ตอนที่ 2 : เรื่องงัวๆ บนทุ่งนาหัวใจออร์แกนิค

ครั้งนี้พี่บวบได้นัดผมหลังเที่ยง เพราะช่วงนี้ฟ้าฝนและอากาศไม่ค่อยเป็นใจสักเท่าไหร่
วันนี้เป็นวันที่พี่ตั้ม น้องชายพี่เหมี่ยว ได้โชว์ฝีมือทำกะเพราหมูสับไข่ดาวที่ภูครามเป็นมื้อกลางวัน

พี่บวบมาถึงพร้อมกับรอยยิ้มอันสดใสเช่นเคย
“สวัสดีครับพี่ กินข้าวกันพี่บวบ วันนี้มีข้าวกะเพราหมูสับ พี่ตั้มทำ โครตอร่อยเลย” ผมกล่าวทักพี่บวบ
“ได้เลยพี่นมสดเดียวพี่บวบกินข้าวก่อนแล้วเราค่อยไปกัน” พี่บวบตอบ

มานาพี่บวบครั้งนี้ ระหว่างทาง ผมไม่เห็นวัวและควายในพื้นที่เลย มันรู้สึกเงียบๆโล่งๆ พี่บวบเลยเล่าให้ฟังว่าช่วงๆนี้เป็นช่วงหว่านข้าว เลยต้องต้อนฝูงวัวและควายให้อยู่ในคอกและพื้นที่ที่กำหนดไว้ ให้เล็มหญ้าในโซนป่ายางเท่านั้น ไม่อยากให้พวกเขามาเหยียบย่ำที่นา ที่ทำการเกษตร จากที่ก่อนหน้านี้พวกเขามีอิสระมาเกือบครึ่งปี 

‘ถึงเวลาแล้วที่ต้องอยู่ในระเบียบบ้างนะพวกเจ้าวัวควาย’ ผมคิด

“นาข้าวนี่ก็ทำปีละครั้ง ปีนี้ฝนมาไว ก็เลยต้องรีบหน่อย ช่วงๆนี้ก็ให้น้องชายไถพรวนแปลงเตรียมหว่านข้าว” 
พี่บวบพูดพร้อมกับชี้ให้ดู 

วันนั้น “โมโม่ วัวน้อยกำพร้าแม่อายุ 2 เดือนกว่า” เกิดมีอาการป่วยขึ้นมา ได้แต่นั่งซึมนิ่งๆ อ่อนแรง ลุกไม่ไหว พี่บวบเล่าว่าน่าจะเป็นเพราะยังเด็กและได้เผลอไปกินอาหารคนเข้าเยอะ อาหารเลยไม่ย่อยดี

โมโม่ วัวน้อยที่พี่บวบเลี้ยงไว้

พี่บวบได้พาผมไปเดินดูน้องที่กำลังนั่งซึมกับพื้นหญ้าอยู่ ด้วยความที่ผมเป็นห่วงน้อง ผมจึงนั่งย่อลงไปลูบพร้อมกับบอกว่า 
“โมโม่ลูก หายไวๆนะ กลับมาแข็งแรงๆนะ”

“โมโม่อย่าทำแบบนี้สิลูก ฉันใจคอไม่ดีเลย” พี่บวบพูดกับโมโม่พร้อมท่าทีที่เป็นห่วงและสายตาที่เศร้า

“พี่กรอกน้ำมันพืชให้เขาไปแล้วตอนเช้า พี่โทรไปถามหมอมา น่าจะช่วยเขาได้ ท้องเขาอืด น้องจะรอดไหมพี่นมสด แต่เขาอึอยู่นะ นี่ๆอึเขา” พี่บวบพูดด้วยความเป็นกังวล
“ผมว่ารอดนะ เดียวก็คงดีขึ้น” ผมตอบ

พี่ศักดิ์ แฟนพี่บวบ ที่ดูแลวัวอยู่แถวนั้นอยู่แล้ว ตะโกนขึ้นมาหาผมกับพี่บวบ “มันเดินได้ไม่กี่ก้าวแล้วก็ล้ม จมูกมันแห้งน่าจะไข้มั้ง”

พอดูโมโม่สักระยะ พี่บวบก็พาเดินดูท้องนาพร้อมกับร่มหนึ่งคัน พี่บวบกางร่มให้เราทั้งคู่กันแดดระหว่างเดินชมที่ของนาแก 

พี่บวบอธิบายให้ฟังว่าทำไมครอบครัวแกถึงชอบใช้ชีวิตอยู่แต่นา
“เราใช้ชีวิตอยู่ที่นากัน บ้านมีไว้แค่เก็บของ นี่ที่นาพ่อกับแม่ นี่เถียงนาพ่อพี่บวบ ที่พ่อพี่สร้างไว้ตรงนี้เพราะต้องคอยดูควาย พ่อจะขี่รถไปขี่รถมา ควายไปตรงนั้นก็ต้องขับรถไปตรงนั้น มาตรงนี้ก็ขับมาตรงนี้”

“ที่นาถึงตรงนู้นเลยหรอครับ” ผมชี้ไปไกลๆ

 “ใช่ค่ะ ที่ต้องทำรั้วเพราะทำให้ควาย ไม่ให้ไปเหยียบไร่ชาวบ้าน”

เราเดินกันไปเรื่อยๆจนไปหยุดอยู่ตรงที่ร่มๆริมน้ำ บ่อควาย ที่ครั้งก่อนควายมาลงเล่นน้ำ ผมจึงถามพี่บวบด้วยความอยากรู้

“ผมลงได้ไหม ลึกไหม อยากเล่นน้ำจัง เห็นควายเล่นครั้งก่อน มันน่าจะเย็น”

“ก็น่าจะลงได้นะ แต่ไม่รู้จะคันไหม ปกติควายมันก็มาแช่บ่อนี้นี่แหละ”

“มันเย็นดี ไม่อยากทำอะไรเลย ลมแบบ อยู่ข้างบนลมพัดผ่านน้ำยังเย็นเลย”

“เอาสิ กางเต็นท์สิ มันก็เย็นค่ะพี่นมสด เราก็มาอยู่หัวไร่ปลายนาแบบนี้ ใครจะมาตกปลา หว่านแห ใส่มอง ทำกุ้ง ได้หมด”

“ที่เห็นเป็นเขื่อนๆนี้ที่บ้านทำเองหรอครับ” 

“ไม่ใช่ มันคือฝายชะลอน้ำ รัฐมาสร้างให้ เป็นพื้นที่ของเราเองแต่เราปล่อยให้เป็นสาธารณประโยชน์ เขาสามารถมาหาปู หาปลา ในที่ของเราได้ เพราะงบประมาณของเรามีไม่พอ ต้องให้ภาครัฐเข้ามาช่วย เพราะฉะนั้นเราต้องอนุญาตให้ผู้อื่นเข้ามาใช้พื้นที่ของเราได้”

“ตรงนี้ร่ม สบาย มันจะมีที่ให้เราชิลๆ แล้วก็มองมุมนี้” พี่บวบพูดพร้อมชวนมองวิวทุ่งนา

 “พี่เลือกที่นี่.. ป่าภูพานคือบ้านของพี่ ความสุขคนเราเนอะ คนเราอีกอย่างหนึ่งคือเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะพอใจในสิ่งที่เรามี เสพสุขในสิ่งที่มี เรารู้ว่าเราเข้าไปในเมืองไม่ได้เพราะมันไม่ใช่ที่ของเรา เราก็ไม่พยายามจะบอกว่าตรงนั้นมันมีความสุข เราก็ไม่ไป ก็แค่นั้นเอง มันไม่มีอะไรซับซ้อน รู้สึกอย่างไรก็ทำไปตามที่รู้สึก อยู่ที่เรายอมรับมันไหม”

“นี่ก็เป็นนาญาติๆกัน ของน้องชายคนที่ 4 พี่เป็นลูกคนโต” พี่บวบเดินไปชี้ไป

“ส่วนข้างบนนี้เป็นป่านะ กว้างนะ เดี๋ยวแดดร่มลมตกเดียวพี่พาไป แต่ยังไม่ชัวร์น้องพี่เขาเปิดกระแสไฟไว้หรือเปล่า ต้องล้อมคอกควายไว้ พี่ไม่มั่นใจรั้วไหนเป็นรั้วหลอก รั้วไหนเป็นรั้วจริง เดียวตายกันเป็นแถบ”

เราเดินไปคุยกันไป วันนั้นเป็นวันที่ลมพัดผ่านสบายๆ ถึงมีแดดก็ไม่ค่อยแรงมาก

“นี่เป็นต้นคร้อ ไม้คร้อ(ตะคร้อ) พวกพี่เจนเอาไปย้อมผ้าเป็นสีชมพูอ่อนๆ เปลือกเขาจะสวยนะ นี่ไงเขาจะเป็นสีนี้ ข้างในเขาจะสวยมาก”

“เคยเห็นว่าไม้พวกนี้ถ้าเอาไปย้อมต่างน้ำ ต่างเวลาก็เป็นคนละสีกันด้วย”

“ใช่ค่ะเล่นแร่แปรธาตุ พี่เจนย้อมเก่งมาก อย่างเปลือกนี้ต้องฝานเอาข้างในเหมือนแผลเรานั้นแหละ เขาก็จะเป็นเปลือกที่โอบเขาไว้ แต่พอเราแกะตรงนี้ก็จะแห้ง เปลือกก็จะรักษาแผลเขา วิวัฒนาการพืชนี้ไม่แตกต่างจากคน นี่ก็เหมือนผิวหนังเขา”

พี่บวบเล่าให้ฟังต่อว่า ลูกต้นนี้มันสามารถกินได้ เคยได้กินตอนเด็กๆ
“ผลไม้ตอนเด็กของพี่บวบ ลูกคร้อนี้เปรี้ยวนะ แต่กินกับปลาร้า น้ำปลาหวานนี้อร่อย พี่ไม่ชอบกินเปรี้ยวเท่าไหร่ พี่ติดหวาน”

“ส่วนผมชอบกินเปรี้ยวมาก ทุกอย่างต้องครบรส เปรี้ยว เผ็ด มัน หวาน ถึงจะอร่อย” ผมตอบ
“เหรอ อ้อเหรอ ส่วนพี่ติดจืด กินจืด อาหารก็ไม่เผ็ดเท่าไหร่” พี่บวบเสริม 

“ที่นาพี่บวบนี้คือไม่ได้บำรุงอะไรเพิ่มเลยเหรอ หว่านดิบๆแบบนี้เลยเหรอครับ” 

“ใช่ค่ะ ที่เห็นนี่คือ พื้นมันมีแต่ขี้ทั้งนั้นเลย ปกติพี่ก็ปล่อยวัวควายทั่ว มันก็ขี้ไว้เต็มไปหมด อย่างที่พี่บวบเคยเล่า นาพี่บวบนี้คือมันจะออร์แกนิคหน่อยๆ แต่มีที่ของน้องชายอีกคน เขากังวลว่าหญ้ามันเยอะ ก็คุยกันอยู่เหมือนกันว่าจะใช้ยาไหม จะใช้ไม่ใช้ก็เรื่องของเขา”

เดินกันไปต่อก็ผ่านต้นมะม่วง พี่บวบก็พูดขึ้นมา

“นั่นไง มีกระรอกนะเห็นไหม มันมากินผลไม้ กระรอกนาพี่บวบเยอะมากนะ ผลไม้นี่แทบไม่มีเลยนะ มันกินหมด แทบจะไม่เหลืออะไรเลย”

“ภูครามก็เยอะครับ มาแล้วตอนเช้าวิ่งกันบนหลังคา เสียงดังตึงๆ ตรงห้องโรงย้อม” ผมพูดเสริมขึ้นมา

ระหว่างเรากำลังเดินกลับเข้าไปที่คอกวัว
พี่บวบทักขึ้นมาอย่างดีใจและเสียงดังมากกับความตื่นเต้น

“พี่นมสด พี่นมสด โมโม่มันเดินแล้ว พี่นมสดเห็นไหม มันดีขึ้น พี่จะเอานมมาให้มันเพิ่มดีไหม มันลุกแล้ว โอ้มายก้อด คือสิดีขึ้นไวแท้”

“เอามาเตรียมไว้ให้ก็ได้ครับ ดีใจจัง บทจะลุกก็ลุกเลย เราไปดูมันไหมครับ ไปกัน” ผมเสริมเพราะผมรู้สึกดีใจที่เห็นรอยยิ้มพี่บวบอีกครั้ง

ระหว่างเดินพี่บวบก็จะชี้ต้นไม้ในที่นาให้ดูว่ามีต้นอะไรบ้าง
“ก็รู้มาจากคนก่อน จากพ่อบ้าง มันเป็นที่ดินของเรา มันอยู่ในพื้นที่ของเราก็เลยรู้”

เราเดินถึงจุดที่โมโม่นั่งอยู่ พวกเราทั้งคู่ดีใจ แล้วพี่บวบก็หันไปเห็นมันอึใหม่ๆ พร้อมตะโกนหาพี่ศักดิ์ที่ดูวัวอยู่ในป่ายาง
“ตาศักดิ์มันดีขึ้นแล้วมันขี้แล้ว” 

“นี่ไงพี่นมสด ขี้เขาเป็นก้อนแล้ว ไม่อืดแล้ว ไม่มีกลิ่น ถ้าท้องมันเสียจะมีกลิ่น ขี้วัวขี้ควายเขาจะไม่มีกลิ่นนะ”

ผมรู้สึกตื่นเต้นมากเพราะสิ่งนี้มันคือสิ่งมีชีวิตหนึ่ง มีชีวิต มีความผูกพัน และสังเกตได้ว่าพี่บวบและพี่ศักดิ์เป็นคนรักวัวมาก แกเล่าให้ฟังว่าไม่ได้ขายวัวเลยตลอด 6 ปีที่ผ่านมา เลี้ยงเป็นเพื่อน อยู่ด้วยแล้วสบายใจ

“ทำไมวัว 2 ตัวนี้ไม่เหมือนตัวอื่นครับ”

สองตัวนี้เป็นพ่อพันธุ์ ตาศักดิ์เลี้ยงไว้ ตัวเล็กนั้นไม่มีสนตะพายมันไม่ดื้อ ส่วนอีกตัวมันดื้อมาก

“แล้วเราไม่มีแม่พันธุ์วัวบ้างเหรอครับ”

“ทุกตัวเป็นแม่พันธุ์หมด ก็เอาไปผสม เราไม่เอาพ่อพันธุ์ตัวใหญ่เกิน เพราะไม่งั้นมันจะคลอดยากพี่นมสด”

พอเดินไปใกล้ๆ 2 ตัวนี้ พี่บวบก็ทักขึ้นมา
“วัวมันตื่นอยู่นะ แปลว่ามันกลัว พี่เคยขายควายสมัยก่อน เขาเอาควายหลายตัวขึ้นรถตอนนั้น แล้วมันเห็น มันกลัวขายมันด้วย”

“เขารู้เรื่องเนอะ”

“ทำไมเขาจะไม่รู้ เขาได้ยินเราคุยกันทุกวัน แค่เขาพูดไม่ได้เฉยๆ ขนาดบอกหยุด อย่าไป มันก็ยังไม่ไป”

“ผมว่าผมอยากเลี้ยงวัวเลย มันสวยมากเลยอะ ตาเหมือนแพนด้าเลย น่ารัก”

“เขาเรียกว่าสีจำปา สีดอกจำปา วัวพี่บวบจะตาสีดำทุกตัว ไม่รู้ทำไม”

ผมลองจับวัวตัวเล็กดู ก็ได้แต่จับอย่างกล้าๆกลัวๆ กังวลว่ามันจะกัดจะขวิดไหม เลยถามพี่บวบไป
“ไม่ มันทำแบบนี้แปลว่าคุณเป็นใคร กลิ่นไม่คุ้น ส่วนอีกตัวดูไม่พอใจ อยากจะพุ่งเข้าใส่ เพราะเรากลิ่นแปลก เราเข้าไปใกล้ฟางเขา ที่ของเขา ถ้าเป็นพี่บวบไม่เป็นอะไร มันกลัวพี่บวบ”

พี่บวบเดินเข้าไปหาวัวตัวใหญ่ แล้วบอกกับผม
“ตัวใหญ่มันชอบให้พี่บวบเกา เขาอยากให้พี่บวบตีตัว ตีแมลงให้ พี่บวบทำได้ พี่บวบแตะได้ เขานิ่งเลยเห็นไหม เขาคันอะค่ะ เขาจะรู้ว่าเขาคัน จับหูจับอะไรได้หมด”

“วัวแบบนี้ตัวเท่าไหร่หรอครับ”

“เมื่อก่อนได้อยู่ 7-8 หมื่น เดียวนี้เขาให้ 4-5 หมื่นเอง พี่บวบไม่สนใจเรื่องราคาขายเท่าไหร่ เพราะไม่คิดจะขายเขาหรอก”

“สองตัวนี้มีชื่อไหมครับ”

“ตัวใหญ่ตาศักดิ์ให้ชื่อไอ้โบ๊ท แต่พี่เรียกบักเป๋ ส่วนตัวเล็กเรียกไอ้เหว่อ ไอ้ปากสั้น ไอ้เป๋นี้มันดื้อมากนะ เห็นไหมรั้วแบบนี้ ถ้าไม่ล่ามไว้ มันกระโดดข้ามได้เลยนะ เห็นจู๋มันไหม ขาดไปไม่รู้กี่รอบแล้วก็โดนรั้วนี่แหละ พี่หมดเงินไปกับมันหลาย เกือบหมื่นกับจุดจู๋มันเนี้ย!!”

“จู๋ขาดโอ้ย เอ็นดู ผมไม่เคยสังเกตวัวควายเลยว่ามันฉลาด มันคงอยากออก” ผมพูดพร้อมขำ

“โครตฉลาดเลย ใครว่ามันโง่ พี่เลี้ยงมันมายังรู้เลยว่ามันฉลาด บางคนก็บอกว่าโง่เหมือนควาย ฉลาดกว่ากูอีก กูยังไม่ทันวัวทันควายเลย ความคิดของมันไวพอๆกับเรา มันรู้ว่าเราจะไปนู่นมันก็ไปนู่น มันมองหน้าเรานะพี่นมสด พวกสัตว์พวกนี้มันมองตาเรานะ มันไม่หลบตา มันรู้ทุกเรื่องรู้ทุกอย่าง เคยมีนายฮ้อยถือกล้องมาแบบพี่นมสด มันรู้ มันกลัวโดนขาย เพราะว่าเขามาบ่อย”

“นายฮ้อย คือคนที่จะมาซื้อวัวแบบนี้หรอครับ” ผมถามเพราะคำมันคุ้นๆแต่ไม่รู้จัก

“ใช่นายฮ้อยคือคนที่จะมาซื้อวัวซื้อควาย เขาก็มาถามเรานี้แหละ เพราะเขารู้ว่าเรามี เป็นธรรมดาเขาจะมาถาม เขาก็จะเข้ามาเดินดูดุ่มๆ แต่นายฮ้อยจะมีกลิ่นสัตว์ตัวอื่นมา เขาจะรู้ เหมือนที่เรารู้นั้นแหละว่าคนนี้โจร คนนี้ไม่ใช่โจร”

“สีสวยมากเลยผมชอบ ชอบมากจริงๆ หล่อนะ” ผมพูดเพราะมองดูวัวพันธุ์สองตัวนี้อยู่พักนึง 

“สองตัวนี้สายพันธุ์ต่างกัน บราซิลและบรามันแดง” พี่บวบอธิบายว่าสายพันธุ์ของสองตัวนี้เป็นการเอาน้ำเชื้อวัวพันธุ์ต่างประเทศมาผสม

“ตัวผู้ ตัวผู้ตัวเมียลักษณะเขาจะเหมือนกันไหมครับ”

“ไม่เหมือนค่ะ ตัวผู้จะมีหลำ โหนกคอมัน หลังมันจะมีเส้นขาวๆ นั้นไงๆ สวยมากเลยไอตัวนั้น ถ้ามันจะก้มจะเบ่งเฉดเต็มสี ก้มจะเห็นชัด ริ้วไปถึงกลางหลังเลย พี่ก็ชอบมองมัน ตัวเล็กริ้วจะไม่เยอะ ตัวใหญ่จะเยอะกว่า” 

“แต่วันนี้พี่บวบแต่งตัวดีนะเนี้ย ดีกว่าผมอีก”

“ดีแล้วหรอ อ้าวนี่กางเกงเลสำหรับคนอ้วน ใส่สบาย”

“แล้ววัวตัวนึงต้องกินหญ้าวันละกี่โลครับ”

“โอ้ 3 เข่งนั้น”

ระหว่างพูดคุยกับพี่บวบตรงคอกวัว ก็ได้ยินเสียงกระโหล่งวัวกระทบกันตลอดเวลา เป็นเสียงที่ฟังสบายหู ไม่แหลมเท่ากระดิ่ง เสียงคล้ายๆรถสามล้อถีบขายไอติมสมัยเวลาที่จะเรียกแขกและขับผ่านบ้านตามต่างจังหวัด จะนุ่มๆนวลๆกว่ากระดิ่ง ถ้าฟังเพลินๆคงเอนนอนหลับได้เลย 

“พี่ไม่เคยทำเนื้อวัวตัวเองเลย ไม่ว่าจะกินหรือขาย บางคนเขาถ้าวัวเขาตาย เขาจะเอาไปทำเนื้อ เอาไปชำแหละ วัวใกล้ตายปกติเราก็ต้องเรียกหมอมาฉีดยา เป็นไปไหมถ้ามันใกล้ตายแล้วเราจะฆ่า

“พี่เลยบอกว่าไงการทำงานที่ภูครามมันทำให้เราดีขึ้น เพราะเราจะไม่เห็นแก่ตัว พี่เคยเล่าให้ฟังว่า เราไม่กินมะเขือเทศไง เพราะตัวเองเป็นคนฉีดยามันบาป สุดท้ายเขาก็มาตำให้เรากิน สุดท้ายแล้วกรรมก็มาอยู่ที่เรา เราก็เลิกทำ วัวก็เหมือนกัน เราจะไม่เอาให้เขากิน เพราะเราฉีดยาไง เพราะมันก็เป็นเคมี เราเลยเลือกที่จะฝังเขาแทน”

“ผมอยากเลี้ยงวัวเลยนะเนี่ย เดี๋ยวรอมีที่อยู่ต่างจังหวัดก่อน” 

“ใช่พี่นมสดเกิดปีวัวด้วย ถูกโฉลกกับเขา” พี่บวบตอบมา

“แต่ก่อนผมจะชอบแบบวัวนมนะ แต่พอมาเจอวัวแบบนี้มันก็น่ารักเหมือนกัน”

“วัวแบบนี้ต้องเลี้ยงแต่เล็กๆ สายพันธุ์ดีๆ เพราะเราจะรู้ใจเขา เขาติดเราไหม สมมุติพี่ขายเขาไป สวยก็จริง แต่คนที่ซื้อไปก็ไม่ได้รู้ใจเขาแบบพี่เด๊ อย่างพี่นมสดซื้อไป คิดเหรอว่าเขาจะอยู่กับพี่นมสด ไม่ขวิดพี่นมสดเหรอ ถ้าพี่นมสดจะเลี้ยงต้องเลี้ยงเหมือนไอ้นี่นะ ไอ้โมโม่ วัวมัน 2-3 ปีก็โตแล้ว”

พี่บวบหันมาพูดกับผม ก่อนพวกเราจะเดินกลับเถียงนา
“นั้นไงโมโม่มันดีขึ้นแล้ว มันไม่หงอย มันเลียตัวเองแล้ว ถ้ามันอืดท้องจริง น้ำมันพืชน่าจะไปทำปฏิกริยาอะไรแล้วแหละ พี่ถามหมอแพทย์ปศุสัตว์มา เดียวพี่จะเอานมให้มันกิน”

ที่เป็นดินๆขึ้นมาคืออะไรครับ

“บ้านไส้เดือนค่ะ รู้ไหมทำไมมันมีไส้เดือน เพราะมันไม่มีเคมีไงคะ นาพี่บวบไส้เดือนเยอะ ถ้าที่ไหนมีเคมี ไส้เดือนมันจะไกลจะไม่เข้าไปหา ถ้ามีไส้เดือนนี่แปลว่าที่เขามีความอุดมสมบูรณ์ ไม่งั้นเขาจะไม่เอาเป็นปุ๋ยไส้เดือน เห็นไหมสวนยางพี่อะไส้เดือนเพียบเลย เมื่อก่อนพี่พ่นหญ้า เดียวนี้พี่ปล่อยให้ไม้ธรรมชาติขึ้นมาบ้างแล้ว วันใดวันหนึ่งไม่มีต้นยาง ก็จะพวกไม้พื้นเมืองเก่าๆขึ้น” 

คอนโดไส้เดือนพบได้ที่นาพี่บวบ

เหมือนผมได้มาเรียนรู้สิ่งใหม่ในสิ่งที่คนเมืองไม่เคยรู้มาก่อนเลย สวนพี่บวบผีเสื้อเยอะมากเดินไปที่ไหนก็เจอ เราเดินกลับไปที่ใต้ชายคาบ้าน พี่บวบไปนั่งเก้าอี้สีชมพูตัวเดิมพร้อมปักผ้า ส่วนผมนะเหรอต้องเก้าอี้หมอลำซิ่งคือเก่า

“นี่เดียวพี่นมสดจะกลับพัทยาใช่ไหม นั่งรถนานไหม” พี่บวบถามขึ้นมา

“ก็จากนี้ผมจะไปกรุงเทพก่อน จะไปเดินงาน Craft Bangkok ปีนี้ ก็ 10 ชั่วโมงผมนั่งรถทัวร์ลงไป แล้วอีกวันค่อยกลับพัทยาอีก 2 ชั่วโมง ทีแรกว่าจะจองตั๋วเครื่องบินลงแต่มันแพงเลยซื้อตั๋วรถทัวร์นครชัยแอร์ทั้งขาไปและขากลับเลย”

“เดียวนี้มันทันสมัยแล้ว ที่ไหนก็ถึงบ้าน บขส.(บริษัทขนส่ง) รถไฟอะไรไปได้หมด ไม่เหมือนเมื่อก่อน หลับได้ด้วย” พี่บวบเสริม

“มันนั่งสบายนะ นครชัยแอร์ผมเดินทางบ่อย ถ้าไปทางเหนือบางทีก็สมบัติทัวร์ สะดวก” ผมพูดต่อ

“กลับมาเดี๋ยวได้ขึ้นป่ากันสนุกเลยที่นี่” พี่บวบพูดขึ้นมา

“ใช่ๆ วันนี้พี่เหมี่ยวเรียกประชุม4คน (นมสด เดียร์ ใจดี พี่ฮุ้ง) อยู่กันมาเดือนหนึ่งเป็นไงกันบ้าง เดือนหน้าอยากทำอะไร ทุกคนก็บอกว่าอยากเข้าไปป่า อยากไปหาชาวบ้าน พี่เหมี่ยวก็บอกไม่ต้องกลัวเลยได้เข้าป่าจนเบื่อแน่นอน”

“ปีนั้นทั้งปี มีอยู่ปีนึง พี่เหมี่ยวพาเข้าป่าตั้งแต่ฤดูปลูกข้าวยันเกี่ยวข้าว เกี่ยวข้าวยันเห็นตอเฟือง ไปสำรวจกันเยอะ ตั้งแคมป์ด้วย” พี่บวบเสริมขึ้นมา

“แล้วอาหารการกินละครับ” ผมถามด้วยความสงสัย

“ก็แบกไป กินแบบป่าไง เราไม่ได้ต้องกินกาแฟแบบต้องดริป คนชำนาญป่าก็ไปด้วยกลัวอันตราย พี่จูม พี่ศักดิ์แฟนพี่บวบไปด้วย ไปตั้งแคมป์”

“ทำไมพี่นมสดถึงสนใจภูครามล่ะ” พี่บวบถามผม

“อาจจะเกร่ินนานหน่อยแต่ผมรู้สึกอินกับอะไรแบบนี้มาก ในช่วงตลอดระยะเวลาที่รู้จักตัวตนของตัวเองและการได้เดินทางไปในที่ต่างๆ ประกอบกันกับการที่ได้เจอเครือข่าย รุ่นพี่ คนรู้จักในแวดวง ทำให้มีไฟอยากที่จะได้ริเริ่มทำอะไรของตัวเองสักที ไม่รู้ยังไงผมรู้สึกว่าผมอยากทำงานกับชาวบ้าน อยากช่วยพวกเขา อยากช่วยให้คนชนบทมีรายได้ ไม่อยากให้ทุกคนเข้าเมืองใหญ่แล้วทุกข์กับระบบทุนนิยมหรือต้องเร่งรีบและไม่สะดวกสบาย ความคิดพวกนี้มันเริ่มตั้งแต่สมัยอยู่มหาลัยเคยได้ลองไปค่ายอาสา มันทำให้ผมเห็นมุมมองและโอกาสที่ผมมีมากกว่าคนอื่นและอยากแบ่งปันออกไป

แล้วพอจบมาก็คิดอยากทำเกษตรเพราะมุมมองตอนนั้นที่มี คิดว่าจะเกษตรอินทรีย์น่าจะยั่งยืนเอาเป็นอาชีพได้และไม่ยาก แต่พอได้เข้าไปในวงการจริงๆ รู้สึกว่าถ้าต้องการผลผลิตสูงตลอดฤดูกาลเพื่อป้อนตลาดที่มีความต้องการไม่จำกัด ส่วนใหญ่มันมีความเทา ไม่ได้อินทรีย์หรือปลอดสารพิษจริง เพราะเคยได้ไปทำงานในส่วนนี้นิดหน่อยก็ไม่ได้อยากโกหกผู้บริโภคหรือลูกค้า เพราะเขาต้องซื้อของแพงกว่าปกติ และบวกกับวงการเกษตรบ้านเราทำราคาไม่ดี แทบจะหาทำเป็นกำไรได้ยากมากถ้าไม่ได้นำไปแปรรูปหรือเสริมมูลค่าด้วยการออกแบบบรรจุภัณฑ์

ส่วนงานฝีมือจู่ๆก็รู้สึกอินกับอะไรพวกนี้ขึ้นมา เพราะว่ามันมีความแปลกใหม่ และชอบวัฒนธรรมที่แตกต่างในแต่ละพื้นที่ เวลาได้ไปเที่ยวหรือเดินทาง ได้เห็นผู้คนได้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบและถนัด ได้อยู่บ้านกับครอบครัว ญาติพี่น้อง มันสบายใจกับตัวผมเองอย่างมากถ้าได้ทำงานในชุมชนที่พึ่งพาอาศัยกัน บวกกับที่หลังจบมหาลัยแรกๆ ช่วง 5-6 ปีที่แล้ว ผมได้รู้จักภูครามขึ้นมา น่าจะจากวงการงานคราฟท์งานฝีมือและก็ได้ติดตามภูครามมาเรื่อยๆแบบไม่ได้ถึงขั้นแนบสนิทแต่เป็นการสนใจวงการนี้แบบรวมๆ แล้วพอเห็นรับสมัครก็สมัครทันทีเพราะรู้สึกตื่นเต้นมาก เป็นที่ที่อยากมาเห็นกับตา” 

“นั้นไงพี่บวบนกมาแล้ว นกปากห่างมาแล้ว เขาจะค่อยๆ บินร่อนลงเนอะ” ผมทักด้วยความตื่นเต้น เพราะครั้งที่แล้วไม่เห็น และจากที่พี่บวบเคยเล่าว่าปกติจะมากันเยอะ 

“ใช่ๆเขาจะทยอยๆมา ปกติมาเยอะมากนะ นี่ต้นที่เขาอยู่ ต้นนั้นด้วยนะ มันมีน้ำ มีบ่อที่ไหนเขาก็จะมาอยู่ที่นั้น” พี่บวบตอบ

การปักผ้าในวันนี้

พี่บวบยังคงปักผ้าตัวเดิมที่เล่าเรื่องราวของป่าภูพานต่อ แต่ได้เห็นรายละเอียดที่พวกบวบสอดแทรกไปเพิ่มเติมขึ้นด้วย
“ตรงแขนนี้ปักยาก มันต้องจับไง เราต้องจับให้มั่น จะยากนิดนึง เพราะนิ้วพี่บวบมันกดไม่ได้มันล็อคไง มันงอไม่ได้ ถ้างอก็จะปวด พี่ไม่ชอบฝ้ายเส้นใหญ่มันทึบ มันจะร้อน เห็นไหมไม่หนานะเป็นบางๆ งานจะไม่ค่อยนูนเท่าไหร่”

“ตัวนี้ผมรักตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็นเลย อยากได้เลยเพราะเห็นถึงป่า อยากเป็นเจ้าของเลยครับ”

“ตัวนี้อะต้องเก็บไว้เปิดบ้าน งานเปิดบ้านอะ งานอลังมากนะจะบอกให้ พี่เหมี่ยวไม่ค่อยโปรโมทเสื้อแบบนี้เท่าไหร่ อยากให้คนมาเห็นมาจับมาจองเอง งานอลังๆรวมช่าง แล้วแต่ปีแล้วแต่คอนเซ็ปต์ ปีก่อนนี้ดอกไม้ ปีหลังนั้นป่าทั้งผืนเลย ช่างแต่ละช่างคือวัดใจกันแบบสุดๆ” 

“ปีหน้าพี่เหมี่ยวแกน่าจะรอสตูดิโอใหม่เสร็จด้วยเนอะ น่าจะเป็นการเปิดบ้านพิเศษ ผมคิดว่าจะมาเหมือนกัน” ผมพูด

รายละเอียดการทิ้งด้ายไว้ต่อบนงาน

ปักๆ ไปพี่บวบก็พูดขึ้นมาและชี้ให้เห็นด้ายที่เหลือไว้ต่อกับด้ายเส้นใหม่
“ที่ทิ้งไว้แบบนี้เอาไว้ต่อได้ ถ้าเห็นด้ายแสดงว่าเราไม่โปร ถ้าลูกค้าเขาจับจุดเราได้ว่าเราเก็บไว้ที่ไหน งานพี่บวบจะไม่เห็นรอยต่อของการเชื่อมระหว่างเส้นด้ายอยู่ตรงไหน ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม พี่จะใส่ใจเรื่องการซ่อนด้าย ของพี่จะไม่เห็นเลย ใส่ใจเรื่องนี้มาก ถ้าคนอื่นเห็นปม มันไม่โปรนะ พี่ก็จะทำเป็นใบเล็กๆผลิพอให้มากลบ ก็จะคอยสอนช่างว่าถ้าด้ายมันหมดคุณจะเก็บไว้ที่ไหน” 

พี่บวบกำลังจะหารูปจากมือถือที่ไปตั้งแคมป์ให้ดูแต่หาไม่เจอ ในเครื่องส่วนใหญ่จะมีแต่รูปงานของตัวเอง พี่บวบเลื่อนๆรูปไป จนไปเจอตัวหนึ่ง

“พี่เป็นคนตั้งชื่อให้คอลเล็กชั่นนี้ว่า ‘ขาวในขาว ภูคราม ออริจินอล’ พี่กับพี่เหมี่ยวเป็นคนคิดนะ ตั้งแต่แรกเริ่มใครจะก๊อบปี้ไม่รู้ ออกแบบตั้งแต่สมัยก่อน พี่บวบอยากทำอย่างหนึ่ง พี่เหมี่ยวถามทำอะไร พี่นึกถึงเสื้อลูกไม้ แล้วอยากให้เป็นการเอาด้านขาวมาปักใส่ขาว ลองดูนะมันจะขายได้ไหม มันจะทำได้ไหม สุดท้ายแล้วพอภูครามปล่อยของ พี่นี่เป็นคนปักขาวในขาวคนแรก ยายใจก็ด้วย”

พี่บวบโชว์ลายเสื้อมาสเตอร์พีชหลายๆตัวที่แกเคยปักให้ดู ทุกตัวมีเรื่องราว ทุกตัวพี่บวบบรรยายได้เห็นภาพ เหมือนอยู่กับบรรยากาศวิวจริงๆ เด้งออกมาจากเสื้อแต่ละตัวที่แกอธิบาย หลายตัวที่แกปักทรงคุณค่ามาก มากจนบางทีแกก็หวนคิดถึงตัวเก่าๆอยู่เสมอ เพราะแกจำได้แทบทุกตัวที่ปัก

แกเป็นคนที่ชอบให้เครดิตคนที่มีส่วนร่วมในงานของแก

พี่เจน (ช่างย้อมสี) พี่บวบแกพูดถึงบ่อยมาก
“อยากให้ลูกค้ารู้ว่าน้องเก่งขนาดไหน เข้าป่าแต่ละทีพี่เจนจะมากระซิบกับช่างแต่ละคนแล้วว่าอยากได้สีอะไร สนุกกับการเล่นสนุกกับสีของพี่เจน ไม่ซ้ำเลย” 

หรือไม่ว่าจะเป็นป้าปะ (ช่างตัดเย็บ)
“พี่ชมเขานะ เพราะมันคือผ้าผืนเดียว แต่เขาสามารถเอามาประกอบกันได้อะ”

ระหว่างปักไปพี่บวบก็พูดต่อ

“พี่ปักผ้าด้วยความสุข ไม่ได้ปักผ้าด้วยเงิน ทั้งที่จริงๆคนรากหญ้าแบบเราควรทำแบบนั้น พอพี่รู้ว่าพี่จะใช้ชีวิตยังไง บางครั้งความสุขไม่ใช่แค่เราร้องเพลงนะ ไม่ใช่แค่จับไมค์แล้วปล่อยอารมณ์ไปกับเพลง ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับการที่เราได้นอนหลับสบายนะ ความสุขมันหาได้หลากหลาย อันนี้ก็คือความสุขที่เราได้ปล่อยของลงไป นี่คือความสุขของพี่นะ ปัญหามันก็มีรอบด้าน แต่เราต้องรู้จักวิธีเอาออก จะนั่งทุกข์แบบนี้ตายนะ เป็นไปไม่ได้” 

พี่บวบเล่าต่อถึงเสื้อโปรเจกต์ ติดตามช่างตัวสีครามเข้ม

“อย่างเสื้อที่พี่นมสดอยากให้พี่บวบปัก พี่ต้องให้เวลาตัวเองก่อน แขวนเสื้อดู ให้จังหวะเวลากับตัวเองก่อน ถ้าอยากให้ปักตัวใหม่แต่ตัวเก่ายังไม่เสร็จ พี่ทำไม่ได้ คำสั่งนั้นจะไม่เข้ามาในหัวพี่เลย เราจะหลายใจไม่ได้ ไม่งั้นมันจะคลอดงานพิเศษไม่ได้ แต่ถ้าพี่มีใจเดียวทุกตัวคือพิเศษหมด ต้องให้โอกาสตัวเองด้วย ถ้าอยากจะดูตัวนั้นไม่นานหรอก แต่ให้เวลาพี่หน่อย”

พี่บวบเป็นมากกว่าคนปักผ้าคนหนึ่งมากในมุมของผมที่ได้รู้จักมา ภายใต้รอยยิ้มแห่งสุขสมอารมณ์ดีของแก แบกไปด้วยหลากหลายอารมณ์เข้าด้วยกันไม่ได้มีแต่ความสุขแต่ยังคงมี ความทุกข์ ความลึกซึ้ง ความพยายาม ความคิดสร้างสรรค์ ความเป็นคนรักธรรมชาติ ความเป็นคนจิตใจที่ดี ถ่ายทอดออกมาผ่านงานที่หากคุณได้สัมผัสและสังเกตอย่างลึกซึ้ง คุณคงหลงหลุดเข้าไปในโลกของแกได้ไม่มากก็น้อย

“พี่บวบไม่ค่อยปักเสื้อผ้าธรรมดาเลยเหรอครับ ปักแต่มาสเตอร์พีชเหรอ”

“ใช่ พี่ชอบ มันไม่ค่อยได้เงินเท่ากับปักเสื้อธรรมดาหลายๆตัวด้วย แต่พี่ไม่มีความสุขกับการทำงาน จบ พี่พยายามสอนน้องๆตลอดอย่าก๊อบปี้ธรรมชาติด้วยการถ่ายรูป ให้ก๊อบปี้จากตาเนื้อ ความคิด และจิตวิญญาณ งานจะออกมาไม่แข็ง ไม่มีก๊อบจากภาพวาดใดๆทั้งสิ้น”

“จากที่ผมสังเกตพี่บวบดูใช้คำว่า จิตวิญญาณ ตาเนื้อ ได้รับคำแบบนี้มาจากไหนครับ”

“พี่พยายามอธิบายให้เขาเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการอธิบาย อย่างคำว่า ตาเนื้อ นี่ไงก็ตาเนื้อที่เรามอง” 

“ช่างภูครามเก่งทุกคนค่ะ แต่แค่บางเทคนิคเราก็ไปแชร์ประสบการณ์กับเขา ไม่ได้เก่งเหนือเพื่อนๆ เราเท่ากัน เพื่อนก็เก่ง เราไม่รู้ก็ถามเขา เขาไม่รู้ก็ถามเรา ภูครามสอนๆ กันเอง” 

“คำว่าครูช่างต้องขึ้นแบบไหมครับเหมือนพี่เคยเล่าให้ฟัง”

“คำว่าครูช่างสำหรับพี่มันจำเป็น แต่คนอื่นอาจจะมองไม่จำเป็น คำว่าครูช่างในความหมายพี่ พี่เต็มใจที่จะทำ เพราะว่าเราอยากให้ภูครามเราไปต่อ เราดียิ่งยิ่งขึ้น จะมาทำอะไรเล่นๆ ไม่ได้ พี่จริงจัง จริงใจกับภูคราม กับงานทุกชิ้น ถ้าคนรอพี่บวบ พี่บวบขึ้นงานให้หน่อย งานชิ้นนั้นต้องพิเศษและคนที่ตามต้องทำได้ดีด้วย เผลอๆทำได้ดีกว่าเราอีก ครูช่างแต่ละคนก็เก่งทุกคน ใครเก่งกว่าใครไม่รู้ ภูครามเท่ากัน แค่เราเก่งคนละสาย” 

“ถ้าเราไม่คุยกันมันก็มีแต่เสียงกระโหล่งควาย ป๋องๆ มีเสียงรถไถ่ เสียงนก นี่คือการที่เราไม่ได้คุยกับพี่นมสด ถ้าสมมุติพี่อยู่คนเดียว มันมีทุกเสียง”

พี่บวบเงียบและให้ผมลองฟังเสียงบรรยากาศสักครู่หนึ่ง
“พี่นมสดลองเงียบสักแปปนะ แล้วลองฟังดูมันมีเสียงตามที่พี่ว่าไหม”

นี่มัน.. พี่บวบ พาผมทำกระบวนการเปิดผัสสะ อย่างกับคนที่เข้าใจอะไรพวกนี้มานานมาก หรือมันเป็นความธรรมดาของเขาอยู่แล้ว แต่สำหรับผมรู้สึกว้าวมาก เพราะผมเพิ่งเข้าใจอะไรแบบนี้ในช่วงไม่กี่ปีนี้เอง

“จากที่ปักมาสัปดาห์ที่ 2 แล้วพี่บวบปักเพิ่มตรงไหนบ้าง” 

“ด้านหลังเสื้อ เพิ่มเนินหิน ส่วนตรงนี้เป็นเนินดิน ส่วนที่เห็นต้นที่มาใหม่ตูมกาโซนล่างจะเยอะมาก และมีกิ่งไม้แห้ง ส่วนด้านหน้าฝั่งนี้ก็ปักเสร็จแล้ว มีติ้วแดง ต้นชาติ แล้วก็มีตระกูลรัง ต้นพอก ใบเขาจะหนาตึบเลย จะเป็นทรงพุ่ม มีเหมือด แล้วก็ตูมกา ป่านี้ก็จะเป็นตระกูลนี้ซะส่วนใหญ่เพราะยังไม่เข้าไปป่าลึกนัก อันนี้คืออยู่ภูเขาแล้วเรามองลงไปข้างล่าง อันนี้เป็นระหว่างทางลงไปแก่งตาจ่า”

“เวลาเราปัก มันก็อยู่กับเรา มันก็ผูกพันอะเนอะ” ผมพูดเสริม

“ใช่ค่ะ ไม่รู้เป็นเหมือนกันทุกคนไหม ไม่รู้ แต่พี่เป็น ส่วนใหญ่พี่ทำงานเป็นมาสเตอร์พีซ งานจริงๆไม่ได้มีแค่นี้นะ พี่บวบทำงานมาเยอะมากเลย สวยกว่านี้ก็มี เป็นภาพเรื่องเล่าวิถีชาวบ้าน แบบญี่ปุ่นๆ มันน่าดูทุกงานเลยงานของเราในมุมของเรา ที่ชอบแบบนั้นเพราะพี่ปักแบบนั้นแล้วรู้สึกรัก”

“ดอกนางอั้วผมเปิดดูและ เหมือนแท้ พี่ปักเหมือนจริงๆ”  

“แหมะ.. ก็บอกแล้วว่าดอกนางอั้ว บางคนก็เข้าใจว่าเราโกหก เพราะเราทำงานแบบนี้ไง ลองเปิดกูเกิ้ลดูซิว่าไม้เหมือดแอ นี่ไงลำต้นมัน เหมือนซะด้วยสิ เหมือนเสื้อพี่บวบไหม พี่บวบไม่โกหกค่ะ”

“แบบนี้ผมจะไม่ลืมแล้วถ้าผมได้ไปเห็นของจริง เพราะผมเห็นจากงานพี่และได้ดูในกูเกิ้ลอีกที ผมคงจำนางอั้วกับเหมือดได้ตลอด” ผมบอกเพราะบวบเพราะรู้สึกว่านี่คือการเรียนรู้เรื่องง่ายๆจากสิ่งเล็กๆ

“ดอกนางอั้ว ที่พี่นมสดว่า พี่พยายามทำให้เหมือนอยู่นะ ในความรู้สึกเรามันใช่ ปักดอกนางอั้วในป่าเหมือนกัน เป็นดอกไม้ที่เป็นเรื่องเล่าด้วย พี่บวบจะเล่าอะไรให้ฟัง เรื่องคุณ ขูลู-นางอั้ว เป็นเรื่องเล่าเขาเหมือนว่าอันนี้คือลิ้น แล้วปีกคือเชือก ห้อยต่องแต่ง ตำนานความรักแต่เขาไม่สมหวัง นางอั้วผูกคอตาย มาเป็นดอกนางอั้ว อันนี้คือเรื่องเล่า มันไม่เหมือนดอกไม้ปกติ กลางคืนจะหอม หอมมากกว่าปกติ”

“ผมเพิ่งสังเกตตอไม้2อันนี้ไม่เหมือนกัน ทำไมอันหนึ่งหญ้าเขียว อันหนึ่งเหลืองครับ”

“พี่นมสดเห็นไหม ต้นนั้นเขายังไม่ตายนะ เขาพยายามที่จะรอด เห็นไหมมีดอกไม้ขึ้น แต่อีกต้นคือตายไปแล้ว หญ้าก็สีเหลืองด้วยบริเวณนั้น”

เรายืนคุยกันถึงเรื่องเสื้อตัวนี้ ผมอินเพราะสังเกตรายละเอียดที่ลึกมากขึ้นของเสื้อตัวนี้ เห็นถึงการใส่ใจรายละเอียดแบบสุดๆของแนวคิดและการปักของพี่บวบ 

“เสื้อตัวนี้พี่อยากให้เจ้าของที่ได้ไปเอาไปใส่ เอาธรรมชาติของเราไปถ่ายทอด เอาไปใช้ทำงานสังคม สิ่งแวดล้อม อยากให้คนที่ได้ไปไม่ใช่แค่เขามีเงินแต่ไม่ได้เห็นคุณค่า พี่คงรู้สึกดีมากถ้าคนที่เขาได้ไป เป็นคนที่ได้ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น”

ผมรู้สึกขนลุกที่ได้ฟังเรื่องราว ขนมันลุกมากกว่าครั้งแรกๆที่ได้เห็นตัวนี้ คงเป็นเพราะเรารับรู้ถึงความตั้งใจและใส่ใจจริงๆของทุกกระบวนการกว่าที่ภูครามใช้กว่าจะได้เสื้อผ้าชิ้นหนึ่ง พิถีพิถัน ละเอียดอ่อน ใส่ใจกับทุกตัว ทุกขั้นตอน

ผมหันไปเห็นพี่บวบหน้าแดง น้ำตาคลอๆ รับรู้ได้ถึงความอินและอารมณ์ที่เข้มข้นกับเสื้อตัวนี้
“ผมขอกอดหน่อยครับ” ผมพูดกับพี่บวบ

“ได้สิ” แล้วพี่บวบกางแขนออกมาโอบกอดผมเช่นกัน

พี่บวบเล่าให้ฟังว่า หลายคนบอกมีพี่เป็นไอดอล มีพี่เป็นแรงบันดาลใจ อยากเป็นเหมือนพี่ แต่เป็นแบบพี่ต้องไม่รีบร้อนนะ ต้องไม่โฟกัสเรื่องเงินนะ พี่บอกน้องๆเสมอ อยากเป็นแบบพี่ต้องพัฒนานะ ไม่ใช่ทำงานอยู่กับที่แบบเดิมๆ ต้องเรียนรู้และต่อยอด ต้องใช้เวลากับมัน จะโฟกัสเรื่องเงิน เรื่องปักไว แบบนั้นไม่ได้หรอก

วันนั้นเราคุยกันจนฟ้าล่มเกือบจะ 6 โมงเย็น 
พี่บวบขับรถมอเตอร์ไซค์ไปส่งผมกลับภูคราม ระหว่างทางผมก็แวะตลาดพอจับจ่ายใช้สอยพอเป็นกับข้าวตอนเย็น ส่วนพี่บวบก็ซื้อวัตถุดิบมากมายกลับไปทำอาหารบ้านๆตามสไตล์ของแกเอง 

ผมคิดในใจหลังกลับไป วันนั้นมันดีจังเลย มันดีที่เราได้รับรู้กันและกันมากยิ่งขึ้น ยังคงท่วมท้มถึงช่วงเขียนอยู่ตอนนี้ และคงจะดีมากถ้าคนที่ได้มีโอกาสอ่านอยู่ตอนนี้ได้รับรู้ชีวิตที่ธรรมดาๆของพี่บวบแล้วกลับหลงรักผ่านเลนส์ที่ผมได้นำมาถ่ายทอดด้วย

โปรดติดตามตอนต่อไป…

เขียนโดย นมสด