ตอนที่ 3 : ผู้ส่งต่อความฝัน

ติดตามพี่นาง (แม่น้ำ) ช่างปักผ้า

ผ่านมาอีกหนึ่งสัปดาห์ของการทำงานที่บ้านภูคราม วันนี้ฉันนัดกับแม่น้ำไว้ว่าจะขับรถไปหาแกที่บ้าน เช้านี้เป็นเช้าที่เงียบกว่าปกติเพราะเป็นวันหยุดของบ้านภูคราม เพื่อนร่วมทีมบางคนก็เดินทางกลับบ้านของตัวเองไปในช่วงวันหยุดยาวด้วย

ฉันตื่นมาหาอะไรกินก่อนไปบ้านแม่น้ำ ขับรถออกมาไม่ถึง 10 นาทีก็ถึงบ้านแก มาแค่ครั้งเดียวฉันก็จำบ้านของแกได้แม่น บ้านแม่น้ำเป็นบ้านไม้สองชั้น ที่มีหลังคาลดหลั่นเป็นสองระดับ ที่ใต้ถุนบ้านมีแคร่วางเรียงกันหลายตัว และมีห้องครัวยื่นออกมาทางหน้าบ้านด้านขวา เป็นห้องครัวแบบโบราณ ส่วนชั้นสองของบ้านมีการซ่อมแซม ปิดผนังด้วยสังกะสี

ไปถึงก็เห็นแม่น้ำนั่งปักผ้ารออยู่แล้ว พร้อมมีน้องแมวนั่งรอต้อนรับอยู่ที่ริมห้องครัวด้านข้าง

“สวัสดีค่ะแม่น้ำ” ฉันยกมือไหว้

“สวัสดีค่ะ หนูกินอะไรมาหรือยัง” แม่น้ำถาม

“เรียบร้อยแล้วค่ะ” ฉันตอบ สายตาก็มองไปรอบ ๆ บ้าน เห็นว่าวันนี้มีแค่แม่น้ำกับยายสนที่นั่งกินข้าวอยู่ในครัว “ยายสนสวัสดีค่ะ… วันนี้ยายสาไม่อยู่หรอคะ”

“วันนี้ยายสาเพิ่นไปอยู่บ้านข้างในกับน้องอุ่นลูก ไปคอยดูให้น้องอุ่นแกทำการบ้านกับซักผ้า” แม่น้ำตอบ

“อ่อ น่ารักจังค่ะไปดูแลหลาน”

ฉันมองไปเห็นว่าแม่น้ำแกกำลังปักเสื้อคลุมทรงริ้วระบายตัวสีน้ำตาลลายตารางที่เอาออกมาให้ดูคราวก่อน ส่วนเสื้อเชิ้ตสีครามตัวโปรเจกต์ถูกวางพับไว้ข้าง ๆ กัน

“โอ้โห…” 

ฉันอุทานออกมาอย่างตื่นเต้นหลังจากเห็นลวดลายบนเสื้อสีน้ำตาลลายตารางตัวนั้น แกปักไปได้เยอะกว่าเดิมมาก ตรงด้านหน้าของเสื้อก็เป็นมาลัยดอกไม้อย่างที่แกบอกครั้งก่อนเลย 

“ใกล้ความจริงแล้วลูก… ข้างหลังก็จะแซม ๆ ดอกเล็กนะ” แม่น้ำชูเสื้อให้ฉันดู “แม่ไม่อยากทำควบคู่กันไปสองตัว ตอนนี้เป้าหมายน่ะอยากทำให้งานตัวนี้เสร็จก่อน” แกพูดถึงเสื้อริ้วระบาย “แล้วเดี๋ยวไปทำตัวนู้นอย่างเต็มที่เนาะ ขอเอาตัวนี้ให้แล้วซะก่อน”

“ดอกไม้กระจายเต็มแล้วนะคะ”

“จ้า เดี๋ยวจะยังมีลงมาตรงนี้อีกนะ” แม่น้ำกางแขนเสื้อออกมา “ถ้ามันทำแล้วดูดี ว่าจะใส่ห้อยลงมาเป็นกิ่งก้านช่วงหัวไหล่”

“น่ารักจังค่ะ ตรงนี้มีดอกเล็ก ๆ เต็มเลย” ฉันสังเกตลวดลายรอบ ๆ อย่างชื่นชม แกเลือกใช้ดอกไม้สีน้ำตาลอ่อน-เข้มหลายเฉดให้กลืนไปกับสีของผืนผ้า และเลือกใช้สีน้ำเงินในการปักดอกที่ต้องการให้สีโดดเด่น เพื่อไม่ให้สีทั้งหมดกลืนจนเกินไป 

“แม่น้ำชอบสีน้ำเงินหรือเปล่าคะ”

“ชอบค่ะ” แกพยักหน้า “สีที่ชอบมาก ๆ คือสีฟ้า สีครามจ้ะ”

“หนูสังเกตแม่น้ำชอบแต่งตัวด้วยสีครามค่ะ” ฉันยิ้ม ที่ถามแกว่าชอบสีน้ำเงินไหมก็เพราะเหตุนี้

“มันสบายตาดีลูก” แกว่าก่อนจะหยิบเสื้อเชิ้ตตัวสีครามอีกตัวขึ้นมา 

“ตัวนี้เดี๋ยวแม่จะใส่ต้นไม้ข้างล่าง มันสิมีหลายต้นอยู่ แล้วเดี๋ยวช่วงกลางสิเป็นน้ำที่ไหลลงมา แล้วก็ก้อนหิน ดิน หญ้า มีดอกไม้เล็ก ๆ น้อย ๆ นะลูก เป็นลำห้วยน่ะนะ”

ตอนนี้บนเสื้อเชิ้ตสีคราม มีลำต้นไม้ได้ 2 ต้นแล้ว เป็นลำต้นสีครามอ่อน และลำต้นสีน้ำตาล

“ที่สำคัญคือแม่ขอทำงานอีกตัวให้เสร็จก่อนนะ” ว่าแล้วแกก็เอาเสื้อเชิ้ตสีครามพับเก็บใส่ถุงกลับไป

“ในระหว่างนี้ก็จะคิดงานไปด้วยว่าตรงใด๋สิใส่อิหยังดี มันต้องมีความสมบูรณ์ เพราะคุณเหมี่ยวแกบอกว่าให้เต็มที่ไปเลย เฮาก็อยากเต็มที่ให้เพิ่น แต่ว่าเฮาขอคึดนานแน เพราะว่าถนัดงานดอกไม้น่ะลูก สารภาพเลยว่านี่เป็นชิ้นแรกที่เฮ็ดงานวิถี ตลอดมาก็ทำแต่ดอกไม้”

“เห็นคราวที่แล้วแม่น้ำบอกว่าเคยทำตอนเปิดบ้านด้วยไหมคะ”

“งานนั้นทำเป็นเสื้อดอกจาน ก็มีต้นไม้ ออกมาดูดีอยู่ลูก แต่อันนั้นบ่ได้เต็มที่ปานใด๋ ยังมีความเฉพาะจุด”

“อ๋อ” ฉันพยักหน้าอย่างเข้าใจ งั้นนี่คงจะเป็นเสื้อที่แกจะเป็นแบบวิถีเต็ม ๆ ทั้งตัวครั้งแรกเลย

“แม่เสียดายข้อมูลในโทรศัพท์เครื่องเก่ามันหายไป ที่จริงทำงานตัวใด๋ก็บันทึกในโทรศัพท์ทุกชิ้นเลย แต่หายไปหมด” แกพูดอย่างเสียดาย เพราะในใจแกคงอยากให้ฉันได้เห็นรูปงานปักตัวก่อน แต่ก็ไม่มีรูปภาพจะให้ดูเพราะข้อมูลหายไปหมด

“โอ้… เสียดายจังค่ะ”

“แต่ก็มีเริ่มถ่ายไว้ใหม่แล้วล่ะลูก” ว่าแล้วแกก็หยิบอุปกรณ์นู่นนี่มาเตรียมเพื่อทำการปัก

“ตอนเที่ยงหนูจะกินข้าวอยู่นี่ไหมลูก เดี๋ยวสิพาทำอาหารพื้นบ้าน”

“ได้เลยค่ะ” พอพูดถึงเรื่องอาหาร บอกเลยว่าฉันพร้อมกินมาก

“แม่ว่าจะทำไข่เจียว ส้มตำประมาณนี้ล่ะ” แกนิ่งคิดแป๊บนึง “แล้วของหวานหนูชอบกินบ่”

“ชอบค่ะ หนูกินทุกอย่าง” ฉันหัวเราะ

“คิดว่าสิบวชกล้วยบวชชี”

“อ๋า… เยี่ยมเลยค่ะ” พอพูดถึงของหวานแล้วก็ทำเอาฉันยิ้มแก้มปริ

“งั้นป้าทำงานก่อนแป๊ปนึงแล้วเรามาเฮ็ดกับข้าวกันเนาะ” แม่น้ำเริ่มปักดอกไม้ลงบนเสื้อ

“อันนี้ถือว่าใกล้เสร็จหรือยังคะ”

“อันนี้ 70% ยังอีกหลายอย่างกว่าจะสมบูรณ์แบบนะ” แกตอบ ก่อนจะหยิบเอาเส้นฝ้ายมาสนเข็มเพื่อทำการปักกลีบดอกไม้

“แม่น้ำใช้ฝ้ายทีเดียวกี่เส้นหรอคะ”

“อันนี้ 2 เส้นจ้ะลูก” พอมองดี ๆ ก็เห็นว่าแกใช้ฝ้าย 2 เส้น สนเข็มและรวบกันรวมเป็น 4 เส้น

แกชี้ให้ดูที่ฝ้ายที่มีขนาดเส้นที่ต่างกัน
“ถ้าเส้นใหญ่แบบนี้ก็เส้นเดียว” แกชูเส้นฝ้ายที่ปักอยู่ “มันมีสองขนาด อันนี้น่ะมันเส้นเล็ก ก็เลยรวบสองเส้น ดอกมันสิได้หนา ได้งามลูก”

“การใช้เส้นฝ้ายสองเส้นมันเร็วกว่าใช้เส้นเดียวไหมคะ”

“เท่ากันลูก แต่ดอกมันจะดูอวบ แม่น้ำน่ะชอบเฮ็ดให้ดอกไม้มันนูน ๆ รู้สึกว่ามันคือของจริงน่ะ”

แม่น้ำลงมือปักผ้าไปพลางชวนฉันคุยเรื่องนั้น เรื่องนี้ไป ทั้งเรื่องการทำอาหารด้วยเตาถ่าน และการทำนา แล้วแกยังถามไถ่ถึงเพื่อน ๆ ในทีมภูครามที่มาทำงานช่วงหน้าฝน รวมถึงได้คุยเรื่องการไปออกบูธของภูครามที่กรุงเทพด้วย

เสื้อใบไม้ที่แม่น้ำชอบ

“หนูได้เห็นงานที่แม่น้ำบอกว่าปักเป็นสีครามบนครามแล้วนะคะ” ฉันนึกขึ้นได้ว่าแกเคยพูดถึงเสื้อตัวนี้ตอนเจอกันครั้งก่อน “สวยมากเลยค่ะ”

งานชิ้นนี้เป็นการปักเสื้อคลุมภูครามโดยใช้ฝ้ายสีครามปักลงไปบนเสื้อสีคราม แม่น้ำเลือกที่จะชูเอาใบไม้มาเป็นจุดเด่นของเสื้อ จะมีใบไม้เลื้อยไปรอบ ๆ เสื้อ และมีดอกไม้ล้อมรอบ แกไม่ได้เลือกใช้เพียงแค่สีครามเฉดเดียวในการปัก แต่ได้เลือกใช้ทั้งเฉดอ่อน เข้ม และสีที่สว่างจนเกือบขาว ทำให้เสื้อตัวนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก ๆ ฉันเห็นครั้งแรกก็จำได้เลยว่าเป็นเสื้อตัวที่แกพูดให้ฟัง

“เห็นแล้วหรอ” แม่น้ำตื่นเต้น “เขาจะได้ไปกรุงเทพใช่ไหม”

“ใช่ค่า ได้ไปออกบูธด้วย”

“ขอให้ขายดิบขายดีนะ” แกหัวเราะร่าอย่างมีความสุข 

พอพูดถึงเรื่องออกบูธ แกเลยเล่าเรื่องงานเปิดบ้านภูครามให้ฉันฟัง แกว่าวันนั้นมีลูกค้ามากันเรื่อย ๆ จนขายของเกือบหมดบ้าน ลูกค้าที่มาทีหลังก็เสียดายที่เห็นว่าของบางอย่างหมดไปแล้ว บ้างก็เสียดายที่งานจบไว

“ของมันมีอย่างละชิ้นเนาะลูก ลูกค้าก็เสียใจ บางคนมาถึงก็บ่ทันได้เบิ่งตัวที่เพิ่นเห็นในโพสต์” แกหยุดปักพักหนึ่ง แล้วหันมามองฉัน
“เพราะเสื้อมันมีตัวเดียว ใครได้ไปแล้วก็แล้วไป คนที่มาทีหลังก็บ่ได้แล้ว ไผมาก่อนก็ได้ก่อน ของภูครามมันของทำมือบ่แม่นเครื่องจักร มันก็บ่ได้มีหลายตัวน่ะลูก”

ฉันพยักหน้าตั้งใจฟัง

“ปัญหาคือมันบ่เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า เพราะว่าถ้าเป็นเสื้อตัวใด๋ที่มันงาม ๆ ลูกค้าเพิ่นก็อยากให้มันมีหลาย ๆ ตัวเนาะ”

“เพราะว่ามีตัวเดียวเลยยิ่งมีคุณค่าด้วยค่ะ” ฉันออกความเห็น

“ใช่ลูก…ไผได้ไปครอบครองก็ภูมิใจ” พูดเสร็จแกก็ปักดอกไม้ดอกต่อ ๆ ไป

“ช่างบวบน่ะ เคยทำชุดที่เหมือนกับชุดแต่งงานสวยมากเลย เป็นสีขาวในขาว คล้ายลูกไม้” แม่น้ำเล่าต่อ “เป็นผ้าขาวละเอียดมาตัดแล้วเอาฝ้ายขาวปักลงไป… ทุกคนเห็นก็อยากได้ แต่ว่ามันบ่มี มันแก้ปัญหาตรงนั่นบ่ได้ เพราะของมันมีชิ้นเดียวในโลก แล้วสิให้ช่างคนเดิมเฮ็ดงานแบบเดิมขึ้นมาใหม่ มันก็บ่ได้นะลูก”

“จริงค่ะ มันก็ไม่เหมือนเดิมอยู่ดี”

“เฮาอยากมีของให้ลูกค้าทุกคนนั่นล่ะ แต่ว่าสิเฮ็ดจั่งใด๋เพราะมันมีชิ้นเดียว ถ้าจะทำขึ้นมาอีกมันก็ไม่เหมือนเดิม” แกพูดด้วยน้ำเสียงเสียดาย “ความคึดเฮาบ่คือเดียวนะ แต่ละวันที่เราอยู่ ๆ ไป ความคึดเรามันบ่คือเก่า ขนาดงานในเสื้อที่ทำอยู่นี่มันยังบ่คือเก่าเลย”

“ เฮาอยากมีของให้ลูกค้าทุกคนนั่นล่ะ แต่ว่าสิเฮ็ดจั่งใด๋เพราะมันมีชิ้นเดียว ถ้าจะทำขึ้นมาอีกมันก็ไม่เหมือนเดิม… ความคึดเฮาบ่คือเดียวนะ แต่ละวันที่เราอยู่ ๆ ไป ความคึดเรามันบ่คือเก่า ขนาดงานในเสื้อที่ทำอยู่นี่มันยังบ่คือเก่าเลย ”

ฉันว่าจริงของแก การปักผ้าที่ต้องใช้อารมณ์ในการสร้างสรรค์งานแบบนี้ การทำงานมันคงไม่เหมือนเดิมทุกครั้ง เพราะอารมณ์และความคิดของคนเรามันเปลี่ยนไปตลอดเวลา พอได้ยินแกเปรียบเทียบอย่างนี้ทำเอาฉันเห็นภาพชัดเจนเลยว่าทำไมเสื้อแต่ละตัวถึงไม่มีทางเหมือนกัน

“หนูคิดว่ายังไง เสื้อตัวนี้มันสวยไหม” นั่งปักมาสักพักใหญ่แม่น้ำก็ถามขึ้นมา “ระหว่างสวยกับน่ารักหนูให้คะแนนอันไหน”

“หนูว่าด้วยสี และดอกไม้ที่กระจายกันไปทั่ว ๆ ทำให้งานดูน่ารักค่ะ” ฉันออกความเห็น

“หนูเอาหมอนนอนเล่นไหมลูก” พอแม่น้ำแกเห็นฉันก้ม ๆ เงย ๆ จดนู่นจดนี่เลยถามขึ้น

“ได้นะคะ”

“เอ้าลูก” แม่น้ำยื่นหมอนให้ฉัน “นอนเล่นเลยลูกไม่ต้องนั่งให้เมื่อย ตามสบาย”

“หนูอาจจะเผลอหลับไปเลยค่ะหนูว่า” ฉันหัวเราะ

“หลับเลยลูก มีแต่เฮา มานี่น่ะ หนูเฮ็ดหยังก็ได้ อยากนอนนอนเล้ย”

ผ่านไปสักพักใหญ่แม่น้ำก็ชวนฉันไปเดินเล่นริมลำน้ำอูน ‘เปลี่ยนบรรยากาศบ้างนะลูก’ แกว่า

บรรยากาศลำน้ำอูนที่หน้าบ้านแม่น้ำ

เดินเลี้ยวซ้ายไปตามทางริมลำน้ำอูนจะเป็นดินลาดลงไปเป็นชั้น ๆ มีต้นหญ้าและต้นไม้สีเขียวขจีขึ้นอยู่เต็มไปหมด แม่น้ำบอกว่าพื้นที่ตรงนี้ถ้าฝนตกหนักน้ำก็จะท่วมขึ้นมาถึงตรงเนินที่แกชอบพาวัวมาเลี้ยง ฝนจะซัดเอาน้ำ และดินตะกอนไหลมาเรื่อย ๆ

“พอน้ำท่วมเขาก็พาดินตะกอนมาทิ้งไว้ แต่ดินมันงาม ปลูกต้นไม้ ปลูกอะไรได้โดยไม่ต้องใส่ปุ๋ยเลย ช่วงหน้าหนาวแม่น้ำปลูกกะหล่ำ หัวละ 3-4 โลเลยนะลูก”

“โห…หัวใหญ่มาก” ฉันนึกภาพแล้วทำเอาอยากกินผัดกะหล่ำปลีขึ้นมา

“ไม่ต้องใช้สารเคมีอะไร ใช้น้ำหมัก แม่ทำน้ำหมักใช้เองจากพวกเปลือกผลไม้ที่เรากินลูก มันใช้ดีกว่าสารเคมี แล้วก็บ่เป็นพิษ ส่วนมากแม่ก็ปลูกกินเองนะ”

เดินไปสักพักแกก็ชี้ให้ฉันดูตรงไร่มันสำปะหลังทางซ้ายมือ
“อันนี้คือมันสำปะหลัง ชาวบ้านสิปลูกกันมากนะ เพราะนี่คือพืชเศรษฐกิจของบ้านเฮาเอง”

“ค่ะ” ฉันเดินไป ก็พยายามตั้งใจฟังไปด้วย เพราะการเดินสำรวจครั้งนี้ทำให้ฉันได้ความรู้เพิ่มเติมเยอะเลย

“มีมันสำปะหลัง ยางพารา แล้วก็ปาล์ม เป็นพืชหลัก ๆ ที่ปลูกในบ้านนางเติ่ง อาชีพหลักที่นี่คือทำนา ทำไร่ อาชีพเสริมคือทอผ้าลูก”

“แล้วสวนของแม่น้ำอยู่ตรงไหนคะ”

“อยู่ฝั่งนู้นลูก” แกชี้ไปอีกฝั่งของลำน้ำอูน

“ข้ามสะพานนั้นไปใช่ไหมคะ” พวกเราเดินมาถึงสุดทางที่เป็นฝายน้ำล้น

“เวลาน้ำมาเยอะ ๆ เขาจะไหลล้นลงไป เป็นฝายน้ำล้นห้วยอูน เก็บน้ำไว้ใช้ในการเกษตร มีทั้งปลา กุ้ง หอย” แม่น้ำกล่าวขณะที่พวกเราเดินข้ามสะพานมา
“เวลาเพิ่นเปิดฝายน่ะ เทศบาลก็เอาปลามาปล่อยลงตรงนี้ให้ชาวบ้านทำมาหากินนะลูก”

พอข้ามสะพานมา เดินเลี้ยวขวาไปนิดหน่อยก็จะเจอสวนของแม่น้ำอยู่ทางซ้ายมือ

“เราดูสวนแม่น้ำแป๊ปนึงแล้วก็กลับเนาะ แดดมันร้อน”

“ได้เลยค่ะ”

“แม่น้ำก็ปลูกมันเหมือนกัน” แกว่า

“กี่ไร่หรอคะ”

“ประมาณ 3 ไร่ ไม่ได้ทำเยอะหรอก” มาถึงสวนของแกพอดี แกก็ชี้ให้ดู

“ยาวไปนู่นเลย จะมีสวนปาล์ม ทางนู้นก็มีที่เลี้ยงวัว ชีวิตประจำวันแม่น้ำก็จะวนเวียนอยู่แบบนี้ ไปสวนไปนา ตอนเช้า ๆ ก็มาดายหญ้า สายสักหน่อยก็ไปปักผ้า บางทีตอนเย็นก็มาดายหญ้าอีก ถ้ามีงานนาก็ลงนาไป ก็จะไม่ได้เข้ามาสวน ส่วนงานผ้าก็วางไว้ซะก่อน นี่ล่ะที่มันล่าช้า เพราะเอาเวลามาดูแลหลายอย่างลูก”

แวะดูสวนของแม่น้ำสักพักหนึ่ง เราก็เดินกลับบ้าน

“ปลูกมันใช้เวลานานไหมคะ”

“เกือบปีลูก มันคือมันปี” แกอธิบาย
“คือเดียวกับนาปี… 6 เดือนถึงได้เกี่ยว เราดำนาเดือนมิถุนา ไปเก็บเกี่ยวเดือนพฤศจิ ส่วนมันสำปะหลังก็คือเดียว ขุดขายช่วงมกรา”

ระหว่างทางเดินกลับแม่น้ำแกก็เล่าเรื่องวิถีชีวิตให้ฟังคร่าว ๆ

“เฮาก็อยู่กับนากับสวนล่ะ ได้สอดแทรกกิจกรรมปักผ้าบ้าง ตอนกลางคืนถ้าไม่เหนื่อยหลายนัก แม่น้ำก็ได้ปักผ้าอยู่” แม่น้ำว่าพลางหันมามองฉัน

“คนพื้นบ้าน คนบ้านนอกเราก็หารายได้จากการรับจ้าง บ่มีเงินเดือนเนาะ ชีวิตชาวบ้านก็อย่างนี้นะลูก ทุกคนก็คือแม่น้ำนี่ล่ะ ใช้ชีวิตวนเวียนเฮ็ดนั่นนี่เป็นงานทั่วไปไม่มีความแน่นอนว่าวันนี้จะทำอะไร เฮาวางแผนไม่ได้ ตื่นมาเฮาสิรู้เองว่าจะไปทำหยัง…

ชีวิตแม่น้ำนี่น่ะ คือชีวิตแม่บ้านที่ทำไร่ทำนาแล้วก็มีผู้เฒ่าให้ดูแล หมายความว่าไปไหนไม่ได้เลย จะให้ไปเหมือนเลเดียแม่น้ำก็ไปไม่ได้ เพราะแม่ต้องอยู่เบิ่งการเบิ่งงานเบิ่งคนเฒ่า เพิ่นก็แก่แล้วช่วยเหลือตัวเองลำบากแล้ว เฮาถิ่มเพิ่นไปบ่ได้นะลูก”

ฉันรับฟังเรื่องราวชีวิตของแกอย่างไม่ขัดจังหวะ

“ช่างปักทุกคนส่วนมากน่ะมีแม่ มียาย มีผู้เฒ่า ก็ไปไหนไม่ได้ ต้องใช้ชีวิตแบบนี้ รับจ้างทำงานไปจั่งซี่”

“แล้วตอนเด็ก ๆ แม่น้ำมีสิ่งที่อยากทำไหมคะ” ฉันถามอย่างสงสัย

“แม่น้ำน่ะ เคยคึดอยากไปทำงานเมืองนอกนะ”

“ว้าว จริงหรอคะ” ฉันอุทานออกมาอย่างประหลาดใจ 

“ความคึด ณ ตอนนั้นบ่อยากแต่งงานลูก อยากใช้ชีวิตอิสระ แต่คนสมัยก่อนบ้านแม่น้ำ ผู้เฒ่าผู้แก่เพิ่นอยากเห็นลูกหลานแต่งงาน หาแฟนมาทำไร่ทำนา เพิ่นสิมีแนวคึดแบบนี้”

ระหว่างเดินไป ฉันก็ตั้งใจฟังแก พลางหันไปมองแกเป็นระยะ

“เพิ่นบ่ค่อยส่งเสริมการเล่าเรียน แต่ว่าแม่น้ำมีความคิดต่าง แม่ว่าไปทำงานมันเป็นรายได้ที่ดีกว่าการแต่งงาน แล้วแม่ก็อยากเรียนหนังสือนะลูก

…พอตัวเองไม่ได้อย่างที่คึดก็เลยมาส่งให้ลูกตัวเองเรียน ปล่อยให้ลูกในปกครองของแม่น้ำไปเผชิญโลกกว้างดูซิ เพราะแม่ไม่มีโอกาสได้ไปพบไปเห็นอะไรที่มันกว้างกว่าอยู่บ้านเรา”

“ แม่น้ำน่ะ เคยคึดอยากไปทำงานเมืองนอกนะ ความคึด ณ ตอนนั้นบ่อยากแต่งงานลูก อยากใช้ชีวิตอิสระ แต่คนสมัยก่อนบ้านแม่น้ำ ผู้เฒ่าผู้แก่เพิ่นอยากเห็นลูกหลานแต่งงาน หาแฟนมาทำไร่ทำนา… พอตัวเองไม่ได้อย่างที่คึดก็เลยมาส่งให้ลูกตัวเองเรียน ปล่อยให้ลูกในปกครองของแม่น้ำไปเผชิญโลกกว้างดูซิ เพราะแม่ไม่มีโอกาสได้ไปพบไปเห็นอะไรที่มันกว้างกว่าอยู่บ้านเรา ”

พูดจบเราก็เดินมาถึงบ้านพอดี

“มันก็สิมีทั้งดีและบ่ดีเนาะข้างนอกน่ะ แต่แม่ก็ให้ลูกไปเรียน ให้ไปศึกษา”

“ดีมาก ๆ เลยค่ะ”

ถึงแม่น้ำจะใช้ชีวิตอยู่กับนา กับสวน และการปักผ้า แต่แกก็มีความฝันไม่ต่างจากใคร เพียงแต่บางครั้งชีวิตก็พาเราไปอีกทางหนึ่ง เพราะมีภาระและหน้าที่ที่ต้องดูแล เมื่อไม่มีโอกาสทำตามฝันของตัวเอง แกจึงเลือกส่งต่อโอกาสนั้นให้ลูก ๆ ได้ออกไปเรียนรู้โลกกว้างแทน 

‘เป็นคุณแม่ที่เท่จังเลยแฮะ’

เขียนโดย เล