“แต่ก่อนหญ้าจะมีดอกไม้ขาวๆ ดอกกระดุม แต่ตอนนี้ได้เห็นดอกสีเขียว ๆ เป็นลานหญ้า ไปถึงตรงนั้นหนูเหมี่ยวให้ถอดรองเท้าเดิน ตั้งสมาธิ ดีมาก ๆ เลย”
การพูดคุยเกี่ยวกับความคืบหน้าของงานน้ายืนวันนี้เกิดขึ้นที่เถียงนาพี่แจ๋ว แม้ว่า 2 วันที่แล้วเราจะได้เจอกันจากการไปเดินป่า แต่เราก็ไม่ได้คุยกันมากนัก เพราะอยู่คนละกลุ่มกัน น้ายืนมารับฉันที่ภูครามไปนาพี่แจ๋วเช่นเคย
“2 อาทิตย์ งานเพิ่มขึ้นมาเยอะเลยนะคะ ไวเหมือนกันนะคะ อันนี้ทำอะไรเพิ่มขึ้นมาบ้างคะ” ฉันเริ่มคำถามเมื่อน้ายืนหยิบเสื้ออกมาปัก เห็นมีดอกไม้ดอกเล็กดอกน้อยปักเต็มไปหมด
“อยากให้เห็นเป็นต้นไม้ ด้วยความที่จะปักเต็มตัวเลยเรียงเป็นดอกเล็กดอกน้อย มันจะเสริมต้นไม้ให้เด่นขึ้น เลยเลือกดอกเล็ก ๆ ให้อยู่บริเวณริม ๆ ให้มันตัดขอบ”
“มื่อนี้คือบ่เว่าอีสานคะ นี่บ่ใช่น้ายืนนี่คะ” ฉันทักน้ายืนเป็นภาษาอีสาน ที่วันนี้พูดกลางกับฉัน ปกติน้ายืนจะพูดภาษาอีสานตลอด เวลาฉันเขียนลงในเรื่องเล่าฉันได้แปลเป็นภาษากลางแล้ว เพื่อให้คนอ่านเข้าใจง่าย
“เด็กหมู่นี่มาไทยตลอด ย่านเขาได้ลื่น” น้ายืนกลับมาพูดอีสาน แล้วบุ้ยใบ้เป็นเชิงขำขัน ไปทางพี่วิ พี่แจ๋ว ที่ส่วนใหญ่พูดภาษากลางกับฉัน
“ได้ลื่นแปลว่าอีหยังคะ”
“ได้หน้าเกิน เกินหน้าเกินตา” น้ายืนพูดติดตลก พร้อมหัวเราะเขิน
“อยากสื่ออะไรหลายอย่าง แต่ด้วยข้อจำกัดว่าของเราเป็นขาวในขาว” น้ายืนกลับมาพูดถึงเสื้อที่กำลังปัก
“อันนี้น้ายืนใช้วิธีเอาเข็มคั่นไว้ให้ดอกมันหนา ๆ ใช่ไหมคะ” ฉันเห็นน้ายืนเอาเข็มคั่นไว้ตรงกลีบดอกเวลาดึงฝ้ายให้ตึง




“ไม่ค่ะ ที่เอาเข็มคั่น เพราะถ้าเรามือหนักดึงแรงผ้าจะย่น เลยต้องใช้เข็มกันน้ำหนักไว้ ด้วยความที่บางทีเราก็ไม่รู้น้ำหนักมือตัวเอง มันต้องได้เอาเข็มช่วย” น้ายืนอธิบายแล้วชี้ไปที่รอยแหว่งระหว่างลำต้นไม้ในลายปัก “อย่างตรงนี้เราพลาด เพราะดึงแรง เลยต้องตัดออกแก้ แล้วเดี๋ยวค่อยเสริมเข้าไปใหม่ เพราะผ้ามันยุ่ม ถ้าตรงนี้ยุ่ม แล้วมันก็จะยุ่มไปทั้งตัวเสื้อ เลยต้องระวังมากค่ะ” น้ายืนหมายถึงผ้าจะย่น
คุยไป ปักผ้าไปสักพักก็ได้เวลาอาหารกลางวัน ทุกคนวางมือจากการปักผ้าไปเตรียมอาหาร พี่วิติดเตาเตรียมย่างปลาร้า ลวกผัก น้ายืนหยิบแตงโมมาปอก พี่แจ๋วขอตัวไปเตรียมอาหารให้แม่ที่บ้าน
เมื่อพี่แจ๋วกลับมาพี่วิก็ตำส้มตำ เมื่อทุกอย่างพร้อมเราก็ล้อมวงกินข้าวกัน หลังมื้ออาหารทุกคนก็กลับมานั่งปักผ้า น้ายืนปรึกษาการปักกับพี่วิ แล้วให้พี่วิสอนเดินเส้นแบบพี่วิ กับลองวาดลายลงบนผ้าก่อนปัก



“คราวนี้เราไม่ได้เดินป่ากลุ่มเดียวกัน เลยไม่ได้เห็นว่าน้ายืนได้เห็นอะไรบ้าง สนุกไหม เดินป่าเป็นยังไงบ้างคะ เล่าให้หนูฟังหน่อย” ฉันชวนน้ายืนคุยหลังจากน้ายืนคุยกับพี่วิเสร็จ
“ม่วนอยู่ค่ะ เห็นป่าเต็งรัง เห็นป่าจิก ตอนนี้ยายก็กำลังปลูกต้นไม้ในที่ตัวเองอยู่ ยายเลยว่ามาถูกทางแล้วที่เราปลูกป่า หวังจะได้กินเห็ดนี่แหละค่ะ ถ้าเรามีป่าดี ไม้เราใหญ่แล้ว ถึงเราไม่ได้หวังกินเห็ดเราก็จะได้กิน เพราะว่าเห็ดมันชอบขึ้นตามป่าอยู่แล้ว สิ่งนี้ก็จะตามมาเองนั่นแหละค่ะ” ที่ของน้ายืนในอดีตเคยเป็นป่า อย่างที่เคยเล่าไปแล้วในตอนก่อน ๆ ปัจจุบันเป็นที่โล่งเพราะรุ่นปู่ รุ่นพ่อ เคยถางที่เพื่อทำนาทำไร่
“เหมือนเราสร้างแหล่งอาหารของเราไว้”
“ค่ะ แม่น เลยตัดสินใจปลูกต้นไม้ใหญ่อีกครั้ง ไปเอาต้นจิกมาวันแรกก็ลงไป 300-400 ต้น” พี่วิ พี่แจ๋วซึ่งฟังอยู่ก็ทำเสียงฮือฮา
“วันนี้ไปเอาอีก” น้ายืนพูดต่อว่าไปเอาต้นกล้ามาอีก
“ปลูกคนเดียวเลยเหรอคะ”
“บ่ค่ะ จ้างหลานปลูกด้วยค่ะ”
“ต้องใช้ดินหลายอยู่บ่” พี่แจ๋วถาม
“บ่ บ่หลาย ก็เอาลงหลุมเลย เจ้าเข้าใจคำว่าเกษตรพอเพียงอยู่บ่” น้ายืนหมายถึงไม่ต้องซื้อดินเพิ่ม ใช้วิธิขุดดินในที่แล้วหย่อนต้นกล้าลงไป แล้วค่อยกลบ
“ฤดูกาลของการปลูกข้าวจะอยู่ที่เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ประมาณ 2 เดือนนี้ ที่เขาปักกล้าดำนา แต่ตอนที่เขาเอากล้า เขาจะเริ่มเอาตอนมิถุนายน-กรกฎาคม แต่ข้าวจะออกรวงทันกันทุกปี เขาจะออกเวลาเดียวกัน”
“ต้นจิกต้นรังที่ว่าเรามาปลูก เราไปซื้อหรือว่าเอามาจากไหน” พี่วิถามขึ้น
“ไม่ได้ซื้อ เอาบัตรประชาชนไปขอเอาเลย” น้ายืนบอก
“ขอที่ไหน” พี่แจ๋วถามบ้าง
“พัฒนาชุมชนที่ 3 นี่หนา” น้ายืนแนะนำ
“พาไปหน่อย อยากได้ต้นจิก ต้นรัง มาปลูกหัวนา” พี่วิเอ่ยขึ้น
“ต้นจิก ต้นรัง หล้ายหลายแมะ ไปเลยตอนนี้มีอยู่” น้ายืนว่า
“ไปป่าคราวนี้ได้เจออะไรใหม่ ๆ บ้างไหมคะ” ฉันถาม
“เจอหลายอยู่ค่ะ เพราะเราไปส่วนมากมันเข้าหน้าแล้ง มันบ่ค่อยเห็นหยังค่ะ เห็นแต่ความแห้งแล้ง แต่นี่มันเขียวขจี เขียวหมดเลยค่ะ”
“น้ายืนไปป่ากับเขาทุกครั้งไหมคะ”
“ไปค่ะ ถ้าไม่ติดอะไรก็ไปเกือบทุกครั้งค่ะ ก็ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของแต่ละฤดูกาล”
“แล้วได้เจออะไรอีกบ้างคะ”
“แต่ก่อนหญ้าจะมีดอกไม้ขาว ๆ ดอกกระดุม แต่ตอนนี้ได้เห็นดอกสีเขียว ๆ เป็นลานหญ้า ไปถึงตรงนั้นหนูเหมี่ยวให้ถอดรองเท้าเดิน ตั้งสมาธิ ดีมาก ๆ เลย”
“ตรงที่เราไปถึงก่อนแล้วไม่ได้เข้าไป ไม่อยากเหยียบ เก็บไว้ให้เพื่อนข้างหลังดู” พี่วิบอก
“อ๋อ ตรงที่เราถ่ายรูปกัน” ฉันนึกออกถึงจุดที่น้ายืนเล่าถึง
“ตรงนั้นมันจะแตกต่างกับตอนที่หมดฝน” น้ายืนพูดต่อ
“พี่ฮุ้งอยู่ถึงเดือนตุลาไหม” พี่แจ๋วถาม
“ไม่ถึง” พี่วิตอบแทน
“ปลายฝนต้นหนาวพี่เหมี่ยวจะพาขึ้นไปอีก” พี่แจ๋วบอก
“เดี๋ยวก็มาอีกได้” ฉันบอกพี่แจ๋ว
“น้ายืนปลูกป่าแล้วทำอะไรอีกบ้างคะ”
“ตกกล้าค่ะ คือหว่านกล้า เตรียมทำนา พออายุถึง 1 เดือน เราก็ถอนกล้า แล้วก็ดำนา”
“นี่ไม่ช้ากว่าคนอื่นเหรอคะ หนูเห็นคนอื่นเขาทำกันแล้ว” ฉันเห็นนาหลายแปลงเขาเริ่มดำกันไปแล้ว
“ช้าแต่ยังทันอยู่ค่ะ เวลายังได้อยู่” น้ายืนบอก
“มันแล้วแต่พื้นที่นะพี่ฮุ้ง” พี่แจ๋วเสริม
“ใช่ค่ะ เราทำตามพื้นที่เราค่ะ”
“แต่มันก็ดูไม่ไกลจากกันเท่าไหร่นะคะ” ฉันเห็นว่านาน้ายืนกับนาพี่แจ๋วไม่ไกลกันนักและมีภูมิประเทศไม่ต่างกันมาก
“ฤดูกาลของการปลูกข้าวจะอยู่ที่เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ประมาณ 2 เดือนนี้ ที่เขาปักกล้าดำนา แต่ตอนที่เขาเอากล้า เขาจะเริ่มเอาตอนมิถุนายน-กรกฎาคม แต่ข้าวจะออกรวงทันกันทุกปี เขาจะออกเวลาเดียวกัน” พี่วิอธิบายเสริม
“เคยมีคนทำนาบอกให้จำง่าย ๆ ว่า ปลูกวันแม่ เก็บวันพ่อ แปลว่าเราเกี่ยวข้าวตอนธันวาคมใช่ไหมคะ”
“เริ่มเกี่ยวตอนพฤศจิกายน” พี่วิบอก
“วันนี้ได้ความรู้ใหม่ เราเกิดเป็นชาวนาเราไม่เคยได้ยิน เพิ่งเคยได้ยิน ปลูกวันแม่เก็บวันพ่อ” น้ายืนเอ่ยขึ้น
“อันนี้น้ายืนจะปักทั้งตัวเลยไหมคะ” ฉันกลับมาคุยเรื่องงานปักของน้ายืน
“ดูก่อนค่ะ อย่างตรงท้องฟ้าก็ต้องมีพื้นที่ให้มัน”
“เวลาปักตรงกระเป๋ายากไหมคะ”
“ไม่ยากแต่ต้องระวังค่ะ ไม่งั้นมันจะซ้อด”
“ซ้อดคืออะไรคะ”
“ทะลุ มันจะทะลุมาตรงนี้” น้ายืนยกเสื้อชี้ให้ดู
“อีสานวันละคำอีกแล้ว” ฉันได้ศัพท์ใหม่อีกแล้ว
“คราวที่แล้วคำว่าอะไรนะ” น้ายืนถาม
“แตกสบไก่กับโพงแว่บ” ฉันตอบ
“คุณฮุ้งทำไมจำได้” น้ายืนแปลกใจพร้อมขำ


น้ายืน พี่วิ พี่แจ๋ว นั่งปักผ้ากันไป คุยกันไปเป็นพัก ๆ จนเวลาล่วงเลยมาถึงบ่ายแก่ พี่วิก็ทักขึ้นมา
“กี่โมงแล้วนี่ ไก่ขันแล้ว” พี่วิได้ยินเสียงไก่แว่วมา ฉันดูนาฟิกาในมือถือแล้วบอก
“3 จะ 4 โมงแล้วค่ะ”
“ไป งั้นเคลื่อนเถอะ เดี๋ยวลูกก็จะกลับมาจากโรงเรียนแล้ว” พี่วิชวนเก็บของกลับบ้าน ฉันกับน้ายืนเก็บสัมภาระ พี่แจ๋วบอกว่ายังจะอยู่ที่นี่ก่อน ฉันจึงร่ำลาพี่แจ๋ว ก่อนพากันลงจากเถียงนาไปขึ้นรถน้ายืนกลับภูคราม


เขียนโดย ม่านเมฆา




