ตอนที่ 4 : บทสรุปของกาลเวลาและความทรงจำดีดี

ในช่วงที่ผ่านมาพี่พรรณเก็บรายละเอียดด้านหลังเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนด้านหน้าก็เป็นเรื่องราวที่เชื่อมต่อกับข้างหลังที่ด้านล่างเป็นกลางวัน สีย้อมที่ไล่ให้เข็มขึ้นไประหว่างกลางเป็นเวลาพลบค่ำ

ส่วนด้านบนเป็นตอนกลางคืน จะใช้ด้ายสีเข้มจากการย้อมมะเกลือปัก ทำให้ต้องมามองใกล้ ๆ ถึงจะเห็นรายละเอียดทั้งหมด มีทั้งเข้มมากและเข้มน้อยลงมา ปักสลับกันให้ดูมีมิติ

ด้านหน้าตรงฝั่งกลางคืนพี่พรรณได้ปักเถียงนาน้อยที่พี่พรรณพาฉันกับพี่นุ่มนิ่มไปมาในตอนที่ 2 บึงบัวกลางทุ่งนา ด้านหลังเถียงนาเป็นทิวเขาเหมือนวิวที่อยู่ที่นาพี่พรรณ

ถัดมาด้านบนเป็นพระจันทร์ ที่รายล้อมไปด้วยก้อนเมฆและหมู่ดาว ซึ่งดาวดวงเล็ก ๆ เหล่านั้นก็ได้กระจายไปที่ปกเสื้อด้วยเหมือนกัน เป็นดีเทลที่น่ารักมาก ๆ

ส่วนที่แขนเสื้อปักเป็นลวดลายภูผายลทั้ง 2 ข้าง พี่พรรณชอบที่แขนข้างหนึ่งย้อมมะเกลือแล้วมีลายพาดจาง ๆ เหมือนหินที่โดนความชื้น อย่างกับลายปักถูกสลักลงไปบนหินเหมือนภูผายลในถ้ำจริง ๆ

ตอนนี้เหลือแค่เก็บรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ  รอบเสื้อ ตรวจทานและรีดเป็นครั้งสุดท้าย เสื้อตัวนี้ก็จะเสร็จแล้ว

เช้าของวันที่ 15 มิถุนายน 2569 พี่พรรณเดินมาบอกอย่างสบาย ๆ ว่า

“พี่ว่าเสื้อจะเสร็จวันนี้แล้วนะ” พี่พรรณเดินมาบอกตอนเช้าระหว่างที่ฉันกำลังรับประทานอาหารเช้าอยู่

ไม่นานเกินรอ ตอนบ่ายพี่พรรณก็ปักเสื้อเสร็จเรียบร้อยแล้ว “พี่ไม่เคยปักเสื้อตัวไหนเยอะและแน่นเท่านี้มาก่อนเลย ขนาดเสื้อตัวโปรดของพี่ยังไม่แน่เท่านี้เลย” พี่พรรณบอก

ฉันรู้สึกว่าพี่พรรณเต็มที่กับเสื้อตัวนี้จริง ๆ พี่พรรณใส่ความตั้งใจลงไปที่ลายปักทุกลายที่ปักลงไป  ทั้งการปักของที่ถนัดและการลองปักอะไรใหม่ ๆ ที่ไม่เคยปักมาก่อน บอกเลยว่าพี่พรรณปล่อยของอย่างเต็มที่ ทำให้เสื้อตัวนี้มีความขลัง ใครได้ไปถือว่าโชคดีมาก ๆ

พี่พรรณบอกว่าถูกใจเสื้อตัวนี้มาก จำไม่ได้แล้วว่าตอนแรกที่ให้เลือกเสื้อเคยแย่งตัวไหน เพราะระหว่างที่ปักเสื้อตัวนี้ไปเรื่อย ๆ ยิ่งรู้สึกว่าถูกแล้วที่หยิบเสื้อตัวนี้มาปัก ด้วยการตัดเย็บ ด้วยการย้อมสียิ่งช่วยเสริมให้งานปักดูดียิ่งขึ้นไปอีก  

วันถัดมาพี่เหมี่ยวกลับมาแล้ว พวกเราจึงทำการอัดคลิปสัมภาษณ์ ปรับไปปรับมาระหว่างการแขวนเสื้อบนราวแล้วอธิบาย หรือเอาผ้าปูแล้ววางบนพื้น สุดท้ายก็เลือกที่จะวางบนพื้น จะได้กางให้เห็นรายละเอียดของเสื้อให้ครบถ้วน

พี่เหมี่ยวนั่งตรงกลางอยู่ตรงด้านบนของเสื้อ ในขณะที่ฉันกับพี่พรรณนั่งคนละฝั่งซ้าย-ขวา แล้วเริ่มอธิบายงานให้พี่เหมี่ยวกับกล้องที่กำลังบันทึกอยู่ฟัง สามารถรอติดตามชมคลิปได้ในเพจของภูครามนะคะ

พี่เหมี่ยวถามพี่พรรณว่ามีชื่องานในใจรึยัง พี่พรรณบอกว่ายังไม่มี แต่งานครั้งนี้จะมีคำที่เกี่ยวกับเวลา เพราะงานปักของพี่พรรณเล่นกับเวลากลางวัน กลางคืนตามสีที่ย้อมลงไปบนเสื้อ

รวมถึงการกล่าวถึงช่วงเวลาในอดีต อย่างบันไดไม้สำหรับขึ้นไปบนภูเขาสมัยที่พี่พรรณยังเด็ก ๆ และเหล่าภูผายลที่เป็นภาพสลักหินโบราณ กระจายอยู่เต็มเสื้อและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างลงตัว

หลังจากสัมภาษณ์กันเสร็จก็เอาเสื้อลงมาให้พี่เจนเก็บไว้ พี่เจนทำการม้วนเสื้อแล้วห่อไว้ด้วยผ้าอย่างดี เสื้อตัวนี้น่าจะได้ออกมาอวดโฉมอีกทีก็ช่วงเปิดบ้านภูครามโน่นเลย

ในที่สุดก็ถึงวันพุธแล้ว ฉันตั้งนาฬิกาปลุกไว้แต่เช้า พี่เหมี่ยวบอกรถไถจะเคลื่อนล้อตอน 8 โมงตรง

ฉันรีบอาบน้ำแต่งตัว แล้วลงมากินข้าวเช้า เพราะวันนี้เป็นวันพิเศษ นั่นก็คือวันเข้าป่าของภูคราม จึงมีข้าวเข้าเตรียมไว้ให้ เป็นข้าวต้มหมูของพี่ป้าย ที่เม็ดข้าวดูดซับน้ำและพองตัวจนข้าวบาน แต่ก็ไม่อืดจนเละเกินไป เหมือนข้าวต้มที่จะได้กินตอนเช้าเวลาไปบ้านอาม่า ฉันไม่รีรอตักมาจนเต็มชามและโรยต้มหอมเน้น ๆ

หลังกินข้าวเสร็จก็รีบไปใส่ถุงเท้าและรองเท้าบูทคู่ใหม่เอี่ยมที่พี่พรรณกับพี่ป้ายพาไปซื้อมา หลังจากใส่รองเท้าเสร็จก็ตรวจความเรียบร้อยและเติมน้ำใส่กระติกให้เต็ม ระหว่างนั้นพี่พรรณก็เดินเข้ามาพอดี พี่พรรณยื่นมะนาวให้ 1 ลูก ตอนแรกก็งงนึกว่าให้กิน แต่ฉันเพิ่งได้มารู้ที่หลังว่ามันเป็นความเชื่อว่าการพกมะนาวเข้าป่าจะช่วยกันงูได้  พี่พรรณแจกมะนาวให้คนที่จะเข้าป่ากับภูครามครั้งแรกทุกคน พี่พรรณนี่น่ารักจริง ๆ

ประมาณ 7 โมงสี่สิบ รถไถเริ่มมาจอดหน้าภูคราม แต่ละคนทยอยไปจับจองที่นั่งบนรถไถ บนรถไถที่ฉันขึ้น มีพี่ปลื้ม พี่เจน พี่นุ่มนิ่ม พี่พรรณและน้ายืน ล้อเคลื่อนตอน 8 นาฬิกา ตามที่แจ้งไว้ เป๊ะเลย

ข้างทางเริ่มเปลี่ยนจากบ้าน ทุ่งนา และถนนเทคอนกรีต เป็นป่า และถนนดินแดง รอบข้างที่อยู่อาศัยเริ่มน้อยลงเรื่อย ๆ ยิ่งเข้าไปลึกขึ้นเรื่อย ๆ ถนนก็ยิ่งขรุขระจนนั้งไม่ไหวต้องลุกขึ้นมายืน

ในที่สุดก็ถึงทางเข้าป่าสักที หน้าทางเข้าเป็นลานหินกว้าง แต่พอก้าวขาเข้าไปในป่าเหมือนหลุดเข้าไปในอีกที่เลย ป่าภูพาน สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะหลัก ๆ คือ ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง และป่าเบญจพรรณ

โดยป่าเต็งรังจะอยู่บริเวณสันเขาหรือดินลูกรัง ฉันได้วิธีการแยกระหว่างต้นเต็งและต้นรังมาอีกด้วย ต้นเต็งโคนใบจะมน ส่วนต้นรังโคนใบจะเว้าเข้ามาอย่างเห็นได้ชัด

กลุ่มเข้าป่าถูกแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม หัวหน้ากลุ่มจะได้ดูแลสมาชิกได้อย่างทั่วถึง โดยหัวหน้ากลุ่มของฉันก็คือพี่พรรณนั่นเอง สมาชิกในกลุ่มประกอบไปด้วย พี่พรรณ ฉัน ป้าแน่ พี่นุ่มนิ่ม พี่นมสด พี่ตั้มและพี่เบียร์นั่นเอง พวกเราเป็นกลุ่มที่ 2 ที่จะเดินเข้าป่า

พอเดินเข้าไปในป่าทั้งพี่พรรณและพี่แน่สลับกันเล่าให้ฟังตลอดว่าต้นนี้ชื่ออะไรพร้อมบอกวิธีสังเกตว่าอะไรคือจุดเด่นที่ทำให้แยกออกว่าคือต้นไม้ชนิดนั้น เช่น ต้นเปลือยหรือชื่อที่รู้จักกันโดยแพร่หลายคือต้นตะแบก

จุดเด่นของต้นไม้ชนิดนี้คือเปลือกไม้ของมันจะหลุดลอกออกมาเอง เผยให้เห็นถึงลำต้นด้านในที่เรียบ สีขาวนวล ๆ พอลองจับดูมันมีความนิ่มกว่าลำต้นของไม้ยืนต้นทั่วไป และถ้าลองถูมันจะมีผงไม้หลุดออกมา พี่พรรณจึงบอกให้ทุกคนลองถูดูเผื่อจะมีตัวเลขปรากฏออกมา

เดินต่อไปเรื่อย ๆ ก็ได้พบกับบ่อน้ำตามธรรมชาติ พอมีแหล่งน้ำสิ่งมีชีวิตรอบ ๆ ก็มักจะมารวมตัวกันแถวนี้ ในน้ำมีฮวกหรือลูกอ๊อดเต็มไปหมด ไข่ของเขียดที่กองรวมกับเป็นก้อน เหนือผิวน้ำมีแมลงปอบินว่อน ข้าง ๆ บ่อน้ำมีหอยทากค่อย ๆ คลานไปข้างหน้าและฝูงมดที่กำลังเดินอย่างขะมักเขม้น นอกจากนี้ยังมีแมลงอีกหลายชนิดที่พวกเราได้พบรอบ ๆ บ่อน้ำ

เดินกันไปอีกซักพักก็ได้เจอกับลานหิน พวกเราตัดสินใจนั่งพักเอาแรงกันซักครู่ ฉันนั่งพักอยู่หน้าไม้ยืนต้นขนาดเล็กที่มีใบน่ารักมาก ใบมันมีลักษณะเหมือนผีเสื้อ มีดอกสีขาวเป็นช่อและกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่พัดมาตามลมทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้น พี่นุ่มนิ่มบอกว่าต้นนี้มีชื่อว่าต้นเสี้ยว ซึ่งเป็นต้นไม้ที่ฉันชอบที่สุดในการเดินป่าครั้งนี้

พี่พรรณบอกว่าจริง ๆ แล้วมันสามารโตได้มากกว่านี้อีก แต่เพราะว่ามันอยู่บนหินทำให้สารอาหารไม่มากพอที่จะสูงไปกว่านี้แล้ว หลังจากเดินผ่านลานหินนี้ไปเส้นทางจะชันขึ้น พวกเราค่อย ๆ เดินไปเรื่อย ๆ เจอต้นอะไรน่าสนใจก็หยุดแวะดู จนในที่สุดก็มาถึงจุดที่สูงที่สุดของภูแก่งหอย ที่มีสมาชิกของกลุ่มที่ 1 นั่งรออยู่แล้ว

นั่งด้วยกันไม่นานก็มีคนเปิดประเด็นว่ากินข้าวกันเถอะ พี่แจ๋วจึงเอาใบตองมากางแล้วทุกคนก็เอาข้าวเที่ยงออกมาวางบนใบตองเพื่อแบ่งกันกิน เริ่มกินไปซักพักกลุ่ม 3 ก็ขึ้นมาถึง ก็มาร่วมวงทานข้าวด้วยกัน

หลังทุกคนทานข้าวเสร็จก็นั่งพักกันสักนิด พอถึงเวลาอันสมควรแต่ละกลุ่มก็ทยอยลงจากยอดของภูแก่งหอย

พอลงมาถึงลานที่จอดรถไถ พี่เหมี่ยวพาทำกิจกรรมพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่ได้เจอในป่า รวมถึงถามถึงต้นไม้ที่แต่ละคนชอบที่สุดจากการเดินป่าครั้งนี้ ระหว่างที่นั่งอยู่พี่พรรณก็เอาหมวกสานที่ใส่อยู่มาพัดแถมยังเผื่อแผ่คนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ อย่างฉันอีกด้วย

ทันทีที่บ่ายสองพวกเราก็ทยอยขึ้นรถไถ รอบนี้รถของเรามีพี่เหมี่ยวมาแจมด้วย ทิวทัศน์รอบตัวเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในที่สุดก็มาถึงภูคราม ช่างเป็นอีกวันนึงที่สนุกสนานและน่าจดจำที่ภูคราม

เขียนโดย ใจดี