ตอนที่ 4 หนุ่มพัทยา
ตอนนี้เราจะมาทำความรู้จักกับสมาชิกภูครามหน้าฝนที่มาเรียนรู้อยู่ภูครามในโครงการ สกิล แชริ่ง ที่เคยเล่าไปว่ามีใครบ้าง เมื่อตอนที่ 2 ครั้งนั้นเป็นการแนะนำตัวคร่าวๆ แต่ครั้งนี้เราจะได้รู้จักแต่ละคนอย่างละเอียด ว่ามาอยู่ภูครามได้ยังไง 1 เดือนผ่านไปได้อะไรบ้าง เริ่มจาก นมสด-โสตถิภัทร์ พัฒนสิน ชายหนุ่ม 1 เดียวในทีมของเรากันก่อนเลย
มาสมัครภูครามได้ยังไง
ผมไม่ได้เห็นโพสท์ก่อน แต่มีรุ่นพี่ที่รู้จักเขาส่งให้ดู แต่ตัวผมเองรู้จักภูครามมาได้ 5-6 ปีแล้ว ช่วงก่อนจบมหาวิทยาลัย
รู้จักได้ยังไง
จำไม่ได้ไม่มั่นใจว่าผ่านงานคราฟท์หรือยังไง แต่รู้จักจากเพจในเฟซบุ๊ค เห็นงานแล้วชอบ ไม่เคยเห็นงานแบบนี้มาก่อนในช่วงเวลานั้น งานดูเด่น แปลกตามาก น่าสนใจ พอเข้าไปดูรายละเอียด สิ่งที่แบรนด์ทำรู้สึกว่ามีคุณค่ามากในกระบวนการต่างๆ
ชอบงานคราฟท์อยู่ก่อนแล้วใช่ไหม
ก็เพิ่งมาชอบไม่นาน แต่ช่วงนั้นคิดว่ายังไม่ชอบงานคราฟท์ แต่เป็นช่วงที่ค้นหาตัวเอง แล้วก็คิดว่าอยากทำงานกับชาวบ้าน อยากทำงานกับชุมชน ตอนนั้นก็เป็นแค่เสื้อผ้าสวยๆชุดหนึ่ง แต่ยังไม่ได้มองว่ากว่ามันจะมาเป็นแบบนี้ได้มันผ่านอะไรมาบ้าง แล้วก็พอเข้าไปดูกระบวนการ และการเล่าเรื่องของภูคราม ก็เห็นว่าที่นี่ไม่ได้แค่ขายสินค้ามันผ่านการเล่าเรื่อง ผ่านเรื่องราวมาเยอะกว่าจะเป็นของชิ้นหนึ่ง
“…ก็เลยบอกเขาว่าพี่ นี่มันไม่แพงหรอก เพราะผมเห็นมาหมดแล้วว่าอะไรพวกนี้มันจับต้องได้จริง และมันมีจิตวิญญานของคนที่ปัก หรือจิตวิญญานของธรรมชาติที่นี่ มันช่วยส่งเสริมชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่นี่ด้วย”
5-6 ปีที่แล้วทำอะไรอยู่
เป็นช่วงที่จบจากมหาลัยใหม่ๆเลย จริงๆ ไม่ได้ชอบคณะที่ตัวเองเรียน เรียนบริหารธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ คือเรียนตามเพื่อน พอเรียนมา 3 ปี เลยไม่อยากซิ่วแล้ว จุดเปลี่ยนคือช่วงที่ได้ไปออกค่ายอาสา 10 วันเลย แต่ก่อนไม่เคยได้มีโอกาสไปเที่ยวแล้วได้เห็นมุมมองที่อยู่กับชาวบ้านจริงๆ ปกติก็จะเป็นแบบไปเที่ยววัดตามต่างจังหวัด เรามองข้างทางแล้วก็สงสัยว่าทำไมคนต่างจังหวัดเขาดูขี้เกียจจังเลย ทำไมเขานอนทั้งวัน ดูยังไม่แก่กันมากแต่ก็ดูไม่ค่อยทำอะไร ทำนาทำสวนเสร็จก็มานอนพักกลางวัน ทำไมคนเมืองทำงานเยอะจัง เราก็คิดว่าเขาไม่อยากรวยกันบ้างเหรอ ทำไมเขาไม่ไปทำงานในเมือง ทัศนคติเราตอนนั้นมันเป็นอย่างนั้น
ตอนนั้นเพิ่งจบมหาลัยมายังไม่ได้ทำงานอะไรเลยใช่ไหม
ใช่อยากทำงานกับชุมชน เพราะจุดเปลี่ยนที่ได้เห็นชาวบ้าน เห็นความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียมกันในเรื่องสิทธิ คนมีเงิน มีอำนาจ มีเส้นสาย จะได้มากกว่าคนต่างจังหวัด
พอได้เห็นโพสท์รับสมัครงานที่เพื่อนส่งมาให้ดูแล้วตอนนั้นคิดยังไง พออ่านรายละเอียดแล้วมีความรู้สึกยังไง
โอ้โห ขนลุกเลย เพราะว่าช่วงปีที่แล้วผมได้ไปเรียนเรื่องเกี่ยวกับการทำงานด้านสังคม เรื่องภายในของเสมสิขาลัย ชื่อหลักสูตรผู้นำกระบวนทัศน์ใหม่ ช่วงที่เรียนมีรุ่นพี่ใส่เสื้อผ้าของภูคราม เราก็ถามว่านี่ใช่ของภูครามไหม เขาตอบว่าใช่ ก็เลยได้คุยกันว่าผมชอบแบรนด์นี้มากเลย ถ้ามีโอกาสอยากไปทำงาน ไปรู้ว่าที่นั่นเขาทำอะไรกว่าจะมาเป็นเสื้อผ้าชิ้นหนึ่ง ช่วงจะจบหลักสูตรเขามีกระบวนการที่ถามความสนใจของแต่ละคน ผมมีความสนใจด้านการทำงานกับชุมชน ถ้าให้ดีอยากทำแบบภูครามเลย ได้ลงพื้นที่ ได้สร้างการเปลี่ยนแปลง ได้ทำเรื่องรักษาธรรมชาติ อนุรักษ์ป่า แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง แล้วก็มีคนบอกว่า นมสดทำได้แน่ แล้วความคิดนี้ก็ยังวนอยู่ในช่วงที่จบหลักสูตรมา 2-3 เดือน ก็พยายามหางานแนวเอ็นจีโอในกรุงเทพฯที่คิดว่าจะได้ทำงานกับชุมชน ก็มีแบรนด์โซเชียลเอ็นเตอร์ไพรซ์หลายแบรนด์ที่เราสนใจ แต่ก็รู้สึกว่าเราไม่มีทักษะหรือองค์ความรู้ด้านนี้เลย เรายื่นเรซูเม่ไปประวัติการทำงานก็เป็นแค่ทำงานกับที่บ้านบริหารจัดการร้าน บริหารจัดการตลาด กับประสบการณ์เป็นผู้ช่วยผู้จัดการฟาร์ม ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับทางด้านนี้ ก็ส่งไปหลายที่ 4-5 ที่ แต่ก็ไม่มีที่ไหนตอบรับเลย แล้วรุ่นพี่ก็ส่งโพสท์ภูครามมาให้พอดี ก็ตกใจมากว่า เฮ้ย!..เป็นอะไรที่ตื่นเต้นมาก พอเห็นอันนั้นปุ๊ปก็เตรียมตัวกลับไปดูแบรนด์ว่าเรายังสนใจอยู่หรือเปล่า ตอนนี้กับตอนนั้นที่เราสนใจ แบรนด์มีความคืบหน้าอะไรบ้าง แล้วก็รู้สึกว่ายังไงก็ได้ขอให้ได้มาที่นี่ เลยถามพี่ที่รู้จักว่าผมควรทำยังไงดี
รุ่นพี่ก็บอกว่าจะทำอะไรก็ต้องมีความจริงใจ ในโพสท์เขาแค่ให้ส่งเรซูเม่ แต่ผมแนะนำตัวผ่านวิดีโอไปเลย ไม่ตัดต่อ เพราะรุ่นพี่บอกว่าเขาจะได้รู้สีหน้า รู้อารมณ์ของเราว่าเราเป็นยังไง ไม่ผ่านการประดิษฐ์ ผมเลยทำคลิปวิดีโอส่งควบคู่กับเรซูเม่มาที่นี่ ในเรซูเม่ผมเขียนไปว่าผมช่วยงานกองทุนเมล็ดพันธุ์ของพี่โจน จันใด ออกแบบบรรจุภัณฑ์ พี่เหมี่ยวเลยถามว่ารู้จักพี่โจนด้วยเหรอ ผมก็บอกว่ารู้จักเมื่อต้นปีที่แล้วขึ้นไปพันพรรณมา และช่วงนี้คือช่วยงานบริษัทเมล็ดพันธุ์สาธารณะอยู่
แล้วเขาเรียกสัมภาษณ์อีกไหม หรือเขาเห็นวิดีโอแล้วเขาติดต่อให้มาเลย
ไม่ครับ พอส่งเมลล์ไปพี่เหมี่ยวก็ตอบกลับมาว่าเดี๋ยวจะมีนัดสัมภาษณ์นะ เป็นการสัมภาษณ์เบื้องต้นว่าเรากับภูครามสอดคล้องกันไหม
รอนานไหมคะกว่าเขาจะติดต่อกลับไปเรียกสัมภาษณ์
ก็พักหนึ่งเลยนะครับ ลุ้นอยู่เหมือนกัน แต่ก็หางานที่อื่นไปด้วย เพราะเราก็คิดว่าคงไม่มีโอกาสหรอก เพราะเราไม่มีประสบการณ์ทางด้านนี้
เหมือนสมัครเผื่อๆไว้
ใช่ แล้วพอมาถึงช่วงนัดสัมภาษณ์ การคุยทักทายแรกๆ รู้สึกว่าสบายใจจัง ไม่เหมือนที่เราเคยสัมภาษณ์งานที่อื่นเลย รู้สึกผ่อนคลายเป็นกันเอง พี่เหมี่ยวก็พูดทำนองว่า มาที่นี่ค่าตอบแทนไม่สูงนะ เหมือนให้เรียนรู้ไปด้วยทำงานไปด้วย ช่วงที่ผมเดินทางไปในที่ต่างๆ 1-2 ปีนี้ คนรู้จักผมรู้จักแบรนด์นี้เยอะมากเลย แต่ผมรู้จักมา 5 ปีแล้ว แล้วผมไปบ้านรุ่นพี่ที่สนิทกันอยู่บุรีรัมย์ เขาบอกว่าเคยมาที่นี่
ในส่วนของนมสดมาตรงนี้มีหน้าที่ทำอะไรบ้าง
แรกๆก็ไม่รู้หรอกว่าจะให้มาทำอะไร พี่เหมี่ยวก็ยังไม่ได้ให้งานอะไรตอนที่ตอบตกลงให้เรามาทำงาน เขาบอกว่าเดี๋ยวจะบอกอีกทีว่าจะให้ทำอะไร พี่เหมี่ยวบอกว่าการทำงานของภูครามการสร้างสตอรี่หรือการเล่าเรื่องเป็นสิ่งสำคัญ สื่อเดี๋ยวนี้ก็ต้องใช้รูปหรือวิดีโอเกือบทั้งนั้น ผมก็บอกว่าผมมีทักษะเรื่องการถ่ายรูป กับเรื่องกระบวนการบางอย่าง ผมเลยคิดว่านี่เป็นสิ่งที่น่าสนใจที่เขาต้องการ
ก่อนที่จะมาถึงตื่นเต้นไหม มีวาดภาพอะไรในใจไว้ก่อนไหม
ผมวาดภาพไว้ในหัว แต่ผมจะเป็นคนที่ไม่ดูอะไรมาก่อนเลย ไม่ดูว่าที่นี่เป็นสตูดิโอยังไง ดูแค่ว่าแผนที่มาตรงไหน เพื่อที่เราจะได้รู้สึกสดใหม่ แต่ก็มีกังวลเรื่องที่นอนกับพื้นที่ส่วนตัวนิดหน่อย ก่อนมาก็ทักถามพี่เหมี่ยวเหมือนกัน บอกว่าผมอยากได้พื้นที่ส่วนตัวนะ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีพื้นที่ส่วนตัวเลย เวลาอยู่บ้านหรือไปทำงานที่ไหนก็อยู่กับคนอื่นตลอด เป็นช่วงที่โหยหาพื้นที่ส่วนตัวมากเลย รู้สึกทุกข์เพราะว่าแต่ก่อนเป็นคนที่ชอบเอาใจคนอื่น หรือขี้เกรงใจ แล้วถ้าอยู่กับคนอื่นเราจะมีความเกร็ง แล้วนอนไม่หลับ พี่เหมี่ยวบอกว่ามันไม่ได้มีเป็นห้อง มีเป็นบ้านหลังหนึ่งที่เปิดโล่ง ใช้ได้ทั้งข้างบนและข้างล่างเลย แต่กลางวันจะมีคนมาทำงานนะ แต่กลางคืนก็ส่วนตัวเลย เลยโอเค
พอมาทำแล้วเป็นอย่างไรบ้าง ในช่วงเดือนแรก
เวลาผ่านไปเร็วมากเลย แรกๆที่เข้ามาได้ลองทำเกี่ยวกับพวกงานผ้ารู้สึกสนุกมาก ชอบ ได้มีการช่วยจัดการสต๊อกนิดหน่อย ก่อนที่เลเดียจะมาทำเต็มตัว เพราะยังไม่ได้มีงานอะไรเป็นของตัวเอง
ถ่ายรูปแรกๆก็สนุก พี่เหมี่ยวจะเอาผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ลงเวป ก็ช่วยกันเซทกับเลเดียก็รู้สึกสนุกมาก จะมาไม่สนุกก็ช่วงที่เร่งถ่ายสต๊อกแล้วต้องทำงานคนเดียว เพราะคนอื่นก็มีงาน ถ้าไม่ใช่งานเขียนที่ทำคนเดียวได้ จะรู้สึกว่าไม่ค่อยมีอารมณ์จดจ่อเท่าไหร่ ชอบทำงานกับคนอื่น เวลาถ่ายรูปต้องคอยมาจับเสื้อผ้า มาจัดทรง เรารู้สึกว่าเราไม่ถนัดเลย จะมีความตะหงิดใจว่ามันดูไม่สวย แล้วเราก็จัดใหม่มันก็ยังไม่สวย ก็รู้สึกเครียดอยู่ข้างใน ไม่ชอบความเป๊ะ แต่ถ้าเป็นถ่ายรูป ถ่ายแบบ ที่เป็นแบบฟรีสไตล์แบบนั้นน่ะชอบ ไม่ชอบอะไรที่แข็งๆ นิ่งๆ ไม่ชอบเลย
ต้องปรับตัวใช่ไหม
ใช่ แล้วกับเพื่อนร่วมงานทั้งกับคนที่อยู่ที่นี่กับคนที่มาใหม่อีก 3 คน พี่ฮุ้ง เลเดีย น้องใจดี ก็รู้สึกว่ามีความเข้ากันได้ เป็นคนลักษณะคุยง่าย มีความกันเองเหมือนกัน ก็ชอบตรงนี้ด้วย ทีแรกก็มีความเกร็งๆ เพราะทุกคนเป็นผู้หญิงหมดแล้วเราเป็นผู้ชาย มีความรู้สึกว่าเราจะเข้ากับเขาไม่ได้หรือเปล่า แฟนเราจะมีอาการหึงหวงหรือเปล่า เพราะเราเป็นผู้ชายคนเดียว เขาก็จะห่วงเรื่องนี้


พอผ่านไป 1 เดือนจะเข้าเดือนที่ 2 แล้วมีความรู้สึกยังไงบ้าง ได้กลับไปเยี่ยมบ้านด้วยเป็นยังไงบ้าง
ช่วงกลับบ้านรู้สึกเหมือนได้พักผ่อนจริงๆ คืออยู่นี่ช่วงหลัง ก่อนงานคราฟท์ บางกอก รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้พักเลย วันอาทิตย์ยังไม่ทันได้ทำอะไรเลย หมดวันแล้ว มีความรู้สึกกดดันเล็กน้อย มีภาวะนอนไม่หลับบ้าง เครียดนิดหน่อย ทั้งเรื่องงานเขียนที่เรายังตามไม่ทันเพื่อน เพราะพี่เหมี่ยวอยากลงตอน 1 ของทุกคนให้เสร็จก่อน แล้วค่อยไปตอน 2 เลยเหมือนไฟลนก้นตลอดเวลา มีกดดันตัวเองนี่แหละครับ
พอเข้าเดือนที่ 2 รู้สึกว่าผ่อนคลายขึ้น พอไม่ได้มีอะไรเร่งๆแล้ว คิดว่าจะสบายใจ รอคอยการเข้าป่า และได้ทำกระบวนการมากๆ เพราะเป็นสิ่งที่ชอบ ก่อนหน้านี่แค่ชอบการเข้าร่วม ชอบการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม แต่นี่เราอยากเอาสิ่งที่เรียนมาและความรู้ด้านภายในมาถ่ายทอดกับคนอื่นด้วย ที่ผ่านมา 1 เดือนมีความตื่นเต้นเหมือนมาแรกๆเลย เพราะรู้สึกว่าอยากปล่อยของแล้ว
เหมือนมันเริ่มเข้าสู่พาร์ทใหม่
ใช่ๆ เพราะแรกๆ เป็นเรื่องของการทำงานทั่วๆไป คือพาร์ทที่ตื่นเต้น เพราะอย่างแรกเป็นสิ่งที่เรายังไม่คุ้นชินกับมัน คือเราไม่เคยใช้ ไม่เคยทำกระบวนการมาก่อนเลย ตั้งแต่เรียนมายังไม่ได้เอาไปใช้เลย
เรียนนานไหมคะ
ประมาณ 1 ปี ถ้าเรียนกระบวนกรวิชาเดียว 20 วัน แล้วได้ใบประกาศ
แล้วพอได้มาทำงานกับชาวบ้าน ได้มาอยู่กับชุมชนจริงๆ ไปติดตามช่าง ใช้ชีวิตจริงอยู่กับชุมชน มีความรู้สึกยังไงบ้าง
จริงๆ รู้สึกว่าอยู่นี่ได้เรื่อยๆ เลยถ้ามันมีงานอะไรแบบนี้ ต้องไปปฏิสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของเขา ได้ถ่ายทอดเรื่องราว รู้สึกชอบ เพราะว่ามันคือมุมมองใหม่ๆ เราคุ้นชินกับอะไรแบบนี้มาระดับหนึ่ง เรารู้สึกว่าเรายังชอบเลย เราอยากถ่ายทอดสิ่งพวกนี้ไปให้กับคนที่ไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้มาก่อนเลย คนเมืองที่เหมือนมองเห็น แต่เขาโฟกัสจุดเดียวเหมือนต้องทำงานหาเงินเท่านั้น ความสุขคือการได้ไปกินของอร่อยตอนเย็น การได้ไปดูหนัง ได้ไปเที่ยวแค่นั้น อยากให้เขาเห็นว่าการช้าลง การอยู่กับปัจจุบัน การได้อยู่กับธรรมชาติมันก็ดีเหมือนกันนะ และอยากให้เห็นวิถีชิวิตเก่าๆ หรืองานผ้าที่ไม่ใช่อุตสาหกรรม มันมีเสน่ห์มีความพิถีพิถัน มันมีความละเอียดอ่อน อยากให้เขาเข้าใจว่าทำไมงานพวกนี้มันถึงแพง


แล้วพอได้เข้ามาสัมผัสภูครามจริงๆ จากที่เราแค่รู้จักจากภายนอก พอเราได้มาเป็นส่วนหนึ่งแล้ว มีมุมมองต่อภูครามยังไงบ้าง
สิ่งที่ปิ๊งแว๊บขึ้นมาเลยคือผมรู้สึกว่าที่นี่หลายๆอย่างดูเปิดเผย ที่นี่ดูบริสุทธิ์ใจ ดูไม่มีอะไรปิดบัง ซึ่งในความรู้สึกของเราที่เป็นคนเมืองมา ขึ้นชื่อว่าธุรกิจมันจะต้องมีบางอย่างที่พูดไม่ได้ แต่พอที่นี่เรื่องค่าใช้จ่าย ค่าต้นทุนของกระบวนการต่างๆ ทุกอย่างดูเปิดเผยหมด ทั้งเรื่องเงินที่ช่างควรได้ เหมือนเป็นสิ่งใหม่แล้วเราก็งงว่ามันทำอย่างนี้ได้ด้วยเหรอ
อยากทำให้ที่นี่ก้าวขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง อีกขั้นหนึ่งของเราก็คือ เรารู้สึกว่าที่นี่ในมุมมองภายนอกมันดูดีมากๆเลย แต่พอมาข้างในก็เห็นความไม่ราบรื่นราบเรียบบ้าง อยากแนะนำหรือเสริมให้มันดีกว่านี้ และอยากเอาทักษะที่ตัวเองถนัดหรือทำได้ดีให้ที่นี่ลงตัวกว่านี้ คือที่นี่ก็ดีอยู่แล้วนะ แต่พอเรามาเห็นลึกๆ เราเห็นรายละเอียดที่เราไม่เคยเห็นจากคนนอกมาก่อน เราก็อยากเสริมรายละเอียดนั้นให้ดีขึ้นกว่านี้
ยกตัวอย่างได้ไหม
คือตั้งแต่มารู้สึกว่าการเล่าเรื่องของภูครามสำคัญจริง และอันนี้ไม่ได้ยอตัวเองนะ แต่ตั้งแต่เข้ามาก็เห็นการเปลี่ยนแปลงของรูปถ่ายที่ลงไปในสื่อต่างๆ มันดูมีสีสันกว่าเดิม การได้มาทำมินิซี่รี่ย์นี้ มันเป็นโปรเจกต์ที่มันดีมากเลย มันทำให้คนที่ซื้อสินค้าได้เห็นเรื่องราวความเป็นอยู่ของคนที่นี่ลึกๆด้วย เหมือนเป็นการยืนยันไปในตัวว่าที่นี่ทำงานกับชุมชนจริงๆ ไม่ใช่การทำการตลาดออนไลน์ เหมือนที่ทุกวันนี้มันมีเรื่องโอเวอร์มาร์เก็ตติ้งเยอะๆ บอกว่าเข้าไปทำความยั่งยืนให้ชุมชน สนับสนุนชุมชน แต่จริงๆแล้วเข้าไปกดราคาเขา แต่พอเรามาอยู่จุดนี้ เรารู้เลยว่าที่นี่ไม่ได้เป็นแบบที่อื่นๆ ที่เราคิดไว้
เหมือนเราได้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยยืนยันการทำงานของที่นี่
ใช่ รู้สึกภูมิใจด้วย ตอนที่ไปงานคราฟท์ บางกอก รุ่นพี่ที่รู้จักก็มาหาด้วย เขาก็เห็นว่างานสวยแหละ แต่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าเสื้อตัวหนึ่งทำไมต้องราคาหลักหมื่นขึ้น ตอนนั้นพูดไปก็น้ำตาคลอไปเพราะเรารู้ว่ามันยากจริงๆ คือให้เขาเถอะ กว่าเขาจะทำได้ตัวหนึ่ง หรือปักถึงขั้นนี้ได้ เขาสั่งสมประสบการณ์มา กว่าเขาจะฝึกปักดอกแรกได้กลม เขาใช้เวลาเป็นสัปดาห์กว่ามันจะดี แล้วนี้ถ่ายทอดออกมาจนเป็นเสื้อมาสเตอร์พีซ มันผ่านการที่เขาต้องหมกมุ่นกับตัวเองมาไม่รู้เท่าไหร่
คุยไปก็น้ำตาคลอกันไปทั้งคู่ (หมายถึงทั้งคนถามและคนตอบ ณ ขณะนี้)
จริง เออ ใช่ๆๆๆ มันอินน่ะ ก็เลยบอกเขาว่าพี่ นี่มันไม่แพงหรอก เพราะผมเห็นมาหมดแล้วว่าอะไรพวกนี้มันจับต้องได้จริง และมันมีจิตวิญญาณของคนที่ปัก หรือจิตวิญญาณของธรรมชาติที่นี่ มันช่วยส่งเสริมชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่นี่ด้วย
เขียนโดย Hoong Nuttanunt






