ตอนที่ 1 : อยู่ที่ไหนก็ขอให้มีเพื่อน

“เนี่ยบ้านพี่แจ๋ว” พี่วิชี้ให้ฉันดูระหว่างขี่รถไปกินก๋วยเตี๋ยว
~~ดีจริงบ้านพี่วิกับบ้านพี่แจ๋วมาทางเดียวกัน~~ ฉันคิดในใจ

บ่ายแก่แล้วฟ้ายังครึ้มตั้งแต่เมื่อเช้า หลังมื้อกลางวันที่ช่างวิพาไปกินก๋วยเตี๋ยว ฉันกลับมาขี่จักรยานคันน้อยมุ่งหน้าไปบ้านพี่แจ๋วช่างปักอีกคนของภูคราม พี่แจ๋วกำลังนั่งปักผ้าอยู่บนเปลญวนหน้าบ้านอย่างสบายใจ

บ้านพี่แจ๋วเป็นร้านขายของชำ เคยเป็นปั๊มน้ำมันเล็กๆ มาก่อน แต่ตอนนี้เลิกกิจการไปแล้ว
“ตั้งแต่มีปั๊มใหญ่มาเปิดคนเขาก็ไปเติมที่ปั๊มกันหมด ส่วนของชำเดี๋ยวนี้ก็มีร้านค้ามากมาย บางร้านเขาก็รับบัตรสวัสดิการ คนก็ไปซื้อกันที่นั่น ของพี่แจ๋วที่มีอยู่นี้ก็ได้ขายบ้าง ได้ให้ลูกกินบ้าง ถือซะว่าซื้อไว้ให้ลูกกิน”  พี่แจ๋วเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปด้วยสีหน้าเจือรอยยิ้ม แบบคนที่ไม่ยี่หระกับความทุกข์ พี่แจ๋วเป็นหญิงท้วมที่ใบหน้าเจือรอยยิ้มตลอดเวลา ทำให้คนอยู่ใกล้อารมณ์ดีไปด้วย

“โอโห นี่เริ่มปักไปได้เยอะแล้วนะคะ”
ฉันทักเพราะเห็นรูปร่างต้นไม้ที่ขึ้นอยู่บนด้านหลังของเสื้อเรียงรายหลายต้น ทั้งที่เพิ่งได้เสื้อไปไม่กี่วัน แต่ดูเหมือนว่าพี่แจ๋วกำลังมีไฟลุกโชติช่วงกับการปักงานชิ้นนี้

“พี่แจ๋วตั้งชื่องานชิ้นนี้ว่า ธรรมชาติในป่า”
พี่แจ๋วพูดพร้อมยกเสื้อให้ดู เสื้อที่พี่แจ๋วได้ เป็นเสื้อเชิ้ตครึ่งบนสีฟ้า ครึ่งล่างสีดำที่ย้อมจากครามและมะเกลือ
“พอเราตั้งชื่อแบบนี้เราก็จะนึกออกว่าในป่ามันมีอะไร ในป่ามีต้นไม้ ก้อนหิน สัตว์ นก องค์ประกอบของมันก็ประมาณนี้”

ฉันนั่งลงข้างเปลที่พี่แจ๋วนั่งปักผ้าอยู่
“นั่งพื้นเลยเหรอ ยังไม่ได้ถูนะ” พี่แจ๋วทัก
“ไม่เป็นไรค่ะ นี่ถูให้อยู่” เราผสานเสียงหัวเราะอย่างรู้กัน

พี่แจ๋วกับภูคราม

“พี่แจ๋วเริ่มทำงานกับภูครามได้ยังไงคะ”

“เริ่มแรกช่างบวบที่เขาทำอยู่ภูครามเขามาเที่ยวหา เพราะเป็นเพื่อนกัน เขาเลยแนะนำให้เข้าไปทำงานที่ภูคราม พี่แจ๋วก็ไปรับงาน เขาให้ลองฝึกทำ พี่บวบเป็นคนสอน ก็เริ่มทำผ้าพันคอแรกๆ ทำแค่ดอกไม้ก่อนยังไม่มีใบ รู้สึกเหนื่อย ท้อใจมากเลยตอนนั้น กินคาราบาวทุกวัน ผ้า 1 ผืน ค่าแรง 300 คาราบาว 30 ขวด ก็ 300 หมดพอดีค่าแรง ไม่ได้อะไรเลย” พี่แจ๋วเล่าไปหัวเราะไป

“เดี๋ยวนี้ยังกินอยู่ไหมคะ”

“ก็ยังกินอยู่แต่ไม่ได้กินเยอะเหมือนแต่ก่อน เพราะมาคำนวณดูแล้วไม่ได้อะไรเลย ตอนฝึกอยู่ก็ท้อ บอกพี่บวบว่าฉันไม่เอาแล้ว ฉันเหนื่อย แต่พอทำไปๆ ได้เงิน ก็มีกำลังใจ ทำผ้าพันคอเดือนละ 1 ชิ้น แล้วก็เริ่มทำใบ กิ่งก้านสาขา จนมาถึงตอนนี้เกือบ 10 ปีแล้ว แต่งานไม่ได้เยอะเหมือนเพื่อนเขาหรอก เพราะทำเป็นงานอดิเรก นานๆส่งที แต่พี่แจ๋วเข้าร่วมกิจกรรมทุกครั้งที่พี่เหมี่ยวจัด ทั้งอบรม ไปออกทริป รับลูกค้า” พี่แจ๋วเล่าถึงคุณเหมี่ยวผู้ก่อตั้งแบรนด์ภูคราม

“กิจกรรมที่เขาชวนไปทำมีอะไรบ้างคะ”

“ส่วนมากก็ต้อนรับลูกค้า เวลาเขามาก็เป็น 10 -20 คน พี่เหมี่ยวก็จะจัดทริปให้ลูกค้ามานอนที่บ้าน 1-2 คืน กระจายกันไปอยู่ตามบ้านช่าง แล้วก็ไปเดินป่า แล้วมาซื้อเสื้อ”

“ก่อนที่จะมาทำกับภูคราม ทำงานอะไรมาก่อนคะ”

“ทำไร่ ทำนา ทำสวน”

“เคยไปทำงานกรุงเทพไหมคะ”

“ไม่เคย”

“ทำไมพูดกลางสำเนียงคนกรุงเทพมาก” ดูเหมือนพี่แจ๋วจะนึกขึ้นได้ เมื่อฉันทักแบบนี้

“เคยไปทำงานกรุงเทพ ทีแรกไปทำโรงงานอิเล็คโทรนิคแถวสมุทรปราการ ทำอยู่ 3 เดือน แม่ไม่สบาย ก็กลับมา แล้วก็ไปอีก ทำงานโรงงานอยู่แถวสมุทรปราการเหมือนเดิม ตอนนั้นไปทำงานเพื่อนก็ไม่มี เข้ากะดึก ทำไม่ถึง 10 วัน ออก” พี่แจ๋วหัวเราะเมื่อจบประโยค

“เอ้า ทำไมล่ะคะ” ฉันยังอยากรู้ต่อ

“ตอนแรกไปสมัครกับเพื่อน แต่พี่แจ๋วได้ เพื่อนไม่ได้เพราะส่วนสูงไม่ถึงที่เขากำหนด พี่แจ๋วเลยต้องไปทำงานคนเดียว ขี่รถไปแล้วก็หลง รู้สึกยุ่งยากเลยไม่อยากทำแล้ว อยากไปทำงานกับเพื่อน อยู่ไหนก็ได้ขอให้มีเพื่อน ตอนนั้นเพื่อนก็ยังไม่ได้งาน เช่าห้องอยู่ด้วยกัน เลยไปสมัครโรงงานพัดลม เลยได้ทำงานด้วยกัน พออยู่ได้ประมาณ 1 ปี แม่ไม่สบาย ไม่มีคนดูแล ก็กลับมาอยู่บ้าน แล้วไปทำงานอยู่กับพี่สาวในค่ายกฤษณ์สีวะราเขามีสนามกอล์ฟ ไปเป็นแคดดี้อยู่ตรงนั้น ประมาณ 3 ปี พออายุ 32 แต่งงาน ก็มาอยู่บ้านหลังนี้บ้านแฟน พาแม่มาอยู่ด้วย อยู่ที่นี่ได้ 17 ปีแล้ว ตอนทำงานอยู่กรุงเทพอยู่ไม่นาน แต่ทำที่สนามกอล์ฟนี่อยู่นาน”

“เพราะว่าอยู่บ้านเราด้วยไหมคะ”

“ใช่ มันไม่เหงาเหมือนอยู่กรุงเทพ เวลาเช้าไปทำงาน ประมาณเที่ยงก็เข้ามาบ้าน มาหาแม่ ไปๆมาๆ ถ้างานอยู่กับที่นานๆ ทำไม่ได้ เรียนตัดเย็บเสื้อผ้าก็เคยไปเรียนนะตอนอายุ 17-18 ที่ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดสกลนคร”

“ชอบไหมคะ”

“ไม่ชอบ มันนั่งนาน แล้วก็เป็นงานละเอียด แล้วถ้าเราเป็นช่างมีคนมาจ้างตัดเสื้อถ้าเราตัดผิดพลาดจะโดนคนว่าเลยไม่ชอบ แต่ตอนเป็นแคดดี้รับลูกค้าไปออกรอบมันท้าทาย เพราะได้ลุ้นว่าแต่ละวันเราจะได้ลูกค้ากรุ๊ปไหน”

“ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนไทยเหรอคะ”

“คนไทย ฝรั่งก็มี ญี่ปุ่นก็มี”

“คนต่างชาติเขาทำงานอยู่ในสกลนครเหรอคะ”

“ไม่ๆ มาจากที่อื่น มาเที่ยว แล้วเขาก็แวะมา เราก็พูดภาษาอังกฤษไม่เป็นหรอกอาศัยจำๆ เอา”

“พอได้มาทำงานกับภูครามเราได้อะไรจากที่นี่ ภูครามให้อะไรกับเรา”

“ภูครามให้ความรู้ ทำให้เรารู้จักคุณค่าในตัวเอง หนึ่งคือมีอาชีพ อย่างเราทำอะไรไม่ได้ปวดขาไปนาไม่ได้ เราก็เอางานมาทำ มันเห็นคุณค่าในตัวเองคือเรามีงานทำ สองสร้างรายได้ ถ้าเราขยันทำเราก็ได้เยอะ แต่พี่แจ๋วนี่ขอแค่ให้มีค่าน้ำค่าไฟก็พอ แล้วเราก็ได้เรียนรู้ไปกับธรรมชาติ เวลาพี่เหมี่ยวพาเข้าป่าไปนี่นะ เขาก็จะให้เราสังเกตว่าต้นไม้ต้นนี้เป็นยังไง พอมาบ้านเราก็สังเกตลักษณะของต้นไม้ บางทีก็ซ้อนกัน บางทีก็โค้งงอ เราสังเกตแล้วเราก็เอามาใส่ในงาน เป็นแรงบันดาลใจของเรา เวลางานเสร็จพี่เหมี่ยวก็จะถามว่าได้แรงบันดาลใจมาจากไหน เราก็บอกว่าได้มาจากในป่า สังเกตธรรมชาตินู่น นั่น นี่ ก็เป็นเรื่องราวของเรา เราก็เล่าให้เขาฟัง มีประโยชน์หลายอย่างที่เข้ามาทำงานในภูคราม อีกอย่างก็มีสังคม มีเพื่อน ได้เรียนรู้ จากที่เราเป็นคนขรึมๆ เงียบๆ ไม่สนใจใคร ไปไร่ไปนา ไม่ค่อยเข้าสังคม เราก็มีสังคมภูคราม ไปโน่นไปนั่นกับเพื่อน ได้รู้จักเพื่อน แล้วก็ทำกิจกรรมต่างๆ แต่ก่อนไม่มี”

“…มีประโยชน์หลายอย่างที่เข้ามาทำงานในภูคราม อีกอย่างก็มีสังคม มีเพื่อน ได้เรียนรู้ จากที่เราเป็นคนขรึมๆ เงียบๆ ไม่สนใจใคร ไปไร่ไปนา ไม่ค่อยเข้าสังคม เราก็มีสังคมภูคราม ไปโน่นไปนั่นกับเพื่อน ได้รู้จักเพื่อน แล้วก็ทำกิจกรรมต่างๆ…”

“แตกต่างจากการทำงานที่อื่นเลยไหมคะการได้ทำงานกับที่ภูคราม”

“ต่างกันมาก ตอนไปทำงานที่กรุงเทพ เราไม่ค่อยได้เจออะไร ตื่นเช้ามาขึ้นรถรับส่งไปทำงาน แล้วก็ไม่มีอะไร งานก็ขึ้นอยู่กับหัวหน้าของเรา ไม่ได้พบเจอใคร พอเรามาอยู่ที่นี่ เราได้ทำอะไรหลายอย่างไม่น่าเบื่อ ไม่ซ้ำซาก แล้วได้อยู่กับครอบครัวของเรา ได้ดูแลพ่อแม่ ดูแลลูก มันเหมาะสมกับเรา เพราะเรามีครอบครัวไม่สามารถทิ้งครอบครัวไปอยู่ที่อื่นได้ เราโชคดีที่มีโอกาสได้มาอยู่ที่ภูครามและมีงานทำอยู่ที่บ้านของเรา ไม่ต้องทิ้งครอบครัวไปไหน ถ้าเราอยากได้เงินเราก็หัดเรียนรู้ คือพี่แจ๋วยังไม่เก่ง ยังต้องฝึกหัดและเรียนรู้ ก็ไปร่วมกิจกรรมบ้าง ทำงานอยู่ตรงนี้สบาย เป็นอิสระ มีความสุข พี่เหมี่ยวก็ไม่ได้มากดดันอะไร เสร็จเมื่อไหร่ก็ไปส่ง ให้อิสระกับเรา ไม่ได้บังคับ” 

“เพราะคนทำสบายใจ งานเลยออกมาสวย” ฉันสำทับ

“ภูครามแตกต่างจากที่อื่น เพราะมีสตอรี่มีเรื่องราว มีเรื่องเล่า” พี่แจ๋วเสริม

“ตอนที่เข้าใหม่ๆ ยังไม่ได้ทำงานแบบจริงจัง คือฝึกหัดก่อน สลับกับไปทำไร่ทำนา เดือนหนึ่งสองเดือนมีงานชิ้นหนึ่ง แต่ก่อนตอนทำ 1- 2 ปีแรก ยังไม่ได้พัฒนา ยังแค่ฝึกหัด พอทำไป 5-6 ปีก็เริ่มทำต้นไม้มีกิ่งก้านสาขา พี่เหมี่ยวก็พาเข้าป่าให้สังเกตแล้วมาใส่ในงานของเราก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาถึงทุกวันนี้” พี่แจ๋วเล่าถึงความหลังครั้งเมื่อแรกเริ่มมาหัดปักผ้ากับภูคราม

“เวลาเห็นคนได้งานของเราคิดว่าเขารู้สึกยังไง เราให้อะไรกับคนที่เขาซื้องานเรา”

“เขามาซื้องานเรา เราก็ดีใจ แสดงว่างานของเรามีคุณค่า แล้วก็โดนใจของเขา มันสามารถบำบัดจิตใจเขาได้ เพราะคนในกรุงเทพเขาไม่ค่อยได้เห็นธรรมชาติบ้านนอก พอเขาได้เสื้อไปเขาก็ถามว่าต้นไม้ในลายปักคืออะไร เขาก็ได้รู้จัก งานปักใช้เวลา เส้นด้ายตรงนี้กว่าเราจะใช้ความคิด ปัก ตัดต่อสี มันทำยาก เขาน่าจะเห็นคุณค่าเราก็ในตรงนี้ พี่เหมี่ยวเคยสอนให้ลูกค้าหัดทำ เขาถึงเข้าใจว่ากว่าจะได้แต่ละดอกนั้นไม่ง่าย”

“เขามาซื้องานเรา เราก็ดีใจ แสดงว่างานของเรามีคุณค่า แล้วก็โดนใจของเขา มันสามารถบำบัดจิตใจเขาได้ เพราะคนในกรุงเทพเขาไม่ค่อยได้เห็นธรรมชาติบ้านนอก…”

ดูเหมือนว่าช่างปักแต่ละคนมีวิธีคิดงานในแบบของตัวเอง พี่แจ๋วเป็นอีกคนที่เริ่มต้นคิดงานจากการตั้งชื่อให้ชิ้นงาน เพื่อเป็นแนวทางให้ตัวเองเดินตามแนวคิดนี้ไปจนชิ้นงานสำเร็จ

“เวลาคิดงาน เราเริ่มจากตัวเสื้อก่อน ว่าเราได้เสื้อแบบไหนมา อย่างตัวนี้เป็นเสื้อเชิ้ตเราก็ทำให้ออกมาแนวเท่ๆหน่อย มีต้นไม้ ถ้าได้เสื้อออกหวานๆ เราก็ทำเป็นดอกไม้ ดูสีเสื้อ โทนเสื้อ พอได้เสื้อมาก็จะตั้งชื่องานไว้ก่อน อย่างตัวนี้เราตั้งชื่อว่า ธรรมชาติในป่า สำหรับพี่แจ๋วถ้าไม่ตั้งชื่อก่อนจะนึกไม่ออก แล้วก็จะปักไปตามชื่อ เหมือนเราอยากเล่าเรื่องนี้ ธรรมชาติในป่า พอไปเดินป่าเราก็สังเกต ฤดูกาลต่างๆในป่าก็จะแตกต่างกัน อย่างฤดูฝนก็จะมีเห็ด มีหน่อไม้ เราก็เล่าเรื่องใส่ไปในงานประมาณนี้  แล้วก็จะมีตัวภูผายล มีหญ้า มีก้อนหิน มีดอกไม้ มีผีเสื้อ”

“สนุกไหมคะเวลาปักผ้า”

“สนุก แต่ถ้าเราหงุดหงิดหรืออารมณ์ไม่ดี   หรือเครียด เราก็จะทำงานไม่ได้ ถ้าเราอารมณ์ดีงานของเราก็จะไปได้สวย เวลาอารมณ์ไม่ดีเราก็พักไปทำอย่างอื่น บางทีก็ไปจับจอบขุดดิน ปลูกโน่นปลูกนี่”

“วันปกติธรรมดาพี่แจ๋วทำอะไรบ้างคะ”

“หลังทำงานบ้านทำกับข้าวเสร็จ ถ้าไม่ได้ปักผ้าก็จะไปนาประมาณ 1-2 ชั่วโมง หน้าฝนก็จะไปปลูกหญ้าให้วัว เราไม่ต้องรดน้ำ เพราะมีฝน”

ระหว่างนั่งคุยมีเพื่อนบ้านแวะมานั่งคุย เป็นคุณป้าวัยน่าจะประมาณ 70 ขึ้น เธอเล่าว่าลูกเขยไม่อยากให้ทำงานบ้านเยอะไม่อยากให้ลำบาก จึงซื้อถ้วย จานพลาสติกมาไว้ให้ใช้ ใช้เสร็จให้ทิ้งเลย ไม่ต้องล้างให้เหนื่อย ป้าบ่นว่าไม่อยากใช้ เพราะมันผิดแผกจากวิถีชีวิตปกติ แต่ลูกเขยก็ว่าแม่ยายแปลกที่ไม่ใช้ ทั้งที่มันง่ายและสบายดี 

พี่แจ๋วก็ได้แต่เออออไปกับเขา ฉันซึ่งเป็นบุคคลที่ 3 ไม่ได้ออกความเห็นใด ได้แต่คิดเป็นห่วงสิ่งแวดล้อมในใจ เดี๋ยวนี้คนรักความสะดวกสบายมากกว่าที่จะตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม แม้ว่าขยะพลาสติกกำลังจะล้นโลกเป็นปัญหาใหญ่ของเราทุกคน แต่ยังมีคนอีกมากมายที่ยังเห็นเป็นเรื่องไกลตัว ฉันได้แต่ภาวนาให้ป้ายังจะขยันล้างจานต่อไป และไม่ใช้จาน ชามพลาสติกที่ลูกซื้อมาให้ใช้ 

คุณป้าข้างบ้านคุยจนฉ่ำใจแล้วก็ลาจากไป พี่แจ๋วลุกไปหยิบถุงที่มีมะม่วงสุกอยู่เต็มถุงมายื่นให้ 
“นี่กินไหม มะม่วงอกร่องนะ ไปเก็บมาจากนา”
ฉันตาลุกวาว มะม่วงสุกเป็นของโปรด แล้วยิ่งเป็นอกร่องที่แถวบ้านฉันหากินยากกว่าน้ำดอกไม้ฉันจึงไม่ปฏิเสธ พี่แจ๋วเดินไปหยิบจาน มีด ส้อมมายื่นให้

ฉันปอกมะม่วงลิ้มรสหวานฉ่ำละมุน เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างสบายใจ นั่งดูพี่แจ๋วปักผ้าไปเงียบๆ ต้นไม้ในเสื้อพี่แจ๋วเริ่มมีกิ่งก้านแผ่ออกไป พี่แจ๋วหยิบดินสอมาเขียนลายต้นไม้ลงบนผ้า

“วิธีการทำต้นไม้ของพี่แจ๋ว พี่แจ๋วจะเริ่มทำโคนต้นไม้ก่อน แล้วก็ต่อกิ่ง จะมี 3 ระดับ มีกิ่งใหญ่ กลาง เล็ก ข้างล่างก็จะมีก้อนหิน มีหญ้า แล้วก็มีสัตว์ มีเห็ด ไม่รู้จะไปถึงไหนนะ โม้ไว้ก่อน” พี่แจ๋วพูดจบแล้วก็ตบท้ายด้วยเสียงหัวเราะอารมณ์ดี

เขียนโดย ม่านเมฆา