ตอนที่ 2 : แก๊งแกงหน่อไม้

“จุดเริ่มต้นตอนคิดงานชิ้นนี้ คือตอนนั้นเป็นหน้าแล้ง เราไปเดินป่ากับพี่เหมี่ยวอยู่ตรงมอซันทางไปคำเพิ่ม แล้วเห็นต้นอะราง พี่เหมี่ยวเลยถามว่าใครชอบต้นไม้ต้นไหน ความคิดแต่ละคนเป็นยังไง พี่แจ๋วชอบต้นอะราง”

พี่วิพาฉันซ้อนมอเตอร์ไซค์ฝ่าแดดเปรี้ยงของเดือนพฤษภาคมผ่านทุ่งนาสองข้างทาง มาเจอจุดที่คนกำลังทำถนนคอนกรีต พี่วิหยุดทักทายถามไถ่ก่อนจะไปต่อ ถนนคอนกรีตสิ้นสุดลงเปลี่ยนเป็นดินแดงสลับลานหิน ข้างหน้าลิบๆ มีคอกวัวคอกใหญ่ๆ 

“นั่นคอกวัวพี่แจ๋ว” พี่วิบอก

“โห คอกวัวใหญ่จัง” ฉันมองไปให้ความรู้สึกเหมือนฟาร์มวัวขนาดย่อม

“ก็เขามีที่เนาะ” พี่วิว่า

“ก็จริง” ฉันหัวเราะ

มอเตอร์ไซค์เลี้ยวผ่านคอกวัวมาก็เป็นสวนมันสัมปะหลังทางด้านซ้าย ตรงหน้ามีแคร่อยู่ใต้ต้นมะม่วง มองตรงไปอีกเห็นห้องขนาดเล็กสร้างด้วยสังกะสีกว้างประมาณ 2 เมตรอยู่ติดกับเถียงน้อยที่เหมือนเป็นที่เก็บของจิปาถะ ด้านหน้ามีกองไฟควันเอื่อยๆลอยอยู่ ทางด้านซ้ายห่างไปประมาณ 10 เมตรเป็นเรือนไม้ยกพื้นสูง 2 ระดับไม่มีผนัง มีเปลแขวนอยู่ด้านบน เห็นพี่แจ๋วเดินไปเดินมาอยู่ข้างหน้า 

พี่วิจอดมอเตอร์ไซค์ไว้ข้างแคร่ใต้ต้นมะม่วง

“เชิญค่ะ เชิญ” พี่แจ๋วยิ้มต้อนรับทักทาย

“โอโหนาน่าอยู่จังค่ะ อากาศเย็นสบาย” เมื่อฉันลงจากมอเตอร์ไซค์เดินไปที่เรือนไม้ระหว่างทางก็สัมผัสได้ถึงความสดชื่นร่มรื่นด้วยว่าที่ข้างๆกันกับพี่แจ๋วเป็นสวนยาง และด้วยความที่เป็นพื้นที่โล่งจึงมีลมพัดผ่านมาเป็นระยะ 

เรือนไม้ที่ว่าคือเถียงนาที่เอาไว้พักผ่อนหลบแดดนอนเล่นเวลามาทำไร่ทำนา แต่ขนาดเถียงของพี่แจ๋วพอที่จะเป็นบ้านได้เลย 

“เดี๋ยวพี่แจ๋วไปเอาน้ำใส่ห้องน้ำให้ก่อน” ว่าแล้วพี่แจ๋วก็เดินไปเปิดก๊อกที่โอ่งขนาดใหญ่ที่มีถังน้ำรองอยู่ น้ำเต็มแล้วพี่แจ๋วก็หิ้วถังเดินมาที่ห้องเล็กๆที่ฉันเห็นตอนแรก เปิดประตูออกมันคือห้องน้ำนั่นเอง เป็นส้วมแบบนั่งยอง มีถังน้ำขนาดใหญ่อยู่ข้างใน คิดว่าน่าจะไว้ใช้สำหรับอาบ ส่วนถังเล็กที่พี่แจ๋วหิ้วเข้ามาเพิ่มนั้นคือไว้ใช้ราดส้วม

“เข้าได้ตามสบายเลยนะคะ”

เถียงนานี้ไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปา เขาจึงมีที่เก็บน้ำฝนไว้ใช้ และต้องหิ้วเข้าไปเติมในห้องน้ำ ท้ายที่ของพี่แจ๋วมีธารน้ำไหลผ่าน แต่ตอนนี้หน้าแล้งน้ำน้อยและขุ่นแดง

“เดี๋ยวนี้คนมีเงินเขาเจาะบ่อบาดาลแล้วใช้โซลาเซลล์ดูดน้ำมาใช้ทั้งวันทั้งคืน ทำให้น้ำเราน้อยลง ไม่ค่อยมีน้ำใช้” พี่แจ๋วบอกหลังจากเห็นฉันยืนมองธารน้ำแห้งเงียบๆ

“นี่ๆมาดูพี่แจ๋วปลูกฟักทองไว้” พี่แจ๋วเดินนำพาไปแปลงฟักทองที่ขึ้นเรียงรายอยู่ประมาณ 10 กว่าต้น แล้วก็ก้มลงเด็ดยอด

“เราเอายอดไปใส่แกงหน่อไม้” พี่แจ๋วเด็ดอย่างคล่องแคล่ว แล้วก็เดินนำไปอีกแปลง

“นี่ผักอีตู่” พี่แจ๋วชี้ให้ดูต้นใบแมงลักที่ขึ้นเป็นพุ่มใหญ่ ภาษาถิ่นอีสานเรียกว่าผักอีตู่นิยมเอาไปใส่ในแกงต่างๆ

“มันบ่มีไผเด็ด ออกดอกเหมิดแล่ว” พี่แจ๋วพูดไปมือก็เด็ดไป บอกว่าไม่มีใครมาเด็ดไปใช้ ต้นเริ่มออกดอก พวกผักตระกูลแมงลัก โหรพา กะเพรา ถ้าต้นเริ่มแก่และออกดอกจะทำให้ต้นโทรมและตาย แต่ถ้าหมั่นเด็ดไปปรุงอาหารไม่ทันให้มันออกดอกจะยืดอายุมันได้

พี่แจ๋วเดินกำผักในมือนำหน้ากลับไปที่เถียง ที่ด้านหลังเป็นทางขึ้นแบบบันไดลิง 3 ขั้น

“มาค่ะขึ้นมา” พี่แจ๋วเรียกให้ฉันตามขึ้นไป พี่วินั่งปอกหน่อไม้รออยู่ก่อนแล้ว ชานพักบันไดลดหลั่นลงมาจากพื้นเรือนมีถังใส่น้ำวางเรียงรายไว้ใช้ล้างมือ ล้างของ พี่แจ๋วโยนผักในมือลงในกะละมังล้าง พี่วิฝานหน่อไม้ใส่ถาด สองคนช่วยกันเตรียมทำแกงหน่อไม้ คุยกันงุ๊งงิ๊งๆ

ลักษณะเถียงนานี้ทำให้ฉันนึกถึงบ้านยายที่จังหวัดร้อยเอ็ด ที่แม่เคยพาไปเยี่ยมยายตอนฉันเด็กๆ แต่บ้านยายจะมีห้องต่อออกไปสำหรับเป็นห้องนอนด้วย แต่เอาจริงๆ คนแต่ก่อนก็ไม่ค่อยนอนในห้องสักเท่าไหร่ เพราะนอนที่ชานบ้านเย็นสบายกว่า ห้องจึงมีไว้สำหรับเก็บของเช่นเครื่องนอนที่ไม่ค่อยได้ใช้หรือเอาไว้รับแขกมากกว่า

“โอ้ย แจ๋วเฮาลืมกระติ๊บเข่า” พี่วิอุทาน นึกขึ้นได้ว่าลืมเอากระติ๊บข้าวของตัวเองมาด้วย

“บ่เป็นหยัง เฮาก็มีเข่า พออยู่ดอก” พี่แจ๋วชี้ไปที่กระติ๊บข้าวที่วางอยู่ ฉันเอื้อมไปเปิดกระติ๊บดู มีข้าวอยู่เกือบเต็มกระติ๊บ เหลือเฟือสำหรับพวกเรา

“ชวนบวบมากินแกงหน่อไม้” พี่วิบอกพี่แจ๋ว

“เออ ได้” พี่แจ๋วเด็ดผักเตรียมใส่แกงเสร็จแล้วก็เดินไปโทรไลน์หาพี่บวบ ได้ยินเสียงปลายสายแว่วๆ แล้ววางไป

วัตถุดิบเตรียมแกงหน่อไม้

“มาอยู่บ่” พี่วิถาม

“มาแต่รอพ่อมาเฝ้าควายให้ก่อน” พี่แจ๋วบอก 

พี่วิเดินไปตักถ่านจากกองฟืนที่เราเห็นตอนมาถึงมาใส่เตาถ่านบนชาน แล้วตั้งหม้อต้มน้ำ ตาเหลือบไปเห็นอะไรเคลื่อนไหวในลำน้ำ

“ดูนั่นๆ ปลามันเลี้ยงลูก” พี่วิชี้ให้พี่แจ๋วดู ฉันตามไปชะเง้อมองลงไปแต่ไม่เห็น

“ตาหาอยู่หากิน” พี่แจ๋วหันมาพยักพเยิดกับฉัน บอกเล่าถึงความสามารถพิเศษของพี่วิที่ตาไวหาของกินในป่าเก่ง

“ตอนเด็กพี่แจ๋วอยากเก่งเหมือนเด็กผู้ชาย อยากไปหาปูหาปลา ไปตกปลาได้แบบเด็กผู้ชาย แต่พี่แจ๋วกลัวไส้เดือน” พี่แจ๋วว่าแล้วก็หัวเราะ 

“ต้องเอาไส้เดือนไปเป็นเหยื่อตกปลาใช่ไหมคะ”

“ใช่ แล้วตอนเด็กพ่อจับตัดผมสั้น สั้นแบบเกรียนเลยนะ”

“พ่ออยากได้ลูกชายเหรอคะ”

“ใช่ แต่ดันได้ลูกสาว” พี่แจ๋วยิ้ม

พี่แจ๋วแยกตัวไปนั่งปักผ้าที่เปลด้านล่างที่ผูกอยู่กับเสาของชายคาที่ยื่นออกไป พี่วิรับหน้าที่ปรุงแกงหน่อไม้ ฉันนั่งเล่นที่เปลบนเรือน 

ผ่านไปพักใหญ่พี่วิก็ส่งเสียง

“หน่อไม้สุกแล้ว รอบวบมาถึงจะใส่ผักอีตู่ ใกล้มาแล้วบ่ล่ะ” พี่วิถามพี่แจ๋ว

พี่แจ๋วโทรไลน์หาพี่บวบอีกครั้ง ได้ยินปลายสายเสียงโหวกเหวกตามสไตล์

“มา พ่อกำลังมาเฝ้าควายให้แล้ว” พี่แจ๋วรายงานหลังวางสาย

เวลาผ่านไปพักใหญ่ก็ยังไม่มีวี่แววพี่บวบ

“บ่รอแล้วเด้อ หิวแล่ว” พี่วิลุกขึ้นไปหยิบใบแมงลักจะใส่ลงหม้อ พี่แจ๋วรีบโทรไลน์หาพี่บวบอีกครั้ง สัญญานดังแต่ไม่รับสาย

“น่าจะกำลังขี่รถอยู่” พี่แจ๋วสันนิษฐาน 

สักพักก็ได้ยินเสียงมอไซค์แว่วมาแต่ไกล

“นั่นไง น่าจะมาแล้ว” พี่วิทัก 

ไม่นานมอเตอร์ไซค์พี่บวบก็มาจอดใต้ต้นมะม่วง เคียงกับมอเตอร์ไซค์พี่วิ ส่งเสียงมาก่อนตัว 

“นั่น พี่บวบเอาข้าวมาด้วย” พี่วิมองเห็นแต่ไกล

จอดรถเรียบร้อยพี่บวบก็เดินหิ้วของพะรุงพะรังมายืนหน้าเรือน มือข้างซ้ายหิ้วถุงมะม่วงกับกระบอกน้ำ มือข้างขวาหิ้วสัปปะรดมา 2 หัว ไหล่ข้างหนึ่งสะพายกระเป๋าที่ใส่เสื้อภูครามและอุปกรณ์ปักผ้า อีกข้างก็สะพายกระติ๊บข้าวเหนียวกับกระเป๋าใบน้อยเหมือนใส่กระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์

“สวัสดีค่ะพี่บวบ มาเด้อกินเข่า” ฉันทักทายสไตล์คนอิสาน พี่บวบยิ้มแย้มลั้นลา เดินฉับๆ ไปขึ้นเรือน

“พี่บวบเอามะม่วงมาจากนา กับสัปปะรด” พี่บวบวางสัปปะรดสีเหลืองทองลงบนพื้นเรือน พี่วิจัดแจงตักแกงหน่อไม้ใส่ถ้วย พี่แจ๋วเอาปลานิลทอด 2 ตัวออกมาวางในถาด กับผักกูดสดที่พี่วิเก็บมาจากบ้าน และแกะถุงแกงเผ็ดใส่ถ้วย เรานั่งล้อมวงกินแกงหน่อไม้อย่างเอร็ดอร่อย สลับกับพี่บวบ พี่แจ๋วเล่าความหลังตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็ก ทำให้รู้ว่าช่างปักในภูครามหลายคนเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเรียนประถม 

กินข้าวอิ่มแล้วพี่วิปอกสัปปะรดเสร็จตั้งแต่ตอนไหนไม่ทันสังเกต จานสัปปะรดเนื้อเหลืองทองฉ่ำมาวางอยู่ตรงหน้า เราหยิบเข้าปากกันคนละชิ้น

“สัปปะรดปลูกเองเหรอคะพี่บวบ”

“ปลูกเองค่ะ”

“ได้ใส่ปุ๋ย ฉีดยาอะไรไหมคะ”

“ไม่เลยค่ะ ปลูกทิ้งปลูกขว้างไม่ได้ดูแล” 

ฉันทึ่งในรสชาติหวานฉ่ำของสัปปะรดที่พี่บวบเอามา มันหวานอร่อยไม่ต่างจากมะม่วงอกร่องของพี่แจ๋วที่ได้กินคราวก่อน

อิ่มหนำกันแล้วเราก็ช่วยกันเก็บสำรับ ต่างคนต่างเริ่มเอาเสื้อออกมาปัก พี่วิประจำมุมหนึ่งของเรือน พี่บวบก็อยู่อีกมุมหนึ่งของเรือน พี่แจ๋วกลับไปนั่งปักอยู่ที่เปลด้านล่าง ฉันจึงตามลงไปดูความคืบหน้าของงานพี่แจ๋ว

“อาทิตย์นึงผ่านไปมีอะไรเพิ่มขึ้นมาบ้างคะ”

“รอบก่อนขึ้นโคน อาทิตย์นี้พี่แจ๋วจะเริ่มทำต้นไม้อีกหน่อย แล้วก็จะมีต้นเสี้ยว เห็นอยู่ตรงคอกวัวเลยนึกขึ้นได้ดอกมันสีขาวเป็นกลุ่มใหญ่บ้างเล็กบ้าง แล้วก็จะทำใบ ตอนนี้ทำดอกก่อน อาทิตย์นี้ได้แค่นี้ เพราะว่าทำเสื้อตัวนี้ก่อน ให้ทันไปออกงานคราฟท์ บางกอก” พี่แจ๋วหยิบเสื้อเชิ้ตสีน้ำตาลขึ้นมา เป็นเสื้อตัวที่เห็นเมื่อครั้งที่ได้เจอกันครั้งแรกตอนที่คุณเหมี่ยวนัดช่างมาแนะนำให้รู้จัก

“ตัวนี้เล่าถึงหน้าแล้ง จุดเริ่มต้นตอนคิดงานชิ้นนี้ คือตอนนั้นเป็นหน้าแล้ง เราไปเดินป่ากับพี่เหมี่ยวอยู่ตรงมอซันทางไปคำเพิ่ม แล้วเห็นต้นอะราง พี่เหมี่ยวเลยถามว่าใครชอบต้นไม้ต้นไหน ความคิดแต่ละคนเป็นยังไง พี่แจ๋วชอบต้นอะราง แต่ก่อนไม่รู้ชื่อหรอก เวลาขับรถผ่านมองเห็นต้นนั้นเป็นพุ่ม พี่แจ๋วก็ชอบเพราะมันดูร่มรื่น เพราะความหมายของมันคือเป็นต้นไม้ที่ให้ความร่มรื่นแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนคนที่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ลูกหลาน เลยออกแบบเป็นแบบนี้ แล้วก็มีตัวภูผายลนอนอยู่ใต้ต้นไม้ ตัวภูผายลที่เป็นภาพวาดในยุคประวัติศาสตร์ของภูพานที่เขาวาดสัตว์ลงไปด้วยแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ ตัวนี้ไม่ได้เน้นใบ เน้นกิ่ง มีต้นอะราง เป็นช่วงที่ต้นผลัดใบ ใบร่วงไป เตรียมผลิใบใหม่ ตั้งใจให้เป็นเสื้อผู้ชาย ใช้ฝ้ายสีขรึมปัก คนที่ใส่ก็จะเป็นผู้ชายที่อบอุ่น ใจดี”

“ใบสีส้มคือต้นอะไรคะ” ฉันชี้ไปที่ลายปักใบไม้สีส้ม

“ต้นแดง” 

“ตัวนี้ตั้งชื่อไว้หรือเปล่าคะ”

“ตั้งชื่อไว้ว่าป่าหน้าแล้ง ซึ่งเป็นช่วงเมษายน – พฤษภาคม พี่แจ๋วชอบทำใบไม้ ต้นที่ปักบ่อยๆ ก็ต้นรัง ต้นแดง”

พี่แจ๋วหยิบมือถือมาเปิดรูปให้ดูตอนไปเดินป่าหน้าแล้ง แล้วนำมาเป็นแรงบันดาลใจในลายปัก กับโชว์งานชิ้นก่อนๆให้ดู แล้วพี่แจ๋วก็หยิบเสื้อเชิ้ตสีครามขึ้นมา

“อันนี้มีสองสี เล่าถึงหน้าฝน ตอนที่ไม่มีแดดฟ้าครึ้ม กับอันนี้ฟ้าสว่าง พี่แจ๋วจะทำเมฆสีฟ้ากับสีขาว จะใส่หน่อไม้ ผักหวาน” 

“น่าสนุกเนาะ เหมือนนักเรียนทำงานศิลปะส่งครู” ฉันนึกถึงตอนเรียนมหาวิทยาลัย

“งานที่เราทำอยู่ตอนนี้มันมีคุณค่ามากนะคะ ในอีก 100 ปีข้างหน้าอาจจะมีค่าเปรียบได้กับวัตถุโบราณ เราจะได้ถูกจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์ เหมือนศิลปะบ้านเชียงอะไรแบบนี้ งานลายภูครามอีกหน่อยอาจจะถูกบันทึกว่าเป็นศิลปะยุครัตนโกสินทร์ ในแถบสกลนคร ช่างจากภูพาน ลายของภูคราม อะไรแบบนี้” ฉันเคยพูดแบบนี้กับพี่วิ แต่อยากบอกกับทุกคนอีกครั้ง

“หลังจากที่เราตายไปแล้วใช่ไหม” พี่แจ๋วว่าแล้วหัวเราะเอิ้กอ๊าก

“สิ่งที่เราทำอยู่จะถูกบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ศิลปะในอนาคต”

ฉันพูดแกมหัวเราะแต่อยากให้พวกเขาเชื่อว่างานที่ทำอยู่มีความหมายมีคุณค่าจริงๆ

“เหมือนบ้านที่เราอยู่ชื่อบ้านนางเติ่งอย่างนี้ละเนาะ” พี่แจ๋วฉุกคิดเปรียบเทียบถึงคนในประวัติศาสตร์

“ย่าเติ่งเขาเป็นใครคะ” ฉันได้โอกาสถาม เพราะตอนที่มาถึงช่วงแรกได้เดินผ่านวัดนางเติ่งในหมู่บ้าน แล้วได้เดินเข้าไปเห็นว่ามีศาลที่มีรูปปั้นย่าเติ่งอยู่ ก็สงสัยว่าย่าเติ่งคือใคร

“บวบเล่าซิ” พี่แจ๋วตะโกนบอกพี่บวบที่อยู่บนเรือน

“ย่าเติ่งเป็นคนที่พาลูกหลานมาตั้งรกรากที่นี่ อพยพมาจากลาว ต้นตระกูลพี่ก็มาจากลาว เป็นล้านช้าง แต่พี่ไม่รู้ว่าพี่เผ่าไหน เขามีเผ่ากันหมด แต่พี่ไม่รู้ว่าตัวเองเผ่าไหน” พี่บวบเล่า

“บ้านนางเติ่งก็มาจากย่าเติ่งนี่แหละค่ะ” พี่แจ๋วเสริม

“แต่ที่เราฟังมาไม่ใช่แบบนั้น” พี่วิพูด

“คนเฒ่าคนแก่เขาเล่าว่าอย่างนี้ นางเติ่งเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ซัดเซพเนจรมา แล้วมาตายอยู่วังน้ำหนึ่ง เขาไม่ได้ชื่อเติ่ง แต่เขาเป็นคนหูใหญ่หูกาง ภาษาอีสานหูกางเขาเรียกหูเติ่ง เขาเลยเรียกตรงนั้นว่าวังอีเติ่ง เลยเรียกแถวนี้ว่าบ้านอีเติ่งตอนแรก แต่เขาอยากให้สุภาพขึ้นเลยเปลี่ยนเป็นบ้านนางเติ่ง”

“อันนี้คือเรื่องเล่าใช่ไหมคะ” ฉันคิดว่าเรื่องเล่ามีมาจากหลายสาย ยังจะปักใจเชื่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งไม่ได้ จนกว่าเราจะไปศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตัวเอง

“เรื่องคนอพยพมาจากลาว ก็มาอยู่บ้านลุบเลา บ้านนางเติ่ง” พี่บวบเสริม

“เดี๋ยวพี่กลับบ้านแป๊ปนึง ไปเอาข้าวให้แม่ก่อน” พี่แจ๋วขอตัวกลับไปดูแม่ที่บ้าน เอาข้าวกลางวันให้แม่กิน ทุกคนกลับไปจดจ่ออยู่กับงานของตัวเอง ฉันนอนเล่นอยู่ที่เปลบนเรือน มีเสียงพี่บวบคุยกับพี่วิเป็นระยะ สักพักเสียงพี่บวบเงียบไปกลายเป็นเสียงกรนแทน ก็ลมมันเย็นอะนะใครจะต้านทานไหว

สักพักพี่แจ๋วก็กลับมาพร้อมกับหิ้วถุงมะม่วงมาอีก

“นี่ไปเก็บอกร่องมาจากนามาให้” พี่แจ๋วรู้ใจเก็บมะม่วงสุกมาฝากฉัน แล้วก็กลับไปนั่งปักผ้าที่เปล พี่บวบตื่นขึ้นมาพอดี

“พี่บวบกลับก่อน จะไปผลัดกันเฝ้าควายกับพ่อ” ว่าแล้วก็จัดแจงเตรียมตัวกลับ

ฉันกับพี่วิตามไปส่งที่มอเตอร์ไซค์ แล้วก็พบว่าที่แคร่ใต้ต้นมะม่วงเย็นมาก

“เฮ้ย…ตรงนี้เย็น มานั่งตรงนี้” พี่บวบตะโกนเรียกพี่แจ๋วที่นั่งปักผ้าอยู่เปล

“มันไม่ถนัด อยู่นี่แหละ” พี่แจ๋วบอก 

ดูเหมือนว่าภาพประจำตัวของพี่แจ๋วจะกลายเป็นภาพที่พี่แจ๋วนั่งปักผ้าอยู่บนเปลไปแล้วไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

ฉันเดินไปดูความคืบหน้าผ้าที่พี่แจ๋วปัก ปล่อยพี่วิให้นั่งปักผ้าอยู่ใต้ต้นมะม่วง

“เมื่อคืนแขวนเสื้อไว้อยู่มีแมงกีนูนบินมาเกาะกิ่งไม้” พี่แจ๋วพูดขำๆ ชี้ที่กิ่งไม้ในลายปัก

“แมลงยังหลง” ฉันแซว

“มันมาเกาะสงสัยจะเป็นกิ่งแท้ ตอนปักดอกไม้ก็เคยมีผีเสื้อมาเกาะ มันนึกว่าดอกไม้จริง” พี่แจ๋วยิ้มหัว

“พี่แจ๋วหิวข้าวอีกแล้ว” พี่แจ๋วเปรยขึ้น ฉันดูเวลาในโทรศัพท์บ่ายสามนิดๆ

“เริ่มหิวแล้วเหมือนกัน ไปกินข้าวกันดีกว่า” ฉันเห็นด้วย

พี่แจ๋ววางมือจากงาน ตะโกนเรียกพี่วิ

แกงหน่อไม้ก้นหม้อถูกตักใส่ชาม เราสามคนล้อมวงกินแกงหน่อไม้กับปลาทอดที่เหลือ พี่วิปอกสัปปะรดอีกหัว พี่แจ๋วปอกมะม่วงอกร่องให้ฉัน เรานั่งกินผลไม้ตบท้าย ก่อนจะเก็บกวาดทำความสะอาดพื้นที่ให้เรียบร้อย แล้วเตรียมตัวแยกย้ายกันกลับบ้าน

เขียนโดย ม่านเมฆา