ตอนที่ 3 : วันคล้ายวันเกิดพี่บวบและเรื่องราวดีๆ

เช้าวันนั้นเป็นวันที่พี่บวบทำงานปักเสื้อตัวนี้เสร็จพอดี ผมคิดว่าพี่บวบน่าจะรีบทำส่ง เพราะจะได้ขึ้นเสื้อโปรเจกต์ตัวใหม่ที่ผมกำลังเฝ้ารออยู่

วันนั้นเองพี่บวบได้เข้ามาที่ภูครามเพราะพี่เหมี่ยวโทรตามให้มารับของขวัญวันเกิด แล้วเมื่อวานที่ผ่านมานั้นเป็นวันคล้ายวันเกิดของพี่บวบในวัย 48 ปีพอดี ซึ่งตรงกับวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา และเป็นช่วงที่พี่บวบเจอมรสุมชีวิตขึ้นมาใหม่อีกระลอก จากการที่พ่อของแกป่วยหนักจนต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลในเมืองสกลนคร ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่นาอย่างปกติสุขเหมือนทุกวัน 

วันพรุ่งนี้เป็นวันเข้าป่าประจำเดือน 6 ของภูครามด้วย ซึ่งพี่บวบเคยพูดว่าพี่บวบมักจะไม่ขาดกิจกรรมหลักของภูคราม ผมยอมใจของแกจริงๆ ทั้งที่ช่วงนี้คิดว่าพี่บวบน่าจะมีความทุกข์ใจอยู่เยอะ แต่พี่บวบก็เลือกที่จะแบ่งเวลาให้กับงานและครอบครัวอย่างสมดุล 

พอมาถึงพี่บวบก็ไปคุยกับคนนู่นคนนี้ ในเรื่องราวมีทั้งเรื่องขำขันและเรื่องให้เสียน้ำตา ก็แอบเห็นพี่บวบร้องไห้เวลาแกเล่าเรื่องพ่อ

พี่บวบและพี่ฮุ้ง

ระหว่างพี่บวบนั่งคุยกันกับคนอื่นๆ พี่ฮุ้งก็ได้ชงกาแฟและวาดภาพเกือบเหมือนเป็นของขวัญวันเกิดให้กับพี่บวบ มันทั้งตลกและขำ ซึ่งทำให้พี่บวบหัวเราะและมีความสุขได้ผมเองก็ยื่นมือไปจับมือพี่บวบ พร้อมบอก 
“พี่บวบเดียวผมส่งพลังให้นะ” มือเราทั้ง 2 จับกันไม่แน่นมาก แต่มือพี่บวบดูแข็งๆ และเกร็งๆ เล็กน้อย
เราทั้งคู่หลับตา ผมอวยพรในใจให้แกหายจากความโศกพร้อมส่งกำลังใจ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพี่บวบเคยได้รับสัมผัสแบบนี้ไหม แต่พี่บวบดูเข้าใจกับอะไรแบบนี้แต่แรก จนผมอธิษฐานเสร็จ และลืมตาขึ้นมามองผมพร้อมกับบอกว่า 
“ขอบคุณมากๆ นะนมสด”

ช่วงแรกๆ ที่ผมได้เจอและรู้จักกับพี่บวบ พ่อแกดูแข็งแรงดี ขับรถไปไหนมาไหนได้เอง และอายุที่ยังไม่เยอะมาก แต่จากเล่าของพี่บวบ พ่อของพี่บวบเป็นเนื้องอกในถุงน้ำดี แต่ยังไม่รู้ผล กำลังนำไปตรวจอยู่

วันนั้นพี่เหมี่ยวชวนพวกเราขึ้นประชุมชั้น 2 ของอาคารสตูดิโอเรื่องเข้าป่าที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ และได้จัดเรียงการ์ดเป็นกระบวนการเตรียมไว้เป็นพรวันเกิดให้พี่บวบ
อยู่ๆ พี่เจนก็ถือเค้กที่พี่เหมี่ยวซื้อมาจากในเมืองขึ้นมา และพวกเราก็ร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์ให้กับพี่บวบด้วยกัน

ด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจที่มีความอบอุ่นอยู่รอบข้างเลยทำให้พี่บวบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

ต่อมาพี่เหมี่ยวได้ชวนพวกเราหยิบการ์ดคนละหนึ่งใบพร้อมพูดความรู้สึกส่งไปให้พี่บวบเนื่องในวันเกิด เราทุกคนใช้เวลาพิจารณาไม่นานก็ต่างหยิบการ์ดคนละหนึ่งใบพร้อมพูดความรู้สึกและคำอวยพรให้กับพี่บวบ

วันนั้นมีแม่บิ พี่เหมี่ยว พี่พรรณ พี่ฮุ้ง พี่เบียร์ พี่เจน พี่ตั้ม พี่แน่น เดีย น้องใจดี น้องปลื้ม และผมมาร่วมอวยพร 

ที่ผมสังเกตพี่บวบมักจะขอบคุณทุกๆ คนไม่ว่าคนนั้นจะเด็กกว่าแกก็ตาม การปฏิบัติของแกไม่แปลกที่คนรอบข้างหลายๆ คนจะรู้สึกสนิทใจและรักในสิ่งที่พี่บวบเป็น

ทุกคนพูดถึงการ์ดกำลังใจที่หยิบให้พี่บวบและต่างอวยพรกันสารพัด ระหว่างนั้นพี่บวบตั้งใจฟังด้วยความใส่ใจทุกคนๆ 

ในคำอวยพรวันนั้นหลายคนมองพี่บวบเป็นช่างพี่ใหญ่ของภูครามบ้าง เป็นต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาบ้าง เป็นเก้าอี้ให้คนอื่นได้พักพิงบ้าง เป็นร่มที่หลบฝนกันพายุบ้าง เป็นสีสันความสนุกสนานให้หลายคนเสมอเพราะทุกครั้งที่พี่บวบมาทีไรพื้นที่ตรงนั้นก็จะคึกคักขึ้นมาทันที

พอจบ พี่บวบก็พูดถึงการ์ดที่แกหยิบให้ตัวเอง ใบนั้นเป็นรูปดอกทานตะวันที่บานรอรับแสงตะวันในตอนเช้า

“หลายๆ ช่วงเวลาพี่อยากเป็นจะคนที่สดใสร่าเริงเสมอถึงแม้ว่ามันจะยาก อยากเป็นทานตะวันที่หันหาดวงอาทิตย์ได้แบบสบายใจ ซึ่งทุกวันนี้พี่ก็ทำอยู่” พี่บวบขณะพูดไปน้ำตาก็ไหลมากกว่าเดิม

พวกเราพูดคุยกันเล็กน้อยก่อนที่พี่เหมี่ยวจะนัดหมายการเดินป่าในวันพรุ่งนี้ พอเสร็จการประชุม ผมก็ลงไปชงนมผสมกับน้ำหวานบัตเตอร์สก็อตให้พี่บวบลองชิม เพราะแกเคยบอกว่าชอบกินนมสดคาราเมล ผมเลยอยากให้แกลองบัตเตอร์สก็อตที่เป็นคาราเมลอีกแบบหนึ่ง

ทุกคนต่างได้กินเค้กวัดเกิดของพี่บวบกันอย่างเอร็ดอร่อย ส่วนผมก็กลับมาดูรายละเอียดของเสื้อตัวนี้ต่อโดยมีพี่เหมี่ยวเป็นคนสัมภาษณ์และวันนั้นพี่เจนช่างย้อมก็มาอธิบายถึงเสื้อตัวนี้เสริมด้วย เรานั่งกันบนพื้น กางเสื้อออกลงบนผ้า

และพี่บวบก็ได้อธิบายงานปักของเสื้อตัวนี้อย่างละเอียดอีกครั้ง

รายละเอียดของเสื้อตัวนี้

พี่เหมี่ยวเริ่มชวนทุกคนคุย เริ่มจากเรื่องการย้อมสีของผ้าตัวนี้กับพี่เจน

“เจน ผ้านี้เป็นคอลเล็กชั่นที่ย้อม 2-3 ปีที่แล้ว คือย้อมเสร็จในช่วงนั้น ตัวนี้ก็ให้โจทย์เจนไปว่า ให้เล่าเรื่องสีท้องฟ้าในเฉดสีต่างๆ ตอนนั้นเจนทำงานยังไงบ้าง” 

พี่เจนเล่าถึงแรงบันดาลใจที่ย้อมเสื้อตัวนี้ระหว่างครามที่ให้สีฟ้าน้ำเงินและมะเกลือที่ให้สีดำ

“ตอนนั้นเจนมองแค่มอง 2 มุมตอนนั้น ตอนขับรถตอนเช้ามันมืดมาก เหมือนช่วงใกล้จะเช้ากับตอนที่เราเพิ่งจะขึ้นจากที่เข้าป่ากัน จากโซนนี้ เจนอยากให้มันเป็นโทนสีมืดๆ ครึ้มๆ แล้วอีกฝั่งหนึ่งเป็นทางขึ้นเนินที่มันสว่างๆ ตอนเช้าที่ขับรถไปตอนเช้า ตี 5-6 โมง ประมาณนั้น” 

“พี่บวบละ พี่บวบอยากเล่าข้างหน้าหรือข้างหลังก่อน เล่าให้ฟังหน่อยสิ” พี่เหมี่ยวชวนพี่บวบคุย

พี่บวบเริ่มอธิบายถึงแรงบันดาลใจรวมๆ ของสีบนตัวเสื้อ และชี้ไปทางฝั่งสีมืดบนเสื้อและไล่ไปทางฝั่งสว่าง
“จุดแรกเริ่มที่ปักคือข้างหลัง แรงบันดาลใจอย่างที่พี่เจนเล่าให้ฟัง คล้ายๆ กัน อันนี้เป็นมุมมืด พี่ใส่สีที่แบบเป็นโทนแบบไม่สว่างจ้า อึมครึมๆ เพราะว่าแสงมันยังไม่มา แต่พอเราเดินมาเรื่อยๆ เราจะเห็นแสงสว่าง ก็เริ่มมีสีสันขึ้นมาหน่อย เหมือนสิ่งที่พี่เจนกำลังสื่อ ด้านอึมครึมๆ เหมือนเรายืนอยู่ข้างบน เราส่องไปที่เหวอยู่ที่สูงกว่า ลึกลงไปคือเป็นเนินข้างล่าง ฝั่งนึงเป็นเมฆและท้องฟ้า” 

พี่เหมี่ยวชวนพี่บวบเล่าถึงเสื้อตัวนี้

“จะเห็นว่ามันเป็นป่าเนอะ เหมี่ยวค่อนข้างดูออกว่าต้นไหนเป็นต้นไหน แล้วคือพี่บวบปักต้นอะไร อยากให้พี่บวบเล่าให้ฟังด้วยต้นเอง ไล่ไปเลยว่าปักต้นอะไรบ้าง ถึงความใดๆ” 

พี่บวบอธิบายถึงพันธุ์ไม้กับป่าที่ได้ปักด้านหลังเสื้อ

“ฝั่งนี้ก็จะมีติ้วขาวๆ แทรกระหว่างต้นไม้ใบหญ้าหลายๆ ต้น และมีตะแบกแอบซ่อนกันอยู่ มีต้นแดงนี่ใบแดง อันนี้รัง อันนี้ตะแบกต้นเด่นๆ และมีกระบก อันนี้อาจจะเป็นต้นยางมันสูง แล้วก็ไล่ๆ ลงมาเนี้ยก็จะเริ่มเป็นไม้ข้างล่างแล้ว ก็จะเป็นเหมือด ต้นรังหิน แล้วก็จะมีต้นตูมกา ทีแรกว่าจะไม่ทำตูมกา อยากทำต้นหนามแท่งแล้งๆ แบบบ้านเรา แล้วมีติ้วใบที่ลักษณะแดงที่ยังไม่ออกดอก แล้วก็ต้นรังมันมีหลายชนิด คำว่ารังมีหลากหลายรัง แล้วต้นเด่นสุดคือกระบกตรงทางลงแก่งตาจ่า จำได้” 

พี่เหมี่ยวชี้ไปในรายละเอียดป่าในเสื้อที่จะมีตอไม้ ขอนไม้

“เออ ต้นกระบกเยอะ จะสังเกตเลยว่าเวลาพี่บวบปักผ้ามันจะมีพวกตอไม้ ขอนไม้ อะไรแบบนี้ คือพี่บวบจะเล่าอะไรที่เป็นจริงเนอะ จะมีทั้งต้นไม้ตาย และต้นไม้ที่โดนตัดด้วย” 

พี่บวบยิ้มและพูดเสริม

“อยากปักในสิ่งที่เราเห็น มันคือมุมมองที่ได้เห็นป่าจริงๆ ป่ามันก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบไปสักทุกเรื่อง” 

พี่เหมี่ยวหันไปเห็นก้อนหินต่างๆ บนเสื้อ

“เหมี่ยวสังเกตเห็นว่าพี่บวบมีก้อนหิน คือป่าบ้านเราจะมีหินทราย เป็นภูเขาหินทราย ดังนั้นไม่ว่าจะป่าดิบหรือเป็นลานแล้ว ป่าเต็งรังจะมีหิน ก่อนไปข้างหน้า ตรงแขนมีอะไรอยากเล่าไหม” 

พี่บวบชี้ไปที่แขนเสื้อฝั่งมืดจะมีต้นใบแดงๆ

“อันนี้เป็นต้นที่อาจไม่รู้ชื่อเขานะ แต่จำได้ นึกออกไหมที่เราเข้าป่า จะถามพ่ออีกทีว่าต้นอะไรนะ” 

พี่เหมี่ยวหัวเราะระหว่างพี่บวบกำลังอธิบาย

“จำได้ ที่ฤดูที่ผ่านมามันออกแดงๆ บางทีเราไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อต้นไม้ทุกต้นก็ได้” 

พี่บวบเล่าถึงรายละเอียดฝั่งมืดของด้านหน้าเสื้อต่อ

“มันเชื่อมจากข้างหลัง ตรงนี้มันไม่ใช่ป่าทึบแค่มันอยู่ข้างบน ติดแสงนิดหน่อย อาจจะไม่ได้โปร่งแสง ที่เห็นดอกข่อยดานคือบ่งบอกว่าไม่ใช่ป่าลึกที่เป็นไม้ยาง ไม้ตะเคียน แต่ตัวนี้จะมีกระบก ติ้ว จะมีพวกตูมกา แล้วก็จะมีพืชพันธุ์ เหมือดแอ คั่งแดง อันนี้ทำต้นแดงสื่อว่าแสงไม่ค่อยเข้า มีติ้ว มีต้นชาติภาษาบ้านพี่บวบ ต้นรัง ตูมกา เป็นไม้ป่าหิน และอันนี้คุณภูครามเรา ขายของหน่อย เราอยากเอาเข้ามาเดินอยู่ที่นี่”

พี่เหมี่ยวหัวเราะและพูดเสริมถึงคุณภูคราม

“คุณภูครามเป็นภาพสลักผนัง ภูผายล เป็นตัวที่จินตนาการว่าเป็น กระจงบ้าง กวางบ้าง หรือใดๆ”

พี่บวบชวนปลดกระดุมเสื้อกางให้ดูเต็มตัว

“มันเป็นเรื่องราวจะเป็นลักษณะแบบเชื่อมกันทั้งตัว จะสวยมาก พี่บวบเคยแกะแล้ว แกะให้เห็นเป็นเรื่องราว”

“โอ้ว เป็นป่าทึบ อันนี้เรียกป่าดิบ เป็นดง โอเค ตัวนี้ได้ตั้งชื่อหรือยัง” พี่เหมี่ยวถาม

“ป่าภูพานคือบ้านฉัน” พี่บวบตอบว่าคือชื่อเสื้อตัวนี้

ก่อนพี่บวบกลับผมได้กอดให้กำลังใจพี่บวบ พร้อมกับคำที่บอกกับแกว่า 
“ผมส่งกำลังใจให้ครับ ไว้เจอกันเดินป่าพรุ่งนี้”

แล้วเช้าวันต่อมา ตอนที่ผมเข้าป่า ผมสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณของเสื้อตัวที่พี่บวบปักที่ไหลเวียนอยู่ในอารมณ์และความคิด ทำให้เวลามองต้นไม้ป่า มักพยายามสังเกตต้นที่มีความคล้ายกับงานปักผ้าของเสื้อพี่บวบและพอได้ยินชื่อต้นไหนในป่าก็คุ้นๆ ก็จำได้ว่าเคยเห็นและเคยได้ยินแล้วจากบนเสื้อพี่บวบ อย่างต้นตะแบก ต้นข่อยดาน ต้นรัง ต้นแดง ต้นติ้วแดงและขาว

เรื่องราวดีๆ ระหว่างพี่บวบกับคนอื่นๆ

เนื่องจากช่วงพักนี้พี่บวบไม่ได้มีเวลาให้ผมสัมภาษณ์และติดตามนัก ผมจึงอยากรวบรวมเรื่องราวดีๆ สิ่งที่เคยคุยกับพี่บวบ มาแบ่งปันให้ทุกคนได้ฟัง

พี่บวบเคยเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์การได้ช่วยคนที่ลำบากกว่าตนให้ฟัง

“ปกติพี่ไม่ใช่คนชอบเข้าวัดแบบปฏิบัติเท่าไหร่ พี่ชอบทำบุญกับคนหัวดำ พี่หมายถึงคนทั่วๆ ไป พี่ยึดกรอบของคำว่าศีลธรรม อาจจะไม่ได้สวดมนต์ นั่งสมาธิ แต่สิ่งที่เราทำในการมีสติของเราคือ เราจะไม่เบียดเบียนอะไรที่ทำให้คนอื่นเป็นทุกข์

วันนั้นตรงกับช่วง เสาร์-อาทิตย์ พยาบาลและหมอเขาจะมาทำงานสาย 9-10 โมง แต่งตัวธรรมดาๆ พี่ก็ไปนั่งรอเอนรอหมอ มีแม่เฒ่าร้องไห้ไม่หยุดอยู่อย่างนั้น ไม่มีเงินแม้กระทั่งจะกินข้าว ร้องไห้หาสามีที่รอการตรวจ แล้วก็นั่งร้องไห้งมๆ ว่าลูกจะมา พี่เห็นเขาไม่ค่อยสบาย ดูสภาพแล้วแกน่าจะไม่มีเงินจริงๆ 

พี่ก็นั่งแล้วไม่คิดว่ามีกล้องวงจรปิดหรือเปล่า พี่ไม่ได้สนใจ พี่ทำธุระเสร็จแล้วก็เหลือบมองไปแกก็ยังอยู่ พี่ก็เลยเอาสตางค์ให้แก ยายทั้งกราบทั้งไหว้และร้องไห้ พี่เลยว่ายายอย่ากราบหนู หนูไม่ใช่มหาเศรษฐี บ้านหนูคนจน บ้านหนูขุดมันขายรถละพัน กรีดยางโลละซาวบาท 

ซึ่งตรงนั้นไม่มีใครอยู่มีแค่พี่กับยายเพราะพี่ไม่ได้อยากให้คนเห็น แล้วทำไมตัวถึงเอาเงินให้กันหลายแท้ยายว่า พี่ก็เลยบอกว่าก็ช่วยยายไง หนูก็ไม่ได้มีเงินแต่แค่รู้สึกว่าเงินส่วนนี้จะได้ให้ยายใช้วันนี้

พี่คิดแค่ว่าตอนนี้แค่ให้เขาได้กินข้าวก่อน ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้ลูกเขาจะมาหรือเปล่า พรุ่งนี้ มะรืนนี้จะกินอะไรก็ไม่รู้ แต่วันนี้เจ้าต้องกินข้าว เจ้าต้องมีค่ารถกลับบ้านไง ต้องมีเงินติดกระเป๋า พี่คิดแค่นี้

สุดท้ายพอกลับไปโรงพยาบาลอีกรอบก็มีคนมาทักบวบเจ้าคือสุดยอดแท้ พี่ก็เฉยพี่ก็ถามเขากลับไปสุดยอดหยัง โรงพยาบาลก็พูดกันทั่วข่อยเห็นเบิด เจ้าบ่ฮู้เหรอเขามีกล้องวงจรปิด ก็ยายก้มกราบเท้าเจ้า”

ผมซึ้งและน้ำตาคลอๆ กับเรื่องราวที่พี่บวบเล่ามาก

“ผมชอบฟังเรื่องราวคนทำดี ดีจังที่เราได้รู้จักกัน” ผมบอกพี่บวบ

แกเล่าต่อมีอีกหลายครั้งที่เป็นแบบๆ นี้ ครั้งหนึ่งก็เคยช่วยค่าเดินทางคนอื่น

“ยายเป็นคนตัวเล็กๆ แกคุยป๋อ คุยเก่ง เหมือนแม่เต่า แม่ของพ่อพี่บวบเนี้ย แต่แกเสียแล้ว เงินแกกำจนเปียกจนเหงื่อออก ควักกระเป๋าใบเล็กๆ มา แล้วก็เอาออกมานับ แล้วก็พูดออกมา ถึงบ้านอยู่ดอก 

พี่มองไปเห็นแกมีอยู่ 20-30 บาท แต่นับอยู่อย่างนั้น นับแล้วนับอีก และหันมาถามพี่บวบว่า ‘ค่ารถนี้จักบาท’ พี่เลยตอบแก ’10 บาทยาย’ แกก็งึมงำอยู่แบบนั้นจะถึงบ้านไหมหนอ แล้วก็นับอีก แกไม่ได้นับแค่ค่ารถเมล์นะแกคิดไปถึงบ้านด้วย

พอพี่บวบจะลงพี่บวบก็ทักยายไป ‘ยายคือเหมือนยายหนูแท้ หนูชอบยายเลยให้’ เพราะพี่ต้องหาเหตุผลที่จะให้เงินแก ถามว่าตัวเองมีไหม ก็ไม่ได้มีมาก แต่ว่าเราได้ช่วยเขา บางครั้งเพื่อนพี่ก็บอกมีอะไรขาย ไปหาบวบนั้นสิ คนมาช่วยให้ซื้อของ 10-20 บาทก็ช่วยเขาซื้อ เพราะมันไม่ได้ลำบากเรามาก ถามพี่ชอบทำบุญกับพระไหม พี่ทำแต่พี่ชอบทำบุญกับคนมากกว่า”

และมีเย็นช่วงหนึ่ง พี่บวบพาไปเดินที่นาช่วงเย็นพร้อมพูดแง่คิดดีๆ ให้ฟัง
“พี่ใช้เงินสูงสุดก็แค่หลักหมื่น หลักร้อย เพราะเราไม่ได้อยู่ในเมือง จริงๆ อยากได้หลักล้านนะ แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ พี่โชคดีที่มีพ่อ ปู่ย่าตาทวดเพิ่นทิ้งสมบัติและที่ดินไว้เยอะ แต่เป็นของพ่อที่แปลว่าพี่น้อง 5 คนแบบนี้ แต่ว่าเราไม่ต้องพูดถึงอนาคต เราพูดถึงปัจจุบัน” พี่บวบพูดเบาๆ

“ใช่ครับ อยู่กับตอนนี้เป็นโมเม้นท์ที่ดีที่สุดแล้ว” ผมพูดเสริม

“ใช่ค่ะพี่นมสดพูดถูก อยู่ตอนนี้ อารมณ์นี้ วันนี้” พี่บวบพูดต่อ

“ผมเพิ่งมาอยู่กับปัจจุบันจริงๆ ช่วงๆ ปีนี้เองครับ ผมเคยไปหมู่บ้านพลัม เป็นพุทธทางสายเซน เขาก็เชื่อเรื่องว่า วินาทีตอนนี้มันมีแค่ตอนนี้เท่านั้นอะไรแบบนี้ ถ้าเรามัวแต่กังวลสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เศร้ากับอดีตมันก็ไม่ช่วยอะไร เราเกิดดับตลอดเวลา อารมณ์เราเกิดดับตลอดเวลา เราก็แค่ปล่อย” ผมพูดต่อ

“อยากให้คุยกับพี่แจ๋วจัง” พี่บวบทักขึ้นมา

“พี่แจ๋วเคยบอกพี่บวบบอกว่าชีวิตคนเราเกิดมาแล้วก็ดับไป มันไม่มีอะไรแน่นอน เราคุยกันแบบสายโลกสวย คนโลกไม่สวยก็มองว่าเราไม่มีอนาคตเหรอ ไม่ฝันอย่างนี้หรอ เราก็มีฝันแต่ไม่ต้องทำให้ตัวเองเป็นทุกข์ขนาดนั้น เพราะอะไรก็ตามที่เราก้าวไปไม่ได้ ก้าวไม่ได้ก็คือไม่ได้ เราจะฝืนให้มันไม่ได้ ยิ่งเราก้าวมันก็ยิ่งลำบาก เราก้าวได้แค่ไหนเราก็ก้าวได้แค่นั้น ไปได้แค่ไหนก็แค่นั้น พี่ว่านะมันก็แค่นี้ พี่ก็กรีดยางไป ปักผ้าไป สิ่งที่พี่มีความสุขที่สุดคือการได้มานั่งในผ้า แล้วได้เดินป่า ปกติพี่ไม่รู้จักเส้นทางของป่า พี่เพิ่งมารู้คำว่าเดินป่านี้ตอนมาอยู่กับพี่เหมี่ยว เมื่อก่อนพี่ไม่เป็นแบบนี้นะ ทุกอย่างคือแบบ อยากได้อยากมี จนมาถึงจุดหนึ่งของชีวิตมาอยู่กับเพื่อนกับแจ๋วก็หันมามองตัวเอง”

พอคุยกับพี่บวบวันนี้ผมรู้สึกเลยว่าพี่บวบเป็นคนลึกซึ้งและชอบให้โอกาสผู้คน

“พี่ชอบให้โอกาสคนเนอะจากที่ผมคุยกับพี่วันนี้” ผมทักพี่บวบไประหว่างที่เรากำลังจะกลับ

“บางครั้งเรามีโอกาส บางครั้งเราก็ไม่มี” พี่บวบตอบขึ้นมา

“เรามีบางอย่างที่ทำได้ดีซึ่งมอบให้คนอื่นได้ คนอื่นก็มีสิ่งถนัดต่างกันออกไป” ผมพูดเสริม

“เหมือนงานปักพี่อาจจะปักได้ไม่ดีมาก แต่พี่อยากเป็นครู พี่คอยบอกคนที่ยังไม่มาจุดนี้ อยากให้เขาทำอย่างนี้นะ เสื้อตัวนี้ทำแบบนี้นะ เงินพี่น่ะไม่มี ถ้าอยากได้ต้องไปปักให้ภูคราม แต่พี่มีความรู้ ใครอยากรู้อะไรพี่บอกหมด”

เหตุการณ์หลากหลายทำให้นึงถึงเมืองบังบดที่พี่บวบเคยเล่า

“พี่นมสดเคยได้ยินเขากล่าวเกี่ยวกับเรื่องเมืองบังบดไหม เมืองบังบดนี้จะว่าพี่อุปโลกน์ขึ้นมาก็ได้ เขาจะเชื่อมคนที่มีเป้าหมายเดียวกัน แนวเดียวกัน ให้มาอยู่ด้วยกัน อย่างคนชั่วเขาก็จะเชื่อมให้อยู่ด้วยกัน อย่างคนที่เขาเป็นคนดี ความคิดดีๆ เขาก็จะมาอยู่ด้วยกัน” 

“ถ้าเรื่องแบบๆ นี้ผมเชื่อนะ แต่คำว่าเมืองบังบดตรงๆ ไม่เคยได้ยิน ผมเชื่อว่าคนที่แบบนิสัยคล้ายๆ กัน สนใจอะไรคล้ายๆ กันเดี๋ยวก็จะมารวมตัวกัน ผมเชื่อเรื่องจิตวิญญาณและพลังงาน”ผมตอบพี่บวบไป

“เมืองบังบดนี้เหมือนสิ่งลี้ลับ เขาจะปลดปล่อยคนดีๆ จิตใจเขาดีงาม ถึงขนาดไม่มากที่สุด ก็จะให้กลับมาอยู่ด้วยกัน เหมือนโลกมันกลม อย่างพี่เหมี่ยวมีเพื่อน บางครั้งก็มาช่วยไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรเลย มาช่วยพี่เหมี่ยวเองแบบอยากช่วย อย่างเช่นเปิดบ้าน ไม่รู้มาจากไหน เหนือเอย อีสานใต้เอย ปักใต้เอย กรุงเทพเอยยังนี้ ที่จะโคจรนำคนพวกนี้มาอยู่ด้วยกัน อย่างนี้ก็ไม่บังเอิญนะอย่างพี่นมสดมาอยู่ที่นี่ พอสรุปพี่นมสดชอบภูคราม แล้วไปรู้จักคนนู่นคนนี่ สรุปแล้ววงโคจรพี่นมสดก็คือภูคราม”


ในมุมมองของผมตอนนี้ ตั้งแต่อยู่ภูครามมาได้สักระยะใหญ่ๆ งานของพี่บวบหรือของช่างแต่ละคน คงไม่ใช่แค่ความสวยงามบนผืนผ้าที่ประกอบไปด้วยเส้นด้ายสีธรรมชาติธรรมดาๆ อีกต่อไป เราเห็นการเดินทางของเสื้อ 1 ตัว ผ่านการเห็นจิตวิญญาณในการทำงานที่กลั่นกรองจากกระบวนการคิดในหัวผ่านสายตาของช่างแต่ละคน ที่ได้เข้าป่า ได้ไปสังเกตต้นไม้ ธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งที่มาของเส้นด้ายจากต้นฝ้ายในพื้นที่ถูกนำมาเข็นและทอด้วยขั้นตอนอย่างพิถีพิถัน สีที่อยู่บนชิ้นงานที่ถูกส่งทอดมาจากเปลือกไม้ ใบไม้จริงๆ ต้มเคี่ยวจนเกิดมิติที่มากมายกว่าสี แต่ยังเห็นลึกเป็นน้ำและเนื้อของต้นนั้นๆ ด้วย

เขียนโดย นมสด