขียนบทความ เผื่อว่าถ้ากลับไปที่ภูครามจะได้ทำงานต่อได้รวดเร็วขึ้น ส่วนแม่น้ำยังคงบรรจงปักดอกไม้อยู่เหมือนเดิม
ลมพัดมาเป็นระยะ พัดมาพร้อมกับเสียง ‘มอ มอ’ จากมะลิและแม่หมอกที่อยู่หลังบ้าน ฉันเหลือบไปมองเห็นฉลามนอนอยู่ที่ใต้ถุนห้องครัว หันไปที่เสื้อแม่น้ำ ดอกไม้ดอกนี้ถูกปักจนมาถึงกลีบสุดท้ายแล้ว


ไม่นานนักกิ่งก้านต้นไม้ที่เคยว่างเปล่าก็มีดอกไม้ขึ้นครบทุกกิ่ง
“เหลือแต่แทรกเนาะ แทรก ๆ ให้งาม” แม่น้ำชูเสื้อในมือ
“ค่ะ”
“พักสายตาซะก่อน” แกเริ่มขยับตัวเปลี่ยนท่าทาง หลังจากนั่งท่าเดิมมานานตั้งแต่เก้าโมง
“กินข้าวก่อนบ่” ยายสนถามฉัน
“เลเดียเพิ่นสิไปกินข้าวภูคราม” แม่น้ำตอบแทน
“ใช่ค่ะ” ฉันเสริม
“นี่กี่โมงแล้ว” แม่น้ำถามขึ้น
ฉันเปิดโทรศัพท์ดูเวลา “อีกสามนาทีก็เที่ยงแล้วค่ะ”
“โอ้ เวลาผ่านไปไวแท้” แกเริ่มลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย แล้วจึงหยิบเอาเสื้อที่ปักเสร็จมาใส่ไม้แขวนแล้วลองแขวนดูรายละเอียด
“แปลกขนาดมีก้อนเมฆกับดอกไม้อยู่นำเดียว” แกพิจารณาบนเสื้อของตัวเองแล้วพูดขึ้นอย่างขำ ๆ





ก่อนกลับ ฉันเดินไปบอกลามะลิ กับแม่หมอกที่หลังบ้าน พอเดินกลับมาหน้าบ้าน เจ้าฉลามก็ลุกขึ้นมาส่ง เหมือนรู้ว่าฉันจะกลับแล้ว ฉันจึงลูบหัวมันหนึ่งที แล้วก็ฝากขนมหมาไว้ที่บ้านแม่น้ำ
แม่น้ำยื่นกล้วยหอมให้ฉันหนึ่งหวีสำหรับไปฝากที่บ้านภูคราม มาบ้านแม่น้ำกี่ครั้ง ไม่เคยได้มือเปล่ากลับไปเลยจริง ๆ
เขียนโดย เล

