ตอนที่ 5 : สนทนาธรรม

“หลังจากที่เราไปเดินป่าด้วยกันครั้งแรก กระดุมเงินกระดุมทองยังอยู่ แต่มันไม่สวยเท่าที่เคยเห็นก่อนหน้า ปลายฝนถึงจะสวยค่ะ มันจะมีดอกสีขาวสะพรั่ง แต่ครั้งนี้ที่เราไปเราจะเห็นแต่ลำต้น ดอกไม่มีค่ะ ยายเลยคิดเห็นภาพเก่าขึ้นมาค่ะ มีวัวมีควายอยู่ในดงในป่า”

6 กรกฎาคม ฉันนัดกับน้ายืนว่าเราจะไปวัดป่าภูริทัตตถิราวาส หรือชื่อเดิมว่าวัดป่าบ้านหนองผือ ซึ่งเป็นวัดที่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จำพรรษาเป็นวัดสุดท้ายก่อนที่จะดับขันธ์ เช้านี้มีฝนโปรยปรายเป็นฝนที่ตกต่อเนื่องมาแต่เมื่อคืน น้ายืนมารับฉันที่ภูคราม

“เป็นไงบ้างคะอาทิตย์ที่ผ่านมา” ฉันเริ่มบทสนทนาเมื่อรถแล่นออกมาไม่เท่าไหร่

“ทำอยู่ทุกวันนะคะ ไม่ปักก็ไม่ได้ คิดถึง ถ้าได้ปักผ้ามันชื่นใจเหมือนได้ดมยาดมเลยค่ะ”

รถแล่นผ่านป้าย และกรวยที่กั้นทางที่กำลังก่อสร้าง รถยนตร์แล่นสวนมาด้วยความเร็วและไม่หลบให้รถเราเลยทั้งที่ทางแคบ

“ความเจริญเข้ามา ถนนกว้างขึ้น หน้าบ้านแคบลง ทีนี้ถนนกว้างถนนเรียบ คนก็จะขับรถเร็วแล้วนะคะ”

“แม่นค่ะ” น้ายืนเห็นด้วย

“ฝนคงจะตกไปอีกหลายวันนะคะ ดูฟ้าสิ ฝนตกแบบนี้ชาวนาดีใจไหมคะ” ฉันเปลี่ยนเรื่อง

“ดีใจค่ะ ฝนตกก็ดำนาง่าย ดินมันนิ่ม เวลาเราเอานิ้วจิ้มลงไปในดินให้รากต้นข้าวมันลงก็ง่ายค่ะ แต่เราก็ไม่ต้องจิ้มลึกนะคะ จิ้มแค่ลงไปผิว ๆ แล้วเราก็กลบรากมันไว้ ข้าวก็จะแตกกอง่ายเพราะรากมันได้ขยายไปตามพื้น ถ้าจิ้มรากลงไปลึก ข้าวมันจะโตช้า”

“อ้อ มันมีเทคนิคอย่างนี้ด้วยเหรอคะ หนูก็นึกว่าแค่จิ้ม ๆ ลงไปให้มันอยู่ในดิน จริง ๆ มันมีรายละเอียดอยู่ในนี้ด้วย”

น้ายืนขับมาจนเข้าสู่หมู่บ้านที่เป็นละแวกวัด แล้วพาฉันเลี้ยวไปอีกทาง

“อ้าวป้ายมันชี้ไปทางขวานะคะน้ายืน”

“ทางนี้ก็ไปได้ค่ะ”

น้ายืนเลือกทางที่เต็มไปด้วยต้นไม้สองข้างทาง แทนที่จะผ่านชุมชน บรรยากาศเงียบสงบร่มรื่นสวยงาม น้ายืนขับรถค่อนข้างช้าราวกับอยากให้ฉันเสพบรรยากาศสองข้างทาง ฉันชวนน้ายืนคุยเรื่อยเปื่อย

“บางทีเวลายายคิดมากฟุ้งซ่านยายอยากไปโรงพยาบาลนะคะ” น้ายืนเอ่ยขึ้น

“ไปทำไมคะ”

“ไปดูไปปลง ว่าจะฟุ้งไปทำไม อีกหน่อยก็ตาย ไปเบรคตัวเอง”

“ส่วนใหญ่เรื่องที่ฟุ้งนี้เรื่องอะไรคะ อดีตอย่างนี้เหรอ”

“ช่วงที่เราพลาดนี่แหละค่ะ ที่เล่นการพนัน อย่างว่าที่พระพุทธเจ้าให้เราอยู่กับปัจจุบัน ถ้าเราอยู่กับอดีตมาก ๆ มันจะเป็นเครื่องกางกั้นไม่ให้เราสดใสร่าเริง” 

“เขาบอกว่าเวลาคิดถึงอดีตเราจะเศร้าหมอง เวลาคิดถึงอนาคตเราจะวิตกกังวล เพราะเวลาคิดถึงอดีตเราไม่ค่อยคิดถึงเรื่องดี หรือคิดถึงเรื่องดีก็น้อย ถ้าคิดถึงเรื่องดีเราก็จะไปยึดไปเสียดายว่าอยากให้มันเกิดแบบนั้นอีก แต่มันไม่เกิด ส่วนเรื่องไม่ดีก็คิดว่าไม่น่าไปทำอย่างนั้นเลย แล้วเราก็เศร้าหมอง เรื่องหนึ่งมันก็กระทบไปสู่อีกเรื่องหนึ่งใช่ไหมคะน้ายืน”

“แม่นค่ะ เอาเรื่องกลางวันไปคิดกลางคืน เอาเรื่องกลางคืนไปคิดกลางวัน สานกันอยู่นั่นหละ” 

“เคยฟังธรรมของพระอาจารย์ท่านหนึ่ง ตอนที่ปฏิบัติใหม่ ๆ แล้วเราละเอียดมาก ๆ อะไรเข้ามากระทบเราก็รับรู้หมดเลย เราไม่สามารถจัดการอารมณ์ได้ แล้วมันก็อยู่กับเรา พอไปฟังธรรมของท่านอาจารย์นี้ ท่านพูดมาประโยคหนึ่งว่า ‘เปิดได้ก็ต้องปิดได้นะโยม’

เอาง่าย ๆ เหมือนคนเห็นผี ถ้าอยู่ดี ๆ วันหนึ่งเห็นผีขึ้นมาแล้วมันก็ทุกข์ก็กลัวอยู่อย่างนี้ แต่ถ้าอินทรีย์แก่กล้าเปิดได้ก็ต้องปิดได้ รู้จักวิธีปิด อยากเห็นค่อยเห็นไม่อยากเห็นก็ปิด ต้องฝึกให้เป็น แต่ตอนใหม่ ๆ เราทำไม่เป็น เราก็เปิดหมดเลย ปิดยังไงปิดไม่เป็น เหมือนรับรู้อารมณ์ทุกอย่างได้แล้วมันจะเหนื่อยอย่างนี้น่ะค่ะ” ฉันพยายามอธิบาย

“ยายนี่ปิดไม่เป็น เลยไม่ค่อยอยากมาสนใจคนเท่าไหร่ เพราะเราปิดไม่เป็น”

“แต่ว่าไม่ยากนะคะน้ายืน แค่กลับมาอยู่ที่ลมหายใจเรา แค่นั้นเลย ถ้าเมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าอะไรก็วุ่นวายไปหมดเลย แล้วเราก็เผลอไหลไปกับสถานการณ์ต่าง ๆ กลับมาอยู่ที่ลมหายใจแค่นั้นเลย สติมา บางทีเราก็เผลอใช่ไหม เราไม่ใช่พระอรหันต์เนาะ เราไม่ได้มีสติ 100% ตลอดเวลา บางทีเราก็เผลอสนุกไปกับเพื่อนบ้าง บางทีเราก็เผลอเศร้าไปกับเพื่อนบ้าง บางทีเราก็เผลอหงุดหงิดรำคาญใจกับเหตุการณ์รอบตัวที่มันวุ่นวาย พอเรารู้ตัวปุ๊บกลับมาอยู่ที่ลมหายใจแค่นั้นเลย ตัดเลยทุกอย่าง” ฉันแลกเปลี่ยนกับน้ายืนในฐานะคนสนใจในการปฏิบัติเหมือนกัน

แล้วเราก็มาถึงวัด บรรยากาศภายในเงียบสงบมาก มีต้นไม้ใหญ่เต็มไปหมด รวมถึงต้นยางที่สูงสง่าโดดเด่น น้ายืนจอดรถแล้วแวะเอามะขามป้อมไปถวายพระรูปหนึ่งซึ่งล้างบาตรเพิ่งเสร็จ แล้วจึงพาฉันเดินดูบริเวณรอบ ๆ จนไปถึงกุฏิของหลวงปู่มั่นตอนที่ยังจำพรรษาอยู่ รวมถึงทางเดินจงกรมของท่าน แล้วก็ไปที่เจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและอัฐิธาตุของหลวงปู่มั่น รอบเจดีย์มีศาลารายที่ประดิษฐานรูปปั้นของครูบาอาจารย์ลูกศิษย์สายตรงของหลวงปู่มั่น 63 รูป ให้กราบสักการะ ใต้เจดีย์มีห้องโถงที่มีบันไดเดินลงไปถึงชั้นใต้ดิน สร้างจำลองเหมือนป่าและถ้ำ ฉันคิดเอาว่าคงจะเป็นที่สำหรับให้พระสงฆ์มาปฏิบัติภาวนาและเดินจงกรมได้ ดูเหมือนว่าจะยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์

กราบสักการะพระบรมสารีริกฐาตุและอัฐิธาตุของหลวงปูมั่นเสร็จแล้ว เราก็กลับมาที่ศาลาการเปรียญ น้ายืนไปหยิบเสื่อมาปูให้นั่ง ดูน้ายืนจะคุ้นเคยกับที่นี่ดี

“น้ายืนมาที่นี่บ่อยเหรอคะ”

“บ่อยอยู่ค่ะ”

ขณะที่ฉันเตรียมอุกปรณ์ในการสัมภาษณ์ เสียงน้ายืนก็เงียบไป ฉันเงยหน้ามองเห็นน้ายืนหันหลังนั่งสมาธิอยู่ ฉันจึงรออยู่เงียบ ๆ สักพักน้ายืนก็หันกลับมา หยิบเสื้อและอุปกรณ์ปักผ้าออกจากกระหยังคู่ใจ น้ายืนกางเสื้อออก ฉันเห็นลายปักที่เพิ่มขึ้นมามากมาย

“เล่าให้หนูฟังหน่อยค่ะ เห็นว่าตอนนี้ดูเริ่มมีเรื่องราวนะ มันเริ่มมีตัวอะไรคะเนี่ย”

“ควายค่ะ นี่นก” น้ายืนตอบตามที่ฉันชี้ 

“หลังจากที่เราไปเดินป่าด้วยกันครั้งแรก กระดุมเงินกระดุมทองยังอยู่ แต่มันไม่สวยเท่าที่เคยเห็นก่อนหน้า ปลายฝนถึงจะสวยค่ะ มันจะมีดอกสีขาวสะพรั่ง แต่ครั้งนี้ที่เราไปเราจะเห็นแต่ลำต้น ดอกไม่มีค่ะ ยายเลยคิดเห็นภาพเก่าขึ้นมาค่ะ มีวัวมีควายอยู่ในดงในป่า” 

“มีอะไรที่เราปักแล้วเรารู้สึกเชื่อมโยงกับมันไหมคะ แต่หนูชอบอันนี้นะ คือต้นอะไร” ฉันชี้ไปที่ลายต้นไม้เล็กๆ บนกระเป๋าที่ชายเสื้อ

“มันจะเป็นต้นมะเกลือที่อยู่ในดินโพน คุณฮุ้งรู้จักโพนไหมคะ”

“ไม่รู้จักค่ะ”

“มันจะเป็นก่อขึ้น”

“เหมือนจอมปลวกอย่างนี้เหรอคะ”

“แม่นค่ะ แต่ว่ามันจะเป็นใหญ่ ๆ ทีนี้มันถูกฝนถูกน้ำเซาะ มันก็เหลือไม่เยอะ แต่รากเหง้าของต้นไม้ก็อุ้มดินไว้ ตอนนี้ยังไม่ได้เก็บรายละเอียด”

“เราก็เก็บภาพรวมไปก่อน แล้วค่อยใส่รายละเอียด”

“ต้องฝึกยังไงคะถึงจะได้รายละเอียดแบบนั้น” น้ายืนหมายถึงรายละเอียดแบบของจริง

“แต่อันนี้น้ายืนก็ได้รายละเอียดนะคะ”

“สมมติต้นไทรก็ต้องมีเส้นสายโยงลงไป” 

“บางทีมันก็ไม่ต้องเหมือนเป๊ะมากก็ได้ไหมคะ ด้วยข้อจำกัดของวัสดุที่เรามี เส้นฝ้ายก็ทำได้ประมาณหนึ่ง แต่ถ้ามันสามารถสื่อสารในสิ่งที่เรารู้สึกออกไปได้ คนเห็นแล้วชอบ เข้าใจธรรมชาติมันก็ได้อยู่นะคะ” ฉันเสนอ

“มันจะมีคุณค่าเพิ่มขึ้นใช่ไหมคะ ถ้าเราเล่าเรื่องได้” น้ายืนดูครุ่นคิดกับงานชิ้นนี้

“อย่างหนูถามน้ายืนว่าตรงนี้คืออะไร แล้วน้ายืนเล่าว่าวันนั้นที่เราไปตรงนั้นตรงนี้ อันนี้ก็เป็นเรื่องราวแล้ว เล่าได้แล้ว น้ายืนอย่าลืมโจทย์ของเสื้อตัวนี้คือ 10 ปีภูคราม แต่น้ายืนอาจจะไม่ต้องพูดถึง 10 ปีก็ได้ น้ายืนอาจจะเล่าเรื่องตั้งแต่น้ายืนมาอยู่ภูคราม ตั้งแต่น้ายืนปักผ้าให้ภูครามมันมีอะไร เราได้อะไรจากตรงนั้น ก็ใส่ลงไปอย่างนี้น่ะค่ะ ประสบการณ์ทั้งหมดที่น้ายืนเคยทำให้ภูครามมาอย่างนี้น่ะค่ะ” ฉันแนะนำ

“มันจะผิดไหมคะ ที่ยายเน้นดอกไม้ เพราะชอบ อย่างไปป่าก็ถามตัวเองว่าอินไหมกับต้นไม้ ก็รู้สึกเป็นอะไรที่ฝืน”

“งั้นก็ไม่ต้องฝืน อย่างไปป่าพี่เหมี่ยวชอบให้สังเกตต้นไม้ใหญ่ใช่ไหม แต่หนูชอบดูต้นไม้เล็ก ๆ ดอกกระจุ๊กกระจิ๊กตามข้างทาง ก็เอาที่เราชอบใส่ลงไป”

“คือต้นไม้ใหญ่บางทีเราปักแล้วเราไม่มีความสุข” น้ายืนบอก

“มันไม่ใช่ความถนัดเราใช่ไหมคะ”

“อื้อ ไม่ใช่ของเรา แล้วทีนี้เหมือนกับที่หนูวิว่า หนูวิปักต้นแหว่งเขามีความสุข เพราะว่าเขาชอบ แล้วทีนี้บางครั้งที่ยายเล่าว่าเอาเสียงเล็กเสียงน้อยแปลงมาเป็นดอกไม้ เพราะเราชอบดอกไม้ แต่เราจินตนาการเอาเอง เขาจะว่ามามัวประดิษฐ์ประดอยอะไรกับแต่ดอกไม้ ก็เราชอบน่ะนะ”

“ก็มันเป็นจุดเด่นของเราไงน้ายืน” 

“คุณเหมี่ยวก็บอกว่ายายทำไมไม่เบนเข็มไปทางอื่นบ้าง ไปทางก้อนเมฆ ไปทางต้นไม้ เราก็เบนไปอยู่ แต่เราว่ามันก็ไม่ใช่ตัวเรา มันเสริมได้บ้าง แต่ถ้าถามว่าชอบปักต้นไม้ใหญ่แบบหนูบวบไหม เราก็ทำไม่ได้ เราก็ไม่ชอบ ยายก็คิดมากอยู่ สมมติว่ายังไง ๆ ก็ต้องเบนไปทางต้นไม้ ยายก็คิดว่าจะทำไม่ได้ แล้วคุณเหมี่ยวบอกว่ามีงานค้างสต๊อกที่ต้องแก้ไขอยู่เราก็ไม่อยากให้เขามีของค้างสต๊อกเพิ่มอีก” 

“เขาอยากเล่าเรื่องป่าในภูพาน เพราะฉะนั้นความเป็นป่ามันก็ต้องมีต้นไม้ใหญ่ ถ้าโดยความเข้าใจของคนทั่วไปน่ะนะคะ มันก็เลยต้องเป็นแบบนั้น แต่ป่าในความหมายของเรา อย่างความหมายของหนู เวลาหนูเข้าป่าหนูไม่ค่อยมองต้นไม้ใหญ่อย่างที่พูดไปเมื่อกี้ หนูจะชอบมองหาดอกไม้เล็ก ๆ หน้าฝนมันจะมีดอกพวกหนึ่งโผล่มา พอหน้าร้อนมันก็จะมีอีกดอกหนึ่งโผล่มา เราเล่าในลักษณะนั้นก็ได้ ถ้าเราไม่ได้อินกับต้นไม้ใหญ่ เราก็เล่าว่าเราไปเจอดอกนี้ในฤดูนี้ เราเห็นต้นนี้ อย่างที่น้ายืนเล่าอยู่นี่มันใช่เลยค่ะ” ฉันให้กำลังใจ

“ดอกอันน้อย ๆ อย่างดอกจอกบ่อวายประมาณนี้แหละ น้อย ๆ ด้วยเราไม่สามารถปักเป็นดอกไม้ใหญ่ ๆ แบบเขา” น้ายืนพูดถึงดอกจอกบ่อวายหรือ หยาดน้ำค้างที่เป็นดอกไม้ขนาดจิ๋ว ที่เราชี้ชวนกันดูเมื่อตอนเดินป่า

“ทีนี้น้ายืนอาจขยายอันนี้ขึ้นมาเลย เล่าให้มันเป็นนางเอกขึ้นมาเลย อย่างดอกจอกบ่อวายมันเป็นดอกเล็ก ๆ ใช่ไหม ถ้าเราจะปักเล็ก ๆ มันไม่ได้เป็นนางเอก คนไม่เห็น น้ายืนขยายมันขึ้นมาเลย เราก็เล่าในแบบของเราได้ ให้ดอกไม้เล็ก ๆ นั้นเป็นนางเอกในใจเรา ต้นนี้ก็ได้อยู่นะคะ” ฉันชี้ไปที่ต้นไม้ตรงกระเป๋า

“ตอนทำน้ายืนฝืนใจไหมล่ะคะ”

“ไม่ค่ะ ไม่ฝืน เพราะมันเล็ก” 

“ถ้าน้ายืนไม่ชอบทำใหญ่อลังการแบบพี่บวบ น้ายืนทำแบบนี้ก็ได้ ก็ดีนะคะ แล้วก็แซมดอกที่เราชอบลงไป ดอกที่เรานึกถึงตอนนั้น มันไม่จำเป็นต้องอลังการ แต่ให้เราเป็นเรา”

“จริงค่ะ ที่จริงหนูเหมี่ยวไม่ได้บังคับนะคะ แค่หนูเหมี่ยวพูดแค่นี้ เราก็รู้แล้วค่ะ เขาแนะนำเฉย ๆ แต่ว่าเรากดดันตัวเอง หนูเหมี่ยวจะไม่ฝืนใครนะคะ แต่ถ้าพูดมาแบบนั้นเราก็ต้องคิดแล้วค่ะ”

“พอน้ายืนมาทำงานให้ภูครามก็ถือว่าน้ายืนเป็นตัวท็อปของภูครามเหมือนกันนะคะ มีแต่คนบอกว่าอยากได้งานน้ายืน” ฉันบอก

“ของคนอื่นก็ง้ามงาม แต่ยายไม่ได้คิดว่าอยากไปปักเหมือนเขา ก็ได้ลองเรียนปักลายต้นไม้กับหนูวิมาแล้วหละ ถ้าเรายอมเปิดใจมันก็ได้ดี แต่ยายเป็นคนดื้ออยู่”

“ดื้อนี่คือยังไงคะ”

“แบบไม่ยอมเปิดใจ”

“อยากจะทำในแบบของฉัน อย่างนี้เหรอคะ”

“เอ้อ นั่นแหละค่ะ”

“อ้าว มันก็ดีนะคะน้ายืน”

“อย่างหนูเหมี่ยวให้คนมาเรียนกับยาย ยายก็สอนใครไม่เป็น เราก็ปักไปเรื่อย ไม่เหมือนของหนูบวบที่ดูเป็นระเบียบ” 

“ของน้ายืนคือปักไปเรื่อย ๆ ตามอารมณ์”

“แม่น ให้วาดไว้ก่อนก็ไม่ ไม่ได้คิดไว้ก่อนว่าตรงนั้นตรงนี้จะเป็นอะไร แล้วแต่มันจะไปตามอารมณ์”

น้ายืนเริ่มลงมือปักผ้า ฉันชวนน้ายืนคุยต่อ

“น้ายืนได้อ่านเรื่องตัวเองที่หนูเขียนหรือยังคะ”

“อ่านแล้วค่ะ”

“อ่านแล้วโอเคไหมคะ”

“โอ้ย โอเคค่ะ ขอบคุณด้วยค่ะ ยายก็ว่าคนเรามันจะได้เจอกันน่ะนะคะ จากที่ตอนแรกนมสดจะได้ติดตาม เปลี่ยนเป็นคุณฮุ้ง มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญนะคะที่โดนนมสดปฏิเสธ”

“ไม่มีใครปฏิเสธใครนะคะ ทุกคนอยากคุยกับช่างทุกคนเหมือนกัน แต่มีช่างให้ติดตามหลายคนก็ต้องแบ่งกัน ตอนแรกนมสดเลือกน้ายืน แต่ทีนี้มีช่างเพิ่มมาให้นมสดตามอีกคน หนูเลยขอน้ายืนจากนมสด” 

“…รู้สึกโชคดีมาก ๆ แล้วก็ขอบคุณ ทำให้ยายรู้สึกชื่นชม ให้เกียรติภูคราม ให้เกียรติหนูเหมี่ยว เพราะแต่ก่อนยายเป็นคนสะเปะสะปะ เป็นคนไม่รู้จักค่าตัวเอง ไม่คิดว่าตัวเองจะทำอะไรออกมาได้ดี ถ้าไม่มีภูครามเราก็เหมือนคนไม่มีค่าน่ะค่ะ…”

“ยายกลัวหนูเหมี่ยวทิ้งภูครามอยู่”

“เขาไม่ทิ้งหรอกค่ะ เพียงแต่ว่าเขาอาจจะมีกิจกรรมอื่น ๆ ที่ต้องไปทำเพิ่มเติม พอกิจการโตขึ้นมันก็จะต้องขยายอะไรสักอย่าง เพื่อที่จะเลี้ยงคนในความดูแลของเขาให้ได้ อย่างการจะเปิดสตูโอก็ต้องทำ เพราะเราจะมาขายงานปีละครั้งไม่ได้ ลูกน้องก็มีเยอะแยะ ก็ต้องหาทางที่มีรายได้เข้ามาหล่อเลี้ยงตลอด”

“หนูเหมี่ยวนี่เป็นคนให้โอกาสคน”

“น้ายืนรู้สึกยังไงคะที่มีคนเห็นคุณค่าของเรา”

“ดีค่ะ รู้สึกโชคดีมาก ๆ แล้วก็ขอบคุณ ทำให้ยายรู้สึกชื่นชม ให้เกียรติภูคราม ให้เกียรติหนูเหมี่ยว เพราะแต่ก่อนยายเป็นคนสะเปะสะปะ เป็นคนไม่รู้จักค่าตัวเอง ไม่คิดว่าตัวเองจะทำอะไรออกมาได้ดี ถ้าไม่มีภูครามเราก็เหมือนคนไม่มีค่าน่ะค่ะ จริง ๆ นะคะ อันนี้ครอบครัวลูกเต้าก็สนับสนุน แต่ก่อนแม่ตัวเองก็ไปหาแต่วงไพ่ไฮโล ก็ไม่ได้เป็นที่ชื่นชอบ บ้านแตกสาแหรกขาด ก็ไม่โทษเขาหรอก พอมาทำมาหากินลูกเต้าก็ยอมรับ ชื่นชม ให้กำลังใจ ‘ยายสีพอนไม่คิดว่าเจ้าจะทำได้ขนาดนี้’ เขาว่า มันเป็นคำหยอกเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่มันฟื้นฟูใจเรา”

“แสดงว่าตอนที่เล่นการพนันเข้าข่ายงอมแงมเลยใช่ไหมคะน้ายืน”

“โอ้ย ลูกคนโตนี่เอาไปป้อนนมข้างวงเลยค่ะ เอาไว้อีกห้องหนึ่ง แล้วเข้าไปเล่นอีกห้องหนึ่ง แล้วก็ไม่ใช่แค่ตัวเราที่ทำให้เราต่ำเสื่อมลงไปเราดึงคนหมู่มากมาเสื่อมกับเราด้วยค่ะ ชวนเขาไป หมู่คณะเรานี่แหละค่ะ พอยายเลิก ก็ไม่มีใครเล่นแล้วก็ไม่ชวนกันเล่น ยายก็มานั่งคิด โอ้ตัวเราทำไมชั่วนักนะ ชั่วคนเดียวไม่พอยังไปดึงคนอื่นมาอีก” ดูเหมือนน้ายืนจะยังรู้สึกผิดกับเรื่องราวในอดีต ที่ทำให้ครอบครัวแตกแยก

“เรื่องการทำใจกับความพลัดพรากนี่ต้องฝึกเยอะเลยนะคะ” ฉันเอ่ยขึ้น

“เยอะอยู่ค่ะ ถ้าเราเจอเลยเราจะรับไม่ได้ ของอย่างนี้ต้องฝึก ขนาดฝึกมาดี ถึงเวลาจริง ๆ เราก็รับไม่ได้ก็มี ที่จริงพอเราเจอเรื่องขึ้น แล้วทำไม่ได้สักนิด เหมือนมันพูดแต่ปากเฉย ๆ นะยายนี่ พอถึงคราวจริง ๆ ที่เจอทุกข์ มันเอาไม่อยู่น่ะค่ะ เพราะเราไม่ได้ปฏิบัติเคร่งครัด พูดแต่ปากเฉย ๆ ว่าเราปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ”

“มันต้องปฏิบัติในรูปแบบด้วยนะคะ อย่างเช่น นั่งสมาธิทุกวัน ๆ เช้าเย็น แบบนี้นะคะจิตเราถึงจะแข็งแรง เข้มแข็ง อันนี้หนูก็ไม่ได้ปฏิบัติทุกวันเช้าเย็นเหมือนกัน ห่างมาก พอมีอะไรมากระทบทีโมโหปื้ดขึ้นมาเราก็เห็น” 

“เพราะว่าเราห่างสมาธิ” น้ายืนเสริม

“ใช่ค่ะ หรืออย่างเมื่อ 2-3 วันที่แล้ว อยู่ดี ๆ ก็หงุดหงิดแบบไม่มีเหตุผล ไม่อยากคุยกับใคร ไม่อยากให้ใครเข้าใกล้ นึกในใจ จิตเราไม่เข้มแข็ง จิตหมดกำลัง ครูบาอาจารย์หนูเคยบอกว่าอย่างนี้ จิตหมดกำลังเพราะเราไม่ได้ปฏิบัติต่อเนื่อง” 

“เขาถึงให้ทำอยู่เนือง ๆ นะคะ”

“ใช่ค่ะ เราพูดว่าเรามีสติ ปฏิบัติแบบไม่ต้องเข้าวัดก็ได้ มันก็ไม่ได้มีตลอดเวลาจริง”

“คำว่าสถานที่ก็สำคัญนะคะ เอาง่าย ๆ อย่างที่คุณฮุ้งว่าไม่ให้อกุศลเกิดมันก็ยาก การให้ดึงจิตมาอยู่กับกายอีกล่ะ ดูภายนอกคุณฮุ้งดูเป็นคนสบาย ๆ นะคะ” น้ายืนเปลี่ยนมาพูดถึงฉัน และไม่ใช่คนแรกที่บอกกับฉันแบบนี้

“น้อง ๆ ก็บอกพี่ฮุ้งดูเป็นคนชิลล์” 

“เป็นคนชิลล์จริง ๆ เพราะคุณฮุ้งไม่ยี่หระในอันนั้นอันนี้”

“จริง ๆ เป็นคนเก็บความรู้สึกนะคะ แต่เราไม่เอามันมาแบกไว้ มันเข้ามาอยู่ก็ให้มันอยู่ แต่เราไม่ได้ลงไปแหวกว่ายกับมัน”

“อันที่จริงยายว่าคุณฮุ้งเป็นคนง่าย ๆ คุณฮุ้งบอกว่าเป็นคนเก็บยายก็ดูออกอยู่ว่าเป็นคนเก็บ แต่ก็เหมือนเป็นคนที่ผ่านทุกข์มาแล้ว แล้วทีนี้ไม่เอาทุกข์มาเก็บ แต่พวกยายนี่ผ่านทุกข์แล้วยังเอาทุกข์มาเก็บอยู่”

“ยังไปคิดถึงมันอยู่อย่างนี้เหรอคะ”

“เก่งนะคะ ทุกข์แล้วทิ้งทุกข์ได้” น้ายืนรำพึงแทนคำตอบ

“ไม่งั้นเราก็ทุกข์นะคะ ทุกวันนี้หนูก็มีทุกข์เรื่องพ่อเริ่มแก่ แม่เริ่มแก่ พ่อหลง ๆ ลืม ๆ คุยด้วยบางทีเขาก็ไม่รู้เรื่อง ถ้าเราทุกข์ก็คือทุกข์เพราะห่วงเขา เขาจะอยู่ยังไง เราไม่ได้อยู่ดูแลพาเขาไปหาหมอเลย มันทุ้กข์ ทุกข์นะน้ายืน แต่พอทุกข์แล้วทำอะไรไม่ได้ ก็อย่าไปทุกข์กับมัน“

“เหมือนยายนี่ โทษของการเล่นการพนัน บ้านแตกสาแหรกขาด เราเข้าใจแล้ว”

“แต่มันก็ผ่านไปแล้ว ไปทุกข์ก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว เราก็ปล่อยมันไป ช่างมัน แล้วก็ทำปัจจุบันของเราให้ดี ปัจจุบันเรามีความสุขแล้วก็โอเค”

“เหมือนที่คุณฮุ้งดูไพ่ให้วันนั้น ทุกการเปลี่ยนแปลงย่อมดีเสมอ” น้ายืนหมายถึงวันที่หลังจากไปเดินป่าครั้งแรก คุณเหมี่ยวให้ทำกิจกรรมเปิดไพ่ออราเคิล โดยที่ให้แต่ละคนจับไพ่มา 1 ใบ แล้วไพ่จะสื่อสารข้อความถึงคนนั้น น้ายืนหยิบได้ไพ่การเดินทาง 

“มันคือการเดินทาง แสดงว่าวันนั้นในใจน้ายืนก็ยังมีเรื่องอื่นที่ยังวนเวียนอยู่ ไพ่ใบนั้นคือไพ่เจอร์นี่ (journey) แปลว่าการเดินทาง การผจญภัย การเดินทางเราไม่รู้หรอกว่าข้างหน้ามันจะมีอะไร เหมือนการผจญภัย ไม่ว่าอะไรเข้ามามันก็จะเป็นประสบการณ์ที่ดีให้เราหมดเลย มันเป็นบทเรียนให้เราได้หมดเลย ไม่ว่าดีหรือไม่ดี ให้สนุกกับการมีชีวิตอยู่ ณ ปัจจุบัน” 

“แม่นอยู่ค่ะ เฮาอยู่ก็คือชีวิตเราเอง ใช้ชีวิตเราเอง เรามัวจะคิดว่าพรุ่งนี้จะดี วันนี้ก็ดีได้ ดีได้ตั้งแต่ตอนที่ปักผ้าอยู่ตอนนี้แหละค่ะ”

“นี่แหละ เรากำลังสร้างเหตุอยู่ สร้างเหตุดี อนาคตก็มีผลดี”

“ถ้ารู้อย่างนี้ เป็นคนดีตั้งนานแล้ว พอเป็นคนดีก็เจอแต่คนดี คล้ายที่หนูเหมี่ยวบอกให้จำชื่อต้นไม้ พอเราจำต้นไม้ได้เราก็จะรู้จักต้นไม้ อันนี้ก็เหมือนกันพอเราเป็นคนดีก็จะมีแต่คนดีที่เราได้เจอ”

“ถือว่ายังมีบุญอยู่นะคะน้ายืน ไม่งั้นชีวิตก็จะมืดดำไปเรื่อย ๆ”

“มืดดำคนเดียวไม่ว่า พาคนอื่นมืดไปด้วย พาเขาไปเป็นกลุ่มเป็นก้อน ไปเล่นการพนัน พอเราเลิก เขาก็ไปทำมาหากินเหมือนกัน กรรมหนักขนาด”

“…ถ้าเราไปเราต้องแข่ง เราต้องเก่ง เพราะว่าเขาเลือกเราแล้ว แล้วทีนี้ถ้าเราไม่เก่งจริงมันจะยากค่ะ เราจะใช้ชีวิตยาก เพราะความหวังเขาอยู่กับเรา…”

แล้วน้ายืนก็เล่าถึงตอนที่คนรู้จักที่เปิดร้านอาหารอยู่อเมริกามาชวนน้ายืนไปทำงานเป็นแม่ครัวแต่ว่ามีตัวเลือก 2 คน คนหนึ่งก็คือเพื่อนของเจ้าของร้าน ทำให้เขาตัดสินใจลำบาก น้ายืนจึงบอกเขาว่าคนเก่งน่ะมีมากมาย แต่ให้เขาเลือกคนดีคนซื่อสัตย์ที่เขาไว้ใจได้ สุดท้ายเขาก็เลือกเพื่อนเขาเพราะเขารู้จักกันมานาน แต่น้ายืนก็ไม่ได้เสียใจ เพราะคิดว่าตัวเองก็คงมีความสามารถไม่เท่าเพื่อนเขา 

“มันเป็นข้อเสียไหมคะ พอเราไม่อยากแข่ง ไม่อยากสู้ มันเหมือนคนไม่มั่นใจในตัวเอง หรือคนอาจคิดว่าเราไม่อยากทำหรอกมั้งอะไรอย่างนี้หรือเปล่าคะ”

“ยายเข้าใจว่ามันเป็นดาบสองคมกับเรา แต่ถ้าเราไปเราต้องแข่ง เราต้องเก่ง เพราะว่าเขาเลือกเราแล้ว แล้วทีนี้ถ้าเราไม่เก่งจริงมันจะยากค่ะ เราจะใช้ชีวิตยาก เพราะความหวังเขาอยู่กับเรา คิดได้อีกอย่างก็เหมือนเราเป็นคนไม่กระตือรือร้น คุณหนูเหมี่ยวให้ยายทำอันนี้เราก็รู้ตัวเองว่าเราไม่เก่ง”

“น้ายืนต้องมองใหม่ว่าตัวเองเก่ง ถ้าพูดว่าไม่เก่งบ่อย ๆ มันจะไปฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกนะคะ มันจะบอกตัวเราเองซ้ำ ๆ ว่าเราไม่เก่ง แล้วเราก็จะยิ่งไม่เก่งนะคะ เข้าใจอยู่ว่ามันเป็นการถ่อมตน แต่ว่าเราจะไม่พูดว่าเราไม่เก่ง เหมือนที่เราชอบพูดว่าขี้เกียจ เราก็จะขี้เกียจ ให้บอกว่าเราก็ได้อยู่นะ คือไม่ได้ให้พูดจนคนหมั่นไส้ แต่เราก็ไม่ได้ถ่อมตัวจนเราดูสู้ใครไม่ได้อย่างนี้นะคะ หนูเคยเป็นแบบน้ายืนแต่ก่อน แต่พอเป็นแบบนั้นแล้วเรารู้สึกว่าเราเสียโอกาสหลายอย่าง พอเราถ่อมตัวมาก ๆ คนจะไม่ให้ความเคารพเราเลย ทั้ง ๆ ที่เรารู้ว่าเราทำได้ แต่เราถ่อมตัว เพราะเราไม่อยากให้คนอื่นหมั่นไส้ แต่พอเป็นอย่างนั้นแล้วได้เรียนรู้ว่า คนมองเราอีกแบบหนึ่ง คนจะมองว่าเราก็ไม่เก่งหรอก ประสบการณ์มันสอนหนูมานะ” ฉันแลกเปลี่ยนกับน้ายืน

“หรือตอนหนูเปิดร้านกาแฟที่เชียงใหม่ หนูคิดแค่ว่ามีรายได้เลี้ยงดูพ่อ เลี้ยงตัวเองไปแต่ละวัน ๆ ก็พอ เราไม่ได้คิดอยากจะแข่งกับใคร ไม่ได้คิดอยากจะมีสาขามากมาย หรือเปิดร้านใหญ่ขึ้น ไม่ได้คิดแบบนั้นเลย แต่ก็ยังมีคนมาอยากแข่งกับเราเพราะเราทำดี พอเราทำดีมีคนอยากแข่งกับเรา อยากทำให้เราหายไป เราก็ยอมไม่ได้สิ เพราะว่านี่คืออาชีพเรา เราก็ต้องผลักดันตัวเองขึ้นมาให้เราอยู่แถวหน้าให้ได้ ไม่งั้นเราก็จะหายไป เหมือนหลัง ๆ ที่หนูไม่เอาแล้วจริง ๆ หนูก็ไม่กระตือรือร้นอะไร หนูก็หายไป แล้วหนูก็เลิกทำ มันเป็นสัจธรรมนะคะน้ายืน ยังไงเราก็ต้องมั่นใจในตัวเองระดับหนึ่ง เพื่อให้เราอยู่ในแถวหน้าเทียบเท่ากับคนเก่ง ๆ แต่น้ายืนน่ะเก่งอยู่แล้ว น้ายืนมีความมั่นใจในตัวเองอยู่ในระดับหนึ่งเลยนะ เพียงแต่ว่าน้ายืนชอบถ่อมตัว” ฉันว่าตามที่เห็น

“เหมือนคุณฮุ้งว่าถ้าเราไม่แข่ง เราก็ไม่ได้”

“มันจะไม่ได้สิ่งที่เราอยากได้”

“จริงอยู่ เราอยู่ในโลกแล้ว สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อยู่ในโลก เฮาหลีกไม่ได้”

“ถ้าเรายังไม่ได้ไปบวช เรายังต้องทำอยู่ เหมือนที่น้ายืนเล่าเรื่องไปแย่งผลไม้กับเขานั่นแหละ หนูก็เข้าใจความรู้สึก เพราะมันต้องทำไง ทั้งที่ใจเราก็ไม่ชอบทำแบบนี้หรอก แต่มันจำเป็นต้องทำ” 

“มันไม่ใช่ตัวตนเรา พอทำไปได้สักระยะหนึ่งก็ล้านะ ใจเรานี่แหละล้า มันทั้งเอาใจคน ทั้งแย่งกับคน มันล้า เงินก็ได้นะ แต่ไม่คิดอยากกลับไปทำ อันนี้แหละที่มันค้านอยู่ในใจยาย เวลาทำอะไรก็อยากเป็นที่หนึ่ง แต่มันไม่มีความสุข” ฉันเห็นด้วยกับน้ายืน ถ้าสิ่งที่เราทำไม่ใช่สิ่งที่เราเป็น นานวันไปจะทำให้ใจล้า

“เปิดเป็นก็ต้องปิดเป็นนะโยม” ฉันเอ่ยประโยคของพระอาจารย์ขึ้น เราขำให้กัน

“นี่แหละที่ทำให้ยายไม่ค่อยอยากเจอคน”

“ถ้าน้ายืนมีเงินเยอะ ๆ น้ายืนจะอยากทำบ้านอีกครั้งไหมคะ”

“อยากอยู่ค่ะแต่บ้านในที่นี้ไม่ใช่บ้านหลังใหญ่โต แค่ให้มีน้ำมีไฟใช้ แค่นี้ก็พอค่ะ”

“แล้วทีนี้หลังจากที่ดำนาแล้ว ขึ้นมาจากนา เอาใจมาอยู่นี่ มาประดิษฐ์ประดอย มาดึงทีละเส้น ไม่ให้น้ำหนักมือมาก ก็มีความสุข สุขไม่ใช่เพราะมีเงินมีทอง สุขเพราะแค่มาเห็นดอกไม้ กลีบใบมันออกมางาม ก็สุขแล้ว…”

“วันนั้นมีคนมาสัมภาษณ์คุณเหมี่ยว แล้วคุณเหมี่ยวพูดว่า ต้องอยู่กับสมมติให้เป็น คือใจจริงก็อยากจะละแล้วล่ะ แต่ว่ายังต้องทำ ก็ต้องอยู่กับสมมติให้เป็น สมมติก็คือเรื่องทางโลกนี่แหละ อยู่ให้เป็นโดยไม่เอาใจกระโจนลงไป ทำแต่ไม่หลงไปกับมัน เหมือนน้ายืนบอกว่าพอเราปฏิบัติธรรมมากๆ แล้วเราก็ไม่อยากทำอะไร เพราะเราไม่รู้สึกว่าอยากได้นู่นอยากได้นี่”

“มันต้องอาศัยความอยากอยู่นะคะ เวลาทำนั่นทำนี่”

“แต่ว่ามันเป็นหน้าที่เนาะ หน้าที่มนุษย์ที่เรายังอยู่บนโลกนี้เราก็ต้องทำไปตามหน้าที่”

“มันแยกไม่ออกสิคุณฮุ้ง”

“แต่มันจะแสดงออกมาในงานนะน้ายืน ถ้าน้ายืนทำด้วยความสบายใจ ไม่ได้ทำเพราะความอึดอัดใจหรือความโลภ งานจะออกมาต่างกัน ทำเพราะความสบายใจ ทำไปเรื่อย ๆ เพราะฉันรักที่จะทำมัน มันจะออกมาดีอยู่ในระดับแถวหน้าเทียบเท่าคนอื่นได้ เพราะความรัก ความสบายใจที่เราจะทำมัน แต่ถ้าทำเพราะอยากแข่งขันมันก็จะออกมาอีกรูปแบบหนึ่ง คนดูจะรู้สึก”

น้ายืนหยุดคิดสิ่งที่ฉันพูดก่อนจะพูดต่อ

“แล้วทีนี้หลังจากที่ดำนาแล้ว ขึ้นมาจากนา เอาใจมาอยู่นี่ มาประดิษฐ์ประดอย มาดึงทีละเส้น ไม่ให้น้ำหนักมือมาก ก็มีความสุข สุขไม่ใช่เพราะมีเงินมีทอง สุขเพราะแค่มาเห็นดอกไม้ กลีบใบมันออกมางาม ก็สุขแล้ว ก็ม่วนแล้ว ไม่ต้องไปเข้าเมือง ไม่ต้องไปเห็นคน ไม่ต้องไปกินพิซซ่าก็สุข”

น้ายืนเว้นวรรคไปสักพักก่อนชี้ไปที่ต้นไม้หนึ่งบนเสื้อ

“นี่ข่อยดาน นี่ดอก นี่ใบ เวลายายทำถ้าไม่บอกว่าข่อยดานก็ไม่รู้นะ เพราะมันเป็นจินตนาการของเรา เราจำได้แต่กกกอ จำได้แต่ลำต้น ใบมันก็ไม่เยอะ พอมาตรงนี้กกมะเกลือนี้หุ้มดินไว้น้อย ๆ มีแต่ราก” 

“พอหนูเห็นต้นนี้ในวันนี้นะ มันเด่นขึ้นมาเลยนะคะน้ายืน มันดูเรียบร้อย ดูสงบ บอกไม่ถูก มันเด่นขึ้นมาจากตรงอื่น เหมือนเป็นอารมณ์ที่เปลี่ยนไปจากตรงอื่นทั้งหมดเลย” 

“ในตอนนั้นยายคิดว่า มันเป็นอดีตกับปัจจุบัน แต่ก่อน มันเห็นแค่ลำตัน ทุกวันนี้มันเห็นรากโอบดิน เป็นอารมณ์หลาย ๆ อย่าง อารมณ์ในธรรมที่ยายคิดว่าคนที่มีน้อยแต่ถ้ามีธรรมแม้จะแค่เล็กน้อย เราก็อยู่ได้ ในตอนนั้นเราจินตนาการเป็นกกมะเกลืออุ้มดินเพียงเล็กน้อย”

“น้ายืนจะเปรียบเทียบเหมือนว่าแม้ว่าเราอยู่แบบสมถะ ถ้าเรามีธรรมเราก็อยู่ได้ใช่ไหมคะ”

“ใช่ค่ะยุคสมัยนี้ข้าวยากหมากแพง แต่ถ้าเรามีธรรมเปรียบกับต้นมะเกลือไม่หลือขี้ดินเราก็อยู่ได้”

“อื้อหือ ลึกซึ้ง” ฉันชื่นชม

“ลึกอยู่นะ เวลาเราปักไปแต่ละดอกมันจะค่อย ๆ ไปตามจินตนาการ”

“แล้วทำไมน้ายืนถึงเลือกให้มันมาอยู่แถวกระเป๋าคะ”

“ยายคิดว่าถ้าไปอยู่ตรงอื่นก็ไม่เหมาะ ก็เลยว่าต้องอยู่ตรงกระเป๋า เพราะอยากให้กระเป๋าเด่น ให้มันมีเรื่องราวขึ้นมา”

“แต่หนูตีความไปว่ามันอยู่ตรงกระเป๋า กระเป๋าเราเหมือนที่ใส่เงิน ถึงมีน้อยก็ไม่เป็นไรถ้าเราสมถะ” ฉันพูดแล้วขำกับการตีความของตัวเอง

เสียงนาฬิกาบอกเวลาเที่ยง เราจึงชวนกันเก็บข้าวของ แล้วไปหามื้อกลางวันทานกันก่อนกลับไปภูคราม 

เขียนโดย ม่านเมฆา