“…พอน้ำไหลเสร็จแล้ว เราก็จะมีต้นไม้โผล่ขึ้นมาริมน้ำหน่อย ตอนนี้ก็ได้ก้อนหิน ลำธารเสร็จพอดี แล้วก็ได้ต้นแหว่งมาต้นหนึ่ง ไม่ใหญ่ พอคราวนี้เมื่อต้นแหว่งเสร็จแล้วเราก็จะเริ่มทำป่าชื้น ในที่นี้ก็ยังไม่ทิ้งเรื่องของลำธารนี้ จะเป็นเรื่องราวของป่าที่ไปหาอยู่หากิน…”
วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน เป็นวันหยุดของภูคราม วันนี้ฉัน เลเดีย ใจดีมีแผนจะไปเที่ยวบ้านพี่วิช่วงบ่าย หลังจากไปทานมื้อกลางวันกลับมาพวกเราก็เตรียมตัวไปบ้านพี่วิกัน โดยมีเลเดียรับหน้าที่เป็นสารถีพาไป นี่เป็นครั้งแรกที่เลเดียกับใจดีได้มาบ้านพี่วิ เช้านี้พี่วิไปทำงานรับจ้าง เพิ่งกลับมาถึงเกือบบ่าย จึงกำลังอาบน้ำอยู่ ลูกสาว 2 คน น้องเบนกับน้องเบลกำลังเตรียมมื้อกลางวันให้แม่ ในฝาชีมีส้มตำถาดใหญ่ กับไข่ต้ม น้องเบนลูกสาวคนโตกำลังย่างหมู น้องเบลไปเอาน้ำให้วัว ฉันตั้งใจจะพาเลเดียและใจดีมาดูลูกแมว แต่พี่วิบอกว่าลูกแมวไปอยู่บ้านพี่สาวแล้วพร้อมกับแม่ของมัน เหลือเพียงแมวตัวผู้สีขาวนวลตัวเดียว
เราสามคนชวนกันเดินเล่นไปในที่หลังบ้านของพี่วิซึ่งต้องเดินผ่านคอกวัวตรงยาวไปจนถึงหนองน้ำ เราหลบแดดเข้าใต้กอไผ่ อากาศเย็นขึ้นทันที ทั้งที่ห่างกันแค่รอยเงา แต่บรรยากาศช่างแตกต่าง
เรากลับมาที่แคร่ที่พี่วิกำลังทานข้าวกับลูกๆ เมื่อพวกเขาทานข้าวเสร็จเราจึงชวนเด็กๆ คุยเรื่องการเรียน พี่วิดูจะภูมิใจที่ลูกทั้งสองเรียนเก่ง แล้วบอกให้เบน และเบล เอาแฟ้มผลการเรียนกับใบประกาศมาให้ดู ในแฟ้มของทั้งคู่มีใบรายงานผลการเรียนซึ่งได้เกรด 4 ทุกวิชาทั้งสองคน และมีใบประกาศเกียรติคุณในการไปแข่งขันรายการต่างๆ ทั้งด้านภาษาไทยและศิลปะ ซึ่งดูเหมือนว่าพี่สาวจะเป็นแรงบันดาลใจให้น้องในการกระตือรือร้นด้านการเรียนด้วย ความรู้สึกของพวกเราตอนนี้เหมือนครูมาเยี่ยมบ้านนักเรียน
พี่วิพูดถึงเรื่องไปรับจ้างดำนาวันนี้ พวกเราอยากเห็น พี่วิจึงชวนไปดูนาที่รับจ้าง เราจึงพาเด็กๆ ขึ้นรถเลเดียโดยมีพี่วิขี่มอเตอร์ไซค์นำไป ทางค่อนข้างวิบากเป็นดินแดง มีร่อง หลุม ที่เกิดจากน้ำเซาะ เลเดียต้องใช้ทักษะในการหลบหลีกพอสมควร
พี่วิพามาถึงเถียงนาของพี่สะใภ้ซึ่งเป็นป้าของเด็กๆ ตั้งอยู่โดดเดี่ยวด้านหน้าเป็นลานหิน บริเวณเถียงเป็นดินมีต้นไม้ร่มรื่น มีบ่อปลาด้านหลัง ลมเย็นพัดโชย อยู่ติดกับเขตของอุทยาน บรรยากาศดีมากๆ
สักพักพี่วิก็พาไปที่นาที่ดำนาไว้ สาธิตวิธีการถอนกล้าให้ดู แล้วนำไปปักดำในอีกแปลงหนึ่ง เลเดียขอลองดำนาด้วย แล้วพี่วิก็พาไปล้างขาในหนองน้ำใกล้ๆ ก่อนที่จะพาไปดูเถียงนาของพี่วิซึ่งร่มครึ้มไปด้วยแมกไม้ มีนาอยู่ใกล้ๆ ถัดจากรั้วลวดหนามไปก็เป็นเขตป่าของอุทยาน อีกด้านของเถียงนาห่างออกไปหลายเมตรพี่วิบอกว่าเป็นลำน้ำอูน
พี่วิแวะเก็บบักคร้อ หรือลูกตะคร้อที่กำลังออกลูกดกเต็มต้น ลูกตะคร้อข้างในมีเนื้อสีเหลืองเข้ม รสเปรี้ยวอมหวาน แต่ออกไปทางเปรี้ยวมากกว่า เราเก็บกันมา 1 พวงใหญ่ แล้วกลับมานั่งเล่นกับเด็กๆ ที่เถียงนาของพี่สะใภ้พี่วิ เล่นกับเด็กจนจะ 4 โมงเย็นก็ถึงเวลากลับภูคราม เราพาเด็กๆ ขึ้นรถกลับมาส่งที่บ้าน










วันที่ 17 มิถุนายน 2569 ฉันได้เจอพี่วิอีกครั้ง วันนี้พี่วิมาถึงภูครามแต่เช้า เพราะมีนัดเข้าป่ากับภูคราม พี่วิอยู่ในครัวกำลังทำส้มตำเป็นมื้อเช้าขณะกำลังรอสมาชิกคนอื่นๆ มาถึงภูคราม
วันนี้เป็นวันแรกที่ฉันจะได้ไปเดินป่ากับทีมภูคราม กิจกรรมการเดินป่านี้ ภูครามจัดเป็นประจำ เหมือนเป็นกิจวัตร เพื่อที่จะพาคนทำงานและช่างปักไปเรียนรู้ ศึกษาธรรมชาติของป่า ไว้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างงาน
เมื่อสมาชิกทุกคนมาพร้อมเราก็แบ่งกันไปขึ้นรถไถเตรียมไปที่จุดเริ่มต้นของการเดินป่า ฉันขึ้นรถคนละคันกับพี่วิ
เมื่อไปถึงจุดเริ่มต้น คุณเหมี่ยวแบ่งเราออกเป็น 3 กลุ่ม ฉันได้อยู่กลุ่มเดียวกับพี่วิและพี่แจ๋ว และเป็นกลุ่มแรกที่ได้ออกเดินก่อน เราค่อยๆ ออกเดินกันไปโดยมีพี่วิเป็นคนนำทาง ฝนเพิ่งตกไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ทำให้ยังมีความชื้นหลงเหลืออยู่บ้าง แต่วันนี้อากาศค่อนข้างร้อนและแดดแรงแต่เช้า พี่วิชี้ชวนให้ดูต้นไม้ที่ได้พบและบอกชื่อ ฉันจำได้บ้างไม่ได้บ้าง เพราะมัวแต่ถ่ายรูปดอกไม้เล็กๆ ข้างทางอยู่รั้งท้าย พอเดินตามไปสมทบกับกลุ่ม เขาก็อธิบายจบไปแล้ว และพร้อมจะเดินไปยังจุดต่อไป
เราเดินไปเจอต้นตะแบกใหญ่ หรือต้นเปลือยที่กำลังลอกคราบ โดยเปลือกนอกจะหลุดร่อน จนเหลือแต่ผิวต้นที่ขาวเกลี้ยงเกลา จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกว่าต้นเปลือยในแถบอีสานและภาคเหนือ
พี่วิพกกระหยังหรือกระบุงมาด้วย ไว้สำหรับเก็บเห็ดโดยเฉพาะ ระหว่างทางเราผ่านทุ่งหญ้าเพ็ก ที่สูงถึงสะโพก ก่อนที่จะถึงภูที่เป็นผาหินเตี้ยๆ พี่วิก็พูดขึ้น “นั่น!ไก่ป่า” ฉันกับพี่แจ๋วซึ่งอยู่ท้ายแถวกวาดสายตาหา แต่ไม่เห็น

เราเดินฝ่าดงหญ้าเพ็กจนมาถึงผาหิน แล้วค่อยปีนขึ้นไป พี่วิชวนเรานั่งพักกันตรงนี้ ระหว่างนั้นกลุ่ม 2 ที่นำโดยพี่พรรณก็ตามมาทัน ระหว่างที่พวกเขาเดินฝ่าดงหญ้าเพ็กมานั้น ก็มีไก่ป่าบินขึ้นจากพงหญ้าผ่านหน้าเราทั้ง 2 กลุ่มไป ฉันที่กำลังยกมือถือขึ้นมาจะถ่ายรูปกลุ่มที่กำลังเดินมาก็มือไม่ไวพอที่จะบันทึกภาพไว้ เพราะดันละสายตาจากจอไปมองของจริงตามนิสัยที่อยากบันทึกภาพฉับพลันไว้ด้วยตาเนื้อ แล้วก็มานึกเสียดายทีหลัง เพราะถ้ามือไวกว่านี้คงได้ภาพไก่ป่ามาฝากกัน พอกลุ่ม 2 ตามมาสมทบ เราก็เดินทางกันต่อ ล่วงหน้ากลุ่ม 2 ที่ยังพักกันอยู่
เราเดินกันมาถึงลานกระดุมทองที่พี่วิเรียก เป็นลานหญ้าสีเขียวเหลือง พี่วิชวนแวะถ่ายรูป แต่ไม่อยากให้เดินเข้าไปเหยียบย่ำในลาน เพราะจะเก็บไว้ให้กลุ่มหลังได้ดูก่อน
แล้วเราก็เดินมาเจอทุ่งหญ้าเพ็กอีกจุด ซึ่งเบื้องหน้าก็เป็นผาหินเตี้ยๆ อีกเหมือนที่ผ่านมา
“เฮ้ย! กระต่าย กระต่าย กระต่าย” พี่วิกระโดดอย่างตื่นเต้น ฉันผู้อยู่ท้ายแถว (อีกแล้ว) ไม่ทันเห็นเช่นเคย เราเดินจนมาถึงผาหินที่เรียงซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไป ที่ตรงนี้พี่รุ่งเจอเห็ดผึ้งที่ซอกหิน แล้วจึงเรียกให้พี่วิเก็บ
เราเดินต่อไปจนถึงลานหินกว้าง จึงชวนกันนั่งพัก พี่วิขอตัวไปหาเห็ด กลุ่ม 2 เดินตามมาทันอีกครั้ง เรานั่งพักกินขนมแก้หิว พี่วิหายไปพักใหญ่แล้วกลับมาพร้อมเห็ดหลากชนิดในกระหยัง


สองวันถัดมาฉันนัดพี่วิที่นาพี่แจ๋วเช่นเคย โดยมีน้ายืนมารับที่ภูคราม เมื่อไปถึงพี่วิ กับพี่แจ๋วมารออยู่แล้ว ทั้งสองกำลังนั่งปักผ้า โดยพี่แจ๋วนั่งปักอยู่บนเปลที่ประจำ
“พี่วิคะ ไม่เห็นเสื้อ 2 สัปดาห์” ฉันเริ่มบทสนทนาหลังจากวางของเสร็จ
“2 สัปดาห์ น้ำไหลไปได้ไกลเลยค่ะวันนี้” พี่วิกางเสื้อให้ฉันเห็นชัดๆ สายน้ำไหลไปตามโคนต้นไม้ที่เริ่มมีกิ่งก้านและใบ


“ช่างวิเริ่มทำน้ำไหลวันนั้นยังไม่เสร็จ พอน้ำไหลเสร็จแล้ว เราก็จะมีต้นไม้โผล่ขึ้นมาริมน้ำหน่อย ตอนนี้ก็ได้ก้อนหิน ลำธารเสร็จพอดี แล้วก็ได้ต้นแหว่งมาต้นหนึ่ง ไม่ใหญ่ พอคราวนี้เมื่อต้นแหว่งเสร็จแล้วเราก็จะเริ่มทำป่าชื้น ในที่นี้ก็ยังไม่ทิ้งเรื่องของลำธารนี้ จะเป็นเรื่องราวของป่าที่ไปหาอยู่หากิน แล้วแสงสว่างตรงนี้เราก็จะมองเห็นต้นไม้ ต้นไม้เยอะหน่อยในการอนุรักษ์ลำธารของเรา”
“เราจะไล่เส้น พอเราไล่เส้นได้แล้ว เราจะใช้สีสรรมาผสมลงไป ก็จะได้สีสรรเปลือกไม้ที่เราอยากให้เป็นเหมือนจริง” พี่วิอธิบายวิธีการทำงานของพี่วิที่ฟังดูแล้วเหมือนจิตรกรที่บรรจงใส่สีลงไปบนชิ้นงานด้วยปลายพู่กัน ผิดกันก็แต่ว่าเครื่องมือการสร้างสรรค์ของพี่วิคือเข็มกับเส้นฝ้าย และเสื้อคือผืนผ้าใบ
“นี่ต้นแหว่งเหรอคะ สวยมาก” ฉันชี้ไปที่ต้นไม้ปลายสุดของลำธาร
“ใช่ ต้นแหว่ง กับต้นไม้หลายชนิด แต่เขาก็ไม่ได้สมบูรณ์เท่าไหร่เพราะการเซาะของน้ำในลำธาร ต้นไม้น้อยต้นที่จะขึ้นตรง เพราะว่าตามลำธารเราจะมองเห็นแต่ต้นไม้ที่เอียง นอกจากต้นที่เขายืนต้นสูงใหญ่อย่างยางนา ยางดง ต้นตะแบก อยู่ใกล้น้ำแต่เขาก็มีการทรงตัวของเขาดี ต้นนี้เราจะปักเหมือนต้นนำ้นม จะมีทั้งเอนทั้งเอียงและอยู่ใกล้กับลำธารก็มี อยู่ได้ทั้งป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้น เลยเห็นความแข็งแรงของเขา ต้นน้ำนมนี่เป็นต้นขาว ต้นน้ำนมแดงที่ช่างวิชอบจะอยู่ถัดขึ้นมาจากป่าหิน เขาจะมีความทนไฟ แข็งแรง แต่เขาไม่คค่อยมีเยอะ จะมีต้นเล็กๆ ถ้าโดนไฟไหม้จะไม่ค่อยตาย แต่จะแตกกิ่งเล็กขึ้นมาแทน เหมือนพยายามที่จะต่อสู้ มีความเข้มแข็ง เขาเป็นพระเอกในป่าดิบแล้ง ต้นน้ำนมขาวไม่มีหนาม ต้นน้ำนมแดงจะมีหนาม”
ฉันไม่แน่ใจนักว่าต้นที่พี่วิเล่าจะเป็นชื่อที่ถูกต้องไหม เพราะพอฉันค้นในอินเตอร์เนตกลับพบว่าคำว่าต้นน้ำนมนั้นส่วนใหญ่จะเป็นวัชพืชที่ชื่อน้ำนมราชสีห์ แต่พี่วิพูดเป็นไม้ยืนต้น
“ที่เราไปเดินป่าหนูเห็นที่หนึ่งที่ตรงโคนโดนไฟไหม้แล้ว แต่ก็ยังมีใบออกมาเต็มเลย”
“คล้ายๆ อย่างนั้นแหละ เขาจะอยู่ได้ เขาจะอยู่กับหิน กับหญ้าเพ็ก แล้วเขาก็จะเป็นโคนไม้ที่เห็ดชอบเกิด เห็ดไคล เห็ดหอมที่คนภาคเหนือเรียก แล้วก็เห็ดแดง เห็ดน้ำหมาก”
“แปลว่าถ้าเห็นต้นนี้ถ้าไปดูใกล้ๆ อาจจะได้เห็นเห็ดเหรอคะ”
“อาจจะได้กินเห็ด”
“ก็ถึงว่ากลุ่มเรามองหาแต่ของกิน” ฉันพูดติดตลก
“เป็นวิถีการใช้ชีวิตของคนภูพานเรา ก็จะเป็นแบบเก็บอยู่เก็บกิน” พี่วิขยายความ
“พี่เหมี่ยวก็อยากให้สังเกตต้นไม้ ดูต้นไม้” พี่แจ๋วส่งเสียง
“ไอ้เรามองหาแต่ของกิน” ฉันกับพี่วิพูดขึ้นพร้อมกันแล้วก็หัวเราะ
“ขนาดเราไปป่าเรายังเห็นทั้งไก่ป่าและกระต่าย” พี่วิว่า
“คุณฮุ้งก็มากระซิบ ‘พี่แจ๋วกลุ่มเราไม่มีอะไรเลย มีแต่หาเห็ดกัน ไม่รู้จะเล่าเรื่องอะไร” พี่แจ๋วเล่าเหตุการณ์วันที่เราไปเดินป่า หลังจากนั้นพี่เหมี่ยวให้ทุกคนพูดสรุปว่าได้เห็นได้รู้จักต้นไม้อะไรบ้าง
“ข่อยก็หัว พี่เหมี่ยวก็เหลียวเบิ่ง สองคนนี้หัวเราะอะไร แกอยากให้เงียบนั่นหนา” พี่แจ๋วบอกพี่วิ
“ว่าให้ตั้งใจฟังเพื่อนพูด แต่เราก็ขำไง เพื่อนมีสาระมากเลย ได้ดูนู่นได้ดูนี่ เรามองหาแต่ของกิน พี่วิอันนี้กินได้ไหม อันนั้นกินได้ไหม” ฉันเสริม
“ต้องเอาตัวให้รอดเวลาเข้าป่า อย่างน้อยก็ได้เห็ด หรือไม่ก็ได้อะไรสักอย่างหนึ่ง”
“เลยบอกว่าคราวหน้าถ้าไปเดินป่า ให้พี่วิอยู่กลุ่มสุดท้าย ไม่อย่างนั้นเพื่อนจะไม่ได้เห็นอะไร เพราะเก็บไปก่อน” ฉันพูดแล้วขำ
“โอ้ย…ทรมาน ทำใจลำบาก” พี่วิว่า เราขำกันทั้งวง
“แล้วพี่วิเจ็บขาก็ยังไปได้อยู่เหรอคะ” ฉันนึกขึ้นได้ว่าพี่วิเคยบอกว่าขาเจ็บยังไม่หายดีจากอุบัติเหตุหลายเดือนก่อน
“ได้ พยายามไป อดเอา” อดเอา หมายถึงอดทนเอา
“ตอนที่รถล้มนี่เป็นอะไรยังไงคะ เดือนไหน”
“เมษา วันที่ 13”
“เกิดอุบัติเหตุอะไรคะ 13 เมษานี่สงกรานต์พอดีนะ”
“จะไปส่งลูกไปเล่นน้ำ เราไม่อยากไปหรอกเพราะเป็นตอนเที่ยงแดดร้อนจัด แล้วมันมีลมร้อนพัดวูบมา เราก็ขี่รถติดขอบถนนเกินไป พอลมมารู้สึกเหมือนโดนผลัก เราเลยแฉลบลงข้างทาง ทางก็ไม่มีใครหรอก ลมพัดใส่เราเฉยๆ” พี่วิเล่า
“แล้วขาเป็นอะไรมากไหมคะ ขาหักเหรอ”
“ไม่หัก แต่มันทับเส้นแล้วรู้สึกปวด เดินไม่ถนัดตรงที่หัวเข่า เพราะรถมันทับหัวเข่าพอดีเลยเดินไม่สะดวก ไปเอ็กซเรย์ดูเขาบอกว่าไม่ได้หัก แต่รู้สึกว่ามันเจ็บนานเกิน แต่ก็ไม่ได้ไปหาหมอที่โรงพยาบาลต่อ ก็รักษาตามแบบโบราณ”
“อาจจะเอ็นฉีก” ฉันสันนิษฐาน “ตอนรถล้มแล้วเดินได้ไหมคะ”
“เดินไม่ค่อยได้ เขย่งได้ แต่เจ็บ วันรุ่งขึ้นก็เดินไม่ได้”
“เอ็นฉีกแหละถ้างั้น” ฉันสรุปเทียบเคียงจากประสบการณ์ตัวเองที่เคยตกบันได
“ไปป่าคราวนี้ได้เห็นอะไรใหม่ๆ บ้างไหมคะ” ฉันถามต่อ
“เห็นกระต่าย”
“อ้าวแล้วปกติไม่เห็นเหรอคะ”
“ก็เห็นอยู่ แต่ไปกับทีมงานครั้งนี้ได้เห็นกระต่าย แบบไม่ได้เห็นคนเดียว ได้เห็นหลายคน เห็นเป็นหูเลย เป็นกระต่ายสีน้ำตาล”
“ถ้างั้นในนี้ต้องมีกระต่ายแล้วแหละ ฉันชี้ไปที่เสื้อ”
“ว่าจะให้มีอยู่สักตัว กระต่ายป่าสีน้ำตาล เขาก็อยู่ได้นะ ไม่รู้เขาไปหลบอยู่ที่ไหน น่าจะเป็นใต้ก้อนหินหรืออะไรแบบนี้ โดยมากกระต่ายเวลาเขาหลบไฟ เขาจะหลบอยู่ตรงดานหิน เพราะไฟไม่ไหม้ดานหิน เขาก็จะแอบอยู่ พอไฟไหม้เสร็จแล้วเขาถึงออกไปได้ คงประมาณนั้น” พี่วิสันนิษฐาน
“คนไม่เท่าไหร่หรอก แต่หมานี่สิ มันจะไปล่า มันเห็นสัตว์อยู่ไสมันสิไปล่า คนก็จะจับได้” พี่แจ๋วเสริม
“ถ้าพี่วิเจอกระต่าย พี่วิจะจับกินไหม”
“ก็ไม่น่าจะกินมันนะ เพราะว่ามันน่ารัก อยากให้เขาอยู่เยอะๆ มันจะได้สนุกเวลาเราไปหาของป่าแล้วเห็นเขาแล้วมีความสุข เขาก็หากินของเขาไป”
วันนี้อากาศค่อนข้างร้อน ลมก็ไม่ค่อยพัด พี่แจ๋วผิวปากเรียกลมเหมือนทุกครั้ง แต่ก็มีลมพัดมาแผ่วๆ เท่านั้น แล้วก็นิ่งไป
“พี่วิเคยกินไก่ป่าไหมคะ”
“เคยกินสิ”
“อร่อยกว่าไก่บ้านเหรอ”
“ก็รู้สึกว่าเนื้อมันแน่นและจะไม่มีมันมาก เวลาทำแกงคั่ว ก็รู้สึกว่ารสชาติมันกลมกล่อม”
“ทำไมเราไม่ได้กิน เอามาแต่ไหน” พี่แจ๋วท้วงขึ้น
“ใช้วิธีการดัก เหมือนคนโบราณ” พี่วิตอบ
“เหมือนพรานป่าเหรอคะ”
“ใช่ ดักใส่แห้ว เหมือนแห้วนกคุ้ม ที่ดักไว้เหมือนตาข่าย พอเขามาหากินแถวกับดัก ถ้าเดินผ่านโดนกับดักตาข่ายก็จะลงมาครอบเขา โดยมากจะเป็นสามีหามาให้กิน ก็คือวิถีชีวิตคนอยู่ป่า” พี่วิเล่าถึงวิถีการหากินของคนกับป่าที่ทำกันมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย
“หัวนาช่างวิจะติดเขตแนวอุทยาน ก็จะพอได้อยู่ได้กิน เพราะมีสัตว์ป่าลงมาอยู่เรื่อย เข้ามาในที่เรา บางทีเขาบินเข้ามาในสวนของเรา มากินมะม่วง กินผลไม้ในสวนเรา”
“แล้วได้ห็นอะไรใหม่ๆ อีกไหมคะ ต้นม้งต้นไม้”
“ต้นไม้ที่เรารู้สึกว่าเขาเข้มแข็ง คือเห็นต้นน้ำนมแดงแล้วมีความรู้สึกว่าเขามีกิ่งก้านสาขาที่น่ารักเหมือนการ์ตูน เหมือนภาพวาดของเด็กอะไรประมาณนี้ ใบเหมือนใบยอป่า แล้วจะมีก้านสีแดงๆ ที่แตกต่างจากคนอื่นเขา เลยอยากจะปักต้นน้ำนมแดงใส่ในเสื้อ เพราะเป็นต้นที่ดูแปลกตาและน่ารัก”
“เวลาที่พี่วิมองหาฝีเข็มใหม่ๆให้ตัวเอง พี่วิได้ศึกษาจากไหนบ้างไหมคะ ดูคลิป ดูยูทูป ดูติ๊กต่อกบ้างไหม”
“ก็ลองค่ะ แต่โดยรวมแล้วเราจะปักในลายเส้นของเรา ในแบบของเรา”
“เคยลองแล้วแล้วมันเป็นยังไงคะ”
“เคยลองทำเหมือนเขา แต่รู้สึกว่าไม่เป็นตัวเรา งานเราโดยมากเราจะเป็นวิถีป่า เราจะใช้เส้นเยอะ เขาจะปักทึบ แต่ไม่ค่อยเล่นเส้นเท่าไหร่”
“เราเลยใช้ความรู้สึกที่เราอยากปักลงไปเหรอคะ”
“เราจะไล่เส้น พอเราไล่เส้นได้แล้ว เราจะใช้สีสรรมาผสมลงไป ก็จะได้สีสรรเปลือกไม้ที่เราอยากให้เป็นเหมือนจริง” พี่วิอธิบายวิธีการทำงานของพี่วิที่ฟังดูแล้วเหมือนจิตรกรที่บรรจงใส่สีลงไปบนชิ้นงานด้วยปลายพู่กัน ผิดกันก็แต่ว่าเครื่องมือการสร้างสรรค์ของพี่วิคือเข็มกับเส้นฝ้าย และเสื้อคือผืนผ้าใบ
“ชิ้นนี้จะเสร็จไหมคะ ภายในเวลาเดือนครึ่งที่เหลือนี้”
“ก็จะพยายามให้ทัน โดยมากจะไล่เส้น ก็จะช้า”
“อันนี้ได้วาดลงอยู่เหรอคะ” ฉันเห็นบางจุดที่พี่วิร่างภาพต้นไม้ไว้
“อันนี้ต้นไม้ที่เราอยากจะปักลงไปเราก็ไล่เส้นไว้ เราจะเนาสีไว้ก่อน บางต้นอาจจะไม่ได้วาดไว้ เราก็ปักไปได้ แต่บางต้นเราอยากให้เขาอยู่ตรงนี้”
“อันนี้ไม่ได้ร่างไว้มาก่อนใช่ไหมคะ” ฉันชี้ไปที่ต้นที่ปักไปแล้ว
“เราแค่ขีดไว้ว่าเราจะทำประมาณนี้ แต่ว่าเวลาเราปักจริง ถ้าเราอยากให้เขาอ้วนกว่านี้ เราก็ปักเพิ่มลงไปจากที่เราเขียนไว้”
ใกล้เที่ยงพี่วิละมือจากการปักผ้าลุกไปทำกับข้าว โดยมีน้ายืนเป็นลูกมือ ส่วนพี่แจ๋วขอตัวกลับไปดูแม่
หลังจากมื้อกลางวัน ทุกคนกลับมานั่งปักผ้าที่เดิม ยกเว้นน้ายืนที่ต้องของีบสักหน่อย
ฉันนั่งมองวิธีการปักของพี่วิที่แทงเข็มขึ้นลงอย่างว่องไว ดูเป็นคนมั่นใจ เด็ดขาด สมกับเป็นหญิงแกร่ง



“อยากสื่อความรู้สึกที่เราทำงานชิ้นนี้มันเป็นความพิเศษ” พี่วิพูดขึ้น
“ไม่เคยมีทำได้ซ้ำสักตัวเลย อย่างตัวมนต์สะกดภูพานจากภูคราม ก็ไม่ได้เหมือนเดิม ถึงจะถ่ายรูปไว้แล้วมาทำตาม ก็ยังไม่เหมือนอยู่ดี”
“อารมณ์มันก็ไม่ได้เนาะ” ฉันเห็นด้วย
“ใช่ เพราะว่าในช่วงเวลานั้น เราคิดเห็นแต่ตรงที่เราจะปัก”


“เหนื่อยกันไหมคะ อาทิตย์ที่ผ่านมา” ฉันถามเพราะรู้สึกว่าพลังงานของทุกคนวันนี้ดูตกลงไป ไม่ดูสดใสร่าเริง กระฉับกระเฉงเหมือนครั้งก่อน หรือเพราะวันนี้ขาดพี่บวบไปฉันก็ไม่แน่ใจ
“เมื่อย ขึ้นโคก” พี่วิตอบเป็นภาษาอีสานว่าเหนื่อยอยู่ เพราะเข้าป่า
“รู้สึกว่าวันนี้ทุกคนไม่ค่อยสดชื่นสดใสกันเลย ดูเพลีย”
“มันร้อน อบอ้าว” พี่วิว่า
“วันที่กลับมานั้นพี่แจ๋วยังได้มาถางหญ้าต่ออยู่นะ” พี่แจ๋วพูดขึ้น
“ข่อยกลับไปฮอดเฮือนก่อนหมู่ เสร็จแล้วข่อยก็อาบน้ำ มาเปิดพัดลมใส่ ข่อยก็นอนหลับ ข่อยปวดขา” พี่วิบอกพี่แจ๋ว
ขณะที่นั่งคุยกันพี่วิก็ผุดไอเดียการทำธุรกิจของตัวเองขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราว ฉันจึงบอกพี่วิว่าพี่วิเป็นนักธุรกิจ คิดหาเงินเก่ง
“ถ้าเกิดลูกถามว่าทำอาชีพอะไรถึงได้เงินเยอะ ก็บอกว่าเป็นแบบแม่นี่ ตัวอย่างก็มีอยู่ให้เห็น ไม่ต้องไปมองไกลที่ไหนเลย คิดอะไรให้ได้เป็นเงินเป็นทอง” ฉันบอกพี่วิ เพราะพี่วิเคยเล่าให้ฟังว่าลูกเคยมาถามว่าทำอาชีพอะไรถึงได้เงินเดือนสูงๆ
“ขี้งัวนี่พ่อเบน ข่อยอยากให้เจ้าไปเอาขี้แกลบ ไปเอาฟาง มาก่ออิฐ เอาขี้งัวมาผสมอีเอ็มเทกากน้ำตาลหมักไว้ให้เป็นปุ๋ยหมัก แล้วกรอกใส่ถุงขาย เป็นปุ๋ยชีวภาพพร้อมใส่ต้นไม้ได้เลย เขาก็มาซื้อเรานะ กระสอบละ 200-300 บาท อะไรก็ว่าไป เจ้าก็เฮ็ดง่ายๆ แบบนี้อยู่บ้าน มันได้เงินอยู่ได๋’ ข่อยบอก ‘คนจะซื้อเราก็มีอยู่นะ คนที่เขาไม่มีงัวน่ะ เพราะเขาทำเกษตรปลูกต้นไม้ เรามีวัวตั้ง 3 ตัว ขนหญ้าให้มันกิน แล้วก็เอามูลมันมา โดยที่ไม่ได้เสียเงินเลย ทำได้ไหม เจ้าบ่ต้องไปเฮ็ดงานรับจ้าง เจ้ามารับจ้างข่อยนี่’ ข่อยก็ว่าคือนี้ เพิ่นก็หัว” พี่วิเล่าให้ฟังว่าคุยกับสามีถึงโครงการทำปุ๋ยคอกขาย แล้วคำนวนรายได้ให้ฟังเสร็จสรรพ
“อาซ้อๆ” ฉันแซว
“ทั้งๆ ที่เราก็ฮู้อยู่ว่าเฮ็ดปุ๋ยเฮ็ดจังได๋ ปุ๋ยชีวภาพที่เย็นแล้ว เราก็เอาใส่ต้นไม้ได้เลยโดยที่ไม่อันตรายกับต้นไม้ เชื่อข่อยโลดหนา ชีวิตเจ้าสิ เอ่เอ๊’ เพิ่นก็หัว” พี่วิยังเล่าถึงตอนที่คุยกับสามีให้ฟังต่อ ว่าสามีฟังแล้วก็หัวเราะ แต่เป็นหัวเราะแบบเอ็นดูภรรยา
สักพักสามีพี่แจ๋วแวะมาทานข้าวเที่ยงซึ่งมีปลาร้าปิ้ง ไข่ต้ม แจ่ว และผักลวก เขาถามว่าปลาร้าเอามาจากไหน จึงเกิดบทสนทนาเกี่ยวกับปลาร้าขึ้น
“อิแม่เฮ็ดปลาร้าแซ๊บ แซ่บ เพิ่นสิคั่วข้าวเปลือก แล้วมันสิเป็นข้าวตอก แล้วก็สิเอาไปตำ แล้วก็ฟัดเอาแต่รำอันหยาบๆ จักหน่อย มาใส่ กินปลาร้าผู้ใด๋ก็บ่คือกินปลาร้าอิแม่ บ่ลืมจักเทือรสชาตินี่” พี่วิเล่า
“ปลาร้าส้ม ปลาจ่อมอันนั้นก็อีกแบบหนึ่ง เฮ็ดปลาร้าโหน่งก็อีกแบบหนึ่ง แต่ว่านัว เอาไว้ใส่แกงหน่อไม้ เขาใส่เกลือน้อยแต่ข้าวคั่วถึง เฮ็ดนัวเฮ็ดแซ่บ บ่ได้ใส่ผงชูรสเด้ กลิ่นแรงแต่ว่าอร่อย” พี่วิสาธยายต่อ
“บ้างก็เรียกปลาร้าต้วง” พี่แจ๋วเสริม
“เหม็นแต่ไม่เน่า ต้องเซาะเกล็ดออก ถ้าบ่เซาะเกล็ดออกสิเปื่อย แช่เกลือหมักไว้ แล้วมาล้างเกลือออก เพราะน้ำเกลือนั้นเป็นน้ำคาวปลา เกลือมันช่วยดูดความคาว ปลาสิแค่นอ๊อดต๊อด” พี่วิอธิบายวิธีการเตรียมปลาก่อนหมักว่าเมื่อแช่น้ำเกลือแล้วปลาจะตัวแข็ง “แล้วมาใส่เกลืออีกหน่อย ใส่ข้าวคั่ว”
“เฮ็ดส้มเนื้อ (แหนม) เฮาฟัก (สับ) แล้วก็เอาใส่ตู้เย็นไว้ ให้น้ำเลือดออก แล้วเอาน้ำเลือดทิ่ม (ทิ้ง) มันสิบ่เหม็นคาว” พี่วิบอกเทคนิคการทำแหนมแถมให้อีกอย่าง
สามีพี่แจ๋วทานข้าวเสร็จแล้วก็กลับไปทำงานต่อ สาวๆ ก็นั่งปักผ้าเหมือนเดิม คุยเล่นกันไปให้ไม่เหงา
“ทำงานอยู่กรุงเทพฯ อยู่แต่ละที่ก็ไม่เกิน 2 ปี” พี่วิเล่าถึงชีวิตการไปทำงานเป็นลูกจ้าง
“มันเป็นยังไงคะความรู้สึก พอจะถึง 2 ปีมันจะอยากเปลี่ยนเหรอ”
“ตอนอยู่โรงงานที่เพชรเกษมคือโรงงานเขาจะปิด เจ้านายเขาจะเปลี่ยนที่ตั้งโรงงานไปอยู่แม่สอดโน่น เราก็ไม่ตามไป เราก็ไปอยู่อีกโรงงาน แล้วโรงงานนี้ก็อยากย้ายตามไปแม่สอดด้วย เราเลยไปเรียนเสริมสวย แล้วก็ไปอยู่ร้านเสริมสวย มันก็เป็นไปตามเหตุปัจจัย แล้วก็กลับมาอยู่บ้าน ขายเต้าหู้นมสดอยู่หน้าบ้านพี่บวบ ตรงนั้นจะมีต้นตะเว็นใหญ่”
“ต้นตะเว็นคือต้นอะไรคะ”
“ต้นจามจุรี ตรงนั้นจะเป็นจุดเล่นน้ำสงกรานต์ ตอนนี้เขาตัดไปแล้ว” หน้าบ้านพี่บวบอยู่ติดถนน พอมีการทำถนนต้นไม้จึงถูกตัด
“กี่โมงแล้วนี่ ไก่ขันแล้ว” พี่วิได้ยินเสียงไก่แว่วมา ฉันดูนาฟิกาในมือถือแล้วบอก
“3 จะ 4 โมงแล้วค่ะ”
“ไป งั้นเคลื่อนเถอะ เดี๋ยวลูกก็จะกลับมาจากโรงเรียนแล้ว” พี่วิชวนเก็บของกลับบ้าน ฉันกับน้ายืนเก็บสัมภาระ พี่แจ๋วบอกว่ายังจะอยู่ที่นี่ก่อน ฉันจึงร่ำลาพี่แจ๋ว ก่อนพากันลงจากเถียงนาไปขึ้นรถน้ายืนกลับภูคราม


เขียนโดย ม่านเมฆา








