เวลาที่ภูครามของฉันผ่านไปไวเหลือเกิน หลังจากที่กลับจากเยี่ยมบ้าน และไปงานคราฟท์ บางกอก เมื่อเดือนมิถุนายน ก็กลับมาอยู่ภูคราม มีกิจกรรมมากมายให้ไปทำ ทั้งไปเก็บกระท้อน ไปเที่ยวนาพี่วิ และมีพิธีขึ้นเสาเอกสตูดิโอภูครามที่จะสร้างเป็นที่แสดงงานและขายสินค้า แถมยังมีเข้าป่าอีก 2 หน
ต้นเดือนกรกฎาคมก็เป็นช่วงที่ต้องร่ำลาใจดี ใจดีจะต้องกลับไปเริ่มต้นชีวิตน้องใหม่ของรั้วมหาวิทยาลัย เวลาของการฝึกงานที่ภูครามจึงหมดลงแค่นี้
“รู้สึกว่าเราได้อะไรจากที่นี่บ้าง” ฉันถามขึ้นในวันหนึ่งที่เรามีโอกาสได้นั่งคุยกัน
“เยอะมากเลยค่ะ มันทำให้หนูมองการทำงานกับชุมชนเปลี่ยนไปนะ ตอนแรกก็นึกว่าแค่เราเป็นตัวกลางให้รายได้เขา แล้วเขาก็เอางานมาส่งเรา แค่นั้นคือจบ แต่จริงๆ แล้วงานชุมชนมันคือการเชื่อมต่อกับเขามากไปกว่านั้นเยอะเลย ถ้าเขามีปัญหาชีวิต เครียด ทำงานไม่ได้ อย่างน้อยเราก็อยากแบ่งเบาเขา อยากไปช่วยเขา ไปรับฟังเขา แล้วมันคือการใส่ใจ ช่วยให้ความรู้เขา ให้เขาเติบโตขึ้นทางด้านอารมณ์และให้เขามีความคิดที่พัฒนาขึ้น ดีขึ้นด้วย”
“แล้วคิดว่าจากการทำงานที่นี่เราสามารถเอาไปใช้กับตัวเองได้ยังไงในอนาคต”
“หนูว่าหนูอยู่กับคนง่ายขึ้น จากปกติหนูก็แค่อยู่กับเพื่อน อยู่กับคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ หรือเพื่อนของพ่อแม่แค่นั้น แต่นี่มีรุ่นอายุที่หลากหลายมากขึ้น และความสนใจก็ไม่ได้ตรงกับสังคมที่หนูเคยอยู่ หนูก็รับฟัง หนูก็คุย และพยายามที่จะเชื่อมโยงกับเขา แล้วมันก็ทำให้หนูเปิดกว้างมากขึ้น”
“ภูมิใจไหมคะที่ได้มาทำงานกับภูคราม”
“ภูมิใจมาก จะไปอวดเพื่อน อวดพ่อ อวดแม่ อวดน้อง” ใจดีพูดจบแล้วก็หัวเราะ


เมื่อสมาชิกหายไปหนึ่งคน บรรยากาศก็เงียบขึ้น ถ้าถามว่า 2 เดือนผ่านไปฉันรู้สึกยังไงบ้าง คงต้องตอบว่า 2 เดือนผ่านไปไวมาก งานที่รับผิดชอบยังคั่งค้าง และมีงานใหม่มาต่อคิวเรื่อยๆ
ส่วนความเป็นอยู่นั้น ดูเหมือนทุกคนจะชินกับสภาพแวดล้อมนี้กันไปแล้ว ฉันก็ด้วย เพียงแต่ยังไม่ชินกับเสียงที่หายไปของใจดี
“ผ่านเดือนที่ 2 ไปแล้ว ชีวิตความเป็นอยู่เป็นยังไง ปรับตัวได้แล้วไหม” ฉันถามนมสด
“ก็รู้สึกอย่างนี้มานานแล้ว มีความจำเจอะไรบางอย่างเหมือนกันที่เรารู้สึกว่ายังยากสำหรับเราอยู่ คือเราเป็นคนชอบสิ่งใหม่ตลอดเวลา อยู่นี่ก็ได้ทำสิ่งใหม่เหมือนกันแต่ส่วนใหญ่เป็นงานประจำ พักหลังพอไม่ได้ติดตามช่างแล้วมันห่อเหี่ยวยังไงไม่รู้ เหมือนไม่ได้ออกไปไหน อย่างช่วงนี้ไม่ได้เจอพี่บวบ เพราะพี่บวบยุ่งเรื่องทางบ้าน ปกติทุกสัปดาห์เราจะได้เจอได้คุยกับคนที่เรามีความผูกพัน เพราะพี่บวบเป็นคนขยายความภูครามทำให้ผมเข้าใจหัวใจของภูครามมากยิ่งขึ้น พอผมขาดหายสิ่งนี้ไปมันรู้สึกห่อเหี่ยวไปนิดหนึ่ง ไม่ได้คุยกับคนตลก”
“ตอนนี้คนตลกเครียดอยู่” ฉันหมายถึงพี่บวบกำลังมีธุระเรื่องที่บ้านที่ต้องจัดการ
“ใช่…ไม่ได้คุยอะไรที่มันลึกซึ้งกับผู้คนก็รู้สึกเบื่อๆ นิดหนึ่งเหมือนกัน ตอนนี้ก็มาทำงานในส่วนหลังบ้าน สานต่องานของใจดี จัดการข้อมูลช่างให้เป็นระบบ”
เลเดียดูจะเป็นคนที่ชิลล์ที่สุดในบรรดาพวกเรา ทุกวันเลเดียจะนั่งทำงานอยู่มุมเดิม ถ้าไม่มีต้องออกไปสัมภาษณ์ช่างที่ไหน หรือไม่มีไปถ่ายรูปกับนมสด มองไปจะเห็นเลเดียนั่งอยู่หน้าแลปท๊อปกับเสาต้นเดิม แต่ก็มีช่วงที่เลเดียได้ออกไปข้างนอกกับทีมบ้าง
“ไปเก็บใบส้มมอ แล้วก็ไปถากเปลือกประดู่ ได้ลองไปทำด้วยตัวเอง เปลือกประดู่ เราจะถากเอาเปลือกไม้เขามาต้ม เพื่อย้อมให้ได้สีแดง ส่วนใบส้มมอก็จะเก็บใบเพื่อมาต้มและย้อมให้ได้สีเหลือง” ใบส้มมอเป็นภาษาถิ่น หรือที่เรารู้จักกันในชื่อใบสมอนั่นเอง
“ใบส้มมอไปเก็บจากบนต้นใช่ไหมคะ ไม่ใช่เก็บจากที่มันร่วงใช่ไหมคะ” ฉันสงสัยเพราะตอนที่เขาไปเก็บใบส้มมอกันเป็นช่วงที่ฉันกลับบ้านพอดี
“เก็บจากบนต้น ใช่ค่ะ จริงๆ เดือนแรกเคยไปเก็บใบส้มมอแล้วทีหนึ่ง ตอนนั้นเหมือนกิ่งก้านเขาจะลงมาใกล้พื้นดิน แล้วทำให้เราเอื้อมมือเก็บได้ แต่พอไปรอบนี้กิ่งก้านเขาอยู่สูงขึ้นกว่าเดิม”
“เขาชูขึ้นแบบนี้เหรอ ในต้นเดิมเนี่ยนะ” ฉันทำท่าชูมือเหมือนแทนกิ่งก้าน
“มีต้นเดิมและมีต้นใหม่ด้วยค่ะ คือต้นเดิมก็ยังเป็นกิ่งก้านเดิมที่ยังพอจะเอื้อมหยิบได้ แต่ว่าเหมือนใบมันออกน้อยลง แล้วก็เริ่มมีผลออกมา ก็ได้เห็นผลใบส้มมอเป็นครั้งแรก แล้วก็ต้องเอาบันไดปีนไปเก็บจนถึงข้างบน สนุกดี”



“มีไปสวนเพื่อนพี่เหมี่ยว ชื่อพี่จิ๊บค่ะ สนุกมาก สวนเพื่อนพี่เหมี่ยวมีทุเรียน มีสละ แล้วก็ได้กินอะไรอีกน้า เงาะ มังคุด มะม่วง แล้วก็มะนาวเขาน่ากินมาก เป็นต้นมะนาวที่อุดมสมบูรณ์มาก ลูกเต็มต้นไปหมด แล้วมันก็เขียวน่ากิน แล้วมันก็หอม
วันที่ไปสวนพี่จิ๊บได้ไปเขื่อนลำน้ำอูนด้วยค่ะ เขื่อนลำน้ำอูนสวยมาก ตอนเราไปถึงเป็นช่วงที่พระอาทิตย์ตกแล้ว แล้วแสงบนฟ้าเป็นสีชมพูสะท้อนกับน้ำ ในกล้องไม่สวยเหมือนตาเห็น แล้วพระอาทิตย์ตกตรงข้ามกับพระจันทร์พอดี พี่จิ๊บ พี่เหมี่ยวเขาเลยมีพูดเรื่อง 8 สองหน แต่หนูก็ยังไม่ค่อยเข้าใจคำว่า 8 สองหนสักเท่าไหร่ รู้แค่ว่าพอมันเกิด 8 สองหน มันทำให้ต้นไม้ออกดอกออกผล 2 รอบ”
“8 สองหนคือปีนั้นมันจะหน้าแล้งนาน พอหน้าแล้งนาน ตนไม้จะเริ่มสงสัยว่าทำไมมันแล้งขนาดนี้ กลัวตัวเองตายเลยรีบออกดอกมาอีกรอบหนึ่งเพื่อให้ติดผล ทีนี้ถ้าไปเชื่อมโยงกับในศาสนาพุทธก็คือ ถ้ามันแล้งนานก็จะเข้าพรรษาไม่ตรงเหมือนทุกปี เขาเลยต้องมีเดือน 8 สองหนในปฏิทิน มันจะมีขึ้น 15 ค่ำเดือนแปด แล้วพอเดือนถัดไปก็จะมีขึ้น 15 ค่ำ เดือนแปดหลัง แล้วจะมีวงเล็บ(๘๘)ต้องไปดูในปฏิทินของปีนี้ เดือนมิถุนายน กับเดือนกรกฎาคม จะเห็น ปกติพอขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ก็จบไป พอเดือนใหม่ก็ขึ้น 15 ค่ำเดือน 9 แล้วแบบนี้ อันนี้เพื่อขยับให้วันเข้าพรรษาไปตรงกับหน้าฝนพอดี ซึ่งเดือน 8 สองหนนี้ 2-3 ปีจะมีครั้งหนึ่ง” ฉันอธิบายหลังจากพยายามทำความเข้าใจอยู่นาน เมื่อตอนที่มาใหม่ๆ แล้วคุณเหมี่ยวให้ลองศึกษาเรื่องนี้
นอกจากนี้เรายังได้เรียนรู้เรื่องการย้อมฝ้ายจากเจน ด้วยคราม เปลือกประดู่ และใบสมอ และเรียนรู้การทอผ้าจากป้าทำ








ปลายเดือนกรกฎาคมฝนเริ่มตกชุกขึ้น บางทีก็เหมือนมีพายุเข้าฝนตกติดกันเป็นอาทิตย์ ทำเอาช่างย้อมอย่างเจนกุมขมับ เพราะต้องคอยเก็บฝ้ายเข้าร่ม บางครั้งพอเก็บเข้าร่ม แดดก็ออก เราก็เอาออกมาตากอีก พอเอาออกมาตากได้สักพัก ฝนก็โปรยลงมา ยกเข้ายกออกกันอยู่อย่างนี้ จนต้องย้ายที่ตากมาไว้ในร่ม เปิดพัดลมเป่าแทน



ผ่านไป 3 เดือนงานติดตามช่างปักหลายๆ คนก็เสร็จตามกำหนด ก่อนหน้านี้คุณเหมี่ยวจะไม่ค่อยกำหนดระยะเวลาการทำงานของช่าง จะปล่อยให้ช่างทำตามสบาย เสร็จเมื่อไหร่ค่อยมาส่ง แต่โปรเจกต์ติดตามช่างในครั้งนี้มีเวลากำหนดให้ทำเสร็จภายในระยะเวลาประมาณเกือบ 3 เดือน ซึ่งช่างปักที่ได้ร่วมโปรเจกต์นี้ทำได้เกือบทุกคน และออกมาดีด้วย แม้ว่าเขาจะต้องทำควบคู่ไปกับการทำนาด้วยก็ตาม ซึ่งแสดงให้พวกเขาได้มองย้อนเห็นศักยภาพของตัวเองได้ด้วย ว่าถ้ากำหนดระยะเวลาแล้ว เขาก็ทำได้ และสามารถจะทำงานได้มากขึ้นด้วย ถือว่าโปรเจกต์นี้ประสบความสำเร็จในด้านพัฒนาทรัพยากรบุคคลได้ด้วยในความคิดของฉัน จากที่ฉันเคยทำงานกับช่างชาวบ้านแล้วเคยเจอช่างมักผลัดวันประกันพรุ่ง นัดไม่เป็นนัด หรือไม่ได้ให้ความสำคัญกับงาน แต่ช่างของภูครามมีวินัยมากจนเปลี่ยนมุมมองเดิมๆ ของฉันที่มีต่อช่างชาวบ้านไปเลย เป็นเรื่องดีที่ฉันจะได้เห็นงานชิ้นใหม่ๆ ของช่างต่อไปอีก



เขียนโดย Hoong Nuttanunt



