ตอนที่ 3 : กว่าจะมาเป็นพี่พรรณในวันนี้

พี่พรรณบอกว่าบางงานเวลาปัก ๆ ไป มันก็ตื้อ คิดไม่ออก ต้องคอยหยุดปักมาคิดว่าตรงนี้จะปักอะไร หรือต้องเติมอะไรเพิ่มตรงไหนมั้ย

แต่บางงานพี่พรรณสามารถปักไปได้เรื่อย ๆ ไม่ต้องหยุดคิด

เหมือนฝีเข็มมันขยับไปตามสัญชาติญาณ ระหว่างปักไปก็มีไอเดียสิ่งที่จะปักต่อแล่นเข้ามาในหัวตลอด

ซึ่งงานนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่มีไอเดียแล่นเข้ามาเรื่อย ๆ เหมือนเห็นตัวเองเดินเข้าไปในสถานที่ต่าง ๆ ที่ปักลงไปบนเสื้อ

ตอนแรกพี่พรรณไม่มั่นใจเลย เพราะพี่พรรณไม่เคยปักบันไดมาก่อน แต่ทุกคนหลังได้ฟังไอเดียนี้ของพี่พรรณก็ต่างบอกว่าให้ปักไปเลย

หนึ่งในไอเดียที่แล่นเข้ามาในหัวของพี่พรรณเมื่อวานระหว่างที่ปักด้านหลังของเสื้อคือ จะปักเป็นบันไดที่ใช้เดินขึ้นทิวเขาภูพาน

สมัยที่พี่พรรณเด็ก ๆ  ทางขึ้นเขานั้นจะเป็นบันไดแขวนที่ทำจากไม้ ตอนนี้มันกลายเป็นบันไดถมด้วยปูนเป็นขั้น ๆ ไปแล้ว

ตอนแรกพี่พรรณไม่มั่นใจเลย เพราะพี่พรรณไม่เคยปักบันไดมาก่อน แต่ทุกคนหลังได้ฟังไอเดียนี้ของพี่พรรณก็ต่างบอกว่าให้ปักไปเลย

พี่พรรณเริ่มจากการร่างรูปทรงคร่าว ๆ ของบันได ใช้ด้ายเนาตามเส้นร่างไปก่อน เสร็จแล้วก็ใช้ด้ายสีเข้มปักเป็นราวบันได เสร็จแล้วก็นำด้ายสีอ่อนมาปักเป็นขั้นบันไดไม้

พี่พรรณใช้เวลาประมาณครึ่งวัน บันไดขึ้นยอดเทือกเขาภูพานก็เสร็จสมบูรณ์

เพราะหลังปักบันไดไป ข้าง ๆ มันดูโล่ง ๆ ยังไงก็ไม่รู้ พอลองร่างดู จาก 1 กลายเป็น 2 งอกมาเป็น 3 พอปัก 3 คนเสร็จก็คิดว่ายังโล่งปักทำให้ปักเพิ่มเรื่อย ๆ

จากตอนเริ่มปักที่พี่พรรณตั้งใจว่าจะให้ภูผายลรูปที่วาดเป็นรูปร่างคล้ายคนอยู่แค่ด้านล่างที่เป็นตอนกลางวัน ทำไปทำมา พี่พรรณบอกว่าอยากให้มีคนอยู่ตรงด้านบนที่สีเข้มด้วย

เพราะหลังปักบันไดไป ข้าง ๆ มันดูโล่ง ๆ ยังไงก็ไม่รู้ พอลองร่างดู จาก 1 กลายเป็น 2 งอกมาเป็น 3 พอปัก 3 คนเสร็จก็คิดว่ายังโล่งปักทำให้ปักเพิ่มเรื่อย ๆ

แต่ก็ปักคนเป็นสีเข้ม เพราะสีพื้นหลังที่ย้อมลงบนเสื้อเป็นมะเกลือที่แทบจะดำสนิทแล้ว ให้เหมือนคนอยู่ภายใต้เงาของตอนกลางคืน

จนตอนนี้มีเป็นกลุ่มคนอยู่รวมกันเต็มไปหมด แต่พอเป็นด้านบนที่ย้อมสีเข้มภูผายลที่ปักลงไปบนนั้นถูกปักด้วยด้ายสีเข้ม ทำให้เหมือนเป็นเงาเพราะถูกความมืดปกคลุมอยู่

พี่พรรณยังชี้ให้ดูอีกด้วย ว่าหนึ่งในภูผายลที่ปักลงไปคือตัวแทนของฉัน ส่วนตัวที่อยู่ด้านบนแล้วไขว้ขากันอยู่ คือน้องยู ลูกพี่พรรณ

ระหว่างที่เรานั่งคุยกับพี่พรรณไป เรื่องส่วนใหญ่ที่พี่พรรณเล่าไม่ใช่เรื่องของตัวเอง แต่กลับเป็นเรื่องของครอบครัว เรื่องของลูก ๆ เรื่องของแม่ เรื่องของน้อง ๆ

พี่พรรณเป็นลูกสาวคนโตของบ้าน มีน้องอีก 3 คน และมีลูกอีก 3 คน มีหลายชีวิตที่จะต้องรับผิดชอบ พี่พรรณเป็นคนที่เสียสละ มักจะเป็นห่วงและใส่ใจคนอื่นอยู่เสมอ

ระหว่างที่เรานั่งคุยกับพี่พรรณไป เรื่องส่วนใหญ่ที่พี่พรรณเล่าไม่ใช่เรื่องของตัวเอง แต่กลับเป็นเรื่องของครอบครัว เรื่องของลูก ๆ เรื่องของแม่ เรื่องของน้อง ๆ

แม้แต่ฉัน ตอนฉันมาถึงวันแรก อาหารที่ภูครามเกือบทั้งหมดเป็นอาหารอีสานที่ค่อนข้างรสจัด หนักไปทางเปรี้ยว เค็มและเผ็ด  สำหรับฉันที่มาจากบ้านที่กินอาหารรสค่อนข้างจืด อาหารที่นี่ทำให้ท้องไส้ฉันแอบปั่นป่วน

พี่พรรณก็จะคอยถามด้วยความเป็นห่วงอยู่เสมอ ถามว่าฉันกินได้ไหม เผ็ดไปไหม หรือบอกเราว่าถ้าเผ็ดไปหรือกินไม่ไหวก็ไม่เป็นไรหรือขนาดตอนเราปวดหลังเลยเอนลงไปนอนกับพื้นพี่พรรณก็หยิบหมอนมาให้ พี่พรรณนี่น่ารักจริง ๆ เลย

ก่อนที่พี่พรรณจะมาทำงานกับภูคราม พี่พรรณเคยทำงานรับจ้างทั่วไปในสกลมาก่อน ไปช่วยเกี่ยวข้าวได้มัดละ 2 บาท ซึ่งใน 1 มัด จะรวมจากการเกี่ยวข้าวทั้งหมด 7 กำ วัน ๆ นึง พี่พรรณจะเกี่ยวข้าวจนได้เงินวันละ 600 – 700 บาท แต่ต้องเกี่ยวข้าวทั้งวันไม่หยุดไม่หย่อน พักกินข้าวเที่ยงเสร็จแล้วก็รีบไปเกี่ยวข้าวต่อ จนกระทั่งเล็บนิ้วก้อยหลุดออกมาก็เคยมาแล้ว

พ่อของพี่พรรณเป็นคนสอนพี่พรรณเกี่ยวข้าว พี่พรรณจึงอยากฝึกลูก ๆ ทั้ง 3 คนให้เกี่ยวข้าวเป็น ถึงแม้สมัยนี้จะมีเทคโนโลยีเข้ามาทุ่นแรง มีรถเกี่ยวข้าว

พี่พรรณก็อยากให้ลูก ๆ ฝึกไว้ ไม่ว่าในอนาคตแต่ละคนจะไปทำอาชีพอะไร แต่พี่พรรณก็ไม่อยากให้การเกี่ยวข้าวหรือความรู้และภูมิปัญญาเลือนหายไป

เดี๋ยวนี้มีแต่คนยุคพี่พรรณที่ทำนาเป็น แต่เด็ก ๆ สมัยนี้เค้าไม่ทำกันแล้วถ้าคนรุ่น ๆ พี่พรรณ ไม่อยู่ ก็คงไม่มีคนมาสานต่อ  งานรับจ้างที่เมื่อก่อนให้คนทำ เดี๋ยวนี้ก็ถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรหมดแล้ว

เวลาผ่านไปหนทางการหาเงินเองก็ลดลงเหมือนกัน เมื่อก่อนหากอยากได้เงินก็อาจจะปีนต้นมะขาม  เก็บมะม่วง เดี๋ยวนี้ต้นมะขามไม่มีแล้วเพราะคนเอาไม้มะขามไปเผาถ่านหมด

ส่วนสวนมะม่วงเดี๋ยวนี้ก็ไม่มีแล้วเมือนกัน เมื่อก่อนพี่พรรณบอกว่าพี่พรรณจะไปซื้อมะขามทั้งฝักมาในราคากิโลละ 5 บาท มาแกะเอาเม็ดออกก็จะทำกำไรได้เพราะถ้าไม่มีเม็ดจะขายได้กิโลละ 28 บาท

แต่งานรับจ้างมันไม่มีความมั่นคง บางวันหางานได้ บางวันหางานไม่ได้ ถึงการเกี่ยวข้าวจะได้เงินดี แต่ว่าก็มีมาไม่บ่อย 

หากย้อนกลับไปอีก ก่อนที่พี่พรรณจะกลับมาทำงานรับจ้างทั่วไปที่สกลพี่พรรณเคยลงไปทำงานที่ปริมณฑลมาก่อน เป็นช่างเย็บกระเป๋าหนัง

ซึ่งพี่พรรณบอกว่าเมื่อก่อนคิดว่าการเย็บกระเป๋าหนังว่ายากแล้ว ต้องประณีต ต้องใจเย็น ต้องมือเบา พอได้มาลองปักผ้ากับภูคราม พี่พรรณบอกมันยากกว่าการเย็บกระเป๋าอีก

พอน้องยูอายุ 8 เดือนพี่พรรณก็ได้เข้ามาทำงานกับภูคราม พี่พรรณบอกว่าภูครามทำให้พี่พรรณเข้าใจ คำว่ามั่นคงในรายได้โดยที่ไม่ต้องไปหาทำอะไรให้มากมาย พี่พรรณได้เรียนรู้ถึงมุมมองใหม่ ๆ ได้มีเงินส่งลูกเรียนก็เพราะภูคราม

“ที่ชอบภูครามเพราะทำให้ ได้พูดคุยกับเพื่อนมากขึ้น จากที่ก่อนหน้านี่ถ้าเจอหน้ากันก็แค่ทักทายแล้วแยกย้าย แต่พอได้มาปักผ้าที่ภูครามด้วยกันก็ได้เจอกันบ่อยขึ้น ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน แลกเปลี่ยนมุมมอง แนวคิด ได้ปรึกษามีปัญหาก็คุยกัน ทำให้ได้ใกล้ชิดกับเพื่อน ๆ มากขึ้น”

เขียนโดย ใจดี