ตอนที่ 4 : เพราะการนอนก็คืองาน

ติดตามพี่นาง (แม่น้ำ) ช่างปักผ้า

หลังจากกลับมาจากเดินเล่นที่สวน แม่น้ำก็เริ่มเตรียมวัตถุดิบต่าง ๆ ในการทำกับข้าว แกเดินไปเก็บผักรอบ ๆ บ้าน ทั้งใบเตย ชะอม มะละกอ มะนาว พริก ทุกอย่างปลูกเองอยู่รอบบ้านของแก จะขาดก็แต่กะทิ วัตถุดิบที่จะเอามาทำกล้วยบวชชี ที่แกว่าขอออกไปซื้อข้างนอกดีกว่า เพราะตอนแรกคิดว่าจะคั้นเอาเอง แต่กลัวเสียเวลา เพราะตอนนี้เป็นเวลาเกือบเที่ยงแล้ว

เตรียมวัตถุดิบทั้งหมดเสร็จแล้ว แกก็สอนฉันก่อไฟ การทำอาหารที่บ้านแม่น้ำจะใช้เตาถ่าน ไม่มีเตาแก๊ส กว่าจะทำอะไรกินครั้งหนึ่งก็ต้องก่อไฟ ใส่ฟืน แกยังเล่าอีกว่าทั้งแก ยายสน และยายสา อยู่กันแบบโบราณ ชอบต้มผักกินกัน ไม่ค่อยกินของมันของทอด ทำให้แกสุขภาพดี และยังแข็งแรงอยู่

ฉันอยากจะช่วยแม่น้ำทำอาหาร แต่ด้วยความที่ปกติเป็นคนไม่เข้าครัวเลย ก็เลยได้แค่ช่วยหยิบจับนั่น นี่ และล้างจาน ล้างอุปกรณ์ให้นิดหน่อย 

แม่น้ำเจียวไข่ ใส่ชะอมที่ปลูกเอง เสร็จแล้วจึงมาตำส้มตำ 

“หนูกินเผ็ดไหมลูก” แม่น้ำถามฉัน

“หนูชอบกินเผ็ดนะคะ แต่กินไม่เก่งค่ะ”

“งั้นแม่ใส่พริก 4 เม็ดนะ”

“ได้ค่า”

พอรับทราบอย่างนั้นแม่น้ำก็เริ่มตำส้มตำ แกทำอาหารไปได้ไม่นานเพื่อนของแม่น้ำก็ขับมอเตอร์ไซค์มาจอด ไล่มากับน้องอุ่น ลูกชายของแก

“มากินข้าว ๆ” แม่น้ำชวนทั้งคู่ให้กินข้าวด้วยกัน

“ยังบ่อยากเลยแม่” น้องอุ่นว่า

ส่วนเพื่อนของแม่น้ำเดินเข้าบ้านมาพร้อมกับขนมจีนในมือ แม่น้ำจึงได้เอาขนมจีนมาตำส้มตำให้เพื่อนอีกครกหนึ่ง

กับข้าวมื้อนี้มีทั้งหน่อไม้ต้ม แจ่วผัก ไข่เจียว ส้มตำ ลาบปลา กินกับข้าวเหนียวร้อน ๆ แค่เห็นกับข้าวก็ทำเอาฉันอิ่มเอมไปก่อนกินแล้ว เพราะเป็นเมนูที่ฉันชอบทั้งหมด โดยเฉพาะ ‘แจ่ว’ ที่กลายมาเป็นของโปรดของฉันตั้งแต่มาสกลนคร การกินแจ่วกลายเป็นอาหารหลักที่ต้องมีในทุกมื้อกลางวันของฉันไปแล้ว

ฉัน ยายสน และเพื่อนของแม่น้ำนั่งล้อมวงกินข้าวกัน พลางคุยนู่นนี่ไปด้วย ระหว่างนี้แม่น้ำแกก็ยังทำกล้วยบวชชีอยู่

“แม่ไม่กินข้าวก่อนหรอคะ” ฉันถามแม่น้ำ

“หนูกินเลยลูก ปกติแม่จะทำนู่นนี่ให้เสร็จแล้วค่อยกิน” แล้วแม่น้ำก็ลงมือทำกล้วยบวชชีต่อ

ทำกล้วยบวชชีเสร็จ แม่น้ำก็ละมือจากการทำกับข้าวมานั่งร่วมวงกับพวกเรา ยกเว้นก็แต่น้องอุ่นที่บอกว่าจะขอห่อข้าวกลับไปกินที่บ้านอีกหลังแทน พวกเรากินข้าวเสร็จตามด้วยของหวาน ทำเอาฉันอิ่มแปล้ เสร็จเรียบร้อยแล้วฉันก็อาสาล้างจานให้

ทุกคนแยกย้ายกันนั่งพักผ่อนที่แคร่แต่ละตัว ส่วนฉันและแม่น้ำก็นั่งอยู่ที่แคร่ตัวเดียวกัน ระหว่างปักผ้า แม่น้ำก็เริ่มเล่าให้ฟังถึงกิจวัตรแต่ละวัน

“อีก 2 อาทิตย์แม่ก็จะได้ดำนาแล้ว” แกว่า
“ส่วนมากแถวบ้านเมื่อก่อนดำนากันหมดเลย แต่เดี๋ยวนี้เพิ่นเฮ็ดแบบสมัยใหม่ลูก”

“แบบประยุกต์” ยายสนพูดเสริม

“แบบประยุกต์คือใช้เครื่องจักรหยอดข้าวให้เป็นแถว ไม่ต้องดำนาเอง แต่มันก็บ่คือแบบโบราณดอกนะใช้เครื่องจักรน่ะ พอทำแบบโบราณผลผลิตมันก็บ่หลาย แล้วเมื่อก่อนก็ใช้ควายไถนานะลูก” 

“บ้านยายมีควายเยอะมาก” ยายสนว่า

“แม่น้ำได้ไปเลี้ยงควายในโคก ในป่าหลังบ้านด้วยลูก 20 กว่าตัวได้” แม่น้ำเสริม
“ธรรมชาติมันงามมาก มีดอกไม้เต็มโคก เต็มป่าไปหมด”

ฉันตั้งใจฟัง พร้อมจดข้อมูลไปด้วย

“บางวันแม่ก็เข้าไปทำงานในสวนมันลูก ไปดายหญ้า ใช้จอบถากหญ้าตามร่องมันสำปะหลังแต่เช้า ๆ สาย ๆ ก็อาจจะมาปักผ้าบ้าง ตอนบ่ายก็เอาวัวไปเลี้ยงที่สวน เลี้ยงวัวไปนำ แล้วก็ดายหญ้าสวน ดูแลสวนมันไปนำ เวลากลับมาก็สิมีเวลามาเฮ็ดงานปักผ้าต่อ เริ่มจากบ่ายสี่โมงไปฮอดเวลาค่ำ”

ฉันฟังแล้วก็อดชื่นชมแกไม่ได้ เพราะดูแล้วแกไม่ได้มีเวลาพักเลย ขยันทำงานตั้งแต่เช้าจรดดึก

“เป็นแบบนั้นลูก ชีวิตชาวไฮ่ชาวนาน่ะ ทำงานในไฮ่ในนาควบคู่กันไป” แกว่า “แต่ถ้าช่วงดำนานี่แทบสิบ่ได้หยิบงานเลยลูก เพราะว่าดำนาน่ะเป็นงานเร่งรีบ เฮาต้องรีบเฮ็ดให้เสร็จภายในเดือนนั้น ถ้าบ่จั่งซั่นกล้าที่เฮาปลูกไว้มันสิเกินอายุ เกินอายุนี่คือต้องบ่ให้เกิน 1 เดือน ต้องถอนกล้าไปดำให้หมด บ่จั่งซั่น กล้ามันสิเป็นกล้ายาว เป็นบั้ง บ่งาม ช่วงนั้นแหละที่บ่ค่อยได้มีเวลาปักผ้า”

“ค่ะ” ฉันมองหน้าแกแล้วพยักหน้าเบา ๆ อย่างเข้าใจ

“แล้วมันเหนื่อยหลาย เจ็บหลัง ปวดแอวไปหมด เฮาก็บ่มีเวลาสิเฮ็ด มีแต่อยากนอน ช่วงดำนานี่งดภารกิจปักผ้า เป็นช่วงที่ไม่มีงานส่งเลยลูก”

“เราเลี้ยงวัว เลี้ยงควายเพื่ออะไรหรอคะ” ฉันถามด้วยความสงสัย

“เพื่อเวลามันใหญ่ขึ้นก็จะมีพ่อค้ามาซื้อไปเฮ็ดแม่พันธุ์ พ่อพันธุ์บ้าง” 

“แล้วเรารู้สึกผูกพันกับเขาบ้างไหมคะ” ฉันถาม ก่อนพูดต่อเบา ๆ
“พอเขาโตแล้วต้องไม่อยากขายแน่เลย”

“ผูกพันลูก แม่น้ำร้องไห้เลยเวลาต้องขายวัวน่ะ แต่ก็ต้องขายเพราะมันเป็นรายได้ มันเอามาส่งลูกหลานเราเรียนได้ มันเป็นหยังที่ขายแล้วได้เงินก้อนน่ะลูก” แม่น้ำตอบ ก่อนอธิบายต่อ
“ในคอกนั่นเพิ่นก็ขี้ใส่ไว้ลูก ก็เอาขี้วัวขี้ควายไปใส่ไฮ่ใส่นาแทนปุ๋ยเคมีได้ลูก มีประโยชน์หลาย เอาใส่กระสอบขายได้กระสอบละ 50 บาท แล้วเวลาเขาสั่งซื้อเขาซื้อเป็น 100 กระสอบน่ะลูก”

“อ๋อ” ฉันเริ่มเข้าใจ

“เมื่อก่อนทำนาเพิ่นใช้วัวใช้ควายลูก ใช้ไถนา เพราะสมัยก่อนบ่มีรถไถ”

“แต่มันนาน” ยายสนพูดเสริม “ปัจจุบันเขาใช้รถมันเสร็จเร็วนะ ประหยัดเวลา”

“บัดนี้สังคมเฮากับสมัยก่อนนั้นมันก็บ่คือเดียวกันแล้วลูก แม่น้ำเกิดมายังพอได้เห็นอยู่ที่เพิ่นใช้วัวควายไถนาน่ะ แต่ตอนนั้นแม่ยังน้อยลูก” 

เพราะยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้การพัฒนาต่าง ๆ เพิ่มขึ้น การทำนาสมัยนี้เริ่มใช้เครื่องจักร ช่วยทุ่นแรงและประหยัดเวลา วิถีชีวิตแบบเดิมจึงค่อย ๆ ลดลง แต่แม่น้ำแกก็ยังดำนาด้วยตัวเองอยู่ 

แกยังเล่าให้ฉันฟังอย่างภูมิใจถึงวิธีการทำนาสมัยก่อนว่าต้องทำอย่างไร แกว่าเมื่อก่อนไม่มีโรงสี จึงต้องใช้ไม้มาเจาะทำเป็นครก กับสาก เพื่อตำเอาเมล็ดข้าว ทุกวิธีที่แกเล่ามาล้วนเต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยและยากลำบาก

ฟังแล้วฉันรู้สึกว่าแกยังรัก และผูกพันกับภูมิปัญญาที่เติบโตมาของตัวเองเหลือเกิน

ขณะที่แม่น้ำนั่งปักผ้าไปก็มีรถผ่านไปผ่านมาหลายคัน ทั้งเสียงรถมอเตอร์ไซค์ ทั้งรถไถ รวมทั้งเสียงแมว เสียงลมพัด และเสียงนกร้องประสานกันเป็นเพลง

“เขาไปไหนกันน้อ…สงสัยจัง” พอได้ยินเสียงรถขับผ่านไปมาเยอะเข้า แกก็พูดขึ้นมาขำ ๆ

นั่งเล่น นอนเล่นมองแกปักงานไปก็เหลือบไปเห็นลูกแมวนอนกินนมแม่ ‘เจ้าเป้า’ แมวจรที่แม่น้ำตั้งชื่อให้ มันมาอยู่ที่นี่ของมันเอง พอแกให้ข้าวให้น้ำมันก็ปักหลักอยู่ที่นี่ พร้อมกับคลอดลูกออกมา 2 ตัว เห็นเจ้าเป้านอนให้ลูกกินนมอย่างสบายใจ แล้วหันมามองแม่น้ำปักผ้าก็รู้สึกว่าเป็นบรรยากาศที่สบายใจดี

“ทำไมงานนี้แม่น้ำถึงเลือกโทนสีนี้มาปักคะ” ฉันมองไปที่สีฝ้ายทั้งหมดของแกแล้วถามขึ้น

“เพราะโทนพื้นเพิ่นเป็นสีนี้ลูก เลยลองเอาสีจากฝ้ายที่เป็นสีพื้นมาปักเบิ่งว่าสิออกมาแบบใด๋” แกชี้สีผ้าให้ฉันดู “แล้วเอาสีน้ำเงินมาตัดให้มันโดดเด่นขึ้น ดูไปก็ดีนะลูก” แกตอบอย่างภูมิใจ

“ส่วนมากงานแม่น้ำชอบสีน้ำเงินนะลูก ไม่รู้เป็นหยังสิชอบสีน้ำเงิน ฟ้า ขาว ต้องเอาใส่ในทุกงานเลยสามสีนี้”

“พี่เหมี่ยวแกได้กำหนดไหมคะว่าอยากให้ทำงานเป็นแบบไหน”

“เขาก็เอาตัวอย่างให้ดูว่าเอาประมาณนี้” แกนิ่งคิด
“ส่วนมากเพิ่นบ่ได้กำหนดให้เฮาดอกลูก ให้งานมาก็ให้แนวทางมาอยู่ว่าใส่เท่าไหร่ เต็มผืน หรือ 80 หรือ 50% พอเฮารับโจทย์นั้นมาก็มาคึดของเฮาเองว่าสิใส่สีสันแบบใด๋ เพิ่นให้อิสระทางความคึดเต็มที่กับช่างนะ”

แม่น้ำนั่งปักงานไป ส่วนฉันก็คุยกับแกไปเพลิน ๆ สักพักก็มีเสียงโทรศัพท์แว่วมา แกเอื้อมมือไปรับ เป็นพี่แจ๋วที่โทรเข้ามา ทั้งสองคนคุยกันอย่างเป็นกันเอง พูดคุยหยอกล้อกันเรื่องไปเลี้ยงวัวของพี่แจ๋ว ถามไถ่เรื่องงานว่าเป็นอย่างไรบ้าง แกยังถามด้วยว่าวันนี้แม่น้ำพาฉันทำอะไร

เป็นบทสนทนาของเพื่อนที่ฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

หลังจากวางสาย แม่น้ำเล่าให้ฉันฟังว่าพวกแกจะคุยกันแบบนี้อยู่บ่อย ๆ  และถ้าใครได้ส่งงาน หรือได้รับค่าผลงานมา ก็มักจะผลัดเวียนกันเลี้ยงข้าว เลี้ยงน้ำ เป็นความสุขเล็ก ๆ ที่เติมกำลังใจให้แก่กัน

“ช่วงหน้าแล้งนะ ทีมพี่บวบ พี่แจ๋ว แม่น้ำ พี่วิ นัดกันกินนั่นนี่ประจำ มันบ่มีงาน ไม่ต้องเฮ็ดไฮ่นา” แกเล่าด้วยรอยยิ้ม “แต่ตอนนี้มันหน้านา หน้าสวน ทุกคนก็ไปทำงาน บ่มีเวลามาพบปะกินนั่นนี่ แต่ตอนหน้าแล้งนี่นะ ไปนั่น ไปนี่ ได้ไปสาปลาด้วยลูกฮู้จักอยู่บ่”

ฉันส่ายหน้าพลางทำหน้างง

“สาปลาคือ ไปดูดปลาในสระลูก เป็นกิจกรรมของชาวนาลูก”

พวกเราคุยกันเคล้าเสียงหัวเราะ 

“ที่แม่น้ำปักดอกไม้น่ะพวกดอกสวย ๆ แม่เอาแบบมาจากช่างแจ๋ว” แกว่า 

“ส่วนเรื่องการวางงานมาจากช่างบวบ ต้องใส่อะไรตรงนั้น ตรงนี้ เขาจะสอนทุกคนที่เข้าไปทำ ช่างบวบนี่จะดูแลช่างใหม่ทุกคน ทั้งการปัก การซ่อนด้าย สอนเทคนิคการทำ การใช้สี…

…แต่เขาเป็นครูที่ใจร้ายมาก เขาอยากให้เป็นงานเร็วๆ เขาเลยตีมือลูกศิษย์” แม่น้ำพูดแซวพี่บวบพลางหัวเราะ ทำเอาฉันและคนอื่นๆ หัวเราะตามไปด้วย
“ไม่เหมือนพี่แจ๋ว พี่แจ๋วเขาใจดีนะ ตอนเขาสอนนี่เราบ่รู้สึกกลัวเลย แต่พอเป็นพี่บวบสอนน่ะ เรารู้สึกย่านมาก”

แกเล่าด้วยรอยยิ้มมีความสุข

“เมื่อก่อนถ้าเขามาตรวจงานแม่จะรู้สึกไม่มั่นใจ ‘เขาจะพอใจไหมวะ’ ‘จะสั่งแก้ไหมวะ’ แบบนี้ แต่ถ้าเราดูท่าจะไม่เสร็จเขาก็ช่วยนะลูก ช่างบวบเขามีน้ำใจกับเพื่อน แค่เวลาสอนเขาจะดุ” แม่น้ำนิ่งคิดไปพักหนึ่ง

“หนูว่าเป็นเพราะสนิทกันไหมเขาถึงดุเราได้”

“ก็เป็นไปได้ค่ะ” ฉันตอบอย่างขำ ๆ นึกถึงตัวเองเวลาสอนการบ้านน้องสาว

“เขาอยู่มาก่อนเพื่อนเลยนะพี่บวบน่ะ”

พูดไปได้ไม่เท่าไหร่ ฝ้ายก็เกิดพันกันขึ้นมาระหว่างแกปัก แกเลยค่อยๆ ใช้สมาธิในการแก้

“เวลาเราใช้ฝ้ายหลายเส้น มันพันกันอย่างนี้ล่ะลูก เราต้องดึงให้มันไปด้วยกันให้หมด”

ฉันนั่งมองดูแกปักผ้าอย่างตั้งใจ พอหันไปมองทั้งยายสน เพื่อนแม่น้ำ และน้องอุ่นต่างก็นอนพักกันหมด

“ลมเริ่มมาแล้วนะคะ” ฉันทักแม่น้ำ 

“ลมมาแล้วก็นอน นอนรับพลังงานลูก” แม่น้ำตอบ

“จริงค่ะ” ฉันหัวเราะก่อนที่จะล้มตัวลงนอนเพื่อพักความเมื่อยล้า 

“เวลาแม่น้ำปัก ๆ อยู่ถ้าเริ่มเมื่อยแม่น้ำก็นอน แล้วค่อยทำใหม่… ที่บ้านแม่มีแคร่เยอะ ๆ ก็เพราะให้ทุกคนมานอนเล่นแบบนี้ล่ะลูก”

ได้นอนเล่นอยู่ที่บ้านแม่น้ำแบบนี้ก็สบายใจดี ลมเย็น ๆ ที่พัดมาเป็นระยะจากทุ่งนา และลำน้ำอูนทำเอาฉันเกือบเผลอหลับไปหลายรอบ พอลุกขึ้นมาแม่น้ำก็ยังตั้งใจปักดอกไม้อยู่ ‘แม่น้ำเมื่อยบ้างไหมนะ’ ฉันคิด เพราะขนาดฉันนั่งจดนู่น จดนี่ ไม่ได้ปักผ้าอย่างแกยังรู้สึกเมื่อยเลย

“วันนี้ปักได้กี่ดอกแล้วคะ”

“น่าจะสิบกว่าดอกนะลูก” แม่น้ำพูดพลางค่อย ๆ ใช้มือไล่นับดอกไม้ที่ปักไปทั้งหมด

“แม่ว่า ถ้าต้องการลืมอะไรน่ะ ให้มาปักผ้า… มันเหมือนการทำสมาธิลูก”

พอฟังอย่างนั้นฉันก็เหลือบมองนาฬิกา ตอนนี้เป็นเวลาเกือบสามโมงครึ่งแล้ว ‘เวลาผ่านไปไวจัง’

“หนูว่าสักสี่โมงเย็นหนูจะขอตัวกลับก่อนนะคะแม่น้ำ อยากไปซื้อน้ำหวานกินค่ะ” ฉันพูดพลางหัวเราะเบา ๆ

“นี่กี่โมงแล้วนะลูก” แม่น้ำถาม

“บ่ายสามสิบแปดค่า”

“โอ้โห… วันนี้หนูอยู่กับแม่ทั้งวันเลยนะเนี่ย”

“จริงด้วยค่า… อยู่ที่นี่อากาศเย็นสบาย พอหนูได้นอนก็จะเผลอหลับไปหลายรอบแล้วนะคะ”

“หนูนอนได้เลยนะลูก ถ้าอยากนอนก็ต้องนอน เราต้องพักผ่อนลูก” แม่น้ำว่า “การนอนนี่ก็เป็นงานนะ เราทำงานเหนื่อย ๆ มาทั้งวัน เราก็ต้องนอน คนเราก็คือเดียวกับโทรศัพท์น่ะ เฮาใช้งานเพิ่นทั้งวัน เฮาสิต้องชาร์จแบต พอเฮานอนชาร์จพลังจะได้มีแรงขึ้นมาเฮ็ดงานใหม่”

” ถ้าอยากนอนก็ต้องนอน เราต้องพักผ่อนลูก… การนอนนี่ก็เป็นงานนะ เราทำงานเหนื่อย ๆ มาทั้งวัน เราก็ต้องนอน คนเราก็คือเดียวกับโทรศัพท์น่ะ เฮาใช้งานเพิ่นทั้งวัน เฮาสิต้องชาร์จแบต พอเฮานอนชาร์จพลังจะได้มีแรงขึ้นมาเฮ็ดงานใหม่”

ความคืบหน้างานปักของแม่น้ำในวันนี้

วันนี้ฉันมาใช้เวลาอยู่กับแม่น้ำทั้งวัน เหมือนได้มาชาร์จแบตรับพลังงานดี ๆ จากแกเลย ได้ไปเดินเล่นชมสวน ได้กินข้าวร่วมกัน นอนรับลมเย็น ๆ ที่พัดมา ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนและเรียนรู้เรื่องวิถีชีวิตที่แม่น้ำภูมิใจ เป็นอีกวันที่ดีสำหรับฉัน 

สบายใจจัง อยากอยู่แบบนี้ทุกวันเลย😊

เขียนโดย เล