ติดตามพี่นาง (แม่น้ำ) ช่างปักผ้า

หลังจากที่รอคอยการได้ไปเที่ยวเล่นที่บ้านช่างปักนอกพื้นที่ภูครามมาหลายวัน และแล้วก็มาถึงวันนัดพบช่างของฉัน ในเช้าวันอาทิตย์ที่แดดร้อนจัด “แม่น้ำ” ขี่มอเตอร์ไซค์มารับฉันถึงบ้านภูคราม เพื่อไปติดตามการทำงานปักที่บ้านแกตรงลำน้ำอูน ฉันหอบข้าวของกระโดดซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์สีน้ำเงินของแก
“นั่งได้ไหม แดดร้อนมาก” แม่น้ำถาม
“สบายมากค่า หนูซ้อนท้ายประจำ” ฉันตอบเคล้าเสียงหัวเราะ
เรามุ่งหน้าจากซอยบ้านภูครามเลี้ยวขวาไปตามทาง ระหว่างถนนสองข้างทางเป็นบ้านเรือน และทุ่งนาที่ชาวบ้านเริ่มหว่านเมล็ด เราขี่มอเตอร์ไซค์ไปจนเกือบถึงสะพานข้ามลำน้ำอูนแล้วก็เลี้ยวซ้ายที่ถนนลูกรังเล็ก ๆ ก่อนข้ามสะพาน ขับต่อไประหว่างทางด้านขวาก็เป็นแหล่งน้ำที่มีต้นไม้ ใบหญ้าขึ้นอย่างอุดมสมบูรณ์ ส่วนด้านซ้ายเป็นบ้านเรือนไม้ตามแบบอีสาน
“นี่แหละลำน้ำอูน” แม่น้ำกล่าว “แถวนี้น่ะ ปลูกต้นไม้ ทำการเกษตรอะไรก็ขึ้นดี มันอุดมสมบูรณ์”
“บรรยากาศดีจังเลยค่ะ” ฉันตอบ
ระหว่างทางแม่น้ำก็แนะนำฉันว่าบ้านหลังไหนเป็นบ้านใครบ้าง
เหมือนที่พี่เหมี่ยวบอกเลยว่าที่นี่ทุกคนรู้จักกัน เป็นญาติ พี่ น้อง เป็นเพื่อนกันทั้งหมด คิดแล้วก็รู้สึกอบอุ่นปลอดภัยดี
“ถึงแล้วบ้านป้า” ขี่รถมาได้สักพักก็ถึงบ้านแม่น้ำที่อยู่ทางซ้ายมือ ที่ใต้ถุนบ้านมีคุณยายสองท่านนั่งอยู่ พร้อมกับเจ้าหมาพันธุ์ทางสีน้ำตาลกระดิกหางรอต้อนรับ ฉันสังเกตว่าบ้านของแกมีแคร่ตั้งเรียงกันเยอะมาก สงสัยว่าจะเอาไว้นอนเล่นรับลม
“สวัสดีค่า” ฉันยกมือไหว้คุณยายทั้งสอง
“สวัสดีจ้ะ ๆ เจริญ ๆเด้อ” คุณยายทั้งสองท่านรับไหว้พร้อมรอยยิ้มใจดี


“นี่ยายสา แม่ของป้า แล้วนี่ก็ยายสน เป็นพี่ยายสา” แม่น้ำแนะนำคุณยายทั้งสองให้ฉันรู้จัก “หนูมานั่งตรงนี้เลย” แม่น้ำชี้ให้ฉันนั่งที่แคร่ข้าง ๆ แก “ร้อนไหม มานั่งใกล้ ๆ พัดลม”
“ไม่ร้อนค่า ๆ” ฉันพูดพลางหอบข้าวของไปวาง “บ้านแม่น้ำมีใครอยู่บ้างคะ”
“ก็มีป้า มียายสา ยายสน แล้วก็มีน้องอุ่น น้องอุ่นอยู่บ้านอีกหลังทางโน้น” แม่น้ำกล่าวพร้อมชี้ไปทางต้นซอย
“หนูรู้มาว่าจริง ๆ แล้วแม่น้ำชื่อนาง แต่ที่ภูครามเรียกกันว่าแม่น้ำหรอคะ”
“ใช่ ๆ เป็นประเพณีน่ะ ถ้าลูกคนโตชื่อว่าอะไร เขาจะเรียกชื่อด้วยลูกคนโต ลูกป้าชื่อพี่น้ำเต้า ก็เลยเรียกกันว่าแม่น้ำ” แม่น้ำอธิบาย “พี่น้ำเต้าเรียนจบมหาลัยแล้ว ไปทำงานอยู่ขอนแก่น ส่วนลูกของป้าคนเล็กชื่อน้องอุ่น อยู่ม.6”
“อ้อ แบบนี้นี่เอง ทุกคนเลยเรียกว่าแม่น้ำ” ฉันคลายสงสัย

ระหว่างคุยสัพเพเหระกันไป ฉันก็ได้ยินเสียงแมวดังแว่วมา มองไปเห็นแมว 2-3 ตัวนอนเล่นกันอยู่คนละมุมของบ้าน ส่วนแม่น้ำก็หยิบกระเป๋าอุปกรณ์การทำงานออกมา ในนั้นมีฝ้ายปักหลากหลายสี พร้อมกับมีเสื้ออยู่สองตัว ตัวหนึ่งสีน้ำตาล อีกตัวหนึ่งสีคราม
“แม่น้ำได้เริ่มปักอะไรหรือยังคะ” ฉันถาม
“ยังไม่ได้เริ่มอะไรเลย ว่าจะรอหนูมาหานี่แหละ”


แม่น้ำหยิบเสื้อคลุมแขนยาวสีน้ำตาลลายตาราง ที่เป็นทรงระบายพริ้ว ๆ ออกมากางให้ฉันดู
“อันนี้เป็นงานเก่าที่ทำไว้ ยังทำไม่เสร็จ เพิ่งเริ่มทำได้สองวัน” บนเสื้อเต็มไปด้วยดอกไม้สีสันหลากหลายปักกระจายกันไปทั่ว
“ป้าจะใส่ลงมาแบบนี้ เป็นกิ่งก้านบาง ๆ เวลาที่เขาใส่มันจะชูตรงหน้าอก เหมือนกับเราใส่พวงมาลัยดอกไม้” แม่น้ำชี้ให้ฉันดูบริเวณด้านหน้าของเสื้อคลุมที่เริ่มปักกิ่งก้านเลื้อยไปมา “ส่วนลงมาตรงนี้ก็จะเน้นปักหนาหน่อย คิดว่าจะใส่ดอกน้อย ใหญ่ กับใบให้เยอะ ๆ แล้วก็จะกระจายดอกไม้ไปตรงหน้าอก” แม่น้ำชี้ให้ดูบริเวณนั่นนี่ของเสื้อ พร้อมอธิบายวิธีการ และแนวคิดในการปักเสื้อ
“น่ารักจังเลยค่ะ” ฉันเอ่ยชม เพราะคิดภาพตามแล้วก็ได้แต่รู้สึกว่าต้องเป็นเสื้อคลุมที่น่ารักมากแน่ ๆ
“คิดว่ามันจะน่ารักอยู่เนาะ ถ้ามันเสร็จแล้ว”
“ใช่ค่ะ น่ารักแน่ ๆ” ฉันยิ้มตอบ
“ปกติแล้วแม่น้ำใช้เวลาในการทำเสื้อ 1 ตัว นานไหมคะ”
“ก็ประมาณ 1 เดือน เพราะว่าเราไม่ได้ทำเสื้อตัวนี้อย่างเดียว เราจะมีงานในชีวิตประจำวันน่ะลูก มีทำไร่ ทำนา เลี้ยงวัว เลี้ยงหยัง ถ้ามีคนมาเอิ้นไปทำงานรับจ้างก็ไป เพราะลูกกำลังเรียน เฮาต้องใช้เงิน… แล้วเฮาก็ปลูกพืช ปลูกหยัง ในสวนก็มีมันสำปะหลังที่ป้าเฮ็ดเอง เพราะว่าป้าบ่มีแฟน เพิ่นไปมีครอบครัวใหม่ ที่ว่าบ่มีเวลาให้งานก็เพราะเหตุนี้ล่ะ… งานนี่เฮาก็ต้องเฮ็ด ส่วนงานปักนี่คืองานที่รัก ทำแล้วสบายใจ แต่ปัญหาของงานคือเราไม่มีเวลา เราต้องหาเงินให้ลูกไปโรงเรียน ชีวิตคนเนาะ มันเป็นจั่งซั่นลูก”
ฉันพยักหน้าเบาๆ ตั้งใจรับฟังสิ่งที่แกพูด
“ เราจะมีงานในชีวิตประจำวันน่ะลูก มีทำไร่ ทำนา เลี้ยงวัว เลี้ยงหยัง ถ้ามีคนมาเอิ้นไปทำงานรับจ้างก็ไป เพราะลูกกำลังเรียน เฮาต้องใช้เงิน…ที่ว่าบ่มีเวลาให้งานก็เพราะเหตุนี้ล่ะ… งานนี่เฮาก็ต้องเฮ็ด งานปักนี่คืองานที่รัก ทำแล้วสบายใจ แต่ปัญหาของงานคือเราไม่มีเวลา เราต้องหาเงินให้ลูกไปโรงเรียน ชีวิตคนเนาะ มันเป็นจั่งซั่นลูก ”
“ซีวิตบุก ๆ ซีวิตของป้าน่ะ นาก็ทำเอง วัวก็เลี้ยงเอง แต่ก็ดีจ้ะ สบายใจดี มันมีอิสระอยู่เด๊ เฮาอยากเฮ็ดหยังเฮาก็เฮ็ดเนาะ เฮาอยากไปไสก็ได้ไป” แม่น้ำพูดพลางหยิบกรรไกรมาตัดฝ้ายที่ปักดอกไม้ค้างไว้บนเสื้อ ก่อนจะพับเสื้อเก็บอย่างเบามือ แล้วแกก็หยิบเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีครามอีกตัวขึ้นมากาง


เสื้อเชิ้ตตัวนี้ย้อมเป็นสีครามอ่อนและเข้มสลับกันอย่างสวยงามเหมือนกับท้องฟ้ายามพลบค่ำ นี่เป็นเสื้อที่แม่น้ำเลือกมาเมื่อวันที่เราประชุมทีมช่าง และคุยเรื่องโปรเจกต์นี้กันเมื่ออาทิตย์ก่อน ฉันเห็นแล้วก็ขอแม่น้ำถ่ายรูปเสื้อไว้ เพื่อเปรียบเทียบในแต่ละครั้งที่มาเจอกันว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง
“แม่น้ำอยากทำเสื้อตัวนี้ออกมาเป็นประมาณไหนหรอคะ” ฉันถาม
“ป้าสิเฮ็ดลุ่มน้ำอูนสมัยแต่ก่อน ก่อนที่เพิ่นสิเฮ็ดผายน้ำล้น เมื่อก่อนมันจะไม่เหมือนตอนนี้ มันเป็นธรรมชาติ งาม มีก้อนหิน มีต้นแหว่ง มีต้นไม้ มีเกาะแก่ง แล้วน้ำมันสิไหล เหมือนน้ำตก เป็นชั้น ๆ” แม่น้ำอธิบาย
“ต้นแหว่งหนะ เวลาออกดอกมันสิเป็นพวง งามเด้อ” ยายสนพูดเสริม
“หนูอยากเห็นจังว่าต้นแหว่งเป็นยังไง”
“บ่เห็นแล้วนะ เดี๋ยวนี้น่ะ” ยายสนตอบ
“จะรอดูบนเสื้อตัวนี้นะคะ” ฉันตอบอย่างตื่นเต้น
“เดี๋ยวสิใส่ในเสื้อนี่ล่ะ ต้นไม้ต่าง ๆ ที่อยู่ในลำน้ำอูน สิพยายามเอาลงใส่ในเสื้อ” แม่น้ำเสริม

แกค่อย ๆ ใช้นิ้วไล่ไปบนผืนผ้าคราม “คิดว่าจะมีต้นไม้ตรงข้างหน้า แล้วก็มีลำธารที่ไหลลงมา มีก้อนหินอยู่ช่วงล่าง เพราะน้ำเขาจะไหลลงมาปะทะก้อนหินเล็ก ๆ น้อย ๆ มันจะเป็นแก่งกว้าง เวลาที่เราเดินผ่านจะเป็นน้ำใส ๆ มีก้อนหิน มีอะไร มันงาม แต่พอเพิ่นเฮ็ดฝายน้ำล้นทุกอย่างมันเลยถูกกลบไป มันมีแต่โคลนตอนนี้ ทุกอย่างมันยังอยู่ในน้ำนี่ แต่ว่าเราไม่เห็นสภาพเดิมแล้วลูก” แม่น้ำอธิบาย “ก็เลยพยายามสิฟื้นมันขึ้นมาในบางจุดบางช่วง แก่งตรงนั้นมันเคยเป็นจั่งซี่ ก็สิเอาออกมาใส่ผ้าอันนี้ เดี๋ยวเฮามาเบิ่งไปพร้อมเดียวว่าระยะเวลา 3 เดือนมันสิออกมาได้แบบใด๋เนาะ”
“ได้เลยค่ะ… โอ๊ยหนูตื่นเต้น” ฉันพูดพลางหัวเราะ
ทั้งยายสา ยายสน และแม่น้ำก็หัวเราะยิ้มแย้มไปตาม ๆ กัน เป็นบรรยากาศที่น่ารักและเป็นกันเองมาก ๆ
ฉันมองเสื้อสีครามในมือแม่น้ำ พยายามจินตนาการถึงลำน้ำอูนในวันที่น้ำยังใส มีก้อนหิน เกาะแก่ง และต้นแหว่งออกดอกเป็นพวงอย่างที่ยายสนเล่า อยากรู้จังว่าแม่น้ำจะฟื้นคืนชีพลำน้ำอูนออกมาเป็นแบบไหนบนผืนผ้านี้
เขียนโดย เล

