ตอนที่ 1 : ป่าภูพานคือบ้านของฉัน

ติดตามพี่บวบ ช่างปักผ้า

“วันนี้พี่จะพาไปนา” พี่บวบพูดขึ้นมา
ผมรู้สึกตื่นเต้นเพราะได้ยินชื่อเสียงเรื่องที่นาพี่บวบมาพอสมควรในเรื่องความชิลล์

ระหว่างนั่งซ้อนท้ายรถเครื่องแก ผมรู้สึกสนิทใจมากกว่ากังวลกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นวันนี้
พี่บวบเป็นคนหนึ่งที่ชอบพูดคุยมากในมุมมองของผมและอาจจะเกือบทุกคนที่เคยได้รู้จักแก
แกจะแนะนำนู่นนี่หรือไม่ก็ชวนคุยตลอดทาง ผมคิดในใจเราคงสายเดียวกัน
พวกเราเลี้ยวเข้าไปในซอยผ่านสวนยางพาราเต็มไปหมด จนมาถึงที่นา.. พี่บวบว่า
“ถึงแล้วว !! “

พอเข้ามาในรั้วนา ทุกอย่าง ณ ขณะนั้นดูช้าลง นี่มันอะไรกันน
วัว ควาย ไก่ ทุกตัวเป็นอิสระ ลมพัดโชยๆ ดอกหญ้าปลิว มองเห็นผีเสื้อบิน ได้ยินเสียงนกร้อง ~~
‘นี่มันดินแดนพาราไดซ์’

ที่นาพี่บวบไม่เหมือนนาที่ผมเคยเห็นมาก่อนในชีวิต ภาพในหัวที่เคยจินตนาการไว้หายหมด
เพราะมันเป็นเหมือนดินแดนอะไรสักอย่าง กว้างใหญ่ มีเนินสูงสลับกันไป มีบ่อน้ำ  
คิดเล่นๆแบบคนเมืองก็คงมองที่แห่งนี้เหมือน “สนามกอล์ฟ” แต่แปลกตรงที่มีฝูงวัว ควาย หลายสิบตัวอยู่ด้วย 

พอมาถึงพี่บวบก็หยิบเก้าอี้แคมป์สีดำตัวใหญ่มาให้ พี่บวบเรียกสิ่งนี้ว่า “เก้าอี้หมอลำซิ่ง”
เพราะชอบหิ้วติดตัวไปด้วยทุกครั้งเวลาจะได้ไปดูคอนเสิร์ต พร้อมกับบอกว่าต้องพกเครื่องดื่มเย็นๆไปด้วยสักกระป๋อง

“ปกติพี่มานาบ่อยมั้ยครับ”

“ปกติพี่ก็ใช้ชีวิตอยู่นาทุกวันๆที่นี่ กินนอนอยู่ที่นี่ซะเป็นส่วนใหญ่ ชอบนอนกระต๊อบเล็กๆมันสบาย
ไม่ต้องขึ้นลง เพราะขาพี่ไม่ค่อยดีแล้ว เห็นแบบนี้กลางคืนไม่ร้อนนะ ตื่นมาก็ใส่บูททำงานได้เลย”

ที่ทำงานปักผ้าซึ่งพี่บวบเรียกว่า “ออฟฟิศ” เป็นใต้ชายคาบ้านร่มๆ มีแคร่ไม้แข็งยาวและเก้าอี้สีชมพูตัวหนึ่ง ซึ่งใช้ในการนั่งปักผ้ายาวๆ พี่บวบบอกว่ามันพอดีกับตัวพี่นั่งได้สบายๆ บางทีก็จะไปตามมุมต่างๆของทุ่งนาเพื่อเดินหาแรงบันดาลใจในการปักผ้า

“อันนั้นต้นอะไรครับ ที่เป็นปุยๆคล้ายๆฝ้าย”

“อ้ออันนั้นมันเรียกว่าต้นงิ้ว แต่พอเอาปุยมาใช้เรียกนุ่น แล้วก็มีมะม่วง ลำไย มีผลไม้มีอะไรอีกเยอะแยะเลย มีของกินตามฤดูกาลตลอด เราไม่ได้รวยอะไรนะพี่นมสด” พี่บวบพูดแบบสบายๆ

“เล่าเรื่องเสื้อที่กำลังปักให้ฟังหน่อยครับ”

พี่บวบโชว์ลายเสื้อเต็มๆหลังให้ดูซึ่งยังไม่เสร็จดี

“ป่าภูพานคือบ้านของฉัน” นี่คือชื่อเสื้อตัวนี้ ยิ่งปักพี่ยิ่งอิน

พี่บวบเล่าให้ฟังถึงแรงบันดาลใจในการปักเสื้อมาสเตอร์พีซตัวนี้
“มันประกอบไปด้วยต้นไม้หลากหลายพันธุ์ ทั้งต้นน้อยต้นใหญ่ พุ่มหญ้าและดอกไม้เล็กๆ
ป่าหินมันจะไม่ค่อยมีไม้สูงเด่นตระการนัก พี่บวบเล่าว่าแรงบันดาลใจและความรู้สึกมาจากตรง
ทางลงแก่งตาจ่าที่จะมีต้นกระบกใหญ่ อยู่ข้างบนลำน้ำอูน บ้านเฮา”

“แล้วมีต้นอะไรบ้างครับ”

พี่บวบชวนผมจินตนาการไปว่า
“เราอยู่ฝั่งที่สูง (ด้านมืดของเสื้อ) อีกฝั่งจะเป็นฝั่งแจ้ง แสงจะโล่งๆหน่อย โดนแสงหน่อยนึง (ด้านสว่างของเสื้อ) 
ยืนตรงหน้าผาโดนแสง สีต้นไม้จะแจ่มๆหน่อย เป็นต้นติ้ว ต้นตะเคียน
นี่ก็จะเป็นป่าลึกก็จะมีพวกนี้ด้วย มีต้นงิ้ว ต้นแดง ต้นรัง ต้นตูมกา”

พี่บวบไล่ชี้ให้ดูทีละต้น ทีละต้น

“ส่วนต้นเล็กๆก็คือต้นเหมือด” พร้อมกับหยิบไม้ฟืนจากข้างๆโรงครัวของแกขึ้นมา
ว่า “นี่แหละไม้เหมือดถึงจะเล็กแต่แข็งแรงมาก มันเป็นไม้เนื้อแข็ง แน่นและแข็งแรง”

“ต้นที่เด่นขึ้นมากลางเสื้อคือต้นอะไรครับ สีมันเด่นมาก”

“ต้นเปลือย แต่ภาษากลางจะเรียกว่าตะแบก ที่เขาเรียกไม้เปลือยเพราะเขาจะเปลือยเปลือกไม้ตลอดไม่แก่”

“แล้วดอกไม้ในเสื้อล่ะครับ”

“ก็มีดอกดิน ดอกกระดุม ส่วนเป็นพุ่มขาวๆ คือดอกนางอั้ว เป็นดอกที่มีแถวบ้านเรา หอมมากกก ยิ่งกลางคืนกลิ่นเขาจะยิ่งโชยยิ่งหอม เหมือนดอกเจ้าชู้ดอกอะไรน้า ภาษากลางเรียกอะไรน้า เหมือนดอกผีอ่ะ ดอกกลางคืน พี่คิดไม่ออกเหมือนกัน”

“ที่เห็นต้นไม้ถูกตัดนี่คืออะไรหรอครับ”

“พี่ทำงานพี่อยากสื่อถึงความเป็นจริงมากกว่า มันก็มีโดนตัดนะ มันก็มีคนที่เขาไปขโมยตัดก็มี อย่างที่พี่บอกว่าคนขโมยตัดก็ไม่ได้แปลว่าเขาเป็นคนไม่ดี เพราะไม่ได้ทำอาชีพแบบตัดไม้แบบโค่น โค่น โค่น!! แต่ก็ยังมีคนในชุมชนที่ดีและรักษาป่าด้วยกัน เขาอาจจะจำเป็นที่จะเอาไม้ต้นนั้นออกมา พี่ก็เคยทำไม้มาก่อน แต่ตอนนี้พี่เลิกแล้ว พี่ไม่ได้ขโมยในป่านะ พี่ตัดของเราเอง ทำบ้าน ทำนั่นทำนี่ เราทุกคนก็จำเป็นที่จะต้องใช้ไม้นะใช้ทำฟืนด้วย เพราะเราไม่ได้ใช้เตาแก๊ซ”

“ส่วนลายเสื้อด้านหน้าละพี่บวบ”

“ด้านหน้าพี่ก็จะทำเหมือนกัน ฝั่งสว่างทำให้เป็นเหวที่มองจากด้านบนมีเนินหิน และอันนี้เป็นสัตว์ในตำนาน พี่บวบชี้ตัวขาวๆบนผ้า พี่ไม่อยากทำกวาง เพราะบ้านเราไม่มีกวาง แต่พี่แค่อยากเอาภูผายลไปใส่ตรงนั้น เป็นภาพสลักผนังถ้ำโบราณ บางครั้งก็เหมือนละมั่ง เหมือนวัว บางตัวเหมือนตัวไดโนเสาร์ เขาคงจะไม่เขียนมั่วพี่คิดว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างที่เขาเขียน”

ภาพสลักผนังถ้ำ “ภูผายล” สู่ผืนผ้า

“สวยมากเลย” ผมชมพี่บวบด้วยความปลาบปลื้มใจ 
พร้อมกับบอกว่าการที่จะทำอะไรแบบนี้ได้ จินตนาการข้างในของพี่ต้องขนาดไหนผมนึกภาพไม่ออกเลย

ระหว่างที่คุยกับพี่บวบ วัวน้อยอายุ 2 เดือนนิดๆ ตัวหนึ่งก็เดินเข้ามา

“โมโม่” ชื่อของน้องพี่บวบเรียกด้วยเสียงน่ารักๆ
ผมแปลกใจทำไมพี่บวบตั้งชื่อนี้ให้จึงถามไป พี่บวบเล่าให้ฟังว่า

“ไม่รู้เหมือนกันโมโม่แปลว่าวัวมั้ย มันน่ารักดีพี่เลยตั้ง เขากำพร้าแม่ตั้งแต่ยังเล็ก
ตอนนี้ก็ได้เดือนนึงแล้วที่พี่เลี้ยงเขา ต้องชงอาหารเสริมให้ทุกวันๆ”

“แล้ววัวเขาหย่านมแม่ตอนไหนครับ”

“พี่เคยเห็นบางตัวจะ 2 ปี ยังกินนมแม่อยู่เลย พี่ก็พยายามประคับประคองให้ถึงที่สุด ก็มีโอกาสไม่รอดเหมือนกันเพราะรับสารอาหารไม่พอ ถ้าเขาอิ่ม เขาก็จะไปเล่น ไปเล็มหญ้า แล้วเดี๋ยวก็กลับมาเล่นใหม่”

“แล้วพี่ชงอะไรให้เขากิน”

“พี่ก็ซื้อนมผงเป็นสารอาหารเสริมที่เหมาะกับวัวตัวเล็กจากซุปเปอร์ในเมือง แล้วนำมาผสมประกอบกับ น้ำข้าว เกลือ ซึ่งพี่ที่รู้จักเขาเคยทำแบบนี้แล้วรอด เขาแนะนำพี่มา เคยซื้อนมวัวแดงให้นะ แต่เลี้ยงทุกวันๆไม่ไหวเพราะมันตัวใหญ่กินวันละ 50 – 100 บาท”

“ผมว่าน้องรอดนะ”
ผมพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ พร้อมกับเปิด ChatGPT AI อันชาญฉลาดจากมือถือถามว่าควรต้องทำยังไง
จากคำแนะนำดังกล่าวจึงบอกพี่บวบไปว่า

“ถ้าน้องเริ่มเล็มหญ้าได้แล้ว ก็แปลว่าเป็นผลดี เพราะเขาจะค่อยๆได้รับสารอาหารที่ครบและจะกลับมาอ้วนขึ้น
แต่ต้องทยอยให้สารอาหารเหมือนเดิม”

คุยๆกันพี่บวบก็หยิบขนุนมาให้จากครัว หยิบมะม่วงตะกร้าใหญ่ๆมาให้ 

“ผมไม่ใช่สายผลไม้เท่าไหร่ครับ”

“อันนี้ลองกินนะพี่นมสด อันนี้อร่อย หวานมาก” พี่บวบชูมะม่วงให้

“สายพันธุ์อะไรครับ ผมไม่เคยเห็น”

พี่บวบบอก
“ไม่รู้เหมือนกันมันหวานดี พี่ชอบ เลยตั้งให้ว่าสายน้ำผึ้ง”

แล้วก็ยื่นมะม่วงอีกอย่างมาให้ “พี่นมสดลองดูอันนี้อีกพันธุ์หนึ่ง”

“ไม่ต้องเกรงใจอยู่ที่นี่ ทำตัวตามสบายได้เลย” ผมยิ้มแก้มปริเพราะสบายใจกับคำพูดของแก

สไตล์การปักผ้าแบบพี่บวบ

พี่บวบเล่าให้ฟังว่างานแกไม่ค่อยเหมือนใคร ดอกไม้ก็พอปักได้อยู่ แต่สิ่งที่ถนัดคืองานแนววิถีตามความเป็นจริง พี่ไม่ค่อยใช่สายหวานเท่าไหร่ ส่วนใหญ่งานของพี่เกิดจากสิ่งที่เห็น ทุกดอก ทุกต้นมีที่มา

“บางคนมักถามพี่นะ ‘ทำไมชอบไปปักผ้ากลางต้นไม้’ ก็ดีเทลที่มองเห็นไง” พี่บวบตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ


“การปักผ้าของพี่ไม่ได้มีการวางแผนล่วงหน้า ค่อยๆทำ เราจะอยู่ตรงนี้อยู่กับผ้าแล้วก็เพลิน พี่ว่ามันเหมือนบำบัดความรู้สึกได้ดีมาก เราจะโลดแล่นไปในเนื้อผ้า เราจะวิ่งไปในสมอง ไปเก็บเห็ดที่ออสเตรเลียบ้าง ไปซีรีส์จีน ข้ามกำแพงไปเกาหลี ไปฟินแลนด์ แต่มันไม่ได้อยู่แค่ในหัวมันอยู่ที่ผ้าไม่ว่าจะตรงไหนก็ปักไปกับเขา”

“แล้วพี่ชอบปักผ้ามั้ยครับ”

“แต่ก่อนไม่ได้ชอบปักผ้า เข้ามาแรกๆเราก็ปักไม่เป็น พี่เป็นคนชอบวาดภาพ ชอบเขียนไปเรื่อย สมัยแต่ยังน้อยพ่อก็ว่า เพราะซื้อสมุดบ่อยไม่อยากให้พ่อจับได้  ไปโรงเรียนครูให้วาดในกรอบ แต่พี่ก็ดันชอบวาดนอกกรอบ กลัวครูดุก็ฉีกกระดาษทิ้ง จนสมุดบาง แล้วก็วาดแจกเพื่อน ไม่คิดเลยว่าศิลปะที่ชอบตอนเด็ก จะกลับมาเป็นงานที่ทำให้มีรายได้ แล้วกลับมามีความสุขอีกครั้งแบบช่วงเวลาวัยเด็ก”

“แล้วปกติปักผ้าพี่ช่วงไหนครับ”

“พี่ตื่นตั้งแต่ตี 4 กว่าจะได้ปักผ้าก็เกือบเที่ยง เพราะงานเยอะ บางวันก็เร็วกว่านั้น พี่ไม่ค่อยตายตัว เช้ามาก็หุงข้าว ทำกับข้าวบ้าง ทำความสะอาดนา ถ้าเข้าบ้านก็จะซักผ้า อาบน้ำ มีงานอะไรก็ทำ ตกค่ำก็ไปกรีดยางประมาณ 1 ทุ่ม แล้วเสร็จประมาณ 4-5 ทุ่มก็นอน ตื่นเช้ามา 6 โมงเช้าก็หยอดน้ำกรดอีกถ้าเป็นฤดูยาง”

“ดูพี่พิถีพิถันกับงานมาก”

“พี่ทำงานใจเย็น ไม่รีบร้อน พี่นั่งได้ทั้งวัน ถ้าช่วงไหนเหนื่อยก็ลุกไปกวาดนู้นนี่แล้วกลับมาทำต่อ 
เวลาทำงานจริงๆพี่เป็นคนไม่เครียด ไม่มีโรคเครียด ความทุกข์จะอยู่กับพี่ไม่เกินชั่วโมง
ค่อยๆปัก ค่อยๆคิด งานพี่บวบส่วนมากคือต้องรอ”

ระหว่างพี่บวบปักผมก็สังเกตการปักพี่บวบตลอด

“เสื้อที่ปักจุดนี้มีกระเป๋าต้องใช้ลายปักเล็กๆ เพราะคำนึงถึงเล็บคนที่ได้เสื้อไป
จะได้ไม่สอดเข้าไปโดนด้ายและอาจหลุดลุ่ยได้ภายหลัง”

พี่บวบเล่าให้ฟังว่าทุกสิ่งที่ทำตั้งใจมาก อยากให้คนที่ได้เสื้อไปเห็นถึงความใส่ใจเล็กๆพวกนี้
ระหว่างสังเกตพี่บวบปักผ้าก็เห็นพี่บวบหยิบยางๆอะไรไม่รู้มาถูๆกับด้ายฝ้ายที่กำลังจะเอาเข็มลอด

“มันคืออะไรครับ”

“มันคือขี้ผึ้งแท้ ไม่ใช่เทียนไข ไร้สีไร้กลิ่น ทำเองแฟนเป็นคนต้มให้ เป็นภูมิปัญญาจากผู้เฒ่า
ใช้ขี้ผึ้งรูดเส้นด้ายฝ้ายให้แข็งแรงและทำให้เส้นลื่นและเรียบ มันกลับใช้ได้นาน
แต่ต้องเก็บดีๆเพราะหนูจะชอบกินมาก และห้ามวางกับผ้าเด็ดขาดเพราะหนูมันจะมาแทะผ้าได้”

ชีวิตพี่บวบ

ก่อนทำงานภูคราม

“ก่อนหน้าพี่บวบมาเจอภูคราม พี่ทำอะไรมาก่อนครับ”

“ทำทุกอย่าง สวนมัน สวนยาง สวนเกษตรล้มลุก ปลูกมะเขือเทศ เลี้ยงวัว ปลูกข้าว ปลูกมันสำปะหลัง ทำทุกอย่างทุกวันนี้ก็ทำเหมือนเดิม แต่มีเวลาให้ภูคราม ภูครามเป็นทั้งอาชีพหลัก อาชีพรอง และอาชีพเสริม แล้วแต่ช่วงงาน ถ้าฝนตกไปทำงานไม่ได้ภูครามจะเป็นอาชีพหลัก”

พี่บวบเล่าต่อ 

“พี่ใส่หมวกหลายใบด้วย เป็น อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) และ Caregiver (ผู้ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วย) ถามว่าค่าจ้างเยอะไหม ก็ไม่ มันขึ้นอยู่ที่ใจเรา เราได้ดูแลเขาแค่นั้นเอง ถึงฤดูกาลกรีดยาง การกรีดยางจะมาเป็นอันดับแรกคือเป็นรายได้หลัก ‘แต่ถ้าต้องเข้าป่า ภูครามจะเป็นอันดับหนึ่ง’ ผลัดเปลื่ยนไปตามแต่ละบริบทขึ้นอยู่ที่ฤดูกาลนั้นๆ”

พี่บวบกับภูคราม

เสื้อโปรเจคตัวใหม่แบบยังไม่ได้ปัก

“ทีแรกๆไม่ได้อยากมาปักผ้าหรอก ขาหัก ขาหลุดต้องใส่เฝือก ขาหักไม่รู้กี่รอบแล้ว แล้วก็ไม่มีอะไรทำ
ใช้ไม้พยุงเดินกระโผลกกระเผลกมาของานกับป้าบิทำ ตอนนั้นป้าบิทำงานอยู่บ้านพี่เหมี่ยว ไปขายของ 
พี่เป็นคนปักผ้าไม่สวยเพราะไม่ใช่คนปักผ้าประจำแต่ก่อน พี่อยากมีงานทำ ไม่อยากอยู่เฉยๆ
แรกๆปักแค่กลมๆก็ปักทั้งวันไม่ทำอะไรเลย กลมบ้างไม่กลมบ้าง พี่เหมี่ยวเห็นว่ากลมและสวยแล้วก็ให้ผ้าพันคอมาปัก จัดเต็มดอกมาสวยสะพรั่ง แต่ปักดอกไม้นี่ไม่ติดใจเท่าไหร่”

“ทำไมไม่ขึ้นงานปักแนววิถีบ้างพี่บวบ” พี่เหมี่ยวว่า 

“พอชอบงานปักลายวิถีแล้วก็ขึ้นงานมาตลอดเลย ไม่ได้มีคำว่าอยากเลยอย่างแรก มีแต่คำว่าเงิน แต่พอมารู้จักพี่เหมี่ยวได้รู้จักภูครามคอนเซ็ปต์เขาคืออะไร ในใจลึกๆภูครามคืออะไร เขาต้องการอะไรจากชุมชน ยิ่งอยู่ไปยิ่งรัก รักในตัวพี่เหมี่ยวเขาคิดอะไรอยู่ ทำอะไรให้กับชุมชน ยิ่งเข้าใจเขาอยากให้เราอนุรักษ์ธรรมชาติ รักผืนป่า ไม่อยากให้เราทำลาย ยิ่งเห็นเขาทำอะไร แล้วยิ่งเรามาทำงานวิถีแบบนี้ เราเข้าไปในป่า เรายิ่งรู้และศรัทธาในตัวผู้หญิงตัวเล็กๆคนนี้”

 จู่ๆพี่บวบก็พูดด้วยเสียงค่อยๆพร้อมน้ำตาคลอๆ

“เราอยากปักผ้าด้วยตาเนื้อ ไม่ได้อยากใช้ความคิด แล้ววงเล็บว่ามันคืออดีตหรือสมัยก่อน เราไม่อยากได้ยินแบบนั้นถ้าเราเข้าป่าเราไม่อยากได้ยินคำว่าเมื่อก่อนเคยมีแบบนั้น ทำไมต้องมีเมื่อก่อน วันนี้มันอยากให้มีแบบนี้ มองไปก็ยังเห็นเหมือนเดิม วันนี้ก็ยังเห็น ปีหน้าก็ยังเห็นอีก เราไม่อยากได้ยินคำว่าเมื่อก่อนมันยังมีต้นไม้อยู่นะ แต่ตอนนี้กลับไม่มีแล้ว มันดูเศร้า”

“ภูครามเข้ามาเปลี่ยนความคิดพี่หลายๆอิริยาบถ แต่ก่อนพี่เป็นคนที่รู้สึกแต่ไม่ได้ปฏิบัติ เสียดายต้นไม้ต้นนี้จัง แต่ก่อนมีคนบอกว่าต้นไม้ต้นนี้มันรก พี่ก็คล้อยตาม โค่นเลย พี่ไม่ได้ให้ค่าอะไรมากมายเพราะต้นไม้มันเยอะ แต่พอปัจจุบันต้นไม้แห้งต้นเดียวทะเลาะกันบ้านแทบแตก โค่นลงมาทำไม เดียวโค่นมานกก็ไม่มีที่อยู่สิ”

พี่บวบชี้ให้ดูตรงห้วยไกลๆ ที่ควายอยู่

“มันเคยมีต้นไม้อยู่ 3 ต้น พอน้ำมันล้นต้นไม้มันก็จะตายซาก แต่เขายังอยู่ตรงนั้น ต้นสวยมาก พอมันตายซากลำมันจะขาวๆ นกก็จะมาเกาะ มารอกินปลา คือมันสวยอยู่ในตาของเรา น้องพี่มาน้องก็บอกว่าจะเอาไม้ไปทำหลักวัวไปทำหลักบ้าน ไม้แห้งไม้มันใหญ่ น้องว่าจะไปหวงทำไม ก็ถูกของเขาพี่คิด แต่เราแค่อยากคงสภาพเขาไว้ สุดท้ายก็เป็นจริง เพราะตั้งแต่ต้นไม้ต้นนั้นหักไป นกก็ไม่มาเกาะอีกเลย มันก็จะเป็นแค่ว่าเมื่อก่อนมันเคยมี”

ความเป็นอยู่กับภูคราม

พี่บวบเล่าให้ฟังว่า
“อยู่ที่นี่สบายใจและผูกพัน เพราะพี่เหมี่ยวปกครองคนด้วยพุทธคุณ ไม่เคยดุไม่เคยว่าลูกน้อง ไม่เคยบอกว่างานไม่สวย ปักไม่สวย ย่น ตึง สารพัด ของเสียหายก็ไม่เคยบ่น  เขารักษาน้ำใจลูกน้องแต่จะเข้าใจใช้คำพูด ถ้ามีปัญหาก็เรียกคุยกันดีๆ ใครป่วยใครไม่สบายก็จะเรียกหมอมารักษา หรือพาไปโรงพยาบาลคอยอยู่ซัพพอร์ตและเป็นกำลังใจญาติใครเสียก็ช่วยงานศพ ช่วยสงเคราะห์บุตรหลานของช่างเรียนหนังสือ เพราะรู้ถึงปัญหาของช่างแต่ละคนและช่วยหาทางแก้ไขให้”

‘”คนที่นี่เลยอยู่กันแบบผูกพัน หล่อหลอม” ผมคิด

“พี่เหมี่ยวมักพูดว่า ‘มีอะไรให้บอก มีอะไรให้พูดนะ เหมี่ยวช่วยได้ก็จะช่วย’ พี่เหมี่ยวเป็นเหมือนกาวใจ
ของพี่บวบเสมอเวลามีปัญหา”
พี่บวบพูดปนเสียงคลอๆ

“ถ้าไม่มีภูคราม เราคงไม่ได้อยู่ด้วยกันขนาดนี้”

“ได้ไปมาหาสู่กัน” 
พี่บวบพูดด้วยความรู้สึกอบอุ่นเพราะถ้าไม่มีภูคราม

“ช่างต่างๆก็อยู่ในชีวิตเดิมๆ วิถีชาวบ้านที่นี้ปกติก็ต่างคนต่างทำมาหากิน เจอกันตามงานบุญ งานบวช งานศพ แต่พอมาทำงานที่ภูครามเราได้เจอได้จอยกันบ่อยขึ้น”

“อยู่นี่ได้ข่าวมีกิจกรรมเข้าป่าด้วยใช่มั้ยครับ”

“บางคนก็บ่ชอบ แต่พี่คักแล้วสินี้เพราะประชุมมันก็ต้องมีงานแล้วก็มีความรู้ เข้าป่าแม่นบ่คักเด้ เข้าป่านี้เฮาได้หาประสบการณ์ เฮาก็ไปได้งานใหม่ๆมา ถ้างานมันดรอป ดรอปเมื่อใดพี่เหมี่ยวสิเห็นเลย งานน้องๆดรอป พี่เหมี่ยวสิชวนเข้าป่า เข้าป่ากันมั้ย ไปเที่ยวมั้ย เอาขึ้นรถแล้วเพิ่นนี้ กลับมาได้งานเด้ มันเป็นคือซั่น เฮาจะเบิ่งนกชมไม้ เห็นแม่นบ่ เห็นสีเขียวบ่ ป่าเฮาบ่ได้มีแต่เขียวเด้ มีสีแดงสีเหลืองพร้อมเด้ เออวะ เฮาก็ได้แรงบันดาลใจ”
พี่บวบเว้าอีสานให้ฟังพร้อมอินไปกับอารมณ์ของแกเอง  

“แต่ก่อนไม่ได้ผูกพันกับป่าขนาดนี้ ภูครามทำให้เห็นถึงคุณค่าของการอนุรักษ์ธรรมชาติ ทุกวันนี้ดอกไม้ซักดอกยังไม่อยากเด็ด เพราะอยากให้คนที่เดินเข้าป่ามาที่หลังได้เห็น เราแค่เห็นแค่ดมก็สบายใจ บางครั้งเห็นขยะในป่าก็จะเก็บกลับออกมาตลอด”

ช่วงที่ยากที่สุดในชีวิต

พี่บวบเล่าให้ฟังว่า
“ปกติความทุกข์จะอยู่กับพี่นาน ปกติก็พยายามเอาออกให้ได้ง่ายๆโดยเอาผ้ามาปัก พี่ไม่ได้เอาความเครียดใส่ผ้านะแต่พยายามเอาใจไปจดจ่ออยู่ที่ผ้า จริงๆมีช่วงที่น้องเสียเท่านั้นที่เครียดหนัก คิดถึงจนปักผ้าไม่ได้เลย ไม่สามารถปัก ไม่สามารถทำงานได้เลย มือนี่สั่น ปักแล้วก็เกร็ง คิดงานก็ไม่ออก ก็เลยหยุดทั้งที่จริงไม่ได้อยากหยุด เคยนอนเศร้าทั้งเดือนไม่ทำอะไรเลย นั่งหงิกอยู่แบบนั้น สุดท้ายก็พยายามดึงตัวเองกลับมาด้วยงานผ้า หึยมือก็ไม่ได้หักนี้หว่า แค่หน้าอกเดาะ ซีโครงมันแค่สะดุ้งก็เลยกลับมาทำงาน ทำงาน” 

ผมฟังไปก็รู้สึกขำไปด้วยเพราะพี่บวบเล่าไปอย่างตลกขบขัน
“แล้วชีวิตผ่านอะไรมาเยอะ เกือบตายก็หลายครั้ง อุบัติเหตุก็หนัก ขับรถเร็ว หลับใน แหลกทั้งร่างแล้วพี่ ขามีแต่เหล็ก ของปลอมของอะไรหมด ไม่มีอะไรทุกข์ไปกว่านี้แล้ว”

พี่บวบโชว์รอยที่ตาข้างขวา บอกว่าอนาคตน่าจะตาบอดเพราะมันแตก และยังโชว์อีก
“นี่ ก้านกะโหลกรอยต่อก็ร้าว หมอบอกคุณอย่าเพิ่งส่ายหัวนะหนึ่งปีอย่าส่ายหัว
พอผ่านไปไม่ถึง 2 อาทิตย์ น้ำเข้าหูก็ตบ น้ำเข้าหูก็สะบัด”
แกขำด้วยน้ำเสียงตลกเพราะลืมที่หมอเคยบอก  

พี่บวบพูดต่อ
“บ้านเราไม่ได้มีชักโครก ก็เป็นส้วมนั่ง หมอก็บอกว่าเอ็นขาดต่อกลับไม่ได้ จะคุกเข่าไม่ได้ตลอดชีวิต หมอก็แซมเปิ้ลท่าให้ดู สุดท้ายผ่านไปสองเดือนทีแรกก็ลำบากสุดท้ายก็นั่งยองได้ คุกเข่าได้ ก็คิดว่าก็ไม่เป็นไรนี้หว่า ก็​ฉันก็นั่งได้แบบนี้ไง เพราะพี่ทำกายภาพบำบัดและพี่ดื้อด้วยเขาห้ามไม่ให้ทำพี่ก็ทำ”
พี่บวบพูดด้วยน้ำเสียงใสปนตลกตลอดการเล่าและประกอบไปด้วยรอยยิ้ม ผมก็หุบยิ้มตามไม่ได้เลย

พอถึงช่วงก่อนจะเที่ยงพี่บวบก็ลุกไปที่ครัว ผมลุกตามไปดูเผื่อจะช่วยอะไรได้บ้าง พี่บวบเล่าว่าปกติไม่ค่อยได้ทำ สามีจะเป็นคนทำซะส่วนใหญ่แต่วันนี้เห็นผมจะมาจึงอยากใช้เวลาและดูแล

แกเริ่มหยิบฟืนขึ้นมาและบอกว่านี้คือไม้ยางพาราจะเปราะและติดไฟง่าย
พี่บวบใช้เท้าเหยียบให้ท่อนใหญ่หักเป็น 2 ท่อน ผมจึงลองบ้างเพราะปกติก็ทำก็อยู่แล้ว พี่บวบตกใจและงงเพราะไม่คิดว่าผมมาทำตาม และใช้ขี้ยางพาราจากสวนแกเองจุดเตาไฟอย่างง่ายๆ

แกเตรียมปลาช่อนไว้กับปลาเล็กๆที่จับได้ทั่วๆไปในบ่อของแกเอง
“นี่พี่นมสดจากนาพี่เองไม่ต้องไปซื้อ ว่าจะทำเป็นแกงปลาใสๆกับปลาทอดกรอบให้ทาน”

แต่ทำได้แค่ปลาทอดเพียงอย่างเดียว ซึ่งพี่บวบหมักไว้โดยปรุงแค่รสดีกับเกลือ แต่แล้วพี่เบียร์ก็โทรมาชวนไปกินข้าวคลุกกะปิสุดอร่อยและข้าวเหนียวมะม่วงที่ภูคราม พวกเรารีบขับมอเตอร์ไซค์กลับไปกินข้าวนำกันร่าเริง

โปรดติดตามตอนต่อไป…

เขียนโดย นมสด