ตอนที่ 10 : มิตรภาพสร้างกำลังใจ

ติดตามพี่นาง (แม่น้ำ) ช่างปักผ้า

เวลาผ่านไปเร็วจนใจหาย ฉันรู้สึกเหมือนเพิ่งมาอยู่ภูครามไม่นานนี้เอง แต่ก็ผ่านมาได้สามเดือนกว่าแล้ว วันนี้เป็นวันเสาร์สัปดาห์ที่สามของเดือนสิงหาคม เข้าสู่เดือนที่สี่ที่ฉันมาอยู่ภูคราม

นาฬิกาบนโทรศัพท์บอกเวลา 08:16 น. แม่น้ำโทรเข้ามาขอเลื่อนนัดฉันจากช่วงเช้าไปเป็นช่วงบ่ายเนื่องจากติดธุระ ประจวบเหมาะกับที่ทีมย้อมฝ้ายจะออกไปล้างฝ้ายกันที่นาแก่งใหญ่ในช่วงเช้าพอดี เพราะเมื่อคืนฝนไม่ตก น้ำประปาที่โรงย้อมไม่เพียงพอสำหรับล้างสีมะเกลือที่ย้อมเอาไว้ วันนี้ฉันจึงเหมือนได้เล่นสนุกทั้งวัน ช่วงเช้าไปล้างฝ้ายที่แก่ง ส่วนช่วงบ่ายก็เข้ามาหาแม่น้ำเพื่อติดตามงานปัก

ถึงเวลาบ่ายโมง ฉันขับรถมาจอดที่หน้าบ้านแม่น้ำ ในใจก็ได้แต่ตื่นเต้นว่าเสื้อเชิ้ตของแกจะไปถึงไหนแล้วบ้าง 

ฉันไหว้ทักทายทุกคนหลังลงจากรถ ยายสา และยายสนทักทายฉันด้วยน้ำเสียงสดใส ไม่ว่าจะมาที่นี่กี่ครั้ง ทั้งคู่ก็จะทักทายฉันด้วยความดีใจ ปนเอ็นดูทุกครั้ง และวันนี้ก็เหมือนกัน

เสื้อแม่น้ำถูกพับไว้บนแคร่ พร้อมมีเข็มปักค้างไว้ ก่อนที่แม่น้ำจะเอาเสื้อกางออกให้ฉันดู ฉันแอบเห็นทุ่งหญ้าที่มีดอกไม้สีเหลืองดอกน้อย ๆ ถูกปักอยู่บริเวณชายเสื้อ เป็นดอกไม้จิ๋ว ๆ แบบที่ฉันชอบ เหมือนเวลาไปเดินป่าแล้วได้เห็นดอกไม้ดอกน้อยที่ซ่อนอยู่ตามพุ่มหญ้า

“ช่วงนี้แม่น้ำยุ่งไหมคะ ได้ทำอะไรบ้างเอ่ย” ฉันเอ่ยถาม

“เรื่อย ๆ ดูแลนาข้าว สวนมัน เลี้ยงวัวเหมือนเดิม แล้วก็ปักผ้า” แม่น้ำตอบ “เมื่อสองสามวันฝนตก ก็ได้เฮ็ดงานปัก”

“แล้วตอนนี้หมอกเขาหายหรือยังคะ เท้าเขาที่เป็นแผล”

“หายแล้ว วันนี้ไปอยู่ในสวน”

ฉันพยักหน้า โล่งใจที่แผลที่เท้าของยัยหมอกหายดีแล้ว

“เกือบเดือนนะ เขาก็หายช้าอยู่ เพิ่งได้ข้ามไปสวนเพราะว่าแผลเขาปิดสนิทแล้ว”

แม่น้ำกางเสื้อออกให้ฉันได้เห็นลวดลายเต็ม ๆ ทำเอาฉันตื่นเต้น เหมือนเริ่มมองเห็นภาพลำน้ำอูนของแม่น้ำกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาทีละน้อย

“นี่น่ะ” แม่น้ำชี้ไปที่ดอกเสี้ยว “บ่ได้ใช้สีขาว เพราะว่ามันเป็นโทนกลางคืนเนาะ เลยใส่สีนี้เป็นดอก”

“ค่ะ” ฉันมองตามที่แม่น้ำชี้ “สีครามกับเขียวหรอคะ”

“อื้ม” แกชี้ไปที่ดอกไม้กลุ่มหนึ่งบนต้นเสี้ยว “อันนี้คือดอกเสี้ยวที่สมบูรณ์แล้ว เขาสิมีใจ”

“อ๋า…ปักเส้นเล็กแทรก”

บนต้นเสี้ยวของแม่น้ำเริ่มมีใบไม้สีเขียวเพิ่มขึ้นมา พร้อมดอกเสี้ยวสีฟ้าอ่อนให้บรรยากาศตอนกลางคืน ส่วนหนึ่งของดอกมีการปักรายละเอียดด้านในเป็นมิติด้วยเส้นฝ้ายสีน้ำตาลเส้นเล็ก

“แม่น้ำปักดอกขึ้นแล้วก็เอาเส้นไปแทรก ตรงนี้จะช้ามาก”

“น่ารักค่ะ” ฉันเอ่ยชม

“แล้วอันนี้คือใบอะไรคะ” ฉันชี้ไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายต้นปรงป่า ซึ่งฉันเคยเห็นอยู่บนโคก

“ต้นเฟิร์นลูก ลำห้วยสมัยก่อนจะมีแต่ต้นนี้ล่ะเต็มไปเหมิด เป็นป่า เป็นแถว เป็นแนว บางทีก็อยู่ในซอกในหิน”

“เอาไว้หนูไปปักบ้างดีกว่า” ฉันยิ้ม ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาหารูปต้นปรงป่าที่เคยถ่ายเอาไว้ให้แม่น้ำดู “ที่แม่น้ำปัก ไม่ใช่ต้นนี้ใช่ไหมคะ”

“ไม่ใช่ อันนี้บ่แม่นอยู่ในห้วย” แม่น้ำตอบ

“อ๋อ ต้นที่แม่น้ำปัก จะขึ้นแค่ในห้วยหรอคะ”

“เขาสิขึ้นตามหินแบบนี้เลย เพิ่นชอบขึ้นตามหินชื้น ๆ น่ะน้า” แกชี้ไปที่ต้นเฟิร์นบนเสื้อ ซึ่งถูกปักอยู่ตามโขดหิน

“ต้นนี้เอิ้นหยังก่อป้า” แม่น้ำถามยายสน พลางชี้ไปที่ดอกไม้สีเหลืองที่ฉันสังเกตตอนแรก

“ที่นี่เอิ้นไผ่หิน” ยายสนตอบ

“ดอกเหลือง ๆ น้อย ๆ” แม่น้ำว่า

“ยังมีให้เห็นอยู่ไหมคะ”

“ไม่มีแล้ว เขามาเฮ็ดนี่ก็บ่เห็นหยังแล้วเลเดีย” แม่น้ำพูดถึงผลกระทบจากการทำฝายกั้นน้ำ

“สมัยก่อนนี่มีเยอะ อยู่นำแถวนี้แหละ” ยายสาพูดขึ้น

“สมัยก่อน ป่าแบบแก่งตาจ้านั่น…มันจะอยู่นำเดียวกับพวกต้นแหว่ง ต้นเสี้ยว เฟิร์น แล้วก็มีไผ่หิน แล้วมีต้นหมากเดื่อน้ำ” แม่น้ำอธิบาย “จะเป็นต้นไม้ที่อาศัยน้ำ อยู่นำน้ำได้บ่เน่าเปื่อย”

♩♪♫~ 

พอพูดจบเสียงโทรศัพท์แม่น้ำดังขึ้น

“พี่แจ๋วโทรมา” แม่น้ำกดรับสาย “แจ๋ว…นี่เลเดียมานี่”

แกเปิดลำโพงโทรศัพท์ แล้ววางโทรศัพท์ไว้ข้างตัว ก่อนจะหยิบเอาเสื้อเชิ้ตมาปักดอกเสี้ยวต่อ ฉันเลยได้ฟังบทสนทนาของพี่แจ๋วและแม่น้ำไปด้วย

พี่แจ๋วถามถึงทีมหน้าฝนทุก ๆ คนว่าจะกลับบ้านกันวันไหน แกอยากให้เราได้ไปเดินป่าหน้าหนาวด้วยกันอีก เพราะป่าช่วงปลายฝนต้นหนาวจะเริ่มมีดอกไม้ขึ้นสวยงาม ทำเอาฉันก็อยากเห็นบรรยากาศป่าช่วงหน้าหนาวเลยว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร 

“งานแม่น้ำเป็นไงบ้างเลเดีย” พี่แจ๋วถาม

“งานแม่น้ำน่ารักมากค่ะ”

“เนาะ อยากให้มันสำเร็จ” พี่แจ๋วให้กำลังใจ

“เริ่มเฮ็ดอันนี้แล้วเด๊แจ๋ว เริ่มเฮ็ดดอกแล้วใด๋”

“เล่าให้พี่บวบฟังอยู่ว่างานแม่น้ำไม่ธรรมดาเด้อ” พี่แจ๋วพูดแซว ก่อนจะถามขึ้น “เอ้อ! บวบน่ะ… บอกว่าเห็นป้าบิกับนมสดอยู่แก่งใหญ่นี่เมื่อใด๋น้อ”

“อ๋อ เมื่อเช้า ช่วงสาย ๆ พวกหนูไปแก่งใหญ่กันมาค่ะ เอาฝ้ายไปล้าง” ฉันเล่าให้ฟัง “พี่บวบขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านมาเจอเรานั่งซาเล้งกันอยู่ พี่บวบเลยตามมาช่วยเลย”

“เอ้อ ก็ว่าอยู่ เห็นว่าไปแก่งใหญ่ พากันไปเฮ็ดหยังน้อ พี่ก็สงสัยอยู่” พี่แจ๋วว่า

“ไปใช้น้ำที่นั่นเลยเนาะ เย็น ๆ หอม ๆ” แม่น้ำเสริม

“น้ำเย็นมาก หนูได้เล่นน้ำ เย็นสบายเลยค่ะ”

“มันมีกลิ่นหอมของน้ำป่านะเลเดีย” แม่น้ำบอก

“กลิ่นอะไรมันจะหอม” พี่แจ๋วถามขึ้น ฉันเลยได้หัวเราะออกมา

“น้ำโคกมันหอมเด๊แจ๋ว”

“หุย” พี่แจ๋วอุทาน “ฉันเพิ่งรู้นะเนี่ย” พวกเราหัวเราะไปพร้อม ๆ กัน

ระหว่างบทสนทนาแม่น้ำก็บรรจงปักดอกไม้บนต้นเสี้ยวไปเรื่อย ๆ เป็นดอกเล็กดอกน้อยติด ๆ กัน เสื้อของแม่น้ำดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาเมื่อต้นไม้ของแกเริ่มออกดอกออกใบ และเพราะความอุดมสมบูรณ์ของก้อนหิน เฟิร์น ตะไคร่น้ำที่เกาะอยู่ตามรากไม้ทำเอาฉันเห็นภาพนาแก่งใหญ่ที่เพิ่งไปล้างฝ้ายมาเมื่อเช้า

แม่น้ำและพี่แจ๋วคุยกันเรื่องนา เรื่องลูก เรื่องอาหารการกิน เรื่องผลงานปัก ไปจนถึงเรื่องเที่ยว พี่แจ๋วว่าตอนนี้แกก็นั่งปักผ้าอยู่เหมือนกัน เลยโทรมาคุยเล่นระหว่างปัก 

“พี่แจ๋วน่ะยังไม่ค่อยมีผลงานใด๋ เพราะว่าพวกเรายังทำงานไม่เก่งนะเลเดีย” พี่แจ๋วพูดอย่างถ่อมตน

“โหย… เก่งมากแล้วค่ะ” ฉันเอ่ยชม เพราะจากที่ได้เห็นผลงานเสื้อในโปรเจกต์นี้ที่พี่แจ๋วมาส่ง ฉันว่าไม่ใช่ฝีมือของคนทำงานไม่เก่งเลย ฝีเข็มแกละเอียดมาก และยังถ่ายทอดออกมาได้ดีมากด้วย

“อันนี้เป็นงานฝึกหัดนะ” แม่น้ำว่า

“ฝึกหัดแล้วทำได้ขนาดนี้คือเก่งสุดยอดเลยค่ะ” 

ถึงทั้งคู่จะพูดว่าการปักงานนี้เป็นงานฝึกหัด แต่ฉันกลับมองเห็นความเป็นมืออาชีพ และความเชี่ยวชาญของพวกแกอยู่ในงานอย่างชัดเจน

พี่แจ๋วยังบอกอีกว่าแกปักตัวภูผายลเหมือนกับสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ ซึ่งฉันคิดว่านี่เป็นเอกลักษณ์ของช่างแต่ละคน เหมือนกับศิลปินที่มีลายเส้นเป็นของตัวเอง

“เราไม่มีคนสอนใด๋ หมายถึงเราดูเราก็มาหัดทำเอง ก็ไม่เหมือนเพื่อน” พี่แจ๋วอธิบาย “อย่างภูผายลของพี่พรรณดูน่ารัก แต่ขาเขาจะดูไม่แข็งแรง ส่วนของพี่บวบตัวใหญ่ แข้งขาจะดูมั่นคง… แต่ละคนไม่เหมือนกัน”

“ของพี่พรรณน่ะเป็นขาตอนเคลื่อนไหว” แม่น้ำเสริม “มันเหมือนจริงมาก”

“ทุกคนจะมีสไตล์ของตัวเองค่ะ” ฉันออกความเห็น

“เราจะทำเหมือนเขาไม่ได้นะ ยังไงก็ไม่เหมือน” พี่แจ๋วตอบ

“เอาออกมาจากความคึดเฮาโลด เอาความคึดเฮาดีกว่า” แม่น้ำว่า ในมือก็ตั้งใจปักดอกเสี้ยวไปด้วย

“แต่ละวันน่ะ ความคิดไม่เหมือนกันนะ” พี่แจ๋วพูดต่อ “วันนี้ฉันทำกิ่ง ทีแรกฉันว่าจะไม่ทำ แต่ตอนนี้ฉันทำกิ่งแทรกเข้าไป”

“ตัวทำกิ่งงาม เฮ็ดเลย” แม่น้ำเชียร์

คุยไปได้สักพักสายโทรศัพท์ของพี่แจ๋วก็ตัดไป

“ เราไม่มีคนสอนใด๋ หมายถึงเราดูเราก็มาหัดทำเอง ก็ไม่เหมือนเพื่อน ” พี่แจ๋วอธิบาย “อย่างภูผายลของพี่พรรณดูน่ารัก แต่ขาเขาจะดูไม่แข็งแรง ส่วนของพี่บวบตัวใหญ่ แข้งขาจะดูมั่นคง… แต่ละคนไม่เหมือนกัน… เราจะทำเหมือนเขาไม่ได้นะ ยังไงก็ไม่เหมือน ”

“ เอาออกมาจากความคึดเฮาโลด เอาความคึดเฮาดีกว่า ” แม่น้ำว่า

“ถ้าไม่ได้ไปไหนเขาก็จะโทรมาแบบนี้แหละ” แม่น้ำพูดไปพลางปักดอกไม้ไป “เดี๋ยวก็โทรมา”

♩♪♫~ 

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง

“นั่นไง” แม่น้ำหัวเราะ

 แกกดรับโทรศัพท์ เปิดลำโพง ก่อนจะวางโทรศัพท์ไว้ข้างตัว แล้วปักงานต่ออย่างตั้งใจ ส่วนพี่แจ๋วก็เล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ฟังไปเรื่อย ๆ เสียงของแกทำให้บรรยากาศวันนี้คึกคักขึ้นมา

“น้ำ…บรรยากาศแบบนี้ เฮาต้องรวมตัวกันแล้วพากันไปเที่ยวน้ำตกเนาะ… เนาะเลเดีย!” พี่แจ๋วเอ่ยชวน

“แม่น” / “จริงค่ะ” ฉันกับแม่น้ำตอบขึ้นมาพร้อมกัน

“ไปเที่ยวน้ำตกใด๋” แม่น้ำถามพี่แจ๋ว “น้ำตกคำหอมบ่ ยังบ่เคยไปจั๊กเถื่อ”

“หมายถึงเฮาอยู่นำหลาย ๆ คน เฮาต้องชวนกันไปเที่ยวน้ำตก”

“อยากไปอาบน้ำแก่งฮีนะ” แม่น้ำเสนอ

“ที่นั่นน้ำมันขุ่น” พี่แจ๋วตอบ “ก็มีน้ำตกคำหอมแหละน้ำเอ๋ย บ่เคยไปจั๊กที”

“ให้เจ้านายพาไปบ่น้อ” แม่น้ำเริ่มวางแผน “อ้อนพี่บวบบ่น้อ ให้ไปอ้อนเจ้านายอีกที อยากไปเที่ยวน้ำตก”

บทสนทนาของทั้งคู่ทำเอาฉันอมยิ้ม พวกแกเริ่มพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวหลาย ๆ ที่ที่อยากไป ทั้งน้ำตกคำหอม แก่งฮี ภูผาแด่น น้ำตกตาดโตน พี่แจ๋วยังบอกอีกว่าถ้าไม่อยากไปไกล ที่บ้านยางโล้นก็เหมือนจะมีน้ำตกอยู่ด้วย หรือถ้าไม่ไปน้ำตกก็อยากไปไหว้พระขอพรก็ได้  

บทสนทนาเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวนี้ทำเอายายสน กับยายสาต้องมาร่วมวงสนทนาด้วย

“เฮ็ดจั่งใด๋ เฮาสิได้ไป” แม่น้ำถามขึ้นอย่างขำ ๆ ทำเอาฉันอยากไปบอกพี่เหมี่ยวเลยว่าสงสัยทีมภูครามจะต้องไปเที่ยวน้ำตกกันบ้างแล้ว

ไม่นานนักพี่แจ๋วก็วางสายไป ส่วนฉันก็เล่าให้แม่น้ำฟังเรื่องที่ตัวเองได้ไปเดินป่าดูน้ำตกที่อ่างเก็บน้ำห้วยหวด ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูผายลบ้าง ทั้งแม่น้ำ ยายสน และยายสาต่างก็อยากไปเที่ยวเล่นน้ำตกกัน ต่างคนต่างแลกเปลี่ยนให้ฟังว่าเคยได้ไปที่ไหนมาแล้วบ้าง จนกระทั่งสายตาฉันไปหยุดอยู่ที่ดอกเสี้ยวของแม่น้ำ

“น่ารักจังค่ะ” ฉันเอ่ยชมขึ้นมา “ตอนนี้หนูก็กำลังปักดอกกลมอยู่ค่ะ”

“เก่งแล้วใช่ไหม” แม่น้ำถาม

“ไม่เก่งเลยค่ะ” ฉันหัวเราะ “แต่พออยู่รวม ๆ กันแล้วก็ได้อยู่”

“ทำไปเรื่อย ๆ มันก็เก่งเอง” แม่น้ำให้กำลังใจ

ฉันหยิบเอาเศษผ้า และฝ้ายปักในกระเป๋าที่เตรียมมา เอาขึ้นมาปักไปพร้อม ๆ กับแม่น้ำ

วันนี้ฉันตั้งใจว่าจะเอางานของตัวเองมานั่งทำไปด้วย เผื่อว่าถ้าทำตรงไหนไม่ได้ หรือสงสัยอะไรจะได้ให้แม่น้ำช่วยสอนไปด้วย เพราะตอนนี้ฉันเองต้องเริ่มทำโปรเจกต์งาน Patchwork ด้วยการเอาเสื้อผ้าบางส่วนที่ต้องปรับแก้ มาแก้ไขใหม่ด้วยวิธีการนำเศษผ้ามาปะติด และปักลวดลาย 

พอได้ลงมือทำชิ้นงานด้วยตัวเองถึงได้สัมผัสความรู้สึกของช่างปักขึ้นมา ได้รู้เลยว่าเวลาที่ช่างคิดงานไม่ออก หรือมีบางช่วงอารมณ์ที่ทำให้ปักงานไม่ได้นั้นมันเป็นยังไง ยิ่งถ้าไม่รู้ว่าจะปักอะไรลงไป หรือไม่รู้จะทำงานไปในทางไหน ยิ่งทำให้เกิดความเครียดและกดดันมาก 

เข้าใจแล้วว่าการทำงานของช่างที่ต้องใช้เวลาเยอะไม่ได้แปลว่าช่างทำงานช้าเลย แต่ด้วยปัจจัยหลายอย่าง ทำให้ช่างไม่สามารถทำงานได้ต่อเนื่อง และไม่สามารถใช้เวลากับงานปักได้อย่างเต็มที่

“แม่น้ำคิดว่าจะทำเสร็จภายในเดือนนี้ได้อยู่ไหมคะ”

“คาดว่า” แกตอบ “สิเร่งพยายามอยู่”

“รายละเอียดมันเยอะมากเลยนะคะ”

“มันน้อยน่ะ” แกว่า “มันน้อยนี่หมายถึงดอกมันก็น้อย ใบมันก็น้อย เฮาเฮ็ดเนี่ย มันเป็นอิหยังที่ใซ้เวลา นั่งตั้งนานก็เฮ็ดได้นิดเดียว”

“เข้าใจเลยค่ะ เพราะพอได้ลองทำเอง รู้เลยว่ามันนานมาก ใช้เวลามากเลย”

ฉันและแม่น้ำปักดอกไม้ของตัวเองไปพร้อม ๆ กัน ฉันก็ได้เล่าให้แม่น้ำฟังว่าที่ภูครามมีเสื้อผ้าบางส่วนที่ต้องแก้ไขเป็นจำนวนเยอะมาก เป็นเสื้อผ้าที่บางตัวก็ต้องย้อมแก้ไขสี เนื่องด้วยสีธรรมชาติไม่ใช่สีที่คงทนถาวร ทำให้ซีดจางไปตามกาลเวลา หรือบางตัวก็มีลวดลายปักไม่สมบูรณ์ยังสามารถปักเพิ่มเติมได้ ไปจนเสื้อผ้าที่มีรูปทรงไม่เรียบร้อย ทั้งหมดล้วนต้องนำมาแก้ไขให้สมบูรณ์เรียบร้อย ด้วยความใส่ใจจึงทำให้ทุกชิ้นงานใช้เวลานาน เพื่อให้ออกมาสมบูรณ์ที่สุด อย่างเศษผ้าที่ฉันเอามานั่งปักวันนี้ก็เพื่อเอาไปปักติดบนเสื้อผ้าส่วนนั้นเหมือนกัน

สักพักหนึ่งแม่น้ำได้หยุดปักและชี้ให้ฉันดูที่ดอกเสี้ยวของแก

“มันมีข้อเปรียบเทียบเด๊เลเดีย แทรกกับไม่แทรก… มันก็สวยเหมือนกันแต่ว่าตัวที่เราแทรกนั่นมันสิดูงาม เป็นมิติ เป็นธรรมชาติ”

“ค่ะ” ฉันเห็นด้วย

“วันนี้แม่น้ำจะทำต้นนี้ให้เสร็จเลยไหมคะ”

“แม่น้ำว่าคงไม่เสร็จ” แกตอบ “เฮาเฮ็ดอยู่เป็นชั่วโมงยังได้แค่นี้เอง ไม่ได้พักเลยใด๋ มันเป็นงานที่เล็ก ๆ เร่งให้เสร็จเร็วก็บ่ได้”

ฉันพยักหน้าหงึกหงัก พลางปักดอกไม้ของตัวเองไปด้วย แต่ไม่นานนักฉันก็วางมือเพราะเริ่มรู้สึกปวดหลังขึ้นมา ‘อุปสรรคเยอะจริง ๆ’ ฉันคิดในใจก่อนลุกขึ้นมายืดแข้งขา เดินไปเล่นกับแก๊งแมวที่ห้องครัวก่อนจะเดินกลับมานั่งที่เดิม

แม่น้ำเองก็คงเริ่มปวดหลังขึ้นมาบ้างเหมือนกัน เพราะแกเริ่มขยับท่าทางการนั่งของตัวเองเป็นระยะ

“ลายตา” แกบ่นเบา ๆ

“พักก่อนไหมคะ แม่น้ำปักตั้งแต่เช้าแล้วไหมคะ หรือมาเริ่มปักช่วงบ่าย”

“ปักก่อนหน้าเลเดียมาประมาณชั่วโมงนึง”

“อ๋า…”

“เหยียดแอวก่อน” แม่น้ำหัวเราะ “ปักคราวเดียว สามชั่วโมงไปแล้วเลเดียเอ๊ย”

แกเอนตัวลงนอนพักสายตา และพักความเมื่อยล้าของร่างกาย ส่วนฉันก็เก็บอุปกรณ์ปักของตัวเองเข้ากระเป๋า

“แม่น้ำคึดอยู่ว่าข้างหน้าสิใส่หยังดี” แกพูดขึ้น “ใส่ทุ่งนาดีไหม”

“ดีนะคะ จะได้เหมือนเราอยู่บ้าน มองไปเห็นลำน้ำอูน แล้วก็มีทุ่งนาหลังบ้าน”

“เป็นบรรยากาศบ้านทุ่งเนาะ… ชีวิตประจำวันเฮานี่แหละ” แกยิ้มมีความสุข

เขียนโดย เล