ตอนที่ 4 : วันพัก วันคึกคัก

ติดตามพี่โส และพี่จ๋อม ช่างปักผ้า

เสียงรถมอเตอร์ไซค์แล่นใกล้เข้ามา ฉันหันไปมองก็เห็นพี่จ๋อมขี่มอเตอร์ไซค์มารับฉันตามนัด

เมื่อวานนี้ที่ภูครามทำพิธีขึ้นเสาเอก ฉันจึงได้เจอพี่โสกับพี่จ๋อม แล้วได้นัดกันไว้ว่าจะมาเจอกันในวันนี้ พี่จ๋อมมาพร้อมเสื้อเชิ้ตตัวเอกของการติดตามงานครั้งนี้ มาถึงแกก็รีดเสื้อเพื่อให้เกิดความเรียบร้อย บนเสื้อของแกเริ่มมีลวดลายเพิ่มมากขึ้นแล้ว ทั้งทุ่งหญ้า คนดำนา เห็นแล้วก็ตื่นเต้นว่าจะเป็นยังไงต่อไป รีดผ้าเสร็จไม่นานเราก็มุ่งหน้าไปบ้านยายต๋องเหมือนทุกครั้ง

พอมาถึงพี่โสก็นั่งปักผ้าอยู่แล้ว กลายเป็นภาพประจำในทุกสัปดาห์ของฉันแล้วที่ถ้าวันไหนใครไปรับฉันที่ภูคราม พอมาถึงบ้านยายต๋องก็จะเจออีกคนนั่งปักผ้ารออยู่ ฉันลงจากมอเตอร์ไซค์แล้วก็ตรงไปที่โต๊ะทำงานตัวเดิม ไม่นาน ‘น้องพายุ’ ลูกชายพี่จ๋อมก็ปั่นจักรยานมา แกเลยขอตัวไปกับลูกชายก่อน

งานพี่โสตอนนี้เริ่มปักไปถึงด้านหน้าของเสื้อแล้ว จากที่ครั้งก่อนด้านหลังเป็นภูหลังดำที่มีต้นไม้ซ้อนกันหลายต้น ซึ่งบางต้นเป็นเพียงลำต้นที่ยังไม่ขึ้นใบ มาวันนี้ต้นไม้ทุกต้นมีใบเกือบครบแล้ว จะเหลือก็เพียงลำต้นสีน้ำตาลต้นเล็ก  ๆ ทางด้านขวาของสองสามต้นที่กำลังรอขึ้นใบ ด้านบนของเสื้อเต็มไปด้วยเมฆลอย และนกบินเต็มท้องฟ้า ส่วนด้านหน้าก็มีลำต้นที่รอการปักใบเต็มไปหมด

“ข้างหน้าจะทำเป็นต้นอะไรหรอคะ”

“เป็นต้นจิก ต้นรังบ้านเรานั่นแหละ ส่วนมากจะเป็นต้นรังที่เราไปเห็นวันนั้น ส่วนตรงนี้จะทำเป็นเนินที่เรานั่งเก็บเห็ดกัน” แกชี้ให้ดูส่วนล่างของเสื้อ
“พี่ร่างลำมันไว้ก่อน ต้นรังมันมีใบอ่อน ใบแก่ แต่ละสีก็บ่คือเดียว มีหลายมิติเนาะ ส่วนอันนี้พี่จะทำต้นเหมือดแอ”

“หนูชอบสีก้อนเมฆนี้มากเลยค่ะ” ฉันชี้ไปที่เมฆก้อนที่เป็นสีคราม และน้ำตาลสลับกัน

“เพราะวันที่เราไปมันเป็นฟ้าครึ้มเนาะ”

“ใช้สีน่ารักจังเลยค่ะ”

“ตรงแขนก็จะทำเป็นพระอาทิตย์ส่อง เพราะมันมีแสงรำไร” 

ช่วงแขนเสื้อมีการย้อมผสานกันของสีครามอ่อน ครามเข้ม และสีขาว ทุกสีบรรจบกันสวยงาม ซึ่งบนนั้นมีรอยปากกาที่ร่างพระอาทิตย์ไว้อยู่แล้ว

พี่โสเริ่มเติมใบไม้ลงบนลำต้นแต่ละต้นทางด้านหลังของเสื้อ ระหว่างที่แกนั่งทำงานก็มีญาติแกเดินไปมาหลายคน รวมถึงลูกสาวแกนั่งเล่นอยู่ที่เรือนด้านในด้วย

ไม่นานนัก ‘น้องเหมย’ ลูกสาวพี่โสก็เดินมา

“สวัสดีค่ะก่อนลูก” แกหันไปบอกลูกสาว ก่อนหันมาแนะนำฉัน “นี่ลูกสาว”

“น้องอายุเท่าไหร่แล้วคะ”

“อยู่ป.4 นางเกิดเดือนมกรา ตอนนี้สิบขวบ” 

น้องเหมยเดินไปนั่งเล่นอยู่บนแคร่ที่ฉัน พี่โส และพี่จ๋อมนั่งกินข้าวกันคราวก่อน

“เมื่อวานนี้น่ะใจดีก็มาเล่น” พี่โสเล่า
“เพิ่นขี่รถมา พี่กำลังเฮ็ดงานอยู่กับจ๋อมพอดี เลยเอิ้น ‘นุ่มนิ่มสิพาใจดีไปไส’ เพิ่นก็ว่า ‘มาเล่น มาหาพี่โสนี่แหละ’ ”

“อ๋อ ไม่น่าล่ะเมื่อวานใจดีบอกหนูอยู่ว่าเจอพี่โส พี่จ๋อมด้วยค่ะ”

“พี่ถาม ‘ฮอดไสแล้วนุ่มนิ่ม’ เพิ่นว่า ‘เป็นความลับ’ โอ๊ยน่อ…” แกหัวเราะ

นั่งคุยกันไปเรื่อยเปื่อยแกก็ถามว่าแต่ละคนปักงานไปถึงไหนแล้วบ้าง ดูแกจะตื่นเต้นกับการปักงานนี้มาก

“หนูว่าถ้าทำเสร็จครบทุกคนแล้วไปอยู่รวมกัน มันจะสวยมาก”

“อื้ม! เสื้อบางตัวพี่เหมี่ยวก็ยังไม่ขายนะ บางตัวก็เอามาจัดนิทรรศการ เก็บไว้ปีสองปี แกก็จะบอกว่า ‘พี่ยังไม่ขายนะ ขอจัดนิทรรศการก่อน’ พี่ก็ไม่รู้แกจะเอาเสื้อพวกนี้ไปจัดหรือเปล่า”

“หนูว่าเสื้อเซ็ตนี้น่าเอาไปจัดนิทรรศการมากเลยค่ะ” ฉันออกความเห็น ก่อนชี้ไปที่เสื้อพี่โส
“หนูชอบที่ต้นไม้มีการทับซ้อนกันแบบนี้นะคะ มันดูทำยากมาก”

“ช่วงที่ยากคือเฮ็ดใบน้อย” แกว่า “มันจะซ่อนยาก” 

เพราะว่าเสื้อของภูครามจะต้องดูลวดลายได้ทั้งสองด้าน การซ่อนเส้นฝ้ายในใบไม้ใบเล็กจึงค่อนข้างยากกว่าการซ่อนในรายละเอียดที่ใหญ่ ๆ

“แล้วถ้าเป็นใบที่เหมือนดอกไม้เล็ก ๆ ที่พี่กำลังทำอยู่ เราซ่อนเส้นฝ้ายยังไงอะคะ” ฉันชี้ไปที่ใบไม้ที่พี่โสกำลังปัก

“เราก็ซ่อนข้างใน อย่างนี้คือเราทำดอกติดดอก เราสามารถทำไปเรื่อยๆ โยงไปเป็นเล็ก ๆ ติดกันอย่างนี้ แล้วสุดท้ายเราก็ค่อยมาซ่อน แต่ถ้าทำใบก็ขึ้นกับว่าเราทำสองสามใบ ใบเดียวก็แล้วแต่” แกชี้ให้ดู
“ก้านนึงเราก็ทำได้สักสามสี่ดอก แล้วเราก็ค่อยซ่อนฝ้ายข้างหน้าหรือข้างหลังก็ได้”

“อ๋อ คือตอนเริ่มก็ปักทับไปเรื่อย ๆ หรอคะ” ฉันสังเกตดูจากที่แกทำ

“ใช่ปักทับไปจนสุด” 

การเริ่มปักจะเริ่มจากด้านหน้า เสียบเข็มลง แล้วแทงเข็มขึ้น ซึ่งจะเหลือเส้นฝ้ายส่วนท้าย พี่โสใช้วิธีการเก็บเส้นฝ้ายด้วยการปักลวดลายทับลงไปเพื่อซ่อนไม่ให้เห็นเส้นฝ้ายส่วนท้ายที่เหลือ

“ถ้าทำดอกเล็กก็เหมือนเราล็อคฝ้ายไว้อยู่แล้ว คือเราล็อคทั้งกลีบ” พี่โสค่อย ๆ สาธิตวิธีทำให้ฉันดู
“เฮาเบิ่งคือมันง่ายแต่มันก็บ่ง่ายเด๊ มันไม่ยากแต่ก็ไม่ง่าย”

แกตั้งใจปักใบไม้ที่มีทรงเหมือนกับดอกไม้ในมือต่อไปสักพักหนึ่ง แล้วก็ทำท่าเหมือนคิดอะไรบางอย่างก่อนพูดขึ้น

“เสื้อบางตัวสิเลือกลายของมันเองนะที่พี่คิด คือเสื้อบางตัวมันจะมีซับใน ที่เฮาสิสามารถซ่อนฝ้ายได้ ข้างหลังมันก็สิเป็นอีกแบบนึง พี่เลยคิดว่าเสื้อแต่ละตัวเขาเลือกลายของเขาที่จะมาใส่ในผืนผ้า”

ฉันนึกภาพตาม แล้วก็รู้สึกคล้อยตามแก เพราะจากการตัดเย็บ และสีสันของเสื้อผ้า บางทีสิ่งเหล่านั้นก็กำหนดได้ว่าเราจะปักไปในรูปแบบไหน

“ เสื้อบางตัวสิเลือกลายของมันเองนะที่พี่คิด คือเสื้อบางตัวมันจะมีซับใน ที่เฮาสิสามารถซ่อนฝ้ายได้ ข้างหลังมันก็สิเป็นอีกแบบนึง พี่เลยคิดว่าเสื้อแต่ละตัวเขาเลือกลายของเขาที่จะมาใส่ในผืนผ้า ”

เพราะวันนี้เป็นวันเสาร์ จึงมีเด็ก ๆ ทั้งลูกสาว หลานชาย รวมไปถึงญาติ ๆ ของพี่โสมานั่งเล่นกันที่บ้านยายต๋องหลายคน บรรยากาศในวันนี้ค่อนข้างต่างจากที่ฉันเห็นในวันธรรมดา ทุกคนนั่งเล่น ทำกิจกรรมของตัวเอง ในระหว่างที่พี่โสก็ปักผ้าไปด้วย พลางคุยเล่นกับเด็ก ๆ ไปด้วย 

เจ้าหมาตัวน้อย ตัวใหญ่ ก็วิ่งวนไปมารอบ ๆ บ้าน มีไก่เดินจิกพื้นดินหาข้าวกิน และยังมีเสียงวัวที่ร้องดังมาจากในสนามหลังบ้านยายต๋อง เป็นบรรยากาศที่คึกคักกว่าทุกครั้ง

สักพักหนึ่งพี่โสก็หันไปมองที่ท้องฟ้า

“ช่วงนี้เห็ดมันสิออกอยู่บ่…เอื้อยว่า” แกทักขึ้น ก่อนชี้ไปที่ท้องฟ้า

“ท้องฟ้ามันสิเป็นดอกกระจุก ๆ กัน เหมือนดอกไม้ที่อยู่รวมกัน เขาเอิ้นว่า ‘ฟ้าลายเห็ด’ มันเหมือนดอกเห็ดน่ะ แล้วไม่เกินสองสามวันเห็ดก็จะออก เลเดียลองสังเกตเด้อช่วงนี้น่ะ” แกพูดอย่างมีความสุข ฉันเพิ่งรู้เลยว่าเวลาที่จะไปเก็บเห็ดชาวบ้านมักจะสังเกตจากท้องฟ้า ว่าเห็ดใกล้ออกหรือยัง

“ถ้าเห็นดอกไม้เรียงอยู่เป็นกลุ่ม ๆ ในเสื้อน่ะนะ สิได้รู้ว่าอ้อ เขาปักลายดอกเห็ด” พี่โสพูดพลางหัวเราะ

ไม่นานมอเตอร์ไซค์พี่จ๋อมก็มาจอด แกเอาปลาร้ากับมะละกอมาด้วยเพื่อเอามาทำส้มตำมื้อกลางวัน พอแกเอาของมาตั้งไว้บนแคร่ไม่นานก็ออกไปซื้อน้ำแข็งอีก

ฉันหันมามองพี่โสที่นั่งปักใบไม้ไล่ไปในแต่ละต้นจนถึงด้านหน้าของเสื้อ

“ปักใบเนี่ยซ้านะ เฮ็ดใบหนา ใบพุ่มเนี่ย” แกปักอย่างใส่ใจในรายละเอียด

“เดี๋ยวรอตกแต่งนิดหน่อย” สักพักหนึ่งพี่โสก็หยุดมือก่อนจะกางเสื้อเชิ้ตออก 
“ใส่สิ่งมีชีวิตเข้าไป ทำนก ทำหนู อะไรเข้าไป ให้งานละเอียดจั๊กหน่อย… พี่น่ะสิใส่ต้นไม้ไว้ก่อน วางงานไว้ก่อนแล้วค่อยมาเก็บรายละเอียดตอนหลัง”

แกบอกฉันว่าการตกแต่งรายละเอียดของงานก็เหมือนการใส่จริตให้งาน คือสร้างภาพรวมต้นไม้ต่าง ๆ ให้เห็นเป็นผืนป่าก่อน แล้วจึงใส่รายละเอียดพวกสัตว์น้อยใหญ่เข้าไปให้งานสมบูรณ์มากขึ้น

คราวนี้พี่จ๋อมกลับมาพร้อมน้ำแข็งในมือ หลังจากเก็บของทุกอย่างเสร็จก็ดูเตรียมพร้อมจะเริ่มทำงานแล้ว แกวางข้าวของตะกร้าอุปกรณ์ใบเดิมที่ฉันคุ้นตาไว้ที่ประจำของแก แล้วจึงเริ่มเอาเสื้อขึ้นมาปัก

ก่อนหน้านี้เสื้อของพี่จ๋อมมีกระท่อมน้อยทางขวา ซึ่งรอบ ๆ กระท่อมมีต้นมะละกอ ราวตากผ้า และหมาน้อยวิ่งเล่น ส่วนทางซ้ายเป็นต้นไม้ที่มีคนดำนาอยู่ มาครั้งนี้แกปักเนินทุ่งหญ้าเพิ่มที่ช่วงกลางของเสื้อไล่ลงมาทางช่วงล่าง แกเว้นช่วงระหว่างทุ่งหญ้าให้เป็นธารน้ำ โดยใช้ประโยชน์ของสีพื้นผ้าสีครามเป็นธารน้ำไหล ตรงกลางพื้นที่ระหว่างเนินทุ่งหญ้าสองฟากฝั่งมีสะพานข้ามธารน้ำอยู่ด้วย นอกจากนี้ยังมีคนดำนาเพิ่มขึ้นเป็น 3 คนแล้ว

ฉันตั้งใจดูทั้งสองคนทำงานของตัวเอง ทั้งคู่มีความเป็นเอกลักษณ์ที่ฉันสังเกตมาตลอด คือพี่โสจะมีความคล่องแคล่วว่องไว ส่วนพี่จ๋อมค่อยเป็นค่อยไป แต่ยังคงความทะมัดทะแมง พอหันไปมองที่พี่โสตอนนี้แกดูง่วนกับการจับเสื้อ เพื่อปักใบไม้ด้านหน้าซึ่งมีลักษณะใบคล้ายกับขนนก วิธีการที่ปักก็จะไม่เหมือนกับการปักใบที่มีลักษณะเหมือนกลีบดอก

“การปักเต็มตัวก็ยากตรงการจับผ้านะ” พี่โสว่า เพราะบนผ้ามีลายปักเต็มทั่วตัวแล้ว น้ำหนักของผ้าก็เริ่มมากขึ้น จับไม่ถนัดเหมือนตอนเป็นผืนผ้าโล่ง ๆ

“เทคนิคบางคนก็อาจสิเอากางออกแล้วค่อยปัก ถ้าเป็นเสื้อสองชั้นนี่ก็จับยาก ปักยากเหมือนกัน เพราะต้องบ่ให้ทะลุ” พี่โสยกตัวอย่าง

“แล้วเลเดียสังเกตช่างแต่ละคนเด้อ เวลาปักใบ แต่ละช่างมีเทคนิคไผมัน บางคนสิขึ้นใบไปทีละข้างเหมือนพี่พรรณ พี่บวบ แต่แบบพี่สิเฮ็ดสลับสองข้าง”

“ตัวก็เฮ็ดได้” พี่จ๋อมบอกพี่โส

“มันขึ้นบ่เป็น แล้วมันบ่งาม” พี่โสตอบพี่จ๋อม ก่อนจะพูดต่อ

“แล้วใบมันสิต่างกันนะ ขึ้นสองข้างกับขึ้นข้างเดียว เฮ็ดข้างเดียวมันสิพลิ้ว ดูอ่อนไหว… การปักต้นไม้นี่มันมีหลายอย่างหลายขั้นตอน แต่ละต้นก็มีเอกลักษณ์ของเขา กว่าเราจะปักให้เลียนแบบต้นไม้จริง ๆ มันอาจจะไม่เหมือนแต่เราก็เอาให้คล้ายคลึง เทียบสีใบ เทียบลักษณะลำต้น เช่น เหมือดแอจะมีลำสีดำ ใบเล็ก ๆ” แกพูดพลางชี้ต้นไม้ในเสื้อ

” สังเกตช่างแต่ละคนเด้อ เวลาปักใบ แต่ละช่างมีเทคนิคไผมัน… กว่าเราจะปักให้เลียนแบบต้นไม้จริง ๆ มันอาจจะไม่เหมือนแต่เราก็เอาให้คล้ายคลึง เทียบสีใบ เทียบลักษณะลำต้น เช่น เหมือดแอจะมีลำสีดำ ใบเล็ก ๆ “

ระหว่างนี้พี่จ๋อมก็ร่างภาพวัว ควายบริเวณด้านล่างของเสื้อเพิ่มเติม พอร่างภาพเสร็จก็เลือกสีฝ้ายสีเหลืองอมเขียวมาปักดอกไม้ริมทุ่งหญ้า ฉันสังเกตดอกไม้ที่แกปัก แกจะใช้ฝ้ายเส้นเดียวปักพุ่มดอกไม้หลาย ๆ ดอก ถ้าเป็นดอกไม้ที่อยู่ใกล้กัน แกจะปักดอกหนึ่งเสร็จแล้วโยงไปอีกดอก เหมือนกับวิธีที่พี่โสปักใบไม้ที่มีทรงคล้ายกับดอกไม้

“เป้าหมายวันนี้ของพี่น่ะ สิทำสายน้ำให้แล้ว” แกชี้ไปที่ธารน้ำที่ไหลอยู่กลางเสื้อของแก
“แล้วสิมาทำควาย เถียงนา แล้วก็ว่าสิทำคนตกปลา… ไม่รู้จะได้ตามเป้าหรือเปล่านะ”

ฉันได้แต่เอาใจช่วยแก

“โส!” เสียงคนเรียกพี่โสดังขึ้น คุณป้าที่อยู่บ้านข้าง ๆ เรียกให้แกเอาของไปให้คุณลุงที่นา แกเลยขอตัวไปทำธุระก่อน ฉันจึงหันมาตั้งใจดูพี่จ๋อมปักงาน พี่จ๋อมชี้ตรงส่วนหน้าของเสื้อให้ฉันดู แกว่าตรงนี้จะทำเป็นลานดอกไม้ ก่อนจะค่อย ๆ ไล่ชี้ไปแต่ละส่วนว่าวาดอะไรไปแล้วบ้าง

“พี่น่ะย้ายไปย้ายมานะ ทำตรงนั้นแล้วก็มาทำตรงนี้” แกว่า “ต้องใจเย็น ปักผ้าน่ะ ถ้าใจร้อน ก็มีแต่ตัดถิ่ม”

” ต้องใจเย็น ปักผ้าน่ะ ถ้าใจร้อน ก็มีแต่ตัดถิ่ม “

พี่จ๋อมใช้สีอ่อน-เข้มในการปักหลาย ๆ ส่วน ทำให้มีมิติสวยงาม ตอนนี้ในมือแกกำลังไล่ปักดานหินข้าง ๆ ทุ่งหญ้าริมลำน้ำ

ไม่นานนักพี่โสก็กลับมา ตามมาด้วยเพื่อนบ้านที่ขี่ซาเล้ง พาหลาน กับลูกหมามาด้วย แล้วยังมี ‘พี่จ้าน’ ลูกของยายต๋องที่เพิ่งเดินเอาจานมะม่วงหาวมะนาวโห่มาให้พวกเรากินกัน

“เฮ้ย ๆ!” ทั้งฉัน และพี่โสสะดุ้งขึ้น เพราะเสียงพี่จ๋อมตะโกนเรียกลูกชายที่วิ่งเล่นกับเพื่อนอยู่ริมถนน

“ลูกผู้ชายน่ะ บ่ค่อยอยู่นิ่งเด้อ” พี่จ๋อมวางมือจากงานปักแล้วขับรถมอเตอร์ไซค์ไปดูลูกชาย ทำเอาพวกเราต่างก็หัวเราะไปตาม ๆ กัน

“ลูกเฮาบ่ค่อยไปไหน อยู่แต่เรือน” พี่โสหันไปมองน้องเหมยแล้วก็พูดขึ้น “บางทีก็นอน บางทีก็เล่นเกม เฮ็ดกับข้าวช่วยยายต๋องก็มี บางทีเฮาปักงานอยู่แกก็ถาม ‘แม่ปักอะไร’ เพิ่นก็สิมาเบิ่ง”

“แล้วน้องแม็กนั่มอยู่ไหนคะวันนี้” ฉันถามถึงลูกชายอีกคนของพี่โส

“นู่น แม็กนั่มน่ะนั่งอยู่นู่น อยู่ที่เรือน” แกชี้ไปที่บ้านของตัวเอง

แล้วก็ถึงเวลากินข้าว พี่จ๋อมกลับมาพร้อมกับลูกชาย รอบนี้แกเอามะม่วงมาด้วย 

“ว่าสิทอดไก่แล้วมันน้ำมันพืชที่บ้านเหมิด” พี่จ๋อมว่าอย่างเสียดาย ที่มื้ออาหารมื้อนี้จะไม่มีไก่ทอดตามที่คิดไว้

ฉันและพี่โสละมือจากการทำงานของตัวเอง พวกเราทุกคนก็พากันเตรียมปูเสื่อ และช่วยกันยกกับข้าวจากครัวยายต๋องออกมาวางที่แคร่ วันนี้ยายต๋องทำแกงหน่อไม้หม้อใหญ่ แบ่งใส่ชามหลายชาม เพื่อเอาไปแจกจ่ายญาติ ๆ ที่อยู่บ้านข้าง ๆ กัน ครั้งนี้ทุกคนมีกระติ๊บข้าวเหนียว แยกเป็นของแต่ละบ้านเตรียมมาเหมือนเดิม

พอเตรียมของเสร็จแล้วทุกคนก็มารวมตัว ทั้งพี่จ๋อม พี่โส ฉัน น้องพายุ เพื่อนน้องพายุ น้องเหมย หลานพี่โส พี่จ้าน ยายต๋อง และคุณป้าที่เป็นญาติอีกคนของพี่โสมานั่งล้อมวงกินข้าวด้วยกันเป็นวงใหญ่ กับข้าวมื้อนี้มีส้มตำกับแกงหน่อไม้ ตบท้ายด้วยมะม่วงจากพี่จ๋อม และมะม่วงหาวมะนาวโห่จากพี่จ้าน

หลังกินข้าว พี่ ๆ ทั้งสองเริ่มย้ายที่นั่งปักกันคนละมุม พี่โสนั่งประจำโต๊ะตัวเดิม ส่วนพี่จ๋อมเอาเก้าอี้ชายหาดในสวนมานั่งปักเพราะปวดหลัง

“เสาร์ อาทิตย์นี่บ่ได้อยู่เฉยดอก ต้องดูลูกบ้าง ซักผ้าให้ลูกบ้าง” แกบ่น “งานก็บ่ได้เป็นรูปเป็นร่างเล้ย… ดูแลลูกชายนำ” ฉันก็หัวเราะอย่างเอ็นดูแก

“พอกินอิ่มแล้วหนังตามันก็หย่อนเนาะ” พี่โสพูดขึ้น

“ถ้าเลเดียบ่อยู่น่ะ เจ้านอนแล้ว” พี่จ๋อมแซว

“ปักนาน ๆ น่ะเจ็บเอ็นคอ” พี่โสเริ่มเอ็ด

“มันต้องหยุดพักบ้างเนอะคะ” ฉันว่า

“อื้อ…แต่พอได้เข้าแล้วบ่ค่อยอยากออก พอได้ลุกไปแล้วมันสิบ่อยากเข้า… เหมือนเอื้อยจ๋อมน่ะ ได้ลุกแล้วก็บ่ได้มาง่าย” แกแซวพี่จ๋อมกลับ ทำเอาฉันหัวเราะ

เสื้อของพี่จ๋อม

บนเสื้อของทั้งคู่เริ่มสมบูรณ์ขึ้น ต้นไม้ที่อยู่ด้านหลังเสื้อของพี่โสมีใบครบทุกต้นแล้ว เริ่มสมบูรณ์เหมือนกับภูหลังดำที่เราไปด้วยกันครั้งก่อนมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนเสื้อของพี่จ๋อมยังไม่ได้บรรลุตามเป้าหมายที่ว่าจะปักควาย และคนตกปลาเพิ่ม ด้วยความที่แกต้องออกไปจัดการนู่นนี่หลายอย่าง แต่แกก็ทำธารน้ำเป็นรูปเป็นร่างแล้ว เสียดายที่วันนี้ฉันยังไม่ได้พูดคุยกับพี่จ๋อมสักเท่าไหร่เพราะแกต้องทำธุระ ทั้งดูแลลูกชาย และออกไปซื้อนู่นซื่อนี่เพื่อมาเตรียมเป็นอาหารกลางวัน

บรรยากาศวันเสาร์ที่บ้านพี่โส และพี่จ๋อมคึกคักกว่าที่ฉันคิดไว้มาก สนุกไม่แพ้กับการไปโคกเลย

ทุกคนมารวมตัวกันอยู่ที่ใต้ถุนบ้านยายต๋อง เป็นบรรยากาศที่ทั้งวุ่นวาย ทั้งสนุก มีเสียงคุย เสียงเด็กเล่น เสียงหมาตัวใหญ่ไล่เห่าหมาตัวเล็ก เสียงไก่ขัน แล้วยังมีเสียงวัวจากสวนหลังบ้าน ในขณะที่พี่โสกับพี่จ๋อมก็ยังต้องคอยขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปทำนู่นทีนี่ทีอยู่เรื่อย ๆ

ภาพตรงหน้าเหมือนกับซิตคอมเรื่องหนึ่ง ที่ทำให้ฉันรู้สึกประทับใจ และอดหัวเราะไม่ได้

‘ม่วนคัก’

เขียนโดย เล