ตอนที่ 1 : หลุมหลบภัยของพี่แน่

ติดตามพี่แน่ ช่างปักที่ทำงานเพราะใจรัก

เช้าวันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม ขณะที่ฉันกำลังนั่งพิมพ์บทความอยู่ที่โต๊ะ พี่แน่ก็เดินเข้ามาส่งงานปักที่เสร็จแล้วพอดี พี่เหมี่ยวจึงบอกฉันว่าให้ติดตามพี่แน่เพื่อบันทึกเรื่องราวและเก็บภาพการทำเสื้อตัวใหม่ของพี่แน่ด้วย

ซึ่งพี่แน่ได้รับมอบหมายให้ปักเสื้อแขนยาวสีคราม พี่แน่เดินเข้าไปเลือกฝ้ายสำหรับปักเสื้อตัวนี้ แล้วพี่แน่ก็หยิบด้ายสีฟ้าและน้ำเงินตั้งแต่อ่อนยันเข้ม ครบทุกเฉดของด้ายสีฟ้าที่ภูครามมี

บ้านของพี่แน่อยู่ยางโล้นเหมือนพี่นุ่มนิ่ม ดังนั้นตอนบ่ายของวัน ศุกร์ที่ 29 หลังที่ทานข้าวเที่ยงที่บ้านของพี่นุ่มนิ่มเสร็จ น้าเต็มแม่ของพี่นุ่มนิ่มก็ได้โทรเรียกพี่แน่ให้เข้ามารับฉันที่บ้าน

ฉันกำลังจะได้ไปนาของพี่แน่ ซึ่งพี่นุ่มนิ่มก็ขอตามไปด้วย เพราะพี่นุ่มนิ่มเองก็ยังไม่เคยไปนาของพี่แน่เหมือนกัน ส่วนน้าเต็มจะต้องตัดกระโปรงให้ลูกค้า ทำให้ไม่ได้ไปด้วยกัน

ผ่านไปไม่นานพี่แน่ก็ขับรถซาเล้งเข้ามาที่บ้านอย่างอารมณ์ดี พร้อมกับหยิบเสื้อครามในครามที่เพิ่งได้รับมอบหมายไปเมื่อวันพุธออกมาให้ดู

พอมาวันนี้ด้านหลังเสื้อมีต้นไม้ที่ปักไปแล้วถึง 4 ต้นพร้อมใบไม้รอบ ๆ ก้อนเมฆก้อนใหญ่ที่ปักอีกเล็กน้อยก็จะเสร็จสมบูรณ์ รวดเร็วจนน่าตกใจเลย

พี่แน่ถามว่าเรามีหมวกไหม เพราะว่าที่นาแดดมันร้อน พอฉันบอกว่าไม่มีพี่แน่ก็แว้นกลับไปเอาหมวกกับเสื้อแขนยาวมาให้อย่างไว

พวกเราตกลงกันว่าจะไปนาอาทิตย์นี้ เพราะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอาทิตย์หน้าฝนจะตกหรือไม่

ระหว่างรอให้แดดหุบ พวกเรานั่งล้อมวงอยู่หน้าบ้านพี่นุ่มนิ่มพร้อมเปิดเพลงลูกทุ่ง โดยที่ปังก็มานั่งร่วมวงด้วย

พี่แน่ก็เริ่มเล่าว่าเข้ามาทำงานที่ภูครามได้อย่างไร ช่วงโควิด 19 ภูครามเปิดรับสมัครช่างปักเพิ่ม ซึ่งไม่ได้มีมาบ่อย ๆ ซึ่งพี่แน่เป็นคนชวน น้าเต็มและพี่ลูกปลาไปสมัครเป็นช่างปักที่ภูคราม

ซึ่งทุกคนก็ผ่าน ตอนนั้นทุกคนดีใจมาก ๆ พี่แน่เล่าไปด้วยปักผ้าไปด้วยอย่างรวดเร็ว น้าเต็มเล่าว่าตอนแรก พี่แน่ปักได้ช้ามาก ๆ กว่าจะเรียนรู้วิธีการปัก กว่าจะปักได้แต่ละดอกใช้เวลาเป็นเดือน

พี่แน่บอกว่าส่วนตัวแล้วชอบปักต้นไม้มากเป็นพิเศษ เพราะไม่ต้องจัดเรียงอะไรมาก ต้นไม้เอย ใบไม้เอยปักให้เป็นธรรมชาติ ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ พอปักดอกไม้ไม่รู้ว่าจะจัดวางยังไงให้ดูสวย

“การปักผ้าเป็นงานอดิเรก ที่เปรียบเสมือน หลุมหลบภัย การปักผ้า คือ ความสุข คือการพักผ่อน การได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง อยู่กับฝีเข็ม งานทุกงานตั้งใจทำอย่างถึงที่สุด พื่อถ่ายทอดคุณค่าของตัวเองออกมา”

พี่แน่บอกว่าสำหรับตัวเองแล้วการปักผ้าเป็นงานอดิเรก ที่เปรียบเสมือน หลุมหลบภัย การปักผ้า คือ ความสุข คือการพักผ่อน การได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง อยู่กับฝีเข็ม

งานทุกงานตั้งใจทำอย่างถึงที่สุด เพื่อถ่ายทอดคุณค่าของตัวเองออกมา ไม่ได้สนใจเรื่องค่าตอบแทนมากนัก พอมีคนชอบ มีคนชม มีคนอยากซื้อก็ดีใจ

พี่เต็มพูดขึ้นมาอย่างติดตลกว่าพี่แน่นั้นเป็นคนดังเพราะมีแต่ลูกค้าติดตามและอยากได้ผลงานปักของพี่แน่ จุดประสงค์หลักที่พี่แน่มาสมัครภูครามก็คืออยากมาปักผ้า เพราะชอบ ได้เห็นถึงพัฒนาการในฝีเข็มของตัวเอง เย็บได้สวยขึ้น ละเอียดขึ้นและเร็วขึ้นในทุก ๆ รอบที่มีงานใหม่ ๆ

งานครามในครามชิ้นนี้พี่แน่บอกว่าจะปักให้เต็มซักประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ จะได้ไม่แน่นและหนักเกินไป แต่ก็ยังสวยอยู่ระหว่างที่คุยเล่นกันไปก้อนเมฆที่กำลังปักอยู่ก็เสร็จเป็นที่เรียบร้อย

ถัดไปพี่แน่เลือกที่จะปักใบไม้ให้เต็มต้นอยู่ พร้อมกับบอกว่าเมื่อเช้าพี่แน่เพิ่งไปทำงานอสม.(อาสาสมัครประจำหมู่บ้าน) ตอนบ่ายมีนัดกับฉันว่าจะพาไปเที่ยวที่นา แล้วตอนเย็นจะต้องไปงานศพ เป็นวันที่อัดแน่นจริง ๆ

ในที่สุดก็ได้เวลาไปนาของพี่แน่ซักที พวกเราบอกลาน้าเต็มและคุงปัง ฉันกระโดดขึ้นไปบนซาเล้งของพี่แน่อย่างตื่นเต้น รถค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้า

ส่วนพี่นุ่มนุ่มก็ขับมอเตอร์ไซค์ตามมาติด ๆ ระหว่างที่นั่งกินลมชมวิวบนซาเล้ง เราก็ถามว่าที่นาของพี่แน่มีอะไรบ้าง

พี่แน่บอกว่าตอนนี้ที่นาปลูกสวนมะเขือเทศไว้ด้วย แต่ตายเกือบหมดเลย เพราะฝนตกหนัก พี่แน่ยังเสริมต่ออีกว่าที่สวนนั้นมีครอบครัวห่านอาศัยอยู่อีกด้วย เป็นคุณพ่อห่าน คุณแม่ห่าน พร้อมด้วยลูก ๆ อีก 3 ตัว รวมกันเป็น 5 ตัว

พอฉันถามว่าแต่ละตัวชื่ออะไรบ้าง พี่แน่ตอบว่าทองมี พอฉันถามถึงตัวอื่น ๆ พี่แน่ก็ตอบว่าทองมี สรุปว่าห่านทั้ง 5 ตัวเข้าใจว่าตัวเองชื่อทองมี เวลาที่พี่แน่เรียก ทองมี ๆ ทุกตัวก็จะหันมามองและเดินมาหา สรุปก็คือห่านทุกตัวน่าจะเข้าใจว่าตัวเองชื่อทองมีไปซะแล้ว

นอกจากห่านแล้วพี่แน่เล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนเคยลี้ยงครอบครัวหมูป่าเช่นเดียวกัน พ่อ 1 ตัว แม่ 1 ตัวและลูก ๆ มันอีก 3 ตัว รวมเป็น 5 ตัว พี่แน่เลี้ยงมาตั้งแต่มันตัวเล็ก ๆ ล้อมคอกให้มันอยู่ เจ้าตัวบอกว่าหมูป่าเหล่านั้นก็เหมือนหมูลี้ยงนี่แหละ

แต่อยู่มาวันหนึ่งเหล่าหมูป่าได้พังคอกออกไป พี่แน่บอกพวกมันคงอยากตามหาอิสรภาพ จึงปล่อยไปไม่ได้ไปต้อนกลับมา เพราะแค่ข้ามถนนไปก็สามารถเข้าป่าไปได้เลย

พี่แน่ตั้งใจจะปล่อยพวกมันไป แต่เหล่าหมูป่าทั้ง 5 ตัวนั้นยังไม่ทันได้ข้ามถนนไปยังป่าอีกด้านเลย พวกมันถูกล่าและเอามากิน ไม่เหลือรอดซักกะตัว ขอให้ไปสู่สุขคตินะครอบครัวหมูป่า

ตอนที่ฉันนั่งอยู่บนซาเล้งพี่แน่ก็เล่าเรื่องของลูก ๆ ให้ฟัง พี่แน่มีลูก 2 คน เมื่อก่อนเคยอาศัยอยู่นครปฐมมาก่อน แล้วก็ย้ายกลับมาที่สกลนคร พี่แน่ใช้คำว่ากลับมาเริ่มต้นจาก 0 ใหม่

พี่แน่เล่าถึงช่วงเวลาที่เหนื่อยยาก คน ๆ นี้เป็นหญิงแกร่งของแท้เลย ลูกสาวคนโตเรียนจบมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตสกลนคร ได้ทุนและเรียนจบด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1

ส่วนน้องชายเพิ่งรับปริญญาไปเมื่อไม่กี่วันก่อน จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ด้วยเกีรตินิยมอันดับ 2 พี่แน่เล่าถึงลูก ๆ ด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ

แล้วเปิดรูปที่เพิ่งไปงานรับปริญญาลูกชายคนเล็กให้ดู พร้อมกับบอกฉันว่าช่อดอกไม้ที่ให้ลูกชายในงานวันรับปริญญาก็สั่งทำจากน้าเต็มนี่แหละ และเงินที่ได้ปักผ้าก็ไว้จ่ายค่าหอของลูกชายโดยเฉพาะเลย

พี่สาวและน้องชายมีอายุห่างกัน 7 ปีพอดี ซึ่งฉันกับน้องชายก็มีอายุห่างกัน 7 ปีเหมือนกัน ช่างเป็นเรื่องบังเอิญจริง ๆ 

พอไปถึงนาก็ได้เจอหมาอีก 1 ตัวชื่อข้าวปั้น ซึ่งเป็นแม่หมาลูกสิบที่หนีลูกและความวุ่นวายมานอนเล่นรับลมเย็น ๆ ใต้ต้นไม้ที่นาของพี่แน่ พี่แน่ชี้ให้ดูเหล่ามะเขือเทศที่ปลูกไว้ แต่พอเจอฝนตกหนักเข้าไปก็ไม่รอด

เดินต่อไปอีกนิดเป็นต้นเงาะที่บางลูกเริ่มสุกแล้ว พี่แน่ชวนเก็บเงาะมากินด้วยอารมณ์สดใส เดินต่อไปอีกไม่ถึง 3 ก้าว ก็จะเจอกับต้นมะม่วง  พี่แน่ก็สอยมะม่วงลงมาอีก 2 ลูกสำหรับรับประทาน ถัดไปอีกเป็นต้นตะขบรสหวานที่สุกได้ที่พร้อมเก็บ
พี่แน่เก็บมาจนเต็มมือแล้วเดินกลับไปที่เพิงเพื่อหยิบมีดมาปอกมะม่วงและหยิบจานมาใส่ผลไม้ทั้งหมดที่เก็บมา ที่นี่อากาศดีมาก ๆ เลย ไม่ร้อน ร่มรื่น และมีลมพัดมาเรื่อย ๆ ถ้าเป็นไปได้อยากมาอยู่ที่นี่ทุกวันเลย หลังนั่งเล่นอยู่สักพักก็ได้เวลากลับไปที่ภูคราม

ฉันกระโดดขึ้นซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์อีกคันของพี่แน่ ส่วนพี่นุ่มนิ่มก็ขี่อีกคันตามมา ระหว่างทางพี่แน่ชี้ให้ดูสวนยาง ให้ต้นต้นไม้ต่าง ๆ ต้นไหนกินได้ ต้นไหนไม่อร่อย ชี้ให้ดูเตาหลุมที่ทำจากดิน เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านในการพูนดินขึ้นเป็นคันดิน ใส่เศษไม้และกิ่งไม้ มาเผาทำเป็นถ่าน ช่วยลดค่าใช้จ่ายและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

ในที่สุดฉันก็กลับมาถึงภูคราม ฉันไม่รอช้ารีบนำเรื่องราวมาเขียนให้ทุกคนได้อ่านกัน

เขียนโดย ใจดี