ตอนที่ 3
ความขึ้นๆ ลงๆ ของชีวิต
เหมือนจะจบเรื่องภูครามไม่ได้ถ้าไม่โยงกลับเข้ามาเป็นการเรียนรู้ของเราเอง เรารู้สึกว่าการถอดบทเรียนของภูครามเป็นประโยชน์ต่อผู้คนได้มากมายเกินกว่าจะจำกัดอยู่แค่ในแวดวงงานคราฟต์ หรือคนทำงานชุมชน ใครมองเห็นหรือสัมผัสมุมไหนได้ก็คงสามารถเก็บเกี่ยวไปปรับใช้ได้ตามความสนใจและประสบการณ์ของตัวเอง
อย่างเราผู้มีความหมกมุ่นในตัวเองก็คงจะมองเรื่อง “ความขึ้นๆ ลงๆ ของชีวิต” และการอยู่กับมัน
งานกับชุมชนคือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้คน เราว่าเราเป็นหนึ่งในคนนอกที่มีโอกาสได้พบเจอ คลุกคลี ผ่านหูผ่านตาผู้คนของภูครามมามากที่สุดคนนึง อาจจะเริ่มจากการนอกเรื่อง (นอกเรื่องจริงๆ นะ) เล่าความประทับใจส่วนตัวก่อน เป็นความประทับใจที่ยังติดตรึงมาจนถึงทุกวันนี้
สมัยแรกๆ เราไม่รู้จักใครเลย ป้าชาวบ้านก็คือป้าชาวบ้าน เราก็เดินไปตามชุมชนผ่านนาผ่านบ้านคนนั้นคนนี้ ระหว่างเดินก็คุยเรื่อยเปื่อยกับป้าคนหนึ่งไปด้วย ในใจรู้สึกว่าป้าคนนี้มีบางอย่างชวนให้นึกถึงย่าของเรา (ที่จากไปตั้งแต่เราอยู่ ป.4) ตอนจะแยกย้ายเราชมว่าเสื้อครามที่ป้าใส่สวยดี ป้าบอก เสื้อเก่าแล้ว ไว้ใส่ทำงาน เย็บซ่อมรอยขาดหลายครั้ง ชอบเหรอ แล้วป้าก็ถอดให้เราตรงนั้นเลย เฮ้ย! ให้กันง่ายอย่างนี้เลย มารู้ทีหลังว่านั่นคือ “ป้าทำ” ป้าแท้ๆ ของเหมี่ยว เป็นคนที่มีความเป็นผู้นำสูงมาก
สมัยที่ยังไม่มีสตูดิโอภูครามเรามีโอกาสได้ไปนอนบนภูหลายครั้งทั้งที่บ้านพ่อเหมี่ยวและเถียงนา ครั้งหนึ่งที่ได้ไปเถียงนาตอนกลางคืน พบแม่บิ แม่ของเหมี่ยวจอดมอเตอร์ไซค์รออยู่เหมือนอยากพูดอะไรด้วย พอเราเข้าไปใกล้ แม่เพิ่นชี้ให้ดูพระจันทร์บนฟ้าจ้า แล้วก็เล่าว่าแม่ทำแบบนี้บ่อย กลางคืนมองพระจันทร์ เชี่ย! โรแมนติกสัส ต่อมาภายหลังมีโอกาสได้คุยเรื่องนี้กับเหมี่ยว เหมี่ยวบอกว่า จริงๆ ที่เหมี่ยวชอบมองดอกไม้ ดอกหญ้า ก็น่าจะได้มาจากแม่ด้วย แม่ชี้ให้มองมาตั้งแต่เด็กๆ
แล้วก็แม่บิคนดีคนเดิมนี่แหละที่โชว์สกิลการปีนต้นไม้เก็บผลมะเกลือที่นา และดำผุดดำว่ายที่แก่งใหญ่ในฤดูน้ำหลากปีหนึ่ง สัมผัสได้จริงๆ ว่าชีวิตของแม่ผูกพันอยู่กับที่นี่จริงๆ รู้ซอกรู้มุม ไร้ความกลัวใดๆ คล่องแคล่วว่องไวเหมือนเด็กวัยรุ่น ความรักความผูกพันกับแก่งใหญ่นี้ส่งต่อมาถึงเหมี่ยว ไม่แปลกใจว่าทำไมความพยายามที่จะปกป้องแก่งใหญ่ที่เขาจะมาขุดลอกตอนนั้นถึงได้เข้มข้นนัก มันไม่ใช่แค่ทรัพยากรธรรมชาติ แต่มันเกี่ยวกับชีวิตและจิตวิญญาณ
การพบเจอ “ไข่ดาว” ครั้งแรกไม่ได้เจอที่ภูพาน แต่เจอกันที่ “แมคโครพระราม 2” ตอนนั้นเหมี่ยวพาเราไปซื้อของเพื่อเอาไปใช้ในงานของเราที่สวนลุม (งานที่เตรียมไปสู่งานสกลเฮ็ดปี 1) บังเอิญหรือกรรมบันดาลอะไรไม่รู้ ช่องที่เราจ่ายเงินมีไข่ดาวเป็นพนักงานอยู่ “พี่เหมี่ยว” เสียงไข่ดาวเรียก เอาจริงๆ ตอนนั้นเหมี่ยวยังไม่รู้ตัวเลยว่า ขาข้างหนึ่งของไข่ดาวเริ่มมาทำงานให้ภูครามแล้วผ่านการประสานงานและรับงานของแม่บิ ซึ่งต่อมาไม่นานไข่ดาวก็กลับมาอยู่สกลเต็มตัวและกลายเป็นพนักงานประจำคนแรกของภูคราม เรียกว่าเป็น “คู่บุญ” ของเหมี่ยวเลยก็คงได้ เพราะไข่ดาวทำประจำกับเหมี่ยวแบบเดี่ยวๆ ไม่มีคนอื่นเลยติดต่อกันตั้ง 2-3 ปี
กลับมาเข้าเรื่อง
ในงานถอดบทเรียน 10 ปีภูครามที่ผ่านมา ถือเป็นงานแรกที่เราได้เห็นศักยภาพของทีมงานภูครามอย่างชัดเจน เหมี่ยวบอกว่าเป็นงานที่เหมี่ยวสบายที่สุดเพราะช่วงวันงานเรื่องการจัดการเหมี่ยวแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย ทุกคนคุ้นเคยกับการเตรียมสถานที่ อาหาร รถรา การเดินทางต่างๆ ดีพอสมควรแล้ว
ในความคิดของเรา ที่มีวันนี้ได้เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาภูครามไม่ได้ทำแต่งานผ้า งานประเพณี งานลงชุมชน กิจกรรมลงแขกปลูกนั่นปลูกนี่ การเดินป่า การทำทีมฟุตบอล งานเลี้ยงภายใน การต้อนรับแขก กิจกรรมเปิดบ้าน งานบวชป่า ทำบุญกับวัด ฯลฯ ไม่มีงานไหนหรือกิจกรรมไหนไม่มีความหมายเลย ในทุกกิจกรรมไม่มากก็น้อยนั้นได้ฝึกคน ฝึกความเป็นนักจัดการ ฝึกการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ฝึกการติดต่อประสานงาน ฝึกการทำงานเป็นทีม สร้างความสามัคคี เพิ่มโอกาสให้คนเห็นข้อจำกัดหรือค้นพบศักยภาพตัวเอง
นอกจากด้านการจัดการ เรายังได้เห็นช่างทั้งหลายของภูครามในฐานะเจ้าบ้าน และกระบวนกร
สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้เลยถ้าผู้นำกระบวนการไม่มีความมั่นคง หรือพลังความจริงแท้ที่มากพอ เรารู้สึกว่าการเป็นกระบวนกรของช่างปักในวันนั้นคือการต่อยอดงานปักของเขา ช่างปักของภูครามคือนักเล่าเรื่อง เขาจะไม่มีทางสร้างงานของเขาให้ดีได้เลยถ้าเขาเข้าไม่ถึงความรู้สึกในใจของตัวเองก่อน การเข้ามาเป็นช่างปักของภูครามนั้นทำให้เขาได้สัมผัสกับธรรมชาติในใจของตัวเองตลอดเวลา ซึ่งธรรมชาติในใจนั้นก็ไม่ได้แยกออกจากธรรมชาติข้างนอกที่เป็นแรงบันดาลใจของงาน
เราว่าภูครามไม่ใช่แค่แบรนด์นะ ภูครามเป็นสถาบันด้วย
“สถาบันภูคราม” ผะว่ะ
ฟังดูยิ่งใหญ่และแบกรับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง ในงานถอดบทเรียนเราชอบนะ ที่ใครสักคนพูดทำนองว่า ภูครามทำเรื่องอนุรักษ์ธรรมชาติเป็นสิ่งที่ดี แต่งานอนุรักษ์ก็ไม่ใช่งานของภูคราม มันควรเป็นงานของอุทยาน ของป่าไม้ คือ ก็พูดทำนองว่ามันก็ไม่ควรเป็นภาระที่ภูครามต้องแบกทุกอย่างขนาดนั้น
เราว่าเรื่องการดูแลหรือพัฒนาคนก็เหมือนกัน มันดีที่การอยู่กับภูครามนั้นเอื้อให้ผู้คนมีทักษะในงาน มีรายได้ ได้อยู่บ้านกับครอบครัว มีเพื่อน มีความรู้ความเข้าใจในจิตใจตัวเองมากขึ้น มีความคิดสร้างสรรค์ ได้ฝึกสมาธิ ได้ทำงานที่มีคุณค่าต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ได้ถ่ายทอดอารมณ์ ได้แลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจ ได้บำบัดทุกข์บำรุงสุขระหว่างทำงาน ฯลฯ แต่ก็ไม่มีสถาบันไหนที่จะดูแลและตอบสนองทุกคนไปได้ทุกอย่าง ทุกคนมีเรื่องราว เส้นทาง บทเรียน และช่วงเวลาฟื้นตัวของตัวเอง
สิ่งที่เราจะเก็บเกี่ยวจากภูครามได้ นอกจากเรื่องข้างบนแล้ว เท่าที่นึกออกตอนนี้ก็คงเป็นการทำความเข้าใจชีวิตเราจากการเฝ้าดูชีวิตคนอื่น
เราก็ไม่ต่างจากหลายๆ คนที่ชื่นชมพี่บวบในเรื่องของจิตใจ พี่บวบเป็นนักสู้ที่พลังใจเปี่ยมล้น โคตรขยัน โคตรเท่ พี่บวบมีความทุกข์ทางกายเยอะมาก แต่พี่บวบเป็นคนที่พิสูจน์ให้เราเห็นว่า “ใจเป็นนาย” ของแท้ อย่างเราแค่นอนไม่พอก็ปวดหัว คิดอะไรไม่ออก ไม่อยากทำอะไร ไม่ต้องไปหวังถึงการสร้างสรรค์อะไรดีๆ เลย ดูแลอารมณ์ตัวเองให้ไม่หงุดหงิดก็ยังยาก แต่อย่างพี่บวบคือเลือกที่จะ “ไม่ให้ค่า” กับความเจ็บความง่วง ยังมีอารมณ์ปักผ้าสวยและทรงพลัง ในขณะที่วันนั้นก็ยังต้องแบ่งร่างไปทำงานอื่นอีกแปดล้านอย่าง ซึ่งจริงๆ พี่บวบก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง เจอปัญหาบางเรื่องที่ทำร้ายจิตใจแรงๆ ก็มีโอกาสได้เห็นพี่บวบช่วงที่ทุกข์หนักอยู่บ้างเหมือนกัน เจอหน้าก็เหมือนร้องไห้ ดูเฉาๆ แต่ก็ไม่นานเท่าไหร่ เจออีกที อ้าว หายแล้ว อยู่ใกล้แล้วได้พลังดีๆ อีกแล้ว
หรือเรื่องของเหมี่ยวในขณะที่อยู่ภูคราม ภูครามมักจะทำกับข้าวกินกันเองบ้าง เลี้ยงแขกคนที่มาเยือนบ้าง เวลาใครเขาถูกใจอาหารที่ได้กินก็จะพูดคุยชื่นชมกันเป็นประเด็นคึกคัก แจ่วนี้อร่อย ตำนี้แซบ ต้มนี้นัว ฯลฯ เหมี่ยวผู้เดินไปเดินมายิ้มให้กับความพอใจของผู้คนแต่กินอะไรกับเขาไม่ได้เลยเพราะร่างกายไม่รับ หลายครั้งที่มีงานเลี้ยง อาหารเต็มบ้าน ทุกคนอิ่มหนำ เราอาจจะได้เห็นเหมี่ยวเดินไปหาอะไรอย่างอื่นที่พอจะกินได้เงียบๆ อยู่คนเดียวโดยไม่เอาอะไรมาเป็นอารมณ์ เรื่องนี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับหลายคน แต่สำหรับเรา เรานึกว่าถ้าเป็นเรา เราทำอารมณ์เฉยๆ กับเรื่องนี้ไม่ง่ายเลย ต่อให้เก็บอาการภายนอกไม่ให้ใครรู้ได้ แต่ในใจถ้าไม่มีสติคงมีเผลอโมโหหิวหรือแอบน้อยใจบ้าง
การได้เห็นความเป็นไปของผู้คนในภูคราม ทำให้เราได้สังเกตุข้อจำกัดของใจตัวเอง ความคับแคบของเราอาจทำให้เรามองคนผิดไปจากความเป็นจริงได้ ชีวิตทุกคนมีการเดินทาง เราต้องค่อยๆ มอง บางคนเมื่อแรกเจอดูไม่โอเคเพราะอยู่ผิดที่ผิดทาง แต่เมื่อเขาอยู่ในที่ทางที่ใช่ปุ๊บ สิ่งดีงามต่างๆ ก็ส่องประกายออกมา บางคนเคยทำมาตรฐานไว้ดีมากๆ แต่เมื่อชีวิตติดกับดักปัญหาใหญ่ๆ ความมืดมน สิ้นหวังก็เข้าครอบงำ วันแล้ววันเล่ากว่าจะผ่านไป บางคนใช้เวลานานมากกว่าจะกลับมาได้ และพอกลับมาก็สว่างเจิดจ้าไปเลยก็มี ส่วนบางคนก็กำลังอยู่ระหว่างการต่อสู้ สู้ไปทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าจะถึงฝั่งเมื่อไหร่ มีช่วงที่พอได้หายใจหายคอ แล้วก็ถูกดึงจมลงไปใหม่ แล้วก็ดีดตัวเองขึ้นมาใหม่อย่างคนไม่ยอมแพ้
ท่ามกลางชีวิตขึ้นๆ ลงๆ ของแต่ละคน สิ่งที่เราเห็นจากผู้นำแบบเหมี่ยวคือ รับฟัง ให้กำลังใจ อะไรพอช่วยประคับประคองได้ก็ช่วยตามเหตุตามปัจจัย ให้เกียรติ และอดทนรอคน
เราเคยพูดทีเล่นทีจริงกับเหมี่ยวว่า ทำงานภูครามโคตรดี รายได้ดี ได้อยู่ใกล้บ้านก็ไม่เปลืองค่ารถค่าเช่าห้อง เวลางานก็ยืดหยุ่น มีข้าวในที่ทำงานให้กิน มีกิจกรรมที่ดีต่อใจ เจ้านายดุลูกน้องซอฟต์กว่าคนในบ้านฉันคุยเล่นกันอีก ขอทำงานด้วยหน่อย เหมี่ยวไม่รับค่ะ ฉันมันคนนอกชุมชน เข้าไปคงเป็นสิ่งแปลกปลอม เป็นปีศาจร้าย ฮ่า! อันนี้เติมเอง พอแล้ว ดึกแล้ว ไปนอน

เขียนโดย อิ๋ม

