ตอนที่ 3 : น้ำช่วยชีวิต

“แต่ละมุมนี่พอไปเห็นต้นไม้มันก็ได้ไอเดียค่ะ อันนี้เป็นต้นประดู่ที่อยู่ทางเข้าหน้าเถียง อยากให้ต้นประดู่ต้นนั้นมาอยู่มุมเสื้อ แต่ละมุมจะมีภาพลอยมาแล้วก็จับมาในเสื้อเลยค่ะ”

น้ายืนมารับฉันที่ภูครามตามเวลานัด วันนี้เราจะไปนาพี่แจ๋วกัน เมื่อไปถึงพี่แจ๋ว พี่วิ อยู่ที่เถียงนาเรียบร้อยแล้ว กำลังตระเตรียมวัตถุดิบในการทำมื้อกลางวันกันอยู่ พี่วิฝานหน่อไม้ พี่แจ๋วไปเก็บยอดฟักทองกับใบแมงลัก ฉันกับน้ายืนพากันขึ้นมาบนเถียงนา ฉันมาที่นี่เป็นครั้งที่ 2 แล้ว จึงเริ่มคุ้นเคย น้ายืนเห็นมะละกอปอกเปลือกไว้จึงหยิบมาช่วยสับไว้ทำส้มตำ พร้อมคุยกับพี่วิไปด้วย 

สับมะละกอเสร็จ ระหว่างรอพี่วิต้มหน่อไม้ น้ายืนก็ไปหยิบเสื้อออกมาปักรอ ฉันรีบขยับเข้าไปดู

“วันนี้น้ายืนปักต้นอะไรอยู่คะ” ฉันเห็นลวดลายที่เพิ่มขึ้นมามากกว่าคราวที่แล้ว

“ปักด้านหลังเหรอคะ ทำไมถึงปักด้านหลังก่อนคะ”

“แต่ละมุมนี่พอไปเห็นต้นไม้มันก็ได้ไอเดียค่ะ อันนี้เป็นต้นประดู่ที่อยู่ทางเข้าหน้าเถียง อยากให้ต้นประดู่ต้นนั้นมาอยู่มุมเสื้อ แต่ละมุมจะมีภาพลอยมาแล้วก็จับมาในเสื้อเลยค่ะ” น้ายืนตอบพร้อมรอยยิ้ม ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกำลังคุยกับแม่บ้านญี่ปุ่น

“มันมีชีวิตของมันนะคะ แต่ละดอก ถ้าเราไม่เอาความรู้สึกใส่ เราจะไม่รู้ ดอกอูม ๆ นี้ เหมือนมันกำลังบานเต็มที่ พวกดอกเล็ก ๆ นี้ก็เหมือนมันกำลังเกิด มันเหมือนมีชีวิตขึ้นมาในป่าดอกไม้นี้ ใบไม้บางใบก็บานเต็มที่ของมัน บางอันก็กลีบเล็ก ๆ บางอันก็กำลังจะร่วงโรย มีรอยแมลงกิน เหมือนธรรมชาติค่ะ ไม่ใช่ว่าต้องสมบูรณ์ไปทั้งหมด”

“ที่นี้พอเป็นขาวในขาว กลางคืนก็ปักไม่ได้ มองเห็นไม่ชัด เพราะสีเสื้อกับสีด้ายมันกลืนกัน” น้ายืนบอกข้อจำกัดของการทำงานชิ้นนี้กับสภาพแวดล้อมที่น้ายืนอยู่ อย่างที่เคยเล่าไปว่าบ้านที่น้ายืนอยู่คือเถียงนาไม่มีไฟฟ้า ต้องใช้โคมไฟที่ชาร์จแบตเตอรี่จากโซล่าเซลล์ซึ่งให้ความสว่างไม่เพียงพอ

“เสื้อตัวนี้เป็นฝ้ายแท้ใส่แล้วจะอุ่น เวลาอากาศร้อนก็ไม่ร้อนมาก แต่ผ้าทอลักษณะนี้ต้องระวังมากเวลาปัก เพราะถ้าดึงแรงผ้าจะย่น เราต้องทำความเข้าใจผ้าด้วย เส้นฝ้ายที่เราใช้ปักแต่ละครั้งก็ไม่เหมือนกัน มีทั้งเส้นเดียว มีทั้งเส้นเกลียว” น้ายืนหยิบเส้นฝ้ายที่ใช้ปักให้ดู เห็นชัดว่ามีความต่างกัน บางแบบเป็นเส้นเดียวเล็กๆ บางแบบเป็นเส้นเล็ก 2 เส้นพันกันเป็นเกลียว

“เส้นเกลียวแบบนี้มักจะทำให้ผ้าย่นถ้าไม่ระวัง”

“เราไม่ใช้สะดึงเหรอคะ” ฉันสงสัย เพราะไม่ค่อยเห็นช่างในภูครามใช้สะดึงเวลาปักผ้ากันเลย

“ไม่ค่ะ งานใช้สะดึงไม่มีเสน่ห์ค่ะ มันเหมือนมีกรอบมาบังคับ มันไม่มีอิสระในการลงฝีเข็ม มันเหมือนถูกจำกัดไว้ เส้นด้ายเราไม่ได้โลดแล่น บางทีเราอยากจะไปต่อแต่มันติดสะดึง” ด้วยความที่น้ายืนไม่ได้ร่างเส้นหรือวาดภาพไว้ก่อน วิธีการปักของน้ายืนจึงเหมือนการลื่นไหลไปเรื่อย ๆ

“มันมีชีวิตของมันนะคะ แต่ละดอก ถ้าเราไม่เอาความรู้สึกใส่ เราจะไม่รู้ ดอกอูม ๆ นี้ เหมือนมันกำลังบานเต็มที่ พวกดอกเล็ก ๆ นี้ก็เหมือนมันกำลังเกิด มันเหมือนมีชีวิตขึ้นมาในป่าดอกไม้นี้ ใบไม้บางใบก็บานเต็มที่ของมัน บางอันก็กลีบเล็ก ๆ บางอันก็กำลังจะร่วงโรย มีรอยแมลงกิน เหมือนธรรมชาติค่ะ ไม่ใช่ว่าต้องสมบูรณ์ไปทั้งหมด แต่มันก็มีความสมบูรณ์อยู่ในนั้นนะคะ ถ้าปักใส่สะดึงมันเหมือนจำกัดอิสระของป่า”  

ฉันนั่งดูน้ายืนปักไปเรื่อย ๆ แล้วพี่บวบก็มาสมทบ ทันเวลามื้อเที่ยงพอดี เราล้อมวงกินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย อิ่มแล้วทุกคนก็แยกย้ายไปจับจองมุมของตัวเอง พี่วิหยิบเสื้อมานั่งปัก ฉันนังฟังพี่วิกับพี่แจ๋วเล่านู่นเล่านี่ โดยมีพี่บวบเสริมขึ้นมาเป็นระยะ ส่วนน้ายืนนั่งฟังไปปักผ้าไปเงียบ ๆ จังหวะที่ขำก็ได้ยินเสียงหัวเราะมาบ้าง สักพักน้ายืนย้ายที่มานั่งพักอยู่ใกล้ ๆ พี่วิ หันไปอีกทีก็เห็นน้ายืนหลับไปซะแล้ว

พักใหญ่น้ายืนก็ลุกไปเข้าห้องน้ำ ได้ยินเสียงน้ำซู่ซ่า น้ายืนกลับมาพร้อมอาการสดชื่น น้ายืนไปอาบน้ำมานั่นเอง เหมือนที่น้ายืนบอกว่าเวลาร้อนก็ให้ไปอาบน้ำ 

“น้ำนี่ช่วยชีวิตคนจริง ๆ นะ” น้ายืนมักพูดประโยคนี้บ่อย ๆ

น้ายืนหยิบผ้ามาปักอีกสักพัก ฝนตั้งเค้ามา ฉันจึงรีบขอถ่ายรูปความคืบหน้าเสื้อของน้ายืนไว้ก่อน แต่แล้วก็ไม่ทัน ฝนเทลงมาห่าใหญ่ เราจึงต้องนั่งลงรอให้ฝนซาสักพัก พี่วิไปจุดเตาถ่าน ทุกคนนั่งมองฝน ต่างคนต่างอยู่ในความคิดของตัวเอง ส่วนความคิดฉันนั้น ก็ยังติดกับคำพูดของน้ายืนว่า “น้ำช่วยชีวิต” เพราะฝนตกมาก็เท่ากับว่าชาวนาได้ถึงเวลาดำนากันแล้ว

เขียนโดย ม่านเมฆา