ตอนที่ 2 : ฟื้นคืนชีพลำน้ำอูน

ติดตามพี่นาง (แม่น้ำ) ช่างปักผ้า

หลังจากที่แม่น้ำอธิบายกระบวนการคิดที่ว่าจะปักเสื้อเป็นรูปแบบประมาณไหนแล้ว แกก็หยิบสีเทียนออกมาเพื่อเริ่มร่างภาพลงบนเสื้อที่กางอยู่บนแคร่

“เดี๋ยวป้าสิวาดให้ดูคร่าว ๆ ป้าสิใส่ช่วงแก่งธนาที่มีต้นไม้ตรงกลาง เราก็จะวาดต้นไม้ขึ้น” แม่น้ำพูดพลางใช้สีเทียนร่างภาพต้นไม้ไปที่ด้านหลังของตัวเสื้อ
“อันนี้จะเป็นต้นแหว่ง” แกชี้ให้ฉันดู

“วาดเสร็จแล้วเราก็จะปักไปตามที่เราวาด นี่คือวิธีเฮ็ดงานของป้า… ถ้าเฮาบ่ร่างขึ้นก่อน เฮาก็ไปบ่เป็นว่าจะเฮ็ดไปจั่งใด๋”

ฉันพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ

“นี่คือต้นไม้กลางแก่งนะ” ระหว่างที่ร่างภาพ แม่น้ำแกก็อธิบายไปด้วยว่าอะไรเป็นอะไร
“แก่งธนานี่คือบริเวณที่ข้ามลำห้วยไปฝั่งสวน เราจะข้ามจากที่นี่ ลงแก่งธนา แล้วก็ขึ้นไปสวน เพราะเมื่อก่อนไม่มีสะพาน เฮาสิใช้วิธีลัดห้วย บางทีมีน้ำหลากเราก็ลุยข้ามไปตามโขดหิน”

แกเริ่มอธิบายภาพให้เห็นวิถีชีวิต และความสวยงามสมัยก่อน

“มันสิมีก้อนหินอยู่กลางแก่ง แล้วน้ำก็จะไหลมาตามนี้ล่ะ มันจะสวยมาก บางทีเราเดินไปเราก็แวะอาบน้ำนะเมื่อก่อน” แม่น้ำเล่าพลางหัวเราะ

“ดีจังค่ะ”

“พอเรารู้สึกร้อน ก็เอ๊า! แวะอาบน้ำ ล่องลอยไปกับน้ำ อยู่กับธรรมชาติ สมัยเมื่อ 30 ปีก่อนน่ะ โอ๊ย ชีวิตสบายยังบ่ได้แต่งงาน ยังบ่มีลูก มีผัว มีภาระ มีแต่ธรรมชาติ” พอฟังแกเล่าแล้วก็ทำเอาฉันนึกภาพตามแล้วรู้สึกสดชื่นไปด้วย

“นี่นะมันจะมีต้นไม้สองฝั่งจั่งซี่” แม่น้ำร่างต้นไม้ต้นที่สองข้าง ๆ กัน เป็นต้นไม้ขนาบข้างซ้าย ขวา
“อันนี้ก็จะเป็นต้นเสี้ยว แล้วก็ลำห้วยที่ป้าเว้า มันสิมีดอกไม้หลายอย่าง เกี่ยวขึ้นไปบนต้นไม้ หมายความว่าเขาสิอาศัยซึ่งกันและกัน มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นแล้วพวกดอกไม้ที่เป็นเถาวัลย์เขาก็สิปีนขึ้นไปอยู่ข้างบนเป็นดอกเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นพุ่มเป็นพวงย้อยลงมา พอเดินข้ามไปกลิ่นก็หอม… ในลำห้วยน่ะ ทั้งกลิ่นน้ำที่สะอาด กลิ่นดอกไม้ กลิ่นใบไม้ กลิ่นธรรมชาติ คือเดียวกับยาที่มาบำบัดให้ร่างการเฮาอยู่ดีมีแฮงนะลูก” 

แม่น้ำพรรณนาราวกับภาพเหล่านั้นยังแจ่มชัดอยู่ตรงหน้า แค่ฟังก็อดจินตนาการไม่ได้ว่า ถ้าได้เห็นภาพนั้นบนผืนผ้า จะสวยงามขนาดไหน

“มันเป็นธรรมชาติที่ดี๊ดีสมัยก่อนน่ะลูก เว้าง่าย ๆ คือมันบ่มีสารเจือปนหยัง แต่มามื้อนี้ มันนานมาแล้วเนาะ จะทำไร่ไถนามันก็มีการเปลี่ยนแปลง แต่มื้อนั้นมันเป็นเรื่องที่งดงาม น่าทรงจำก็เลยเอาเรื่องราวมาใส่ในเสื้อนี้”

แม่น้ำเล่าเรื่องราวให้ฟังแล้วก็ร่างภาพต่อ มือของแกค่อย ๆ จรดสีเทียนลงบนเสื้อ

“มื้อนี้ป้าสิปักต้นไม้ให้เบิ่ง” แม่น้ำกล่าว “ธรรมชาตินี่มันมีกลิ่นสะอาดที่เฮาสิหาในเมืองบ่ได้เลย เฮาต้องเข้าไปในป่า ไปสัมผัส กลิ่นดอกไม้หลาย ๆ อย่างเวลาลมพัดมาก็หอมชื่นใจ ถ้าหนูได้สัมผัสกลิ่นนั้นด้วยตัวหนูเอง หนูสิอยากอยู่ที่นี่เด๊ มันสบายใจ อากาศเย็นสบาย ลมพัดดี น้ำก็ไหล เป็นความอุดมสมบูรณ์ของต้นน้ำเฮา นี่แหละที่คุณเหมี่ยวเขาให้อนุรักษ์ แต่พอสมัยใหม่มันก็อนุรักษ์ยาก คนอยากอนุรักษ์ก็มี คนบ่อยากอนุรักษ์ก็มี ถ้าเพิ่นเข้าใจเฮา เพิ่นก็ให้ความร่วมมือเฮาอยู่ แต่ถ้าเพิ่นบ่เข้าใจก็โอ๊ย ถิ่มขยะ ถิ่มหยังลงแม่น้ำ ไปว่าเพิ่นก็บ่ได้”

ฉันพยักหน้า พลางนึกภาพตาม

“มื้อนี้ก็มีการอบรมเกี่ยวกับธรรมชาติ การดูแลมันก็ดีขึ้นอยู่ คนมาเบิ่งว่าดี เพิ่นก็ให้ความร่วมมือ ดีกว่าบ่อบรมนะ พี่เหมี่ยวเพิ่นพาป้าอนุรักษ์ต้นไม้ แต่ก่อนก็ฮู้สึกว่าธรรมชาติมันก็ดีอยู่แล้วล่ะ แต่พอเข้าไปเฮ็ดงานกับภูครามก็รู้ว่าต้นไม้มีค่าทุกต้น ดอกไม้ทุกดอกก็มีความสำคัญ พอเรามองดูด้วยจิตที่พิจารณา ดอกไม้มันก็สวยทุกดอก รวมถึงดอกไม้ที่อยู่ในดิน ในหญ้า เขาเป็นดอกไม้เขาก็มีค่า บ่ว่าเขาสิอยู่ไส อยู่สูงหรือต่ำ คือเฮานี่หละ เฮามีค่า เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง เป็นเครื่องประดับโลกเนาะ… คือหนูนี่ล่ะ ก็เป็นคนสำคัญคนหนึ่งของโลกนี้เนาะ” แม่น้ำพูดพลางจับเสื้อ และนำเอาฝ้ายหลากสีสันมาทาบกับเสื้อเพื่อเลือกเอาสีที่จะปัก

” แต่ก่อนก็ฮู้สึกว่าธรรมชาติมันก็ดีอยู่แล้วล่ะ แต่พอเข้าไปเฮ็ดงานกับภูครามก็รู้ว่าต้นไม้มีค่าทุกต้น ดอกไม้ทุกดอกก็มีความสำคัญ พอเรามองดูด้วยจิตที่พิจารณา ดอกไม้มันก็สวยทุกดอก รวมถึงดอกไม้ที่อยู่ในดิน ในหญ้า เขาเป็นดอกไม้เขาก็มีค่า บ่ว่าเขาสิอยู่ไส อยู่สูงหรือต่ำ คือเฮานี่หละ เฮามีค่า เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง เป็นเครื่องประดับโลก… “

“อันนี้เราสิมาเลือกสีต้นไม้ อันนี้โทนที่ป้าได้งานมานี่ มันสิเป็นสีช่วงกลางคืน สีที่ออกมามันก็เป็นโทนตามสีผ้า มันสิบ่สดใสกระจ่างแจ้งคือสีของตอนกลางวันที่เราเห็นตอนนี้ ป้าสิพยายามใส่สีที่สมจริงที่สุด” แม่น้ำอธิบายแล้วเทียบสีฝ้ายที่มี ก่อนจะเลือกสีต้นไม้ขึ้นมาเป็นสีครามอ่อน ๆ แกดึงเส้นฝ้ายออกมาแล้วสนเข็มเป็นเส้นคู่กัน

“อันนี้จะเริ่มทำรากไม้ลูก” ว่าแล้วแม่น้ำก็เริ่มปักรากไม้ด้วยความบรรจง

“วิธีการปักของภูคราม คือเราจะต้องซ่อนด้าย เพื่อให้ดูได้สองด้านใช่ไหมคะ”

“ใช่ลูก เสียบลงมาแบบนี้ แล้วก็เสียบขึ้นอีกครั้ง วิธีทำแบบนี้มันก็สิแน่นแล้วก็บ่หลุดออกง่าย ๆ เวลาไปซักก็บ่เป็นหยัง” แม่น้ำกลับด้านเสื้อให้ดูทั้งสองฝั่ง

“เห็นไหม ข้างหลังก็ไม่เห็นด้าย ข้างหน้าก็ไม่เห็น เทคนิคของช่างบวบ การซ่อนด้าย”

“ผ้าปักของภูครามทั้งด้านหน้าและด้านหลังสวยมากเลยค่ะ” พอได้เห็นความประณีตในการปักผ้าของช่างที่นี่ ฉันถึงกับต้องเอ่ยปากชม

“อันนี้นี่มือสมัครเล่นนะ เป็นมือใหม่ในการทำงานวิถี” แม่น้ำพูดอย่างถ่อมตน
“เป็นเสื้อตัวที่สองที่ทำงานวิถี ชิ้นแรกป้าทำไปตอนเปิดบ้านภูคราม”

“แม่น้ำเคยเจอลูกค้าที่ซื้อเสื้อที่แม่น้ำปักไปใส่ไหมคะ”

“ยังไม่เจอสักคน” แม่น้ำปฏิเสธ “ก็อยากเห็นอยู่นะ อยากเห็นเสื้อที่เราทำแล้วเขาใส่ อยากดูว่าเวลางานของเราไปอยู่ในร่างกายของคนจะเป็นยังไง”

“เดี๋ยวหนูใส่ตัวนี้ให้ดูก่อนเลยค่ะ” ฉันพูดปนหัวเราะ

“ถ้าเสร็จแล้วหนูต้องมาเป็นแบบให้ป้านะ เพราะว่าหนูมาติดตาม เท่ากับเราช่วยกันทำเสื้อตัวนี้”

“โอเคค่า แม่น้ำเป็นคนปัก ส่วนหนูเป็นคนให้กำลังใจ” พวกเราหัวเราะไปตามๆกัน

ท่ามกลางเสียงลมพัดอ่อนๆ เสียงนก เสียงไก่ขัน และเสียงลูกแมวร้องประสาน พวกเรานั่งพูดคุยกันอย่างสบายใจ ฉันตั้งใจดูแม่น้ำปักลำต้นไม้ต้นแรก ระหว่างนั้นแม่น้ำก็ได้เล่าเรื่องการไปเดินป่า ไปเก็บเห็ด และความสนุกสนานที่ได้อยู่กับธรรมชาติ ส่วนฉันก็แลกเปลี่ยนเรื่องราวบรรยากาศในเมือง และการฝ่ารถติดที่กรุงเทพให้แม่น้ำได้ฟัง

ผ่านไปไม่นานลำต้นของแม่น้ำก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง แกหยุดพักการปัก แล้วนำสีเทียนมาร่างภาพต้นไม้เพิ่มเติมให้สมบูรณ์มากขึ้น พลางเล่าเรื่องแก่งตาจ่าให้ฉันฟัง แก่งตาจ่าเป็นต้นน้ำที่อยู่ด้านบนของลำน้ำอูน สมัยก่อนชาวบ้านจะขึ้นไปทำสวน ทำไร่  บ้างก็เอาวัว เอาควายไปเลี้ยง แต่สมัยนี้กรมป่าไม้ไม่ให้ขึ้นไปเหมือนแต่ก่อน เพราะต้องมีการอนุรักษ์เอาไว้

แม่น้ำบอกฉันว่าลำน้ำอูนนี้เปรียบเหมือนดั่งสายเลือดหล่อเลี้ยงชีวิตชาวบ้าน ตั้งแต่สมัยก่อนที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งทำอาหาร ซักผ้า ทำการเกษตร มาจนถึงปัจจุบันชาวบ้านก็ยังใช้แหล่งน้ำจากลำน้ำอูนในการทำเกษตรอยู่

คุยกันจนจบแม่น้ำแกก็ปักลำต้นไม้เสร็จพอดี แล้วแกก็สรุปการทำงานให้ฉันฟัง

“คิดว่างานนี้จะเป็นงานเวลากลางคืนในช่วงหน้าฝนนะ” แม่น้ำกล่าว
“เพราะดูจากเฉดสีของผ้าแล้วเลยคิดถึงช่วงเวลากลางคืน”

“จริงค่ะ” ฉันพยักหน้าเห็นด้วย

“ขอให้เราเกิดไอเดียยิ่ง ๆ ขึ้นเนาะ…สาธุ!” แม่น้ำหัวเราะ
“เพราะไม่ใช่ว่าเราจะคิดออกในวันเดียวนะ บางทีเรานั่งทำไป เราก็จะคิดว่าอยากใส่นั่นนี่ เขาก็จะปิ๊งแว็บเข้ามา ก็ต้องรีบวาดใส่ไว้ก่อน เป็นวิธีที่ป้าทำได้ผลหลายทีแล้ว แต่สำหรับช่างคนอื่นป้าไม่รู้นะ”

แม่น้ำพูดพลางมองไปตามรอยปักของตัวเอง

“บางทีความคิดใหม่ ๆ ก็เกิดขึ้นทีหลัง ขณะที่เรากำลังทำไปตามรูปร่างที่วางไว้ บางครั้งเราก็ไม่ได้อยากทำตามที่คิดไว้ทุกอย่างหรอกนะ” แม่น้ำเสริม

“มันแล้วแต่วัน วันไหนใจพร้อม ความคิดพร้อม ไอเดียก็จะมา เราสามารถนั่งทำมันได้ทั้งวันเลย” แม่น้ำยิ้ม “วันไหนภาวะทางจิตเราไม่สบายใจ เราก็คิดงานไม่โอเค ขนาดเราวาดรูปร่างไว้ เราก็ไม่สามารถทำตามนั้นได้ ถ้าเราไม่พร้อมเราจะไม่อยากทำเลย หรือทำไม่สวยเลย เส้นด้ายมันจะยุ่งเหยิงไปหมด มือก็มือเดิม เข็มก็เข็มเดิม แต่เขาไม่ไปกับเราเหมือนเดิมนะลูก”

“เข้าใจเลยค่ะ” ฉันพยักหน้ารับ

“เราก็ต้องพักงานไว้ก่อน ถ้าเราไม่พร้อมเราก็ไปข้างนอกลูก ไปทำอย่างอื่นให้สบายใจ แล้วค่อยกลับมาทำ และอยู่ที่ว่า วันนั้นมีหลายเรื่องให้คิด หรือมีงานหลายๆอย่างให้ทำ ยิ่งไม่ได้ทำงานปักเลย ทำให้งานป้าน้ำส่งล่าช้า ไม่ได้ส่งงานเร็วเหมือนเพื่อน แต่เราก็รักงานนี้ แล้วก็อยากทำให้สำเร็จ เพราะเวลางานสำเร็จ รูปร่างออกมาแล้วมันเพลินใจลูก”

” …วันไหนใจพร้อม ความคิดพร้อม ไอเดียก็จะมา เราสามารถนั่งทำมันได้ทั้งวันเลย วันไหนภาวะทางจิตเราไม่สบายใจ เราก็คิดงานไม่โอเค ขนาดเราวาดรูปร่างไว้ เราก็ไม่สามารถทำตามนั้นได้… เส้นด้ายมันจะยุ่งเหยิงไปหมด มือก็มือเดิม เข็มก็เข็มเดิม แต่เขาไม่ไปกับเราเหมือนเดิมนะลูก เราก็ต้องพักงานไว้ก่อน ถ้าเราไม่พร้อมเราก็ไปข้างนอก ไปทำอย่างอื่นให้สบายใจ แล้วค่อยกลับมาทำ “

ฉันมองไปที่ต้นไม้ของแม่น้ำอีกครั้ง ขนาดฉันเป็นแค่คนที่นั่งดูแกทำงาน ยังรู้สึกถึงคุณค่า และเพลินใจไปกับผลงานชิ้นนี้มาก ๆ คิดแล้วก็อดภูมิใจแทนแกไม่ได้จริง ๆ

เขียนโดย เล