ติดตามพี่โส และพี่จ๋อม ช่างปักผ้า
ผ่านไปเพียงไม่นานนี่ก็เป็นเช้าวันอังคารในสัปดาห์ที่ 7 ของฉันแล้วที่ได้เข้ามาเรียนรู้งานกับภูคราม
วันนี้พี่โสขี่มอเตอร์ไซค์มารับฉันตั้งแต่เวลายังไม่เก้าโมง แกเอางานมารีดเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยเหมือนเคย พอแกกางเสื้อเชิ้ตออกมา ทุกคนต่างก็ตื่นเต้นกับผลงานของแก ตอนนี้บนเสื้อเชิ้ตของพี่โสแทบสมบูรณ์แล้ว ที่ด้านหน้ามีต้นไม้หลายต้นซ้อนกัน ใบไม้ของแต่ละต้นก็มีรูปทรงแตกต่าง มีการเว้นพื้นที่โค้งเป็นครึ่งวงกลมทางด้านล่างของเสื้อเพื่อปักรายละเอียดเพิ่มเติม ส่วนด้านหลังเป็นป่าภูหลังดำ ด้านบนมีเมฆลอยหลากสีสัน บริเวณแขนเสื้อเป็นก้อนเมฆสีฟ้าอ่อนไล่ไปเป็นสีขาวในโทนสว่าง ช่วงบริเวณที่เป็นป่าบนเสื้อของพี่โสทั้งด้านหน้าและด้านหลังจะมีสัตว์ต่าง ๆ แอบซ่อนอยู่ทั่วป่า




พี่โสว่าตอนนี้เหลือต้องตกแต่งเพิ่มเติม แกจะใส่เราสามคน พี่โส พี่จ๋อม และฉันที่ด้านหน้าของเสื้อช่วงที่เว้นไว้เป็นโค้ง โดยใช้ตัวจากภูผายลมาแทนการปักเป็นคนจริง ๆ เพื่อให้ตัวเหล่านั้นอ่อนช้อยกลมกลืนไปกับป่า และจะใส่สัตว์ต่าง ๆ เพิ่มเข้าไปอีกให้ป่ามีชีวิต

รีดเสื้อเสร็จเรียบร้อยพี่โสก็เอาเสื้อออกมากางอีกครั้งพร้อมกับเรียกพี่เจนให้มาช่วยดูว่าต้นติ้วของแกเป็นอย่างไรบ้าง พี่เจนจึงได้ช่วยออกความคิดเห็น ฉันมองดูก็รู้สึกถึงการทำงานเป็นทีมของภูคราม ขนาดช่างปักที่ชำนาญอยู่แล้วบางครั้งก็ต้องการความคิดเห็นจากเพื่อนร่วมทีมคนอื่น ๆ ช่วยกันดู ช่วยกันแนะนำ ทำให้งานของทุกฝ่ายช่วยเสริมกันและกันจนความเป็นภูครามแข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ


เรามุ่งหน้าออกจากภูครามมาถึงบ้านยายต๋องเหมือนทุกครั้ง พี่โสจอดมอเตอร์ไซค์ไว้แล้วก็ขอตัวไปเอาของที่เรือนสักครู่หนึ่ง แกว่าวันนี้เราจะไปนั่งปักผ้าที่นาของพี่จ๋อมกัน ระหว่างที่พี่โสเดินไปเอาของ พี่จ๋อมก็เดินออกมาที่มอเตอร์ไซค์ของตัวเองที่จอดอยู่หน้าบ้าน พอทุกคนเตรียมพร้อมแล้วเราก็มุ่งหน้าต่อไปที่นาของพี่จ๋อม โดยมี ‘สตีฟ’ เจ้าหมาของพี่จ๋อมวิ่งตามไปด้วย

“พี่โสเคยไปนาพี่จ๋อมแล้วใช่ไหมคะ” ระหว่างอยู่บนมอเตอร์ไซค์ฉันก็ตะโกนถามพี่โส
“เคย” แกตอบ “นาพี่น่ะอยู่ท้ายภู แต่นาจ๋อมอยู่หัวภู”
ขี่เข้าไปในซอยเรื่อย ๆ เราก็เจอทางที่เป็นถนนลูกรัง ระยะทางไกลกว่าที่ฉันคิดไว้มาก เราขับผ่านทุ่งนาหลายไร่ ผ่านบ้านเรือนแบบโบราณที่มีวัว ควายเต็มไปหมด จนเจอป่าทางซ้ายมือที่มีโขดหินสูงขึ้นไป ระหว่างทางเป็นสีเขียวขจี
สักพักหนึ่งเจ้าสตีฟดูเริ่มจะหอบ พวกเราจึงลดความเร็วลงเพื่อให้สตีฟวิ่งตามทัน แล้วก็ขี่มาถึงทางดินทรายจนสุดทาง ตอนนี้ตรงหน้าของฉันเป็นเถียงนาน้อยที่มีบันไดพาดขึ้นไปให้ไปนั่งเล่นได้
‘ในที่สุดก็ถึงแล้ว’ ฉันคิดในใจ


พวกเราขึ้นไปนั่งเล่นบนเถียงนาน้อย บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความสงบ เราถูกล้อมรอบไปด้วยทุ่งนา และต้นไม้น้อยใหญ่ มีลมพัดเย็น ๆ พัดมาตลอด เคล้าไปด้วยเสียงนกหลายชนิด พี่จ๋อมเอาผ้าออกมาปูเพื่อวางเสื้อและอุปกรณ์การทำงาน ตามด้วยขนมที่แกเตรียมมา พอพี่โสเอาเสื้อที่ไปรีดมาออกมากางบนผ้าที่เพิ่งปูเสร็จแล้ว แกก็เชียร์ให้พี่จ๋อมเอางานออกมากางให้ดูบ้าง แกว่าได้เจอกันอยู่หลาย ๆ วันแต่ไม่ได้เห็นเลยว่าพี่จ๋อมทำงานไปถึงไหนแล้ว
“โห…เลิศๆๆ” พอพี่จ๋อมกางเสื้อของตัวเอง พี่โสก็อุทานออกมา
“ว้าว” ฉันเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน “น่ารักมาก”
“ยังบ่ได้เก็บรายละเอียดเลยนะเลเดียเอ๊ย” แกพูดไปในขณะที่ก็ชี้ให้ดูส่วนนั้นส่วนนี้ของเสื้อไปด้วย




ที่ด้านหลังมีรายละเอียดกระจายอยู่ทั่วทั้งเสื้อ ที่แกตั้งเป้าไว้ครั้งก่อนว่าจะปักควาย กับคนตกปลาก็มาปรากฏอยู่บนเสื้อเรียบร้อยแล้ว ช่วงบนมีต้นไม้แผ่กิ่งก้านทั้งสองฟากฝั่ง และมีรอยปากกาที่ร่างก้อนเมฆเอาไว้ ถัดลงมาจากเถียงนาน้อยครั้งก่อน มีทุ่งนาที่มีคนจูงควายไถนา ถัดลงไปอีกเป็นคนถอนกล้าอยู่กลางทุ่งนา บริเวณกลางลำธารมีคนเหวี่ยงแหหาปลา และด้านขวาของเสื้อเป็นผู้คนกำลังดำนา

“ข้างหน้านี่ เด็กน้อยมาเล่นนำเดียว” แกพลิกเสื้อส่วนหน้ามาให้ดู เผยให้เห็นเด็กที่วิ่งเล่นกันอยู่ และมีคนแบกไม้ไผ่ที่เสียบต้นกล้าเอาไว้
“พ่อแม่เลี้ยงทีเดียวหลายคน… ตั้งแต่สมัยพี่ยังน้อย เป็นความทรงจำแต่ยังน้อย… แฮงต่อแฮง เสื้อตัวนี่น่ะ”
นอกจากจะเอาวิถีชีวิตปัจจุบันมาใส่แกยังเอาความทรงจำวัยเด็กที่เคยไปนากับพ่อ แม่มาใส่ด้วย
“ตั้งแต่สมัยเอาควายไถนา” พี่โสบอก “สมัยนั้นมีแต่มานอนเล่นที่นา”
“บัดนี้พี่ชวนลูกมานาน่ะ อยู่ได้ 30 นาที ‘ไปแม่! เมือ!’ เพิ่นว่า” พี่จ๋อมเล่าขำ ๆ “เพิ่นบ่มีเพื่อน”
พี่โสกับพี่จ๋อมเริ่มหยิบอุปกรณ์มาทำงาน พร้อมกับย้อนวันวานเรื่องสมัยเด็ก ๆ ที่ได้มานอนอยู่เถียงนากับพ่อ แม่ พวกแกบอกว่าสมัยนั้นการทำนาของทั้งคู่ยังไม่มีการจ้างดำนา และจ้างถอนกล้าเหมือนตอนนี้ พ่อแม่พี่จ๋อมเวลาทำนาก็ทำกันเอง จะไปนาครั้งหนึ่งก็พาลูก ๆ ไปอยู่ที่นาด้วย แต่มาสมัยนี้แกพาลูกมาอยู่นาด้วยลูกก็บ่นอยากกลับไว ๆ เพราะไม่มีเพื่อนอยู่เล่นด้วย
พี่จ๋อมบอกว่าสมัยก่อนเวลาจะไปนาก็จะใช้ ‘วัวเกวียน’ เป็นพาหนะในการเดินทาง แล้วเราก็ได้คุยกันเรื่องการทำนาสมัยก่อน ความสนุกในวัยเด็ก รวมไปถึงธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทุ่งนามีน้ำไหลผ่านรอบ ๆ สะท้อนให้เห็นบรรยากาศบนเสื้อพี่จ๋อมเป็นอย่างดี
พี่จ๋อมบอกว่าทุ่งนานี้เป็นแหล่งกำเนิดเสื้อของแก “เป็นแรงบันดาลใจ”



ตอนนี้ทั้งคู่กำลังปักเมฆเหมือนกัน พี่จ๋อมปักเมฆสีน้ำตาลเข้มบริเวณส่วนบนของเสื้อที่เป็นพื้นสีมะเกลือ ส่วนพี่โสปักเมฆสีขาวบริเวณแขนเสื้อที่เป็นสีครามอ่อน
“อันนี้คือไล่ปักจากครึ้มแล้วค่อย ๆ ไปสว่างใช่ไหมคะ” ฉันชี้ไปที่เมฆของพี่โส
“ใช่… ฟ้าส่องแสง” แกตอบพลางชี้ไปที่แขนเสื้อที่เป็นลายริ้วขาวตัดกับครามเหมือนแสงส่อง
“ส่วนพี่จ๋อมปักเป็นเมฆฝนหรอคะ”
“อื้อ ตรงนี้สิเป็นเมฆมืด เหมือนฝนกำลังสิตก” แล้วแกก็ชูเสื้อขึ้น “คือมันจะมีทั้งมืดและมีทั้งแจ้ง”

พวกเราเริ่มพูดถึงงานตัวเองไปพลาง และก็มีถามไถ่ถึงงานของช่างคนอื่น ๆ ว่าใครปักงานไปถึงไหนแล้วบ้าง
“เจ้าจะได้ส่งก่อนข่อยอยู่ดอก” พี่จ๋อมบอกพี่โส “ข้างหน้าของข่อยนี่ได้แค่คนข้างนึง อีกข้างบ่ทันได้เฮ็ด”
“เอื้อยว่าสิส่งวันศุกร์นี่ใด๋ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด” พี่โสตอบ
“อยากเห็นงานทุกคนแล้วนะคะ ทุกคนน่าจะเต็มที่”
“สุดยอด” พี่โสเห็นด้วย “เรื่องเต็มที่น่ะ เต็มที่แน่นอน มีอะไรใส่หมดแม็กซ์”
ระหว่างที่นั่งทำงานไปก็มีชาวบ้านแถว ๆ นั้นเข้ามาดูไร่นาของตัวเองเป็นระยะ บ้างก็แวะมาพูดคุยกับพี่จ๋อม และพี่โสอยู่เรื่อย ๆ ในขณะที่แกก็ปักเสื้อไปด้วย ทั้งคู่ดูมีความสุขกับงานที่ทำตรงหน้ามาก ทำเอาฉันสงสัยว่าที่ผ่านมา ที่พวกแกเคยปักกับที่อื่นมาก่อนแกเป็นยังไงบ้าง เลยถามขึ้น
“หนูอยากรู้ว่า มันมีความแตกต่างไหมคะ ระหว่างปักงานที่อื่น กับปักงานที่ภูคราม”
“ที่เคยปักมาก่อนหน้า เขาก็เอาผ้ามาให้เฮา เฮาก็ปักธรรมดาลายนั่นนี่ บ่ได้ว่ามีจุดหมายปลายทาง ไม่ได้มีสตอรี่เสื้อ” พี่โสตอบ “แต่ว่าเข้ามาในภูครามนี่มันก็เป็นระเบียบขึ้นเนาะ มีการประชุมงาน งานแต่ละชิ้นพี่เหมี่ยวก็วางไว้ว่าปีนี้อยากได้ก้อนเมฆนะ ก็เน้นก้อนเมฆไปได้ทั้งปี”
ฉันพยักหน้าตั้งใจฟัง
“มีงานหยังเข้ามาเพิ่นก็สิถามว่าเป็นจั่งใด๋กับงานตัวนี้ เฮาสิขับเคลื่อนงานไปจั่งใด๋” พี่โสพูดต่อ ก่อนจะนิ่งคิดแป๊ปหนึ่ง
“เฮาก็มีกฎระเบียบมากขึ้น… แล้วก็ได้เฮ็ดงานกับธรรมชาติ แต่ส่วนมากพี่เหมี่ยวจะให้เฮ็ดงานแล้วแต่เฮาถนัด เฮาถนัดพวกงานวิถี พี่เหมี่ยวก็ให้เฮาไปเข้าป่าเข้าหยัง ไปมองสิ่งรอบข้างที่เฮาเคยเห็น แล้วเฮาก็สามารถปักลงมาในงาน แล้วมันสิดูงาม”
“งานมันสิบ่แข็ง” พี่จ๋อมเสริม
“ ‘เฮาบ่ต้องว่าสิไปปักต้นประเทศนอกต้นหยัง คือเฮาปักในสิ่งที่เฮาเห็นและสัมผัสทุกมื้อ ๆ ในป่าในดงเฮา งานมันสิออกมาดีกว่า’ พี่เหมี่ยวบอกนะ… ก็ปักไปดิบ ๆ ตามสีโทนไปเลย… ก็คักอยู่” พี่โสว่า
“เฮ็ดแต่หม่องเก่าน่ะมันสิเป็นแบบว่า ทำงานนี้ ตามลายนี้ แล้วสองด้านมันบ่คือกันนะ” พี่จ๋อมยกตัวอย่าง
“ของภูครามน่ะ ถ้าดอกกลม ก็บ่จำเป็นต้องกลมทุกดอก ก็มีดอกแหว่ง ดอกหยัง ที่เคยทำงานจากหมู่อื่นถ้าดอกกลมก็ต้องกลมเปี๊ยะ ๆ”

“คือภูครามน่ะเป็นงานยั่งยืน ใช้เป็นอาชีพหลักก็ได้” พี่โสพูดขึ้น “สำหรับคนที่อยู่บ้านแล้วไม่ได้ทำอะไร พี่ว่ามันตอบโจทย์ หรือสำหรับคนที่เฮ็ดไฮ่เฮ็ดนา”
“หรือบางคนเลี้ยงลูกเลี้ยงหยังเนาะ” พี่จ๋อมเห็นด้วย
“แล้วไอเดียแต่ละคนแตกต่างกัน… พี่ว่าความสามารถคนน่ะมันมี ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเอามันมาใช้ยังไงกับงานของเรา ถ้าเราทำดอกไม้ไม่ได้ อาจจะไปทางวิถี ต้นไม้ พี่เหมี่ยวก็จะวางงานให้แต่ละคนไม่เหมือนกัน”
ฉันพยักหน้ารับ
“มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราอยากพัฒนาตัวเองแค่ไหน… หนึ่งคือร่วมกิจกรรม สองเข้าประชุม เราจะมีไอเดียหรืองานใหม่ ๆ เข้ามา เราก็แชร์ประสบการณ์กับเพื่อน ๆ มาเบิ่งว่าหมู่เฮ็ดฮอดไสแล้วก็มาแชร์กัน แล้วจะมีความรู้สึกว่าตื่นเต้น และเราอยากทำ มันบ่น่าเบื่อเลยนะ” พี่โสเล่าอย่างมีความสุข
“แม่น” พี่จ๋อมเห็นด้วย “ความหมายคือมันบ่จำเจ แค่ว่าปักแต่ดอกไม้ มันมีไอเดียใหม่ ๆ เกิดขึ้น แล้วเฮาก็ได้อยู่นำพ่อ นำแม่”
พี่จ๋อมวางมือจากเสื้อตรงหน้าแล้วเงยหน้ามามองฉันก่อนพูดขึ้น
“พ่อแม่เฮาก็บ่สบาย คือพ่อแม่พี่เบาหวานทั้งพ่อทั้งแม่เลย ยามเมื่อแลงมาเฮาก็หาข้าวหาน้ำให้เพิ่นกิน เป็นแฮงอยู่นำพ่อแม่… งานนี้มันก็ยั่งยืนอย่างที่เอื้อยเพิ่นว่าน่ะ”
” คือภูครามน่ะเป็นงานยั่งยืน ใช้เป็นอาชีพหลักก็ได้ แล้วไอเดียแต่ละคนแตกต่างกัน… พี่ว่าความสามารถคนน่ะมันมี ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเอามันมาใช้ยังไงกับงานของเรา ถ้าเราทำดอกไม้ไม่ได้ อาจจะไปทางวิถี ต้นไม้ พี่เหมี่ยวก็จะวางงานให้แต่ละคนไม่เหมือนกัน
มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราอยากพัฒนาตัวเองแค่ไหน… หนึ่งคือร่วมกิจกรรม สองเข้าประชุม เราจะมีไอเดียหรืองานใหม่ ๆ เข้ามา เราก็แชร์ประสบการณ์กับเพื่อน ๆ มาเบิ่งว่าหมู่เฮ็ดฮอดไสแล้วก็มาแชร์กัน แล้วจะมีความรู้สึกว่าตื่นเต้น และเราอยากทำ มันบ่น่าเบื่อเลยนะ”
“บางทีงานน่ะ มันก็ขับเคลื่อนไปด้วยเงินด้วยนะ เพราะว่าเฮาต้องเลี้ยงดูครอบครัว เลี้ยงดูลูก บ่มีเงินก็เร่งงาน ปักงานน้อย ๆ ส่งลูกซื้อกับข้าวไปเรียน แต่ละครั้งที่เราไปส่งงานเราก็ได้คอมเมนต์งาน เราก็ได้ประสบการณ์ไปต่อชิ้นงานใหม่ แล้วก็มีความสุขใด๋…
คือพี่น่ะเคยเฮ็ดงานมาหลาย หยิบผ้าโหลส่งกรุงเทพพี่ก็หยิบ เฮ็ดงานปักผ้า เฮ็ดขายของลงทุน พี่เลยว่างานตัวนี้ตอบโจทย์สำหรับพี่ เราลงทุนด้วยแรงที่เรารัก เห็นท้องฟ้าเฮามาปักใส่ ไปนาเห็นนกจับต้นไม้เฮาก็มาปักใส่… เราอาจจะปักไม่สวย แต่ว่าด้วยความรู้สึกของเฮา เราอยากปักออกมาแบบนี้เราก็มีความสุข มีคุณค่า” พี่โสตอบด้วยรอยยิ้ม ก่อนพูดต่อ
“ถึงมันจะไม่เป็นนกแต่เราก็มีความสุขว่ามันเป็นนกในความรู้สึกเรา”
” แต่ละครั้งที่เราไปส่งงานเราก็ได้คอมเมนต์งาน เราก็ได้ประสบการณ์ไปต่อชิ้นงานใหม่ แล้วก็มีความสุขใด๋… เราลงทุนด้วยแรงที่เรารัก เห็นท้องฟ้าเฮามาปักใส่ ไปนาเห็นนกจับต้นไม้เฮาก็มาปักใส่… เราอาจจะปักไม่สวย แต่ว่าด้วยความรู้สึกของเฮา เราอยากปักออกมาแบบนี้เราก็มีความสุข มีคุณค่า “

“มันได้สื่อหลายอย่างเกี่ยวกับชุมชนนะ” พี่จ๋อมพูดในมุมของตัวเองบ้าง “เฮาคึดละเด๊ เฮาอยากมาเล่าเรื่องหยัง… แล้วก็ทำได้แค่ตัวเดียว มื้ออื่นมามันก็บ่คือเก่าแล้ว ความรู้สึกมันได้แค่ตัวเดียว แล้วบางเทือมันสิมีอารมณ์หนึ่งเด๊ คือถ้าเฮาได้ปักเสื้อตัวเก่าซ้ำ ๆ หรือลายดอกไม้ซ้ำ ๆ มันสิเป็นคร้าน”
“พี่เหมี่ยวมองช่างน่ะ มองผ่านงานออกนะ” พี่โสพูดต่อ
“ค่ะ” ฉันพยักหน้า
“บางทีงานมันฟ้อง พี่เหมี่ยวเห็นงานก็ว่า ‘เป็นอะไรหรือเปล่าช่วงนี้’ ‘แฮปปี้นะช่วงนี้’ ดูที่งานบางทีงานมันสดใสหรือเป็นยังไงก็มองออก” แกพูดไปในมือก็ปักไปด้วย


ในขณะที่พี่จ๋อมตั้งใจปักเมฆแต่ละก้อนไปเรื่อย ๆ พี่โสก็ละมือจากการปักเมฆแล้วมามองที่ต้นติ้วว่าจะปักต่ออย่างไรดี แกไล่นิ้วไปตามก้านดอกติ้วละทำท่าคิด ก่อนจะกลับไปปักเมฆต่อจนเกือบเต็มแขนเสื้อ ฉันว่าพวกแกสามารถนั่งปักงานได้เรื่อย ๆ เลย ปักไปพลางคุยเล่นไปอย่างมีความสุข
“การใช้สีช่างแต่ละคนจะไม่เหมือนกันนะถ้าสังเกต แต่ถ้าเป็นลายวิถีพี่เหมี่ยวบอกให้ใส่ตามธรรมชาติได้เลย… แต่กับเสื้อตัวนี้น่ะ เป็นเสื้อที่ยากนะ เพราะมันเล่นกับช่างย้อม แล้วก็มาที่ช่างปัก มาทำจั่งใด๋ให้ภาพรวมออกมาแล้วมาจบที่ช่างปัก คือช่างปักต้องสร้างมูลค่าเพิ่ม จากงานที่สวยอยู่แล้ว เราก็มาปักเพิ่มขึ้นให้มันดูดีอีก” พี่โสอธิบาย

บนใบหน้าพวกแกมีแต่รอยยิ้ม แต่ก็ยังคงไปด้วยสมาธิที่จดจ่อกับงานที่อยู่ตรงหน้า อาจเพราะบรรยากาศที่เงียบสงบ และลมพัดเย็น ๆ ที่ทำให้แกสงบนิ่งได้ขนาดนี้
“พี่ ๆ ปักผ้ากันมากี่ปีแล้วคะเนี่ย”
พวกแกนิ่งคิด
“รับขานอกน่าจะ 3 ปี” พี่โสตอบ
“เจ้าน่ะทำก่อนข่อยอยู่” พี่จ๋อมพูดกับพี่โส “แต่ว่าเข้าภูครามน่ะพร้อมกัน”
“เข้าภูคราม 4 ปี… ปักได้ 7-8 ปีแล้วมั้ง”
“ตั้งแต่พายุได้เก้าเดือน ตอนนี้พายุ 8 ขวบแล้ว” พี่จ๋อมบอก
“ทำงานกันมานาน ๆ มันมีความรู้สึกว่าไม่อยากทำแล้วบ้างไหมคะ”
“บ่” พวกแกพูดประสานเสียงขึ้นมาพร้อมกัน พี่โสถึงกับหัวเราะออกมา
“จริงหรอคะ”
“จริง ทำได้เรื่อย ๆ เพราะไอเดียมันอยู่กับเฮาทุกมื้อ” พี่จ๋อมตอบอย่างมั่นใจ
“แล้วมันก็ทำรายได้กับเราอยู่น่ะน้าเลเดีย” พี่โสออกความเห็นบ้าง
“ทำจนเฮาสิปักบ่ได้ล่ะ” พี่จ๋อมว่า “พี่เจ็บแอวปักบ่ได้ พี่ก็พักซะก่อน แล้วก็ลุกมาปักคือเก่า”
“เท่าที่ปักบ่ได้พู่นล่ะ ถึงสิหย่า” พี่โสเห็นด้วย “จนกระทั่งพี่เหมี่ยวบอกว่าหยุดเถอะ”
พวกเราทุกคนหัวเราะออกมา
” ทำได้เรื่อย ๆ เพราะไอเดียมันอยู่กับเฮาทุกมื้อ… ทำจนเฮาสิปักบ่ได้ล่ะ พี่เจ็บแอวปักบ่ได้ พี่ก็พักซะก่อน แล้วก็ลุกมาปักคือเก่า “
พอได้มาคุยกันแบบนี้ฉันถึงรู้ว่าการปักของพวกแกไม่ได้ยั่งยืนแค่ในเรื่องของรายได้เลย แต่ยั่งยืนในเรื่องความรู้สึกด้วย พวกแกมีแรงบันดาลใจ มีความสุข และยังอยากพัฒนาตัวเองเพิ่มขึ้นในทุกครั้งที่ปัก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้ส่งอิทธิพลต่อไปให้คนในครอบครัวทั้งคู่ด้วย เพราะพวกแกเล่าให้ฉันฟังเสมอว่าลูก ๆ ได้สังเกตเวลาพวกแกทำงาน มาแอบมอง คอยถามไถ่ว่าปักตัวอะไร แล้วได้ซึมซับพลังงานดี ๆ จากสิ่งเหล่านี้ไปด้วย


ฉันนั่งเล่นเสพบรรยากาศลมพัดเย็น ๆ พลางมองไปรอบ ๆ ทุ่งนา พอมองไปที่เถียงนาน้อยฝั่งตรงข้าม แล้วภาพงานปักของพี่จ๋อมก็โผล่ขึ้นมาในหัว ‘เสื้อพี่จ๋อมเหมือนภาพตรงหน้าเลยแฮะ’ ตรงข้ามเถียงนาที่เรานั่งอยู่มีเถียงนาน้อยที่มีโอ่งตั้งอยู่ด้านหลัง ถัดไปข้างกันเป็นต้นมะละกอ แบบเดียวกันกับบนเสื้อเป๊ะ บรรยากาศและความสุขแบบนี้นี่เองที่แกอยากถ่ายทอดให้ทุกคนได้เห็นผ่านเสื้อของแก
เสียงเขียดเริ่มดังขึ้นเป็นระยะ มาพร้อมกับเสียงลมพัดเป็นช่วง
“ฝนสิตกบ่ เขียดร้องนี่” พี่จ๋อมทักขึ้น
“มันร้องบอกเวลาบ่เหย ห้าโมงแล้วบ่”
ฉันมองดูนาฬิกาก็เป็นเวลาสิบเอ็ดโมงกว่าจริง ๆ ไม่นานนักพวกเราเลยเก็บของเตรียมพร้อมกลับบ้านกัน เจ้าสตีฟที่นั่งเล่นอยู่ใต้เถียงนาก็เดินวนไปมาก่อนมารอหน้าบันไดเหมือนรู้สัญญาณว่าเรากำลังจะกลับ
“เดี๋ยวไปส่งเลเดียแล้วจะไปปักที่นาต่อ” พี่โสบอก
เราทุกคนเดินลงจากเถียงนา สตาร์ทมอเตอร์ไซค์พร้อมกลับบ้าน เจ้าสตีฟก็วิ่งตามมาเหมือนเคย
ระหว่างทางออกจากนา พี่จ๋อมได้พาเราแวะเก็บดอกขิงในป่าที่หัวนาแว็บหนึ่ง แล้วพวกเราก็แยกย้ายกัน พี่โสไปส่งฉันที่ภูคราม ส่วนพี่จ๋อมและสตีฟมุ่งหน้ากลับบ้าน
เขียนโดย เล

