ตอนที่ 3 : มนต์สะกดภูพานจากภูคราม

“พี่วิจะเล่าถึงอารมณ์ของเมฆ เมฆนี้จะถ่ายทอดอารมณ์ความชุ่มชื่นของเสื้อกับต้นไม้ต่อเนื่องกันไป เพราะความเป็นเมฆที่ลอยมาจับตัวกันแล้วก็จะละลายลงมาเป็นแม่น้ำ พี่วิกำลังจะปักสายน้ำที่ต้นน้ำของลำน้ำอูนของเราส่วนหนึ่ง จะทำให้มันมีบรรยากาศก้อนเมฆลงมาพื้นน้ำ”

วันนี้ฉันนัดพี่วิที่นาพี่แจ๋วอีกครั้ง โดยมีน้ายืนเป็นคนมารับฉันที่ภูครามไปนาพี่แจ๋วด้วยกัน เมื่อไปถึงนาพี่แจ๋วพี่วิกำลังฝานหน่อไม้อยู่เช่นเคย วันนี้พี่วิเก็บหน่อไม้มาถึง 2 หัวใหญ่ๆ มีมะละกอที่ปอกเปลือกไว้อยู่แล้ว น้ายืนจึงเอามาสับเพื่อไว้ทำส้มตำกินกัน ส่วนพี่แจ๋วก็เดินไปเก็บยอดฟักทอง เก็บผักอีตู่มาใส่แกงหน่อไม้เหมือนเดิม หลังอิ่มจากมื้อกลางวันกันเรียบร้อย พี่วิก็หยิบเสื้อและอุปกรณ์ออกมาเตรียมปัก

“หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปกลับมาเจอกัน ก้อนเมฆก็ยังอยู่ในกลุ่มเดิม” พี่วิกางเสื้อออก  

“พี่วิจะเล่าถึงอารมณ์ของเมฆ เมฆนี้จะถ่ายทอดอารมณ์ความชุ่มชื่นของเสื้อกับต้นไม้ต่อเนื่องกันไป เพราะความเป็นเมฆที่ลอยมาจับตัวกันแล้วก็จะละลายลงมาเป็นแม่น้ำ พี่วิกำลังจะปักสายน้ำที่ต้นน้ำของลำน้ำอูนของเราส่วนหนึ่ง จะทำให้มันมีบรรยากาศก้อนเมฆลงมาพื้นน้ำ”

“ก่อนหน้านี้พี่วิไปทำอะไรมาบ้างคะ” ฉันหมายถึงอาทิตย์ที่ผ่านมาก่อนที่เราจะได้มาเจอกัน

“ทำหลายอย่าง ช่วงนี้กำลังเป็นช่วงลงนา จะหว่านข้าว ช่วยกันหว่านข้าวกับแฟน ก็จะดายหญ้าสวนมัน ไม่เยอะหรอก สวนมันเล็กๆพอได้ค่าขนมให้ลูกสาว ใช้เวลานานกว่าจะได้ขายมัน เราต้องดูแลดายหญ้าให้เขา เพราะเราไม่ได้ใช้ยาฆ่าแมลง และยาฆ่าหญ้า เลยต้องใช้เวลาสิ้นเปลืองไปกับตรงนั้นเยอะ งานปักเลยค่อนข้างจะช้าเพราะเรากำลังลงนาอยู่ค่ะ”

พี่วิพูดไปพร้อมกับเริ่มปักลายเส้นที่ชายเสื้อให้เป็นลำธาร

“ปลูกข้าวนี่เราต้องแช่ข้าวเปลือก 1 คืนก่อนหว่าน ถ้าแช่ 2 คืน ข้าวมันจะแตกสบไก่” พี่วิอธิบายวิธีปลูกข้าวของพี่วิ

“แตกสบไก่คืออะไรคะ”

“คือจะมีจมูกข้าวงอกออกมา แช่เสร็จให้เอาขึ้นมาสะเด็ดน้ำ แล้วค่อยเอาไปหว่าน ยังไม่เคยทำเหมือนกันแช่ข้าวแล้วค่อยไปหว่านเนี่ย ปีนี้ลองทำครั้งแรก กลัวมันเป็นโพงแวบอยู่” 

“โพงแวบคืออะไรคะ” ทุกคนหัวเราะกับคำว่าโพงแวบ

“คือพอแช่แล้วข้าวเปลือกมันจะปริเพื่อจะงอก แต่มันยังไม่ทันปริ แล้วถูกแดดก่อนมันก็แห้งไป” 

“อ๋อ มันฝ่อไป” ฉันเชื่อมโยงกับคำไทย

“เออ ฝ่อ ใช่ เฮาก็บ่ฮู้ภาษากลางเนาะ” พี่แจ๋วหันไปพูดกับพี่วิ

“ก็จะเสียเวลาไปเฉยๆ” พี่วิหมายถึงถ้าข้าวเปลือกฝ่อ ก็จะต้องหว่านใหม่ เสียเวลาไปอีก

“โพงแวบนี่ใช้กับคนได้ด้วยนะ เวลาใครพูดมากพูดไม่หยุด เขาเรียกคนโพงแวบ” พี่วิอธิบายเพิ่ม

“หมอนี่น่ะ” พี่แจ๋วหยุดพูดแล้วก็ทำท่าทางประกอบชี้มือไปข้างหน้าเหมือนมีคนอยู่แล้วทำมือหุบแล้วอ้า ลักษณะเหมือนไฟกระพริบ เพื่อขยายความคำว่าโพงแวบที่ใช้กับคน ฉันขำท่าทางของพี่แจ๋ว

“อีสานวันละคำ” ฉันว่าพร้อมหัวเราะ

“ได้รู้ข่าวการขายของที่งานคราฟท์ บางกอก แล้วรู้สึกยังไงบ้างคะ”

ก่อนหน้านี้ฉันเปิดรูปที่ถ่ายบูธภูครามไปออกงาน คราฟท์ บางกอก วันแรกให้ดูหลังจากทานข้าวเสร็จ

“ดีใจ แล้วก็คิดถึงคนที่เขามาซื้อเสื้อ อยากให้เขารู้ว่าชิ้นงานที่เขาได้ไปทุกชิ้น เป็นชิ้นงานที่ช่างภูครามทุกคนตั้งใจอยากจะส่งต่อให้เขาได้รู้จักถึงการที่เราอยากอนุรักษ์ เป็นงานปักที่ตั้งใจมาจากช่างภูคราม ดีใจที่งานเราได้ส่งต่อ เป็นความสุขมากที่เขาเห็นความสำคัญของเรา ดีใจมากที่งานได้ขายออกไป ถือว่าได้ช่วยเหลือชุมชนคนหมู่บ้านเรา เพราะกว่าจะเสร็จแต่ละตัวเราใช้ความพยายาม ความอดทน กับฝีเข็มที่เราได้ปักขึ้นปักลงไปเรื่อยๆ จากความตั้งใจ ขอบคุณเขามากๆ นะคะ”

พี่วิบอกด้วยรอยยิ้มอยากให้ฉันช่วยส่งต่อความรูสึกนี้ไปถึงลูกค้าทุกคน

“เสื้อตัวนี้ตอนเห็นครั้งแรกมันโดนใจ เหมือนเจอคนที่ใช่” พี่วิกลับมาพูดถึงเสื้อตัวที่กำลังปักอยู่

“…สายน้ำที่หล่อเลี้ยงคนชุมชนเฮา เอิ้นว่าหัวน้ำ หัวน้ำอยู่ภูพานเฮา จะมีลำน้ำอูน ห้วยโคนที่ผ่านหมู่บ้านของเรา บ้านนางเติ่ง ทำให้หมู่บ้านของเรามีแหล่งน้ำ มีลำธารที่หล่อเลี้ยงคนในชุมชน นาใครใกล้ห้วย ก็จะได้ดูดน้ำใส่ไร่ใส่นาประจำ เลยเอาลำธารที่เรามีความรู้สึกผูกพันอยากอนุรักษ์ลงมาใส่เสื้อผืนนี้”

“เสื้อตัวนี้จะเก็บรายละเอียดในเรื่องฝีเข็มว่าใน 10 ปี ได้พัฒนาเรื่องอะไรบ้าง ใส่ใจกับลายเส้นมากขึ้น เราจะไล่เส้นตัวนี้ให้ดูเหมือนสายน้ำไหล

สายน้ำที่หล่อเลี้ยงคนชุมชนเฮา เอิ้นว่าหัวน้ำ หัวน้ำอยู่ภูพานเฮา จะมีลำน้ำอูน ห้วยโคนที่ผ่านหมู่บ้านของเรา บ้านนางเติ่ง ทำให้หมู่บ้านของเรามีแหล่งน้ำ มีลำธารที่หล่อเลี้ยงคนในชุมชน นาใครใกล้ห้วย ก็จะได้ดูดน้ำใส่ไร่ใส่นาประจำ เลยเอาลำธารที่เรามีความรู้สึกผูกพันอยากอนุรักษ์ลงมาใส่เสื้อผืนนี้” พี่วิเล่าสลับภาษาไทยกลางบ้างอีสานบ้าง ซึ่งฉันก็เข้าใจดี และชอบเวลาที่พวกเขาพูดกันเป็นภาษาอีสานเพราะฟังดูมีเสน่ห์

“แต่ก่อนที่ยังไม่มีงานปักผ้า พี่วิ พี่แจ๋ว พี่บวบ นานๆจะมาเจอกันที จะพากันตำแจ่ว ลวกผัก กินกับปลาทอด หรืออาหารที่เราหามาได้ กินกันกลางวันแซบ ม่วน นานๆจะได้มาสังสรรค์กันแบบนั้น กับข้าวก็กับข้าวพื้นบ้าน อยู่กันแบบง่ายๆ นานๆมาเจอกันตำแจ่วเฉยๆ ก็อร่อย” พี่วิบอก

“แต่ก่อนมันไม่ได้ต้องซื้ออะไรนะ” พี่แจ๋วบอกฉัน

“คนหนึ่งเอาใบมันมา คนหนึ่งเอาผักกาดหญ้า เอามากินด้วยกัน” พี่วิต่อ 

“ได้เห็ดมาก็ไม่ได้เอาไปขายนะ เห็ดเผาะครึ่งกระหยัง (ภาชนะทำด้วยไม้ไผ่สานคล้ายกระบุงแต่ขนาดเล็กกว่า)เอามาแกงแบ่งกันกิน” พี่แจ๋วเสริม

“มาที่นี่ใหม่ๆ นั่งรถมาจากกรุงเทพ รถเขาอ้อมไปทางอุดรฯ เขาเลี่ยงทางขึ้นเขา หมู่บ้านนี้แต่ก่อนมันเหมือนหมู่บ้านปิด จะมีรถเข้าเมืองสกลฯตอนเช้าแค่รอบเดียว ตอนเย็นก็กลับขึ้นมา ต่อมาก็พัฒนาขึ้นมีวันละหลายรอบ พอเศรษฐกิจตก โควิดมา ของแพงขึ้น การเดินทางก็ลำบาก ต้องไปรถส่วนตัวของใครของมัน ไม่ใกล้ชิดติดกัน รถสองแถวก็น้อยลงๆ เหลือแต่รอบเช้า จากเคยมี 5-7 คัน ก็เหลือคันเดียว ไปกลับได้เที่ยวเดียว มีเวลาจำกัด ใครจะเข้าเมืองเวลาอื่น เจ็บไข้ได้ป่วยต้องเหมารถอย่างเดียว เดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนไปมาก”

“ใช่ เดี๋ยวนี้ใครเป็นอะไรต้องเหมารถไป รถก็หายาก ไปหาคนนั้นก็ไม่ว่าง ไปหาคนนี้ก็ไม่ว่าง ลำบาก” พี่แจ๋วเสริม

“ช่วงที่ยังไม่เกิดอุบัติเหตุช่วงต้นปีที่แล้วขายังดี เราไม่ค่อยได้ปักผ้า พักปักผ้าไปหาของป่า ดอกว่าน ดอกกระเจียว เก็บได้กิโลละ 100 ได้วันละ 3-4 โล  เก็บมาก็เอาไปส่งเขา เก็บช่วงเช้าได้เงิน 300-400 ตอนกลางคืนมีแมงกินูน ตัวใหญ่กิโลละ 300 วันหนึ่งเราก็ได้ 400-500 เฉพาะแมงกินูน” 

“แมงกินูนที่มันอยู่ในขี้ควายใช่ไหมคะ”  

“ไม่ อยู่ตามต้นไม้” 

“อ๋อ..นั่นมันแมงกุ๊ดจี่เนาะ” ฉันนึกขึ้นได้ว่าแมลงที่อยู่ตามขี้ควายชื่อแมลงกุ๊ดจี่และตัวสีดำ
“แมงกินูนนี่ตัวสีน้ำตาลใช่ไหมคะ”

“ใช่”

“เขาเอาไปทำอะไรกิน” ฉันสงสัยว่าแมลงตัวเล็กปีกแข็งจะเอามาทำอาหารอะไรได้

“ทอด คั่ว”

“กินทั้งปีกเลยเหรอคะ”

“แกะปีกออกก่อน”

“แล้วเงินจากการขายของพี่วิเอาไปทำอะไรคะ”

“ก็จดไว้แล้วเก็บใส่กระปุก รวมกันเบ็ดเสร็จเราก็ได้วันละ 700-800 บาท เราไม่ใช้เงินอันนั้น เรามีเงินหมุนเวียนของเราก็ใช้เงินนั้น ส่วนเงินขายของก็เอามาซื้อสังกะสีต่อเติมบ้าน”

“อ๋อเป็นเงินก้อนที่เวลาเราอยากจะใช้อะไรใหญ่ๆเราก็เอามาใช้” 

“ค่ะ” 

ลมเย็นพัดผ่านเถียงนาที่ฉันนอนเล่น น้ายืนหลับอยู่ถัดไปจากที่พี่วินั่ง

“ตอนที่ภูครามพาเข้าป่ามีน้องคนนึงมาสะกิด ‘พี่วิข้อยอยู่บ่ได้ มันคือมีแนวมาต้อง’” พี่วิเล่าว่าน้องที่เข้าป่าด้วยกันบอกว่าเหมือนโดนอะไรมาสัมผัสตัว

“อยู่ไสล่ะวิ” พี่แจ๋วถาม

“อยู่ต้นแหว่งฮั่นแหล่ว เขาบอก ‘ข่อยขนลุกๆ เป็นอิหยังก็บ่รู้ ข่อยไปก่อนเด้อ’ หนีออกจากฮั่นเล้ย” พี่วิบอกพี่แจ๋ว

“ที่ตรงนั้นมองเห็นแล้วมันดูลึกลับแต่ก็สวยงาม เหมือนถูกมนต์สะกดเหมือนเราได้เจอดินแดนหนึ่ง เลยเอามาใส่ในเสื้อ เป็นเหมือนควันสีเขียวๆ เหมือนเวลาแม่มดเป่ามนต์ ที่ปักต้นแหว่งนั้นส่วนตัวเห็นเหมือนต้นแหว่งนั้นมีชีวิตที่เขาอยากให้เราสื่อสารออกไป แล้วมีคนมาทักว่าดูเหมือนมีผู้หญิง 1 คนอยู่ในนั้น เขาบอกให้ลองดูดีๆ ก็ดูตามที่เขาว่าก็มองดูเหมือนผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในต้นไม้ต้นนี้ เราปักเราก็ไม่ได้มองหรอก เราแค่ปักไล่สีไป เราก็ตั้งชื่อเสื้อนั้นว่า ‘มนต์สะกดภูพานจากภูคราม’ คนที่เห็นในเพจก็มีความต้องตาต้องใจ” พี่วิเล่าไปมือก็ปักไป ตอนนี้สายน้ำจากฝีเข็มของพี่วิเริ่มไหลไปตามเสื้ออย่างกับมีชีวิต 

“รูปที่เจนถ่ายให้คือมีรากของต้นแหว่งโรยรินไหลไปตามลำธาร ต้นไม้ต้นนั้นอยู่กลางห้วย น้ำก็ไหลผ่าน ตรงนั้นคุณเหมี่ยวก็พาให้นั่งสมาธิกัน เป็นกิจกรรมถอดบทเรียน 10 ปีภูคราม มีคนมามากมาย ให้เขาได้มาเรียนรู้ร่วมกับเรา แลกเปลี่ยนกัน”

ระหว่างที่พี่วิเล่าฝนเริ่มตั้งเค้ามา เราเลยเตรียมเก็บข้าวของ เพื่อที่จะกลับภูคราม

เขียนโดย ม่านเมฆา