ติดตามป้าทำ ช่างทอประจำภูคราม

บ่ายวันศุกร์ที่มีลมพัดอ่อน ๆ หลังมื้อก๋วยเตี๋ยวไก่ฝีมือพี่ป้าย ฉันเดินจากบ้านภูครามไปบ้านป้าทำ ที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ร้อยเมตร เดินผ่านโรงย้อม เลี้ยวซ้ายไปตามแนวอาคารก็จะเจอกับบ้านหลังหนึ่งที่มีเปลผูกเรียงกันอยู่ที่ชานบ้าน
ฉันได้รับโจทย์ให้ติดตามการทำงานของ “ป้าทำ” แกเป็นผู้ย้อมฝ้าย และทอผ้าให้กับภูครามมาตั้งแต่เริ่มต้น
ที่บ้านป้าทำมีแขกมานั่งคุยเล่นอยู่ด้วยสองสามคน หนึ่งในนั้นเป็นแม่บิดา คุณแม่ของพี่เหมี่ยว ผู้ก่อตั้งภูคราม
“สวัสดีค่า ป้าทำคะ หนูมาขอนัดป้าสัมภาษณ์ เห็นว่าป้ายังไม่สะดวกเริ่มทำผ้า ก็เลยอยากจะมาคุย มาสัมภาษณ์ป้าก่อน”
“ป้ายังบ่ได้เริ่มเฮ็ดผ้านะ ไม่ค่อยสบาย ถ้าเฮ็ดแล้วสิลงไปเอิ้น แต่ถ้าสิมาสัมภาษณ์ก็มาวันนี้ได้เลย”
“กี่โมงดีคะป้า”
“สักบ่าย ๆ ขึ้นมาได้เลย”
“อย่างนั้นเดี๋ยวหนูมาหาตอนบ่ายสองนะคะป้าทำ เดี๋ยวไปเคลียร์งานแว็บนึง”
หลังจากนัดแนะเวลาพูดคุยกันเรียบร้อย ฉันก็กลับไปเคลียร์งานสต็อคนิด ๆหน่อย ๆ และเริ่มเตรียมตัวไปคุยกับป้าทำตอนสองโมง ถึงเวลาก็เดินขึ้นไปหาแก
ป้าทำนอนเล่นบนเปล ในบรรยากาศสบาย ๆ พร้อมกับมีน้าหนามนอนอยู่บนเปลที่อยู่กระเถิบเข้าไปด้านใน และมีเจ้าหมูตุ๋น หมาโกลเด้นตัวยักษ์สีน้ำตาลนอนอยู่ใต้ร่มไม้ใกล้ ๆ
“มาแล้วค่ะป้าทำ”
“มานั่งเปลนี่ก็ได้” ป้ากล่าว
“เดี๋ยวหนูเอาเก้าอี้มานั่งข้าง ๆ ป้าทำก็ได้ค่ะ” ฉันพูดพร้อมยกเก้าอี้มานั่งข้างป้าทำ พร้อมกับเอาอุปกรณ์ขึ้นมาจด และบันทึกเสียง
“โอเคค่า อย่างแรกเลย รบกวนป้าทำแนะนำตัวให้หน่อยนะคะ”
“ป้าทำมา เดชธิสา เป็นประธานกลุ่มฉันภูพาน ทำมาหลายปีแล้ว ป้าก็ทำไปเรื่อย ๆ ทีแรกก็ทำใช้ในครัวเรือน ก็ทำกันเป็นทุกบ้านนะ เริ่มตั้งแต่ปลูกต้นฝ้าย ต้นคราม เข็น อิ้ว เราต้องทำเองทั้งหมด ป้าก็เลยทำมาเรื่อย ๆ ต่อมาก็มีกลุ่มมีหยังขึ้นมา มีอบรมสายอาชีพ ป้าได้ทำขนมบ้าง เสริมสวยบ้าง แต่ก่อนก็ทำอาหาร ทำขนม แล้วก็มีหน่วยงานเข้ามา… ต่อมาก็เริ่มมีประเภทฝ้าย กับครามขึ้นมาใหม่ เลยได้เริ่มทำเป็นกลุ่มขึ้นมาอีก ทีแรกก็ปลูกคราม” ป้าทำกล่าวพลางไกวเปลเบา ๆ
“ปีนั้นปลูกครามกันเยอะ ป้าอยู่ในกลุ่มอุ่นเรือน ก็มีไปอบรมพักหนี้ เพราะชาวบ้านเป็นหนี้ธกส. (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) กัน ทางธกส.มีโครงการอบรมเลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา เลี้ยงกบ เขียด แล้วบัดนี้ป้าก็เฮ็ดปลูกคราม…”
ป้าทำเล่าประวัติความเป็นมาว่าเริ่มทำงานเกี่ยวการย้อมคราม และทอผ้าได้อย่างไร การทำผ้าครามเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านที่มีมาตั้งแต่ป้าแกยังสาว ๆ ก่อนจะมาทำผ้าย้อมและทอ เหมือนทุกวันนี้ แกได้ทำงานมามากมายหลายอย่าง ทั้งเข้าร่วมอบรม เข้าร่วมกลุ่มนั่นนี่ แล้วจึงมาเริ่มทำงานประเภทฝ้าย และปลูกคราม
“ก็มีพ่อค้าทางเมืองแพร่ เชียงใหม่พู่น มาซื้อน้ำคราม… ทำน้ำครามนี่แต่ก่อนเคยทำกับแม่ ก็จำเอา แล้วจำถูก ก็ได้เงินเยอะอยู่ ขายน้ำครามปีนั้น ก็ตื่นตัว แต่ละกลุ่มก็พากันปลูกคราม เฮ็ดทั้งตำ ทั้งเข็น บัดนี้พอไม่มีตลาดขาย ฝ่ายเฮาก็ต้องขายเอง แต่เฮาไม่มีความรู้ในจุดนั้น บ่เคยออกนอกบ้าน บ่เคยเป็นแม่ค้า ก็ได้มีหน่วยงานมาอบรม คือเฮาทำไว้แล้วมีหน่วยงานสปก. (สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม) พาไปขาย อบรมให้ชาวบ้าน… บางครั้งก็ขายได้บ้างไม่ได้บ้าง”
ภูครามเริ่มมาจากอะไร
“มะเหมี่ยวเธอกลับมาบ้าน มาจากกรุงเทพ เธอเรียนจบแล้วไปเฮ็ดงานอยู่กรุงเทพ… กลับมามะเหมี่ยวเห็นป้าย้อมหม้อ ทอผ้า ทอหยัง เธอก็เอาไปนุ่ง แล้วได้ลองเอาไปขาย มะเหมี่ยวก็บอกให้ป้าเฮ็ดแบบนั่น แบบนี่ให้ ‘เหมี่ยวสิลองเอาไปขายเบิ่ง’ เธอก็ไปกับเพื่อน เวลาเพิ่นไปเมือง ก็ไปเทียวละ 6,000-7,000 เงิน ตลาดก็ยังบ่ตอบรับเธอ เธอก็กลับไปใหม่” ป้าทำกล่าว
“แต่ก่อนผ้าเฮายังไม่ทันได้แปรรูปหลายดอก เฮ็ดเป็นผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ มีทำลายนั่นลายนี่ สีนั่นสีนี่ เอาไปทีละน้อย แต่ตลาดยังบ่ตอบรับแบบพอใจ
…มะเหมี่ยวเธอก็หันมาปัก ทีแรกก็จ้างช่างปักอยู่กรุงเทพ แต่ปักแล้วมันหลุด ก็เลยมาเฮ็ดงานปักเอง ป้าก็ไปหาช่าง ช่างแต่ก่อนก็ปักลายดอกไม้ กระต่าย นก หนู จนไปเจอนางคนนึงชื่อดา นางเคยปักลาย ปักเป็นชื่อให้เด็กน้อย ดาก็ทำสวย ก็เลยได้มาปัก มะเหมี่ยวเพิ่นก็เป็นคนสอน ให้ขึ้นลายดอกไม้ธรรมดา ดาเพิ่นเฮ็ดไว ละเอียด พอเอาไปขายตลาดก็ตอบรับ”
ป้าทำหยุดคิดเล็กน้อยก่อนที่จะเล่าต่อ
“…แล้วก็เริ่มเฮ็ดผ้าเมตร เฮาสิเอามาตัดเสื้อ หาช่างก็ย๊ากยาก ช่างบ้านนอกมันเฮ็ดบ่สวยงามเนาะ แต่ก็มีอยู่ผู้หนึ่งไปให้ลองเย็บดู ก็เย็บได้แน บ่ได้แน ก็โอเคอยู่ เป็นทรงภูคราม ทรงแต่เก่า พอตลาดและลูกค้าตอบรับดีก็เริ่มรับสมัครคน มาเรียนปัก แบบไอเดียไผไอเดียมัน บ่ต้องเรียนแค่แบบเดียว ไผมีหัวคิดแบบใด๋ก็ให้ปักไป เอาธรรมชาติ เอาความเป็นอยู่วิถีของเฮามาทำ
เฮาก็บ่ได้มีความคิด บ่ได้เรียนมา ก็มีร้องไห้บ้าง แต่ก็สู้ เอาไปเอามาก็เก่งเอง เก่งขึ้น ๆ ตลาดก็ตอบรับ ป้าก็เป็นช่างทอแยกออกมา ทั้งย้อมกับทออยู่นำเดียว ย้อมเอง ทอเอง บ้างครั้งก็เข็น แต่บัดนี้ละบ่ทำก็ได้จ้างเขาบ้าง กระจายงานให้ชาวบ้าน เฮาล่ะทออย่างเดียว ถึงได้ทัน พอได้ใช้ได้สอย พอว่ามีงานทำ ธุรกิจก็ได้เป็นธุรกิจ แต่ก่อนเฮ็ดใช้สอย เบิ่งงานใหม่ ๆ ตอนแรกก็เฮ็ดบ่เป็น บัดนี้แก่ลง กาลเวลาผ่านมา ก็เฒ่าแล้ว ทุบฝ้าย ฆ่าฝ้ายมันกะหมดแฮง เฮ็ดได้จักหน่อย แต่ออเดอร์เพิ่นสั่งมาก็บ่ได้ขาดเด้อ ก็เฮ็ดอยู่”
‘ป้าเก่งจังเลย ยังดูแข็งแรงอยู่ ถึงจะเหน็ดเหนื่อยก็ยังสู้ ยังขยันทำงาน’ ฉันคิดในใจ
“ช่วงนี้ป้าเฮ็ดเส้นน้อย เส้นใหญ่พักไว้ซะก่อน เส้นฝ้ายก็มีแบบเส้นลาวสลับไท เฮาเฮ็ดตามออเดอร์ เฮาบ่มีความรู้ก็เฮ็ดซื่อ ๆ แต่มะเหมี่ยวนี่มีความรู้” ป้าทำเอ่ยชม “มื้อนี่ป้าเฮ็ดตามเขาก็สบายอยู่ แล้วมะเหมี่ยวก็มีตลาดดี มีพรรค มีพวก มีเครือข่าย แล้วเธอก็ไม่แม่นว่าให้แต่เฮาเฮ็ดนะ เธอมาเพื่อพัฒนา บ่ได้มาเพื่อค้าขาย แต่เธอมาพัฒนาคน พัฒนาสิ่งของ พัฒนาวัตถุโบราณที่มันสิสูญหาย พัฒนาสิ่งแวดล้อม รักษาต้นไม้ใบหญ้า ห้วยหนองคลองบึง ใช้สีธรรมชาติย้อมความคงทนมันก็บ่หลาย สีธรรมชาติโดนลมมันก็ไป ก็สิย้อมใหม่”
“ เธอก็ไม่แม่นว่าให้แต่เฮาเฮ็ดนะ เธอมาเพื่อพัฒนา บ่ได้มาเพื่อค้าขาย แต่เธอมาพัฒนาคน พัฒนาสิ่งของ พัฒนาวัตถุโบราณที่มันสิสูญหาย พัฒนาสิ่งแวดล้อม รักษาต้นไม้ใบหญ้า ห้วยหนองคลองบึง ”
“ป้าน่ะ แต่ก่อนบ่กล้าเว้า บ่กล้าจา ย่าน เว้านำคนบ่เป็น เป็นคนไม่มีความรู้ ก็ได้แต่ฟังนำเดียว บัดนี้มะเหมี่ยวเธอเข้ามาพัฒนาคนให้กล้าเว้า กล้าจา มะเหมี่ยวก็เก่ง พัฒนาธรรมชาติ ก็เบิ่งว่าวัตถุดิบที่มีเฮาเอามาเฮ็ดหยังได้บ้าง พืชนี้เฮ็ดหยังได้บ้าง ก็เริ่มมาจากตรงนั้นเพราะพื้นเพเฮาสิต่ำหูกต่ำฝ้าย… มามื้อนี้ป้าเป็นคนกล้าแล้ว เว้าได้ เขาให้รำก็รำ เขาให้ฟ้อนก็ฟ้อน เพราะมะเหมี่ยวเธอมาพัฒนาคนให้กล้าในทางที่ถูกต้อง”
“ …มามื้อนี้ป้าเป็นคนกล้าแล้ว เว้าได้ เขาให้รำก็รำ เขาให้ฟ้อนก็ฟ้อน เพราะมะเหมี่ยวเธอมาพัฒนาคนให้กล้าในทางที่ถูกต้อง ”
“ป้าทำนี่เป็นญาติกับพี่เหมี่ยวไหมจ๊ะ”
“เป็นป้าจ้ะ เป็นเอื้อยของแม่มะเหมี่ยว”
เจอกันมาก็จะเข้าอาทิตย์ที่ 3 แล้ว ฉันเพิ่งจะรู้ว่าป้าทำเป็นป้าของพี่เหมี่ยวก็วันนี้
“นั่นก็แม่เฒ่า แกเพิ่งเสียไปได้ปีสองปี” ป้าทำชี้ให้ดูบนผนังบ้านที่ประดับไปด้วยรูปของแม่เฒ่า-คุณแม่ของป้า กับครอบครัว และเครือญาติของแก “ป้าก็ได้แม่เฒ่านี่ล่ะ เป็นครูบาอาจารย์ สอนให้เฮ็ดจั๊งซั่น จั๊งซี่ เฮ็ดผ้าเป็นลายนั่นนี่ แล้วก็ลายมะนองมะแนง…”
ฉันพยักหน้ารับ
“แม่เฒ่าแกชื่อยายเพลิน” ป้าทำกล่าว
“ปกติที่ป้าจะเริ่มทำผ้าผืนนึง เริ่มต้นตั้งแต่แรกเลยต้องทำอะไรบ้างคะ”
“ได้เส้นฝ้ายก็มาฆ่า ไปกวัก ไปค้น ไปสืบใส่ฟืมน้อยใหญ่ตามออเดอร์ แล้วก็ไปทอ… อันนี้แบบบ่ได้เฮ็ดสีนะ ถ้าจะเฮ็ดสีก็ไปย้อมก่อนจนได้สีที่ออเดอร์เพิ่นให้ แล้วก็เอามาฆ่า มาล้างให้สะอาด ถ้าเป็นสีเปลือกไม้ ก็ต้องไปหาสีเปลือกไม้มาต้ม ย้อม จนได้สีที่พอใจ ก่อนไปล้างและนำไปตีออก แล้วไปฆ่าฝ้าย การฆ่าฝ้ายคือต้องใช้น้ำข้าวมานึ่งให้ผ้าสุกแข็ง เพราะถ้าบ่ฆ่าฝ้ายมันสิทอไม่ได้ มันสิเปื่อย”
อืมม… กว่าจะได้ผ้าผืนนึงไม่ใช่ง่ายๆ กระบวนการตั้งมากมาย ผ้าผืนนึงถึงได้มีคุณค่าขนาดนี้
“ตอนนี้ก็มีคนทอมะเกลืออยู่หนองส่าน” ป้าทำกล่าว
“ใช้เวลานานไหมคะ ในการทอ”
“ถ้าเฮาใส่ใจก็ประมาณ 10 กว่ามื้อ ขึ้นฟืม แล้วนั่งทออย่างเดียวบ่ได้ไปใส”
“เร็วมากๆเลยนะคะ 10 กว่าวัน”
“เอ้อ 10 กว่ามื้อนี่ละ นี่ช่วงนี้ยายน่ะขึ้นเส้นน้อย ก็ทำนานได้อยู่”
“แล้วต่อไปครั้งหน้าถ้าหนูมา ป้าจะทำขั้นตอนอะไรคะ”
“ป้าก็สิค้น” แกตอบ “ป้ากวักฝ้ายใส่กระบอกไว้แล้ว มื้อป้าค้นสิไปเอิ้นเด้อ”
“ได้เลยค่า หรือถ้าป้าจะไปนาแล้วเดี๋ยวหนูขอไปด้วยได้ไหมคะ”
“ได้ ๆ ป้าไปดำนามื้อใดไปเดี๋ยวป้าไปเอิ้น ขี่ซาเล้งไปกัน”
“ป้าทำดูยังแข็งแรงอยู่เลยค่ะ”
“ป้าเฒ่าแล้ว มื้อนี้ก็ 72 แล้ว”
ฉันได้แต่คิดว่าถ้าเป็นฉันตอนอายุเท่านี้ฉันจะทำอะไรอยู่นะ
“แล้วบ้านนี้ป้าอยู่กับใครบ้างคะเนี่ย”
“ก็มีลูกสาว มีหลาน ตอนเย็นก็มากันหลาย มาเฮ็ดกับข้าวอยู่นี่ กินแล้วก็เมือนอนเรือนไผเรือนมัน”
“อบอุ่นจังเลยค่า”
“อบอุ่นอยู่…” ป้าพูดพร้อมยิ้มให้ ฉันจึงยิ้มตอบ


หลังจากคุยกับป้าทำจบไม่นานนัก น้าหนามก็ลุกขึ้น “ไป! ไอ้ตุ๋น ได้เวลาไปรับหลาน”
ทั้งฉันและน้าหนามลาป้าทำพร้อมกัน และต่างเดินกลับจุดหมายของตัวเอง “สวัสดีค่าน้าหนาม บ๊ายบายตุ๋น เดี๋ยวมาเล่นด้วยใหม่น้า”
ถึงวันนี้จะยังไม่ได้เห็นป้าทำเริ่มทำผ้า แต่ฉันก็ได้ข้อมูล ได้ความรู้ และเริ่มตื่นเต้นที่จะได้มาเจอป้าครั้งหน้าแล้ว ทั้งตื่นเต้นที่จะได้เห็นป้าทำผ้า ทั้งตื่นเต้นที่จะได้ไปนากับป้า
ตั้งแต่มาภูคราม ฉันได้ทั้งเรียนรู้ ได้เล่นสนุก ได้เสพวัฒนธรรม และได้อยู่กับผู้คนน่ารัก ๆ จนเริ่มกลับมายิ้มกับสิ่งเล็ก ๆ ในทุกวันอีกครั้ง
บางที นี่อาจเป็น Perfect Days แบบที่ฉันไม่ค่อยเจอในกรุงเทพ
เขียนโดย เล



