บันทึกหน้าฝน การเรียนรู้ตลอด 4 เดือนของนมสด ณ ภูคราม

ภูครามเป็นแบรนด์ฝีมือที่ทำงานกับชุมชนและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การได้มาภูครามเหมือนเป็นของขวัญในการเติบโตของช่วงวัย ผมมานิเฟสที่จะได้มาเพราะอยากมาเรียนรู้และทำงานในที่แห่งนี้ จุดประสงค์ของโครงการ พี่เหมี่ยวต้องการรับคนมาฝึกและทดลองทำงาน เข้ามาเรียนรู้ มาใช้ชีวิต กินอยู่และทำงานที่ภูคราม เสมือนพนักงานประจำคนหนึ่ง ที่มาช่วงเดียวกันหน้าฝนมีผมที่เป็นผู้ชายเพียงคนเดียว และเพื่อนๆ อีก 3 คนเป็นผู้หญิงหมด ได้แก่ พี่ฮุ้ง เลเดีย และน้องใจดี ทุกคนมีความถนัดและความสนใจที่แตกต่างกัน แต่มีส่วนที่ชื่นชอบคล้ายๆ กันที่ผมสังเกตน่าจะเป็นเรื่องมุมมองต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

การได้มาใช้ชีวิตและทำงานที่ภูคราม ทำให้รู้สึกว่าภูครามเป็นมากกว่าแบรนด์เสื้อผ้า การเป็นอยู่ที่นี่สบายใจเหมือนได้อยู่บ้าน ผู้คนที่เป็นกันเอง ที่นี่เป็นเหมือนสถานที่ทดลอง ผ่านการลงมือทำ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ และขยายมุมมองในสิ่งเดิม ได้รู้ข้อจำกัดของตัวเองและเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติทุกขณะที่ใช้ชีวิต วันนี้เลยอยากมาแชร์เรื่องราวที่เกิดขึ้นที่ภูคราม การเรียนรู้และแง่คิดดีๆ ที่ได้เข้ามาทำงานที่แห่งนี้

ทำไมถึงเลือกมาภูคราม

อย่างแรกเลยคือผมต้องการเรียนรู้ทำงานชุมชน สองคือผมชื่นชอบในงานฝีมือและอยากเห็นขั้นตอนการทำครามและการทำผ้าฝ้ายดั้งเดิม สามคือได้อยู่ต่างจังหวัดที่ธรรมชาติยังอุดมสมบูรณ์ สี่ผมคิดว่าผมสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมที่อยู่ได้ผ่านประสบการณ์จากที่นี่ของตัวเองและผมต้องลงมือทำ

ในมุมมองของผมตอนนี้โลกเคลื่อนไปเร็วขึ้นทุกวัน ด้วยเทคโนโลยี ผู้คนต้องมีความถนัดที่หลากหลายจึงจะอยู่บนโลกต่อไปได้ง่าย งานที่ทำในเมืองส่วนใหญ่ เป็นงานที่ทำงานหน้าเดียวและต้องถูกรองรับภายใต้ความกดดัน การแข่งขันและเวลา ต้องพัฒนาสินค้าและบริการให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ ในอีกมุมนึงเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเข้ามาทำให้เรามีความสุขมากขึ้น สะดวกสบายยิ่งขึ้น แต่สิ่งทั้งหลายเหล่านี้กำลังทำลายโลกโดยตรงและโดยอ้อมอย่างช้าๆ ผู้คนอยู่แต่ห้องสีเหลี่ยมเปิดเครื่องปรับอากาศไม่มีเวลาได้ใกล้ชิดธรรมชาติ สังคมก้มหน้าอยู่บนหน้าจอ พูดจาไม่ดีใส่กันเพราะหงุดหงิดใจกับการแรงกดดันจากงานและชีวิตการเป็นอยู่ ไลฟ์สไตล์ของผมแต่ก่อนและรวมไปถึงตอนนี้ก็ยังคงติดรากเดิมอยู่บ้าง ผมเป็นคนที่ชอบความสะดวกสบายและเทคโนโลยี แต่มุมที่ผิดคือเรากลับยึดสิ่งพวกนั้นเป็นเกณฑ์หลัก เช่น ผมเคยติดกับการนอนในห้องที่ต้องมีเครื่องปรับอากาศ หาของกินในห้าง ได้กินเมนูจากอร่อยๆ จากต่างประเทศและแบรนด์ใหม่ๆ ซื้อของเกินความจำเป็น ที่มันให้ทั้งประสบการณ์และความสุข พอเราไม่ได้รับสิ่งพวกนั้นอย่างเดิมกลับทำให้เราทุกข์ทุกข์เพราะสิ่งที่เรายึด แต่ธรรมชาตินั้นเปลี่ยนแปลงตลอด ทุกสิ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่ใช่แค่สิ่งของแต่รวมไปถึงอารมณ์ สุข ทุกข์ เฉยๆ ของเราด้วย  

ผู้คนส่วนใหญ่ในเมืองยังติดกับดักนี้อยู่เพียงเพราะไม่ได้เห็นมุมมองอื่นๆ ในการใช้ชีวิต และส่งผลถึงผู้คนต่างจังหวัดเพราะแหล่งทุนทั้งหลายเริ่มอยากกระจายธุรกิจที่ต้องดึงเอาทรัพยากรธรรมชาติ หรือปล่อยสิ่งที่เป็นพิษกลับคืนสู่สิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะทางอากาศและทางน้ำ และงานที่เงินเดือนสูงๆ ส่วนใหญ่มาจากเมืองหลวง ผู้คนต้องแห่เข้าเมือง หาความรู้ พัฒนาความสามารถ แต่กลับไม่ได้พัฒนาตัวเองในด้านความสัมพันธ์ การจัดการอารมณ์และความทุกข์ รวมไปถึงการตระหนักรู้ถึงการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างพึ่งพาอาศัยกัน ผลลัพธ์คือ คนในเมืองต้องหาความสุขจากสิ่งภายนอกตลอดเวลา ต้องเดินให้เร็วเพื่อมีความสุข แทนที่จะหยุดแล้วคิดทบทวนก่อนแล้วค่อยเดินใหม่ ทำให้เงินเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต เพราะเงินใช้ซื้อความสุขได้ ทุกคนโฟกัสแต่การหาเงิน แต่การที่คนหนึ่งคนจะมีเงินเพิ่มมากขึ้นได้ ในทางกายภายแปลว่าต้องทำงานของตนเองหนักขึ้น แต่ในทางอ้อมคือการพึ่งพาทรัพยากรมนุษย์โดยกดขี่แรงงาน ทำลายธรรมชาติจากการผลิตปริมาณมากจากโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งปล่อยของเสียไปในอากาศและน้ำ ตัดไม้ทำลายป่าเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยวบนดอยเพื่อสัตว์ใช้เป็นอาหารสัตว์ในอุตสาหกรรม บริโภคสินค้าและบริการจากต่างถิ่นส่งผลให้ต้องใช้การขนส่งตลอดเวลา

ผมก็เป็นหนึ่งคนตั้งแต่เรียนจบมา เคยมีประสบการณ์เข้าไปทำงานในเชิงธุรกิจและเกิดความย้อนแย้งใจกับตัวเองว่าสิ่งที่เราทำ เราทำเพื่อคนหมู่มากหรือทำเพื่อให้คนรวยขึ้นแค่ไม่กี่คนและส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม บวกกับผมเองเป็นคนชอบตั้งคำถามกับตัวเองด้วยมันเลยทำให้ผมพยายามเลือกหาช่องทางอื่นในการใช้ชีวิต ชีวิตที่หาความสุขได้ง่ายจากสิ่งรอบตัว ชีวิต มีความสุขกับสิ่งง่ายๆ เดิมๆ และไม่ยึดติดสิ่งใดมากจนเกินไป

จุดเปลี่ยนของผมคือการได้เรียนหลักสูตรหนึ่ง ชื่อว่า ‘ผู้นำกระบวนทัศน์ใหม่’ ของเสมสิขาลัย ภายใต้มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป หลักสูตรที่ก่อตั้งโดย อาจารย์ประชา หุตานุวัตร คนที่ทำงานขับเคลื่อนสังคมทั้งในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน มันได้ทำให้เราเห็นมุมมองที่เราใช้ชีวิตอยู่ในทัศนคติและกระบวนทัศน์เดิมๆ ที่เราใช้กันอยู่ในทุกวันๆ ที่ส่งผลกระทบกับชีวิตอื่นและธรรมชาติ  ในหลักสูตรนั้นได้ค่อยๆ หล่อหลอมผ่านการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ของผู้เรียนและได้สร้างตัวตนใหม่ของผม ที่เข้าใจสิ่งต่างๆ เข้าใจบริบทสังคมไทย สังคมโลกให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น 

ภูครามเป็นแบรนด์ที่น่าสนใจมากในมุมมองของผมถ้าอยากทำงานกับชุมชนในเรื่องงานฝีมือเพราะประสบการณ์การทำงานกับชุมชนที่ก่อตั้งมา 12 ปี ผมเองรู้จักแบรนด์นี้มา 4-5 ปี ชื่นชอบในเสื้อผ้าที่มีเอกลักษณ์ด้านงานปัก การทำงานกับชุมชน และการนำเสนอเรื่องราวของธรรมชาติ  และผู้คนใกล้ตัวระหว่างที่ผมเดินทางก็รู้จัก พี่เหมี่ยว ที่เป็นคนก่อตั้งภูคราม เพราะก่อนที่จะมาได้พูดคุยกับเพื่อนๆ ที่เรียนหลักสูตรผู้นำกระบวนทัศน์ใหม่หรือพี่ๆ ระหว่างการเดินทางก็รับรู้และยินดีที่ผมได้มาทำงานในที่แห่งนี้

นมสด ณ ภูคราม

ชีวิตความเป็นอยู่

การเป็นอยู่ที่ภูคราม ผมได้รับความรักและความใส่ใจจากผู้คนที่นี้เป็นอย่างมาก ทุกคนเป็นห่วงและเทคแคร์กันอยู่เสมอ อาหารที่ภูครามมีทั้งอาหารบ้านๆ และอาหารทั่วไปที่ซึ่งอร่อยทุกมื้อ ทุกกลางวันจะมีคนคอยตำส้มตำหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันไป นอนมุ้งพัดลมที่เย็นสบายมากในช่วงฤดูฝน มีร้อนเป็นบางวันที่แดดออก

การได้ไปติดตามการทำงานและวิถีชีวิตที่นาหรือที่บ้านของช่าง พวกเขาดูแลผมดีเหมือนคนในครอบครัว หาข้าวหาน้ำให้กินเสมอ เวลาจะกลับภูครามก็ได้ผลไม้หรือมะละกอติดกลับมาไว้ตำส้มตำอยู่บ่อยๆ พอตกเย็นหลังเลิกงานได้มีเวลาส่วนตัวเต็มที่ และก็มีเวลาพูดคุย คุยเล่น สังสรรค์ และได้ชวนกันไปกินอะไรในอำเภอกุดบากอยู่บ่อยๆ ไปกินหมูกระทะ ไปเดินตลาดหาซื้อของกิน หรือไปเดินเล่นออกกำลังกายที่สวนสาธารณะหนองแวงพักผ่อนหย่อนใจในแต่ละวัน 

การไปเที่ยวและหาประสบการณ์ได้ไปสถานที่ธรรมชาติรอบพื้นที่ภูคราม อุทยานแห่งชาติภูพาน อุทยานแห่งชาติภูผายล เขือนน้ำพุง หรือไปสำรวจลงพื้นที่ชุมชนดูและเรียนรู้การทำงานของช่างเกี่ยวกับขั้นตอนการทำผ้าดั้งเดิม

การทำงานที่นี่เป็นอิสระ ทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จและอัพเดตงานในทุกสัปดาห์ มีได้ทำงานร่วมกับคนอื่นบ้างและบางครั้งมีงานที่ต้องลงแขกกันทำหลายคน ก็ช่วยกันทำจนเสร็จ

การอยู่ภูครามในหน้าฝน ฤดูที่การทำงานผ้าลำบากกว่าฤดูอื่นๆ ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศตลอดเวลา ส่งผลต่องานที่ทำและอารมณ์ของตัวเอง บางครั้งวางแผนจะย้อมฝ้ายปัก ทุบล้างเสร็จ พอถึงเวลาฝนตกก็ต้องนำไปตากกับพัดลม ซึ่งใช้ระยะเวลาในการแห้งนานกว่าและต้องดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ การถ่ายรูปเสื้อผ้าที่ต้องอาศัยแสงธรรมชาติ บางสัปดาห์ไม่มีแสงเลยเพราะเมฆครึ้มฝนทั้งวัน ทำให้พึ่งแสงธรรมชาติไม่ได้ และบางครั้งสภาพอากาศก็ส่งผลกับอารมณ์ของเรา มันรู้สึกอึมครึมเวลาฝนตกนานๆ ทั้งวันทั้งสัปดาห์ คิดงานไม่ออก ออกไปข้างนอกก็ลำบาก

ประสบการณ์การทำงานและการเรียนรู้ที่ภูคราม

การทำงานที่ภูครามได้ใช้ทั้ง หัวสมอง ร่างกาย และจิตใจ ทำให้ผมสนุกและได้พัฒนาการทำงานกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ได้อยู่กับสังคมที่สบายใจ วันแรกที่เข้ามายังไม่รู้อะไรมากมาย จนวันนี้ได้เปลี่ยนหลายๆ มุมมองของผมไป ผ่านการลงมือทำ สังเกต และเรียนรู้เนื้องานและผู้คน ณ ที่แห่งนี้

ติดตามช่างและเขียนบทความ

เนื้องานที่ผมได้ทำส่วนใหญ่จะเป็นถ่ายทอดและเล่าเรื่องราว ณ ช่วงฤดูฝน การติดตามช่างเกิดขึ้นจากพี่เหมี่ยวอยากให้ติดตามการทำงานผ้าของช่างและถ่ายทอดชีวิตประจำวันของช่างนอกเหนือจากการทำงาน ไปเรียนรู้วิถีชีวิต การเป็นอยู่ ผมได้ติดตามช่างปักได้แก่พี่บวบและป้าดัด ช่างตัดเย็บเสื้อผ้าคือป้าปะ ช่างย้อมผ้าคือพี่เจน และการเขียนบทความที่ผมได้ลองเขียนครั้งแรกในชีวิตแบบเป็นจริงเป็นจังเกิดขึ้นที่ภูคราม ผ่านการติดตามการทำงานของช่างและชีวิตประจำวัน การได้ติดตามช่าง ทำให้เห็นมุมมองวิถีชีวิตในชนบท และวิถีคิดงานของแต่ละคน 

การติดตามพี่บวบ ช่างปักเสื้อผ้า พี่บวบเป็นคนที่มีความเป็นศิลปินสูง ทำงานเพราะใจรักและคือความสุข พี่บวบจะเป็นคนไม่เร่งงานเพื่อรีบมาส่ง แต่จะค่อยๆ คิดและทำ หลายครั้งทำเสร็จแล้วก็มาเติมรายละเอียดเพิ่มผ่านการค่อยๆ มองภาพรวมเสื้อ งานทุกชิ้นล้วนเกิดมาจากจิตวิญญาณข้างในและนำเอาธรรมชาติที่เคยเห็นมาปักลงบนชิ้นงาน เสน่ห์ของพี่บวบคือเวลาพี่บวบเข้าป่า หรือสังเกตธรรมชาติ พี่บวบเป็นคนไม่หยิบมือถือมาถ่ายรูปเพื่อเก็บภาพธรรมชาติมาปัก แต่พี่บวบจะจดจำรายละเอียดสิ่งต่างๆ ผ่านภาพในหัว และจะเอาเสื้อมากางเสมอและคิดแนวทางไปต่อโดยไม่วางแผนล่วงหน้าจนเกินไป พี่บวบเป็นคนปักเสื้อผ้าแนววิถีชีวิต ธรรมชาติ ได้เก่ง และสามารถบรรยายเสื้อที่ตัวเองปักได้อย่างเป็นธรรมชาติ การวางองค์ประกอบและการใช้สีสันอย่างไม่มีข้อจำกัด 

การติดตามป้าดัด ช่างปักเสื้อผ้า ป้าดัดเป็นคนที่สู้ชีวิตมากตั้งแต่คนรักจากไป ผมได้เห็นมุมมองที่ป้าดัดจากเป็นคนปักผ้าไม่เป็นเลย ต้องมาหัดปักผ้า ใช้ความทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจในการค่อยๆ ฝึกปักแม้กระทั่งจะมืดค่ำ เพราะต้องหาเงินส่งลูกสาวเรียนต่อและต้องทำงานแม้อยู่กับความเศร้าโศก ป้าดัดเราให้ฟังว่าร่างกายไม่แข็งแรงมาตั้งแต่เกิด ไม่สามารถทำสวนทำไร่ได้ เพราะข้อกระดูกสะโพกไม่ดีหลังจากการผ่าตัด เลยต้องใช้การปักผ้าเป็นงาน แรกๆ ป้าบอกว่าท้อมาก กว่าจะปักได้ดอกไม้กลมๆ สักดอกหนึ่ง พอใช้เวลาปักเข้าหลายปีผ่านไป ป้าบอกว่าขาดการปักผ้าไม่ได้เลยแม้จะอยากพัก ผมได้เห็นคนหนึ่งมีชีวิตครอบครัวที่ดีขึ้นจากความมุ่งมานะของตัวเองและได้เจอสังคมที่ดี

การติดตามป้าปะ ช่างตัดเย็บเสื้อผ้า ป้าปะเป็นคนที่ทำงานละเอียดและประณีต ได้เห็นมุมมองที่ป้าใช้ความใส่ใจและพิถีพิถันในการตัดเย็บ การหยิบจับผ้าอย่างเป็นระเบียบ การที่จะรีดผ้าอยู่เสมอก่อนนำไปเย็บ ป้าปะเล่าให้ฟังว่าตัวเองเรียนตัดเย็บเสื้อผ้าเพราะแรกเริ่มทำใช้ในครอบครัวเพื่อลดค่าใช้จ่าย ไปๆ มาๆ ก็เป็นอาชีพหลักหล่อเลี้ยงครอบครัว และภูครามก็ให้ผลตอบแทนมากกว่าที่อื่น สบายใจและดีใจเสมอที่มีคนชอบเสื้อผ้าที่ตัวเองได้ตัด  

การติดตามพี่เจน ช่างย้อมผ้า ปกติแล้วถ้าไม่ได้ติดตามพี่เจน จะไม่ได้รู้วิถีคิดการทำงานหรือการเรียนรู้เรื่องการย้อมมากนัก แต่การได้มาคุยและทำงานร่วมกันกับพี่เจนทำให้รู้ว่าขั้นตอนการย้อมที่เห็นๆ ผ่านการพัฒนาและทดลองมามากมายกว่าจะลงตัวในแบบนี้ ได้เห็นวิธีที่พี่เจนทำงานย้อมทุกวันๆ และมีความสุขกับการที่ช่างได้นำฝ้ายที่ตัวเองย้อมไปปักงาน เกิดเป็นแรงบันดาลใจในการทำสีใหม่ๆ หรือทดลองวัตถุดิบใหม่ๆ อยู่เสมอ

การย้อมผ้า

ที่ภูครามจะใช้สีธรรมชาติในการย้อมผ้าเท่านั้น ผมจึงได้มีโอกาสได้ไปเอาสีธรรมชาติจากพื้นที่หัวไร่ปลายนา ได้เข้าไปมีประสบการณ์ขั้นตอนต่างๆ ตั้งแต่ไปเอาวัตถุดิบ นำเปลือกไม้ ใบไม้มาต้มเคี่ยวจนได้สีสำหรับย้อม และขั้นตอนการย้อมที่ต้องใส่ใจและพิถีพิถัน การย้อมผ้าที่ภูครามจึงเป็นงานที่หนักอีกหนึ่งงาน เพราะขั้นตอนหลายๆ อย่าง ใช้ทั้งแรงและเวลา ที่นี่จะใช้น้ำไม่เยอะในการล้างแต่จะใช้การทุบเบาๆ เพื่อเอาเม็ดสีออกจากเส้นฝ้ายและจะฆ่าฝ้ายเพื่อให้เส้นใยแข็งแรงสำหรับงานปัก บางวันที่ย้อมผ้าทั้งวัน ตกเย็นมาทั้งปวดมือและหลัง เพราะต้องคอยนั่ง ก้ม ทุบ อยู่เสมอ และฤดูฝนที่การทำงานย้อมเป็นเรื่องยากเพราะความชื้นและสภาพอากาศ ทำให้แห้งช้าและต้องดูแลเป็นพิเศษ

ถ่ายรูปสินค้าและเรื่องราวประจำวัน

การถ่ายรูปเป็นสิ่งที่ผมถนัดที่สุด แต่ความยากคือผมไม่เคยถ่ายเสื้อผ้าหรือแฟชั่นมาก่อน โชคดีที่ได้การทำงานส่วนใหญ่ได้ทำงานกับเลเดีย คนที่มีความคิดมุมมองใหม่ๆ ในการจัดฉากและวางแบบ ทำให้เสื้อผ้าที่ถ่ายออกมาดูเป็นธรรมชาติและสวย ผมได้มีความมั่นใจมากขึ้นในการถ่ายรูปและได้ถ่ายรูปกระบวนการต่างๆ ของภูครามนำไปถ่ายทอดให้ลูกค้าหรือคนสนใจได้รู้ความเคลื่อนไหวของภูครามในแต่ละวัน อุปสรรค์ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องแสง เพราะฤดูฝนเป็นช่วงที่มีแดดน้อย และการถ่ายรูปที่นี้ต้องอาศัยแสงธรรมชาติเป็นอย่างมาก

เข้าป่าหาแรงบันดาลใจและเรียนรู้ธรรมชาติรอบตัว

การได้มาอยู่ภูคราม ทำให้ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ได้เรียนรู้ธรรมชาติในมุมมองใหม่ๆ ผ่านการสังเกตสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศที่ลึกซึ้ง ได้อยู่กับตัวเองและธรรมชาติรอบตัว เกือบทุกเดือนที่นี่จะมีเข้าป่าเพื่อเข้าไปเรียนรู้ สังเกตและหาแรงบันดาลใจ เพราะงานทุกชิ้นที่ช่างได้ทำเกิดจากภาพในหัวที่พวกเขาได้มีประสบการณ์ผ่านการนำพาทำกระบวนการ และได้เรียนรู้พืชพรรณในป่า ดีใจที่ได้สัมผัสกับธรรมชาติที่ยังอุดมสมบูรณ์กว่าป่าที่ผมได้เคยไป

เรียนรู้ขั้นตอนการทำผ้าฝ้ายดั้งเดิม

เป็นความโชคดีที่ยังได้เห็นการทำผ้าฝ้ายดั้งเดิมอยู่ ที่นี่รายล้อมไปด้วยคนทอผ้า ทำให้ผมได้มีประสบการณ์ทดลองทอผ้าผืนเล็กๆ และพี่พรรณที่ปักผ้าอยู่มุมเดิมเป็นประจำ ช่วงเหนื่อยล้าจากหน้าจอคอม จึงได้เรียนรู้การปักผ้า การปักผ้าเป็นการอยู่กับตัวเองที่สบายใจคล้ายการภาวนา เพราะต้องมีสติที่จะปักผ้าลงไป ผมชอบมากเวลาปักผ้าเวลาจะผ่านไปเร็วสุดๆ และได้ลองเข็นฝ้าย ปั่นหลอดฝ้ายกับยายสง่าที่ทำสิ่งนี้จนหล่อเลี้ยงครอบครัวได้

มุมมองที่เห็น ณ ขณะอยู่ภูคราม

การได้อยู่ที่นี่ทำให้รู้สึกกับผู้คนภูครามและเสื้อผ้าภูครามเปลี่ยนไป

มุมมองกับผู้คนภูคราม

ผมดีใจจังที่ชาวภูครามรักผมและเราดูแลกันและกันพูดคุยกันอย่างสบายใจ ขอบคุณที่ดูแลเอาใจใส่ผมเป็นอย่างดี มันรู้สึกดีมากๆ เมื่อรู้ว่าเราทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร มีทั้งรอยยิ้มและคราบน้ำตาที่ผ่านมาของการได้รับรู้เรื่องราวของแต่ละคน ผมโอบกอดพวกเขากลับเสมอ การมาที่นี่มันคุ้มค่ากับทุกสิ่ง เหมือนรับรู้ว่าที่นี่น่าจะตอบคำถามชีวิตเราได้ดีสุด ณ ขณะนี้ แล้วก็ได้มาเรียนรู้ ได้มารับและส่งพลังงานดีๆ ได้มารับแรงบันดาลใจที่เต็มเปี้ยม ผมรักภูครามเหมือนครอบครัวหนึ่ง ถ้าคิดถึงผมจะแหงนไปมองดาวและคงคิดถึงผู้คนที่ภูคราม

มุมมองผมกับเสื้อผ้าภูคราม

แต่ก่อนผมคงมองว่าเสื้อผ้าสวยมาก ช่างปักเก่งมาก เราอยากเป็นเจ้าของจังเลย ทุกวันนี้ผมมองเสื้อผ้าผ่านเรื่องราวการเติบโตของช่าง ดีใจแทนช่าง ที่ภูมิใจในตัวเองจากการพัฒนาการปักผ้าและมีคนชื่นชมผลงาน เวลาตัวของเขาขายได้ผมก็ดีใจไปกับเขา ดีใจที่เขามีเรื่องราวที่ดีที่ได้ส่งต่อ และดีใจที่ได้เห็นรอยยิ้มของพวกเขาตอนมาส่งงาน รู้สึกว่าการนั่งปักผ้าพาพวกเขามาไกลมาก แต่ละคนปักดอกไม้ ปักวิถีสวยมาก ทำให้อยากเห็นธรรมชาติที่พวกเขาเคยเห็นทั้งหมดเลย

มุมมองของผมที่ได้มาทำงานอยู่ภูคราม ทำให้เห็นมิติที่ภูครามได้เข้าไปสัมพันธ์กับ บุคคล ชุมชน สังคม และธรรมชาติ

มุมมองที่ภูครามส่งผลบุคคล

ในมุมส่วนตัวที่ผมได้เห็นจากตัวเองและผู้คนที่นี่ ภูครามได้สร้างชีวิตที่ดีด้านร่างกายและจิตใจให้กับผู้คน ช่างส่วนใหญ่ที่เป็นเกษตรกรและรับจ้างทั่วไปในพื้นที่ภูพานจังหวัดสกลนคร มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากรายได้ที่เป็นธรรมและมีรายได้เพิ่มเติมนอกเหนือจากการทำเกษตรมาดูแลครอบครัว มีเวลาได้พัฒนาตัวเองผ่านการทำงานที่อิสระหรือการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของภูคราม ผ่านกระบวนการ ทำให้มีความคิดพัฒนาต่อยอดจากงานที่เคยทำมาแล้วให้ดียิ่งขึ้น มีกำลังใจในการทำงาน เมื่อทำงานระดับนึงจะได้เห็นรับรู้ข้อจำกัดของตัวเองว่าชอบและไม่ชอบอะไรและนำสิ่งเหล่านี้ไปพัฒนาต่อ อีกทั้งปลูกฝังความตระหนักรู้เรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้กับช่าง ผ่านการพาไปหาแรงบันดาลใจและสังเกตธรรมชาติในป่า ทำให้ช่างแต่ละคนมีความเข้าใจป่าและธรรมชาตินอกเหนือจากมุมมองที่หาประโยชน์ของตนเอง ทั้งยังรู้จักต้นไม้ ใบไม้ ดอกหญ้าและสิ่งมีชีวิตในป่ามากขึ้น และรู้จักเครื่องมือที่ใช้ในอยู่กับปัจจุบันและการเปิดผัสสะ งานที่นี่จึงได้ใช้ทั้งหัวสมอง ร่างกาย และจิตใจ ควบคู่ไปกับการทำงานอยู่เสมอ

มุมมองที่ภูครามส่งผลต่อชุมชน 

ตั้งแต่มาอยู่ภูครามได้เห็นความสามัคคีในชุมชนเวลามีงานต่างๆ หรือเห็นช่างพูดคุยกันแบบสนิทสนมใจ ภูครามได้เชื่อมโยงผู้คนและสร้างชุมชนกัลยาณมิตรในระแวกพื้นที่ โดยช่างแต่ละคนมักที่จะพูดว่า 

“ภูครามทำให้ได้เจอเพื่อน ได้ใช้เวลาร่วมกันมากขึ้นและได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ ที่ดี”

โดยแต่ละคนแบ่งปันประสบการณ์แลกเปลี่ยนกันในสิ่งที่ตัวเองถนัดและสอนงานกันจนเกิดเป็นความสนิทสนม ไปมาหาสู่ ช่วยเหลือซึ่งกันและกันเวลาเดือดร้อนและตกทุกข์ได้ยากเวลามีงานประเพณีทุกคนก็ร่วมใจกันมีส่วนร่วม ทั้งงานบุญ งานศพ หรืองานสังคมทั่งไป และการทำงานผ้าได้รักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นในเรื่องการทำผ้าฝ้ายดั้งเดิม เปิดมุมมองและโอกาสให้คนรุ่นใหม่ในชุมชนสามารถสานต่องานจากคนในครอบครัวจนเป็นอาชีพหลักได้

มุมมองภูครามที่มีต่อสังคม

การได้เห็นภูครามจากมุมมองคนนอกในตอนแรกจนได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง จนได้เห็นที่นี่ได้สร้างค่านิยมที่ผู้หญิงต่างจังหวัดสามารถมีอาชีพที่สุจริต มีรายได้ที่มั่นคง ไม่ต้องพึ่งพาผู้ชายหรือหัวหน้าครอบครัวหาเลี้ยงเพียงอย่างเดียว การทำงานผ้าได้ส่งเสริมวัฒนธรรมไทยในด้านการย้อมผ้าธรรมชาติและการทำผ้าฝ้ายดั่งเดิมให้กับจังหวัดและประเทศ  พร้อมกับกระตุนเศรษฐกิจที่ยั่งยืนเข้าสู่ชุมชนและจังหวัด เป็นแรงบันดาลใจให้กับแบรนด์ที่ทำงานฝีมือหรือทำงานชุมชนได้มีแบบอย่างที่ดี รวมไปถึงส่งเสริมและทำงานด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติในพื้นที่ให้คงอยู่ต่อไป

มุมมองภูครามที่มีต่อธรรมชาติ

การได้มาอยู่ที่นี่ได้เห็นการทำงานเกือบทุกด้านรวมไปถึงการไปเอาสีธรรมชาติจากต้นไม้อย่างถูกวิธี ทำให้ได้เห็นและรู้ว่าภูครามเป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่วัตถุดิบทั้งหมดทำจากธรรมชาติและไม่พึ่งพาสารเคมี ไม่ว่าจะเป็นผ้าฝ้ายหรือสีสันบนเสื้อผ้าล้วนใช้มาจากธรรมชาติ และขั้นตอนทำผ้าทั้งหมดเป็นงานแฮนด์เมด ทำให้ผลลัพธ์ที่จะส่งผลเสียกลับคืนสู่ธรรมชาติไม่มี ที่นี่เองได้ปลูกฝังการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้กับช่างด้วยการพาเข้าป่า พาไปเรียนรู้และสัมผัสด้วยประสบการณ์จริงและถ่ายทอดแลกเปลี่ยนการเรียนรู้กันทุกครั้งหลังจบกระบวนการ

ความประทับใจ

ผมชอบทุกวันศุกร์ เป็นวันที่ช่างมาส่งงานที่ได้ไปทำช่วงสัปดาห์ มีทั้งคนที่มาส่งงานทุกสัปดาห์และคนที่นานๆ มาส่งที การได้เห็นพี่เหมี่ยวคุยกับช่าง พี่เจนคุยกับช่าง ด้วยวาจาสุภาพเป็นกันเอง แนะนำแนวทางการปักให้กำลังใจ และถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ และช่างหลายคนได้มาคุยมาเจอหน้ากัน แลกเปลี่ยนมุมมองและเรื่องชีวิตประจำวัน ในมุมผมเหมือนวันพิเศษ มันให้ความรู้สึกอบอุ่น ที่เห็นผู้คนจำนวนเยอะๆ พร้อมกับได้เห็นผลงานปักของแต่ละคนที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว  เล่าเรื่องแตกต่างกัน มีทั้งดอกไม้ วิถีชีวิต และธรรมชาติของฤดูกาล จะชอบเป็นพิเศษเวลาได้เห็นผลงานที่ช่างซุ่มก้มหน้าก้มตาทำหลายๆ เดือนแล้วมาเซอร์ไพรส์กับงานมาซเตอร์พีซ

และชอบการประชุมช่างประจำเดือน พอเห็นผู้คนเยอะๆ ที่มีพลังงานที่ดี กลับรู้สึกว่าที่แห่งนี้มีพลังและเป็นสังฆะที่แข็งแรง การได้เห็นมุมมองที่ช่างได้ถ่ายทอดเรื่องราวการเรียนรู้ของตัวเองผ่านการทำงานที่แห่งนี้ มันได้ทำให้พวกเขามีมุมมองที่ดีและเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ผ่านพี่เหมี่ยวที่ใช้พุทธคุณในการปกครองและดูแลผู้คนที่ทำงานด้วย ผมสังเกตเวลาที่พี่เหมี่ยวคุยกับช่างจะมีท่าทีที่เบิกบาน ยิ้มแย้มแจ่มใส และมองช่างเหมือนคนในครอบครัว การที่ผมได้รับการปฏิบัติที่ดีและการได้ฟังเรื่องราวจากช่างในมุมต่างๆ ของพี่เหมี่ยวที่ได้ถ่ายทอดทำให้รู้ว่า ภูครามมีทุกวันนี้ได้เพราะผู้หญิงคนนี้ คนที่มีความเป็นผู้นำ นำพาแต่สิ่งที่ดี คนที่ใจเย็น รับฟัง เอาใจใส่ผู้คนและห่วงใยธรรมชาติ

ผมรักภูครามเพราะความธรรมดาในทุกๆ วัน เราเข้าใจกันผ่านแววตาและการพูดคุยเวลาเดินผ่านกัน ไปกินอะไรอร่อยๆ แชร์เรื่องราวดีๆ สนุกทุกครั้งที่ได้ทำอะไรใหญ่ๆ ร่วมกันสักครั้งเช่นการลงแขกย้อมผ้า และพวกเราก็หมดแรง แล้วก็นอนแพรพัดลมอะไรแบบนี้

การไปล้างฝ้ายที่นาแก่งให้ความรู้สึกพลังงานวัยเด็กกลับมา ทุกคนดูสนุกสนานกับการเล่นน้ำไปในตัว เราพกมะม่วงกับแจ่วไปครบ สั่งน้ำแถวบ้านไปคนละแก้ว เพื่อไปแคมป์ระหว่างล้างฝ้าย(เล่นน้ำ) แต่รถซาเล้งที่เลาะเข้าทางนาที่มีแต่โคลน ก็ตลกกันอีก อยู่ด้วยกันได้ทำอะไรสนุก ดีๆ ด้วยกันที่นี่เลยมีความหมาย

ความสุขหลังการถ่ายทอดการเรียนรู้ ตลอด 4 เดือน

ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายที่ผมอยู่ภูคราม พี่เหมี่ยวได้เชิญช่างมาเข้าร่วมการถ่ายทอดบทเรียนและการเรียนรู้

พอได้พรีเซ็นนำเสนอเรื่องราวการเรียนรู้ระหว่างอยู่ภูครามเสร็จ ความรู้สึกเหมือนคนเรียนจบ มันโล่งและดีใจที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเอง ประสบการณ์ การเรียนรู้ มุมมองที่เปลี่ยนไป กับช่างเกือบ 40 คนที่ได้มาฟังในวันนี้ เราได้เห็นอะไรที่มากกว่าแค่แบรนด์เสื้อผ้า รายได้จากการขายสินค้าได้นำพาชีวิตดีๆ ไปสู่บุคคลและครอบครัวของพวกเขา มันให้ความรู้สึกขนลุกว้าบขึ้นมา การมีผู้คนที่อยากให้เราอยู่ต่อเพราะรับรู้ถึงการมีอยู่ของเรา ผมว่าสิ่งนี้มันสุขจนไม่รู้จะพูดยังไง 

ความรู้สึกของการได้เห็นป้าทำ ช่างทอผ้าภูคราม เอยถึงและปลาบปลื้มใจที่มีคนมาสนใจงานฝีมือ งานที่หนักและต้องใช้ความอดทนสูงกว่าจะได้ผ้าขึ้นมาซักผืน น้ำตาผมมันเอ่อล้นออกมา ความตื้นตันใจที่รู้สึกว่าบุคคลที่เราเคารพมายินดีในเส้นทางของเรา 

ต่อมาพี่เหมี่ยวได้พูดกับช่างที่มาเข้าร่วมในวันนี้ทำนองที่ว่า มุมมองที่น้องๆ ทีมเรียนรู้หน้าฝน ได้ถ่ายทอดให้ฟังทั้งหมดนี้ไม่ใช่ทั้งหมดของภูคราม เป็นแค่ส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ของพวกเขา เขาอยู่กับเราระยะเวลา 4-5 เดือน และภูครามในมุมมองคนนอกมันดูเข้าใจยากว่าทำไมสินค้าถึงมีราคาแพง เพราะภูครามไม่ได้แค่ทำงานเสื้อผ้า ภูครามพัฒนาคนด้วย ทุกคนมีการเรียนรู้เป็นของตัวเองและภูครามกำลังปกป้องทุกคนอยู่ ภูครามเหมือนเป็นโล่เล็กๆ ครอบอยู่ กลับทำให้ผมรู้สึกตื้นตันหนักกว่าเดิม เหมือนมีคนเอาผ้านุ่มๆ มาคลุมให้ยามเราหนาว 

ความรู้สึกมันท้วมท้นน้ำตาผมเอ่อขึ้นมาอีกครั้งและหนักกว่าเดิม เพราะจากประสบการณ์ที่อยู่ที่นี้ ผมได้เห็นสิ่งเหล่านี้โดยตรงผ่านเลนส์ที่ได้ใช้ชีวิตกินอยู่ที่นี้ ได้ไปติดตามช่าง ได้ไปสัมผัสธรรมชาติ ได้มีอิสระในการทำงาน ผมอยากมีพื้นที่แบบนี้จัง

เส้นทางชีวิตต่อไป

ตอนนี้เข็มทิศผมเบนเข็มมาถูกทางแล้ว ผมอยากทำงานที่ได้พบปะผู้คน สร้างสังคมที่ดี สร้างความตระหนักรู้ในเรื่องที่เป็นประโยชน์ ได้อยู่กับธรรมชาติ และเป็นพื้นที่รองรับความทุกข์ใจของผู้คนในบางอย่าง เท่านี้คงทำให้มีความสุขในการได้เกิดมามีชีวิต เส้นทางของผมยังคงดำเนินต่อ ผมต้องลงหลักปักฐาน เอาจริงเอาจังกับการทำงานด้านสังคม ผมคิดว่าเราคงมาบรรจบกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ผมคงมีเวลากลับมาเยี่ยม ที่ภูครามอยู่บ่อยๆ และหวังว่าจะได้นำเรื่องราวดีๆ ประสบการณ์ที่ได้อยู่ที่แห่งนี้ ประสบการณ์ชีวิตดีๆ ของช่างแต่ละคนที่ได้พูดคุยด้วย และพี่เหมี่ยวที่แรงบันดาลใจมาโดยตลอด ไปถ่ายทอดให้กับคนภายนอกได้รับฟัง สร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้ผู้คน สังคม เพราะแรงบันดาลใจเป็นสิ่งสำคัญและสำหรับผมการมาได้สัมผัสที่นี่จะเป็นแรงบันดาลใจต่อไป

เขียนโดย นมสด