ตอนที่ 3 : แตกต่างเหมือนกัน

ติดตามพี่โส และพี่จ๋อม ช่างปักผ้า

อื้ดด อื้ดดด~ 

เสียงโทรศัพท์สั่นขึ้นในขณะที่ฉันกำลังเตรียมแพ็คเสื้อไปส่งลูกค้าที่ไปรษณีย์กุดบาก ชื่อบนหน้าจอแจ้งเตือนคนโทรเข้าเป็นชื่อ ‘พี่จ๋อม’

“สวัสดีค่ะ” ฉันกดรับสาย

“ฮัลโหลเลเดีย นี่พี่โสนะ” เสียงจากปลายสายแว่วมา “อาบน้ำแต่งตัวหรือยัง วันนี้ว่างไหม”

“อาบน้ำแล้วค่ะ หนูกำลังจะไปส่งของให้ลูกค้าที่กุดบาก น่าจะกลับมาถึงภูครามสัก 10 โมงกว่า”

“งั้นถ้าถึงแล้วโทรมาบอกพี่นะ เดี๋ยวพี่ไปรับ”

“ได้ค่ะพี่โส” ฉันวางสาย ก่อนเตรียมของไปส่งไปรษณีย์กับ ‘พี่แน่น’ ทีมช่างย้อมของภูคราม พอเสร็จภารกิจ กลับมาถึงภูครามก็รีบโทรบอกพี่โส 

นั่งทำงานไปสักพักพี่โสก็ขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดที่หน้าบ้าน แกมาพร้อมกระเป๋าสะพายไหล่สีดำ พี่โสหยิบเสื้อออกมาเพื่อเอาไปรีด ฉันเห็นงานแล้วก็ตื่นเต้นเพราะทำไปได้เยอะมากแล้วเมื่อเทียบกับวันศุกร์ที่ผ่านมา

พอรีดผ้าเสร็จแกก็ไปเลือกเอาฝ้ายมาเพิ่มเติมเพื่อที่จะเอามาทำก้อนเมฆ เนินเขา และก้อนหิน แล้วพวกเราก็ออกเดินทางไปบ้านยายต๋อง

รถมอเตอร์ไซค์ของเราค่อย ๆ เคลื่อนเข้าใกล้บ้านยายต๋อง ฉันมองไปเห็นพี่จ๋อมนั่งปักงานของตัวเองอยู่ที่โต๊ะไม้ตัวเดิมจากไกล ๆ กระเถิบไปที่แคร่ใกล้ ๆ มียายต๋องและเพื่อนของแกนั่งเล่นอยู่ พอพี่โสจอดมอเตอร์ไซค์ ฉันก็ลงจากรถแล้วยกมือไหว้ทุกคน ส่วนพี่โสก็เดินไปนั่งข้างพี่จ๋อม หลังจากนั้นฉันจึงไปนั่งอยู่ที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามพี่ ๆ ทั้งสองที่นั่งทำงานข้างกัน

ฉันมองไปที่เสื้อของทั้งคู่ เสื้อของพี่โสมีต้นไม้สีเขียวหลายเฉดสีปักซ้อนกันเต็มไปหมด ทั้งต้นรัง ต้นเต็ง บางส่วนก็เป็นหิน เป็นพุ่มหญ้าที่มีดอกไม้น้อย ๆ มีเจ้ากระต่ายตัวน้อยสองตัว แล้วยังมีนกเกาะอยู่บนกิ่งไม้ที่สูงที่สุดบนเสื้ออีกด้วย งานปักของพี่โสเหมือนภาพที่ฉันเห็นที่ภูหลังดำเมื่ออาทิตย์ก่อนมาก และด้วยสีเขียวของต้นไม้ที่ตัดกับผืนผ้าสีครามเข้มพอดี ทำให้รายละเอียดต่าง ๆ ดูเด่นขึ้นมา

ส่วนเสื้อของพี่จ๋อมก็ปักเป็นกระท่อมเล็ก ๆ มีต้นมะละกออยู่ข้าง ๆ พร้อมกับโอ่งใส่น้ำใบใหญ่ แกเลือกใช้สีโทนน้ำตาล ซึ่งดูใกล้เคียงกับของจริงที่สุด นอกจากลวดลายที่ปักเสร็จแล้ว ฉันเห็นว่าแกเริ่มมีการร่างวิถีชีวิตของคนที่กำลังดำนา  และใช้ชีวิตประจำวันด้วยปากกาสีแดงเอาไว้บนเสื้อ เหมือนที่แกเคยบอกฉันว่าจะเอาวิถีพื้นบ้านมาใส่ในเสื้อตัวนี้

“ของพี่ตอนนี้ได้เถียงนาน้อยอันเดียว ยังบ่ทันได้เฮ็ดหยังเลย” พี่จ๋อมว่า

“หนูว่าค่อย ๆ ทำไปก็ได้นะคะ ไม่ต้องรีบดีกว่า” ด้วยความที่พี่จ๋อมเจ็บเอวอยู่ ฉันจึงเข้าใจว่าแกคงใช้เวลานั่งปักนานไม่ไหว

“พี่โสทำไวมากเลยอะ ทำนานไหมคะเนี่ย” พอหันไปมองที่พี่โสฉันจึงถามขึ้น

“ตั้งแต่ไปพู่นแล้วก็ได้เฮ็ดมาเรื่อย ๆ” พี่โสตอบ

“แล้วเป็นไงมั่ง ได้กินไหมเห็ดเผาะ” พี่จ๋อมถามฉันถึงเห็ดที่เราไปเก็บกันมาอาทิตย์ที่แล้ว

“กินแล้วค่ะ อร่อยมาก (ฉันตอบลากเสียงยาว เพราะมันอร่อยมากจริง ๆ) พี่ตั้มแกทำแกงเห็ดให้กินค่ะ”

ระหว่างที่ทั้งคู่ปักงาน พวกเราได้คุยกันเรื่องการออกบูธที่ภูครามไปด้วย เพราะสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่ภูครามไปขายของที่งาน Crafts Bangkok ที่กรุงเทพฯ ช่างทุกคนดูตื่นเต้นกับการไปออกบูธในครั้งนี้มาก พี่โส พี่จ๋อมถามฉันไม่หยุดว่าเอาอะไรไปขายบ้าง และสถานการณ์ที่กรุงเทพฯ เป็นอย่างไรบ้าง ‘งานเฮาสิได้ขายอยู่บ่น้อ’ พี่โส พี่จ๋อมพูดแซวกันเองอย่างขบขัน โดยที่ในมือก็ยังคงตั้งใจปักงานต่อไปเรื่อย ๆ

“พี่ ๆ จะปักเป็นโทนสีอะไรคะ” ฉันมองที่งานของทั้งคู่แล้วถามขึ้น

“พี่สิผสมผสาน… ณ ตอนนี้เด๊” พี่จ๋อมตอบพลางหัวเราะ “มื้อใหม่มา อาจคึดใหม่ เป็นอีกแบบนึง”

ทำเอาฉันหัวเราะไปด้วย

“วันนี้พี่ขอเอาเถียงนาน้อยนี่ก่อน” แกว่า

“ส่วนพี่ พี่ว่าแต่ละคนก็มองแตกต่างเนาะ” พี่โสออกความเห็นบ้าง
“สมมุติว่าเสื้อมันเป็นโทนนี้ อาจจะเลือกปักสีโทนเดียวกับเสื้อก็ได้ แต่พี่อยากให้มันหลากหลายสี ถ้าปักสีเดียวกันกับพื้นเสื้อพี่ว่ามันจม” 

แกหันขึ้นมามองฉัน ก่อนพูดต่อ

“ด้วยความชอบของพี่ พี่อยากให้มันเป็นหลากหลายสี แต่ก็บ่รู้ว่าจะมีคนชอบไหม แต่มันต้องมีล่ะ คนที่ชอบงานของเรา เพราะลูกค้าแต่ละคนก็บ่คือกันเนาะ”

“สีมันก็บ่งบอกแต่ละคนนะ” พวกแกทั้งคู่พูดขึ้นมาอย่างเห็นตรงกัน

” พี่ว่าแต่ละคนก็มองแตกต่างเนาะ สมมุติว่าเสื้อมันเป็นโทนนี้ อาจจะเลือกปักสีโทนเดียวกับเสื้อก็ได้ …ด้วยความชอบของพี่ พี่อยากให้มันเป็นหลากหลายสี แต่ก็บ่รู้ว่าจะมีคนชอบไหม แต่มันต้องมีล่ะ คนที่ชอบงานของเรา เพราะลูกค้าแต่ละคนก็บ่คือกัน… สีมันก็บ่งบอกแต่ละคนนะ “

“ใช่ค่า มันก็เป็นสไตล์ใคร สไตล์มันนะคะ” ฉันตอบอย่างเห็นด้วย

“พี่มองเสื้อตัวนี้คือภูหลังดำ… เหมือนเราเข้าป่าเข้าดงไปมันสิเป็นป่าทึบ แล้วทีนี้พี่ก็สิเฮ็ดก้อนเมฆ เป็นท้องฟ้าโปร่ง ก็จะดึงเอาสีนี้มาใช้อยู่” พี่โสชี้ที่สีครามอ่อนบริเวณชายเสื้อ 

ฉันพยักหน้าเข้าใจ ถึงแม้แกจะเลือกใช้สีเขียวสดหลายเฉดให้ต้นไม้ดูเด่นขึ้นมาตัดกับสีพื้นของเสื้อ แต่แกก็ยังคงดึงสีจากตัวเสื้อมาใช้ในรายละเอียดบางส่วน ทำให้งานปักดูเข้ากันกับผืนผ้า และทำให้องค์ประกอบดูกลมกลืนกันมากขึ้น

“สังเกตไหม ที่เราไปรีดน่ะ ลำต้นมันก็จะอยู่ทรง” พี่โสถามขึ้น

“มันสิบ่ย่นคือของพี่นี่” พี่จ๋อมพูดเสริมให้เห็นภาพ

“ไปรีดแล้วมาปัก เสื้อมันก็บ่หดตัว” พี่โสพูดต่อ “แต่เฮาสิรีดด้านใน รีดเอาแต่มันพอดี เพราะย่านสีมันซีด”

ระหว่างคุย พวกแกก็นั่งปักไปพลางเทียบสีฝ้ายกับตัวเสื้อไปด้วยว่าจะใช้สีอะไรในการปักส่วนไหนบ้าง

“แล้วตั้งแต่ปักกันมา ทำอะไรยากที่สุดหรอคะ”

“พี่ว่าสี และการเลือกใส่สี” พี่โสตอบ

พี่จ๋อมไม่ได้ตอบทันที แกเงยหน้าจากงานปักขึ้นมามองกองฝ้ายสีต่าง ๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย
“แม่น… บางเทือนะ เฮาคึดว่าเฮาสิปักอันนี้ แต่เฮาใส่สีบ่ถูกใจเฮาก็ตัดถิ่ม”

“อีกอย่างคือการขึ้นงานใหม่” พี่โสอธิบาย “คือเราต้องมองงานด้วย บางทีเราก็มองไม่ขาด แต่ก็รู้สึกตื่นเต้นกับงานใหม่ทุกครั้งแหละ พี่รู้สึกว่ามันท้าทาย แต่ก็มีแอบคิดว่า ‘ใส่สีอะไรไปมันสิถืกอยู่บ่น้อ’ ‘มันสิออกมาลักษณะคือหมู่อยู่บ่’ ”

“แล้วพอปักงานวิถีน่ะ บางทีมันก็บ่มีเป้าหมาย เห็นหยังก็อยากเอามาใส่ บางทีวาดไป ก็บ่ได้ปักตามที่วาด”
พี่จ๋อมเสริม เหมือนกำลังอธิบายอีกด้านหนึ่งของความยากในงานที่ไม่ได้มีแบบตายตัว

“คือเราต้องมองงานด้วย บางทีเราก็มองไม่ขาด แต่ก็รู้สึกตื่นเต้นกับงานใหม่ทุกครั้งแหละ พี่รู้สึกว่ามันท้าทาย แต่ก็มีแอบคิดว่า ‘ใส่สีอะไรไปมันสิถืกอยู่บ่น้อ’ ‘มันสิออกมาลักษณะคือหมู่อยู่บ่’ ”

“แล้วพอปักงานวิถีน่ะ บางทีมันก็บ่มีเป้าหมาย เห็นหยังก็อยากเอามาใส่ บางทีวาดไป ก็บ่ได้ปักตามที่วาด”

จากที่ฟังพวกแกคุยกัน ฉันรู้สึกว่าการปักไม่ได้ยากแค่เรื่องฝีมือ แต่ยังรวมถึงการตัดสินใจทำงานตั้งแต่เริ่มคิดงาน การเลือกสี การวางองค์ประกอบ ไปจนถึงการพิจารณาว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่สอดคล้องกับแนวทางของภูครามหรือเปล่า จึงดูเหมือนว่าพวกแกจะคอยคิดทบทวนในระหว่างทำงานอยู่เสมอ

“ไปซื้อตำบักหุ่งบ่” 

นั่งปักงานได้สักพักหนึ่งจ๋อมก็ชวนพี่โสไปซื้อกับข้าวมื้อเที่ยงมากิน พวกแกว่ามื้อนี้จะกินส้มตำ ข้าวเหนียว เป็นแบบอาหารพื้นบ้าน ระหว่างที่ทั้งสองคนออกไปซื้อ ฉันเลยนั่งคุยเล่นกับยายต๋องไปพลาง ๆ และได้นั่งดูแกนั่งถักสวิงไปด้วย ไม่นานนัก พี่โสกับพี่จ๋อมก็กลับมาพร้อมส้มตำและเกาเหลาในมือ

พวกเราปูเสื่อนั่งล้อมวงกินข้าวเที่ยงกันที่แคร่ใต้ถุนบ้าน ทุกคนต่างก็มีกระติ๊บข้าวเหนียวเป็นของตัวเองที่พกมาจากบ้าน ดูไปก็เป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่าย และเป็นกันเอง ส่วนฉันที่ไม่ได้มีกระติ๊บข้าวเหนียวเหมือนเขาเลยต้องขออาศัยข้าวเหนียวพี่โสกินไปก่อน 

พี่จ๋อมกินข้าวเสร็จก่อนใครเพื่อน แล้วแกก็ไปปักงานต่อ ส่วนฉัน พี่โสและยายต๋องยังนั่งกินกันต่ออีกสักพัก ก่อนจะช่วยกันเก็บข้าวของ หลังจากนั้นก็กลับมานั่งทำงานที่โต๊ะตัวเดิม

“งานที่ผ่าน ๆ มา พวกพี่ชอบงานไหนที่สุดหรอคะ”

“มันก็ชอบทุกงานแหละ แต่ไม่ได้เก็บรูปไว้เลย” พี่จ๋อมบอก
“ส่วนมากพี่น่ะจะปักแบบไม่ได้คิดว่าจะปักอะไร ไปเห็นกกไม้กกนี้งาม ก็อยากเอามาใส่”

“พี่ก็ชอบทุกงานนั่นแหละ แต่ถ้าถามถึงความตื่นเต้นน่ะ พี่ชอบทำงานใหม่ ๆ” พี่โสแสดงความเห็น
“ถ้าถามถึงว่าอันไหนที่เป็นงานที่พิเศษ พี่ว่าคืองานชิ้นใหญ่”

“Masterpiece เนาะ” พี่จ๋อมเห็นด้วย

“พี่ว่าช่างตื่นเต้นทุกคน เวลาได้ทำงานชิ้นใหญ่ แล้วพอได้เบิ่งของหมู่ แล้วมาเปรียบเทียบกับของเจ้าของ ก็รู้สึกเป็นแรงกระตุ้น” 

“แล้วมันจะปักแบบเก่าบ่ได้ด้วยเด๊… อารมณ์มันหมด” พี่จ๋อมว่า “เฮาคิดว่าเออ! เสื้อตัวใหม่เฮาสิปักเหมือนเดิม มันก็บ่คือเก่า”

ดูเหมือนว่าสำหรับพวกแก ความสนุกของงานไม่ได้อยู่ที่การมีงานชิ้นโปรด แต่เป็นการได้คิดและทำอะไรใหม่ ๆ มากกว่า

“อันนี้ก็กำลังพิจารณาอยู่จะไปทางใด๋เนี่ย” พี่จ๋อมหัวเราะ

“แต่ของพี่จ๋อมหนูว่าน่ารักมากเลยค่ะ” ฉันเอ่ยชม “มันมีอะไรกระจุ๊ก กระจิ๊กเยอะดี มีราวตากผ้า โอ่ง กระท่อม ดูเป็นวิถีชีวิตที่น่ารักนะคะ”

“ก็เหมือนอยู่ไฮ่อยู่นาเนาะ” แกว่า

ฉันพยักหน้าก่อนถามขึ้น

“พวกพี่เคยเจอลูกค้าที่เลือกซื้องานเราไปบ้างไหมคะ”

“เจอ ตอนเปิดบ้านน่ะ” พี่จ๋อมตอบ

“ดีใจนะ แล้วเขามาขอถ่ายรูป พี่ดีใจมากที่ได้เห็นเขาใส่เสื้อตัวเอง” พี่โสว่า

“มันปลื้มปิติ” พี่จ๋อมเสริม “มีความสุขนะที่เขาใส่เสื้อเฮา”

“เห็นเขาใส่เสื้อที่เราปัก แล้วมีแรงบันดาลใจมาก ๆ” พี่โสพูดต่อ
“เหมือนเขารักในชิ้นงานของเราน่ะ บางทีเขาก็มาเพื่อเอางานชิ้นนี้เลยนะ”

ฉันฟังแล้วก็ภูมิใจแทนพวกแก

“เวลาเปิดบ้านน่ะ รู้สึกมั๊กมัก… ลูกค้าไม่ถามราคาแล้วก็มาเลือกจับเลย” พี่โสยิ้ม

“คือตั้งใจมาซื้อเลยนะคะ” ฉันสมทบ

“ตั้งใจมาซื้อ แล้วก็มาฟังสตอรี่เรื่องราวของเสื้อ” พวกแกยิ้มอย่างมีความสุขในขณะที่มือก็ปักไปด้วย

“ปกติพอเริ่มปักแล้ว จะนั่งทำกันยาวเลยไหมคะ หรือทำไปเรื่อย ๆ แล้วค่อยพัก”

“มันแบบว่า…” พี่โสทำท่าคิด “ถ้าได้เข้างานมันก็สิบ่อยากออกนะ ถ้าออกแล้วก็บ่อยากเข้า”

ฉันพยักหน้า

“ถ้าเริ่มงานแล้วก็สิงอยู่ในงานนี่ล่ะ นั่งปักดอกไม้ดอกนี้ หิวน้ำขึ้นมา พอจะไปกินน้ำก็ ‘เดี๋ยวเอาตรงนั้นให้เสดก่อน’ ก็ยังไม่ได้ไปสักที” พี่โสตอบพลางหัวเราะออกมา
“พอได้นั่งทำงานแล้วก็นั่งจนเหงื่อออกก้น นั่งทำนานเป็นวันก็มีนะ เจ็บก้นก็ยืนปัก หรือบางทีก็นั่งปักบนเปลก็มี แล้วงานมันใช้สายตา กลางคืนก็เฮ็ดบ่ได้ สายตามันบ่ดีคือแต่เก่าแล้ว”

“โอ๊ เจ็บหลัง” พี่จ๋อมเริ่มขยับตัวเปลี่ยนท่าทางเล็กน้อย ก่อนจะไปหยิบหมอนมาอิงหลัง
“ถ้าไม่ปวดคงจะทำได้เยอะกว่านี้” แกบ่นอย่างเสียดาย

ฉันเริ่มสังเกตการใช้สีฝ้ายปักของทั้งคู่ พอมองไปยังฝ้ายที่วางอยู่เป็นกลุ่ม กับฝ้ายที่เอามาเทียบบนเสื้อ สีฝ้ายที่วางบนพื้นผิว และพื้นที่ที่แตกต่างกัน กลับให้อารมณ์ที่ต่างกันมาก ๆ บางทีฝ้ายที่กองรวม ๆ กัน ซึ่งมองดูสีสันสดใส แต่พอเอาไปปักลงบนเสื้อก็อาจจะหม่นขึ้นมาได้ หรือสีฝ้ายที่ดูหม่น พอเอามาปักบนเสื้อสีครามกลับให้ความโดดเด่นขึ้นมา เหมือนสีที่พี่โสกำลังเลือกปักตอนนี้ แกเลือกเอาสีเทาเหลือบน้ำตาลมาปักเป็นลำต้นไม้ แต่พอสีนั้นไปอยู่บนพื้นผ้าสีครามกลับโดดเด่นขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ

ระหว่างนี้ทั้งสองคนก็ค่อย ๆ ปักไปตามรูปแบบ และแนวทางของตนเอง 

พี่โสปักผ้าด้วยเส้นฝ้ายขนาดเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง บ้างก็รวบเส้นเป็นหลายเส้นในการปักครั้งเดียว ฉันสังเกตว่าพอแกเจอเส้นฝ้ายที่มีขี้ฝ้ายอยู่ ก็ตัดส่วนที่เป็นปมออกเพื่อให้ปักง่ายและเรียบร้อยขึ้น ก่อนจะปักต่อโดยที่ฝีเข็มมีความรวดเร็ว และทะมัดทะแมงมาก

พี่โสปักตัวคุณภูครามที่ชายเสื้อได้หลายตัว วิธีที่ปักจะมีการเดินเส้นเป็นลำตัว ก่อนที่จะถมฝ้ายลงไปอีกรอบเพื่อให้เกิดความแน่นและมีความนูน

บนเสื้อของแกมีต้นไม้หลากหลายชนิด ซึ่งทั้งลำต้น และใบ ต่างก็มีผิวสัมผัสที่แตกต่างกัน ฉันมองแล้วรู้สึกชอบวิธีการที่แกเลือกปักด้วยฝีเข็มหลายแบบ และใช้สีฝ้ายหลายเฉดสีแซมกันบนต้นไม้ เพราะมันทำให้ดูมีมิติเหมือนจริงขึ้นมาก

ส่วนพี่จ๋อมก็ปักไปพลางคิดไปว่าจะปักอะไรเพิ่มเติมดี พลางมีการพูดกับตัวเองเป็นระยะ  ‘ปักอิหยังต่อดีล่ะบัดนี้’ ‘ปักหมาละกันเนาะ’

พอปักแล้วไม่พอใจแกก็ตัดทิ้งแล้วปักใหม่ พี่จ๋อมจะค่อย ๆ ปักงานไปอย่างไม่รีบร้อน แต่ยังคงความทะมัดทะแมง

เสื้อของพี่จ๋อมมีเถียงนาน้อยอยู่ทางด้านขวา ซึ่งล้อมรอบไปด้วยราวตากผ้า ต้นมะละกอ คนหอบถังน้ำ อีกทั้งยังมีน้องหมาวิ่งเล่นอยู่รอบกระท่อมหลังเล็ก แกปักงานฝั่งขวาที พลางสลับไปปักฝั่งซ้ายที ซึ่งทางซ้ายของเสื้อตอนนี้มีต้นไม้ต้นใหญ่ ที่มีแสงเงาตกกระทบจากการเลือกใช้สีอ่อนและเข้มสลับกัน

การปักต้นไม้ของแกจะใช้เส้นฝ้ายทบกันหลายเส้นโดยปักถมลงไปตามภาพวาดที่ร่างเอาไว้อย่างตรงไปตรงมา พอแกเริ่มปักลำต้นเสร็จ ก็มาปักคนดำนา

ฉันมองงานของทั้งสองคนแล้วรู้สึกว่า แม้ทั้งคู่จะเป็นช่างที่ทำงานปักด้วยกันมา และมีความรวดเร็วของฝีเข็มใกล้เคียงกัน แต่ลายเส้น และเอกลักษณ์ทั้งคู่กลับต่างกัน พี่โสจะมีความทะมัดทะแมง และค่อนข้างละเอียด ดูแล้วแกจะเลือกใช้เส้นฝ้ายเล็ก-ใหญ่สลับกัน ทำให้งานดูมีมิติ มีพื้นผิวสวยงาม ขณะที่พี่จ๋อม จะเป็นคนค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ เดินเข็มไปตามรูปทรงอย่างเรียบง่าย มีความนิ่ง และตรงไปตรงมา ถ้าให้เปรียบเป็นศิลปะฉันคงนึกถึงงาน Naive Art (ศิลปะแบบไร้เดียงสา)

มองแล้วก็สะท้อนถึงคาแร็กเตอร์ของทั้งสองได้ดี นับว่าเป็นอีกวันหนึ่งที่ได้รู้จักพวกแกเพิ่มมากขึ้น ผ่านการเฝ้าสังเกตการทำงาน และการพูดคุย ทำให้เห็นว่างานปักไม่ได้เป็นเพียงผลลัพธ์ที่ปรากฏอยู่บนเสื้อ แต่เป็นร่องรอยของวิธีคิด อุปนิสัย และประสบการณ์ชีวิตด้วย

ผ่านไปไม่นานนักก็เป็นเวลาบ่ายสามโมงแล้ว พี่โสพาฉันบึ่งมอเตอร์ไซค์กลับมาส่งที่ภูคราม ก่อนจะกลับไปทำงานของตัวเองต่อ 

‘หมดไปอีกหนึ่งวันแล้วสินะ’ ฉันว่าเวลามักจะผ่านไปเร็วเสมอตั้งแต่ฉันมาอยู่ที่นี่

เขียนโดย เล