เป็นเวลา 2 อาทิตย์พอดีที่ฉันไม่ได้เจอพี่แน่ เพราะอาทิตย์ที่แล้วพี่แน่ติดธุระ แต่ก็ได้ฝากของฝากให้น้าเต็มเอาไปให้พี่แน่เป็นที่เรียบร้อย เรานัดเจอกันอีกที วันที่ 12 มิถุนายน ตอนเที่ยง ๆ เพราะตอนเช้าพี่แน่ไม่ว่าง
เวลาประมาณ 11 โมงครึ่งฉันกับพี่นุ่มนิ่มนั่งคุยกันอยู่ชั้นบน ได้ยินเสียงพี่แน่ดังมาแต่ไกล
พี่นุ่มนิ่มพูดขึ้นว่า “นั้นไง ป้าแน่มาแล้ว”
ฉันจึงรีบลงบันไดไป พร้อมกับกล่าวทักทาย
แล้วพี่แน่ก็พูดขึ้นมาว่า ไม่อยากให้เรียกว่าพี่แน่ เพราะว่าทุกครั้งที่ได้ยินฉันเรียกพี่แน่ว่าพี่แน่นั้น รู้สึกจั๊กจี้ทุกครั้งเลย ทั้ง ๆ ที่น้าเต็มอายุน้อยกว่าพี่แน่แต่กลับถูกเรียกว่าน้าเต็ม
ฉันก็บอกไปว่ามันชินปากไปแล้วเพราะได้ยินทุกคนเรียกพี่แน่ว่า พี่แน่ แต่เรียกน้าเต็มว่าน้าเต็ม หลังจากนี้จะพยายามไม่ลืมหลุดปากเรียกพี่แน่ ว่าพี่แน่ เหมือนกับตอนเขียนบทความนี้ที่ทุกครั้งจะลืมตัวเผลอพิมพ์ว่าพี่แน่ แต่พอนึกได้ก็จะแก้ให้เป็นป้าแน่ตามความต้องการของป้าแน่
ระหว่างนั้นข้าวเที่ยงก็มาถึงพอดี รอบนี้ฉันกับพี่นุ่มนิ่มกินข้าวผัดเหมือนกัน ระหว่างที่กำลังกินข้าวป้าแน่ก็คุยเล่นกับน้าเต็ม พอทักทายกันเรียบร้อยแล้ว ป้าแน่ก็หยิบเสื้อแขนยาวสีครามที่อยู่ในกระเป๋าออกมากางให้ดู


เสื้อด้านหน้าตรงกลางถูกปักจนเกือบเต็มแล้ว เหลือแค่ตรงแขนเสื้อ มีแค่ตรงปลายที่พี่แน่ปักดอกไม้ดอกเล็ก ๆ ประปราย
ป้าแน่ชี้ให้ดูฝูงห่านที่ถูกปักอยู่ตรงชายเสื้อแขนยาว ทองมีทั้งหลายกำลังเดินเล่นอยู่ที่สวนของป้าแน่ ด้านหลังเป็นถียงนาที่ป้าแน่ขับรถมอเตอร์ไซค์พาเราไปนั่งเล่นมา แต่อาทิตย์นี้ไม่ได้ไปเพราะเมื่อคืนฝนตกจนทางไปนามันเละ วันนี้พวกเราจึงนั่งเล่นกันอยู่ที่บ้านน้าเต็มแทน

ทางด้านขวาเป็นต้นยางนาที่เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วยังมีแค่กิ่งก้าน แต่พอมาอาทิตย์นี้ มีใบเต็มต้นละเสร็จสมบูรณ์แล้ว ที่ป้าแน่บอกว่าข้าง ๆ บ้านพี่นุ่มนิ่มก็มี ฉันจึงวิ่งออกไปดูแล้วก็เก็บรูปมาเทียบกับที่ป้าแน่ปัก


ป้าแน่ใช้นิ้วชี้ต้นไม้ที่อยู่ข้าง ๆ เถียงนา แล้วถามว่า “ ใจดี นี่คือต้นอะไร ”
เราเองก็ไม่ค่อยมั่นใจ แต่เห็นใบดูใหญ่ ๆ แล้วกางเหมือนใบพัด ก็เลยลองเดาตอบไปว่า “ ใช่ต้นปาล์มไหมคะ ”
ป้าแน่หัวเราะ แล้วก็ตอบว่า “ ไม่ มันคือต้นกล้วย ”
ถัดจากต้นกล้วยและฝูงห่าน ตรงด้านล่างรังดุมที่ถ้าติดกระดุมจะโดนบัง ด้านล้างป้าแน่ได้ปักต้นอะไรซักอย่างอยู่ พี่แน่ยังหัวเราะเบา ๆ ในลำคอแล้วใช้นิ้วชี้ไปที่ลายปักพร้อมกับถามว่า “ แล้วต้นนี้หล่ะ นี่คือต้นอะไร ”
หัวของฉันกำลังแล่นอย่างไวว่านาของพี่แน่มีต้นอะไรอีก ที่หน้าตาประมาณนี้ แล้วสิ่งแรกที่วิ่งเข้ามาในหัวของฉันตอนนั้นคือ “ ต้นเงาะไหมคะ ” ฉันรีบตอบอย่างไว แต่ก็ลงท้ายด้วยประโยคคำถามเพราะไม่มั่นใจ
แล้วก็ไม่ถูกจริงด้วย ป้าแน่หัวเราะพร้อมกับบอกว่า “ ไม่ช่ายยยย มันคือต้นไผ่ ”
จริงด้วย มันคือต้นไผ่ชัด ๆ เลย ความล่ก ทำให้ฉันลืมไปเลยว่านาของป้าแน่ก็มีต้นไผ่อยู่ข้าง ๆ เถียงนาเหมือนกัน
รอบนี้ไม่เปิดโอกาสให้ป้าแน่ถามก่อนอีกแล้ว ฉันชิงถามก่อนเลยว่า “ ต้นไม้ถัดไปเป็นต้นอะไรหรอคะ ”
ป้าแน่ตอบว่าอันนี้คือต้นมะม่วง ถัดขวามาอีกข้างหน้าปักเป็นคอกห่านที่เป็นที่นอนของเหล่าทองมีตอนกลางคืน ด้านหลังคอกปักเป็นต้นประดู่

ป้าแน่บอกว่าป้าแน่ได้จับเอาองค์ประกอบต่าง ๆ จากตอนที่ฉันกับพี่นุ่มนิ่มไปนาของป้าแน่มาปักที่ด้านหน้าของเสื้อตัวนี้ ส่วนด้านหลังก็มีการปักเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ต้นไม้ทุกต้นมีใบครบหมดแล้ว ด้านล่างป้าแน่ก็ได้ทำการปักดอกไม้ใบหญ้าแซมด้านล่าง
พอโชว์เสื้อให้ดูเสร็จป้าแน่ก็จะเอาเสื้อไปรีด น้าเต็มหยิบเตารีดและผ้ารองรีดมาวาง ป้าแน่หมุนเปิดเตารีดแล้วนาบมันลงไปบนเสื้อ ป้าแน่พูดขึ้นมาว่า “ ทำไมเตารีดไม่ร้อนเลย ”

น้าเต็มก็เลยตอบพร้อมกับหยิบสายไฟขึ้นมา “ ก็มันยังไม่ได้เสียบปลั๊กไง ”
พอรีดทั้งหน้าทั้งหลังเรียบร้อยแล้วป้าแน่ก็ถามทุกคนว่าตรงนี้ปักอะไรดี มันเป็นช่องว่างระหว่างถียงนากับก้อนเมฆ
น้าเต็มเล่าให้ฟังว่าทั้งป้าแน่ น้าเต็มและพี่นุ่มนุ่มมันจะช่วยกัน ให้คำปรึกษาซึ่งกันและกันเกี่ยวกับงานปักอยู่เสมอ ๆ
ระหว่างที่เพลงลูกทุ่งดังออกมาจากลำโพลบลูทูธ ป้าแน่ก็ร้องเพลงคลอไป น้าเต็มพูดขึ้นมาว่าระหว่างที่ตัวเองกำลังแทงเข็ม 1 ครั้ง พี่แน่แทงไปแล้ว จึ้ก ๆ ๆ 3-4 เข็ม ป้าแน่ว่องไวจริง ๆ

นอกจากพวกเรา 4 คนที่นั่งอยู่หน้าบ้านแล้ว ก็มีปังคุงที่สนใจมาร่วมวงด้วยเหมือนกัน ถึงกับต้องเรียกร้องความสนใจเพื่อให้ไม่ถูกลืมออกจากบทสนทนา



ป้าแน่บอกว่าตัวเองไม่ชอบใช่ปากการ่างภาพลงบนเสื้อ เพราะไม่ได้อยากกำหนดตัวเองว่าปักเท่านี้ แต่ชอบที่จะจะใช้ด้ายเนารูปทรงคร่าว ๆ ซะมากกว่า อีกทั้งพอใช้ปากกาเขียนผ้า สุดท้ายปักไปปักมาสีที่ร่างไว้มันก็เลือนอยู่ดี
ป้าแน่จึงบอกว่า ” คติประจำใจคือปักไปโลด”
แต่ปัก ๆ ไปถ้าอยากขยับขยายอะไรก็สามารถปักทับไปได้อยู่แล้ว ระหว่างที่เล่าไป
จากที่ตอนแรกกำลังปักดอกไม้ พอปักดอกไม้เสร็จก็วนมาปักใบไม้ข้างหลัง
ต่อมาก็วนกลับไปปักหญ้าเพิ่มด้านหน้า สลับไปสลับมา ระหว่างที่พลิกดูเห็นตรงไหนดูโล่ง ๆ ก็จะเติมให้เต็ม


จู่ ๆ เราเพิ่งสังเกตเห็นว่าวันนี้ป้าแน่คุมธีมสีฟ้า แน่นอนว่าด้ายปักและเสื้อที่กำลังปักอยู่นั้นเป็นสีฟ้า เสื้อที่ป้าแน่ใส่ก็เป็นสีฟ้า แถมกรรไกรตัดผ้าที่ห้อยอยู่ที่คอก็เป็นสีฟ้าเหมือนกัน

หลังจากพูดคุยกันอีกนิดหน่อยก็ได้เวลาแยกย้าย ป้าแน่ต้องเอาหัวเทียนไปเปลี่ยนให้รถซาเล้งที่ตอนนี้ดับอยู่ที่นา ส่วนฉันก็ซ้อนมอเตอร์ไซค์พี่นุ่มนิ่มกลับมาที่ภูคราม
เขียนโดย ใจดี

