ตอนที่ 7 : เมาะเมาะ แมะแมะ

ติดตามพี่โส และพี่จ๋อม ช่างปักผ้า

หลังจากที่พี่โสส่งงานไปเมื่อวันศุกร์ช่วงสิ้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ฉัน พี่โส และพี่จ๋อมก็เว้นจากการนัดติดตามผลงานมาเป็นเวลา 2 สัปดาห์แล้ว เนื่องจากพี่จ๋อมมีธุระส่วนตัวที่ต้องทำหลายอย่าง แต่พี่จ๋อมก็ยังได้แวะเข้ามารีดเสื้อเชิ้ตอยู่ครั้งหนึ่งก่อนที่เราจะมาเจอกันในวันนี้ ส่วนพี่โสก็ได้เริ่มขึ้นงานใหม่แล้วเป็นการปักเสื้อคลุมภูครามตัวสีคราม

วันนี้เป็นวันพฤหัสช่วงกลางเดือนกรกฎาคม ซึ่งผ่านมาเป็นสัปดาห์ที่ 11 ที่ฉันได้มาทำงานกับภูคราม และเป็นสัปดาห์ที่ 5 ของการติดตามผลงานพี่โสและพี่จ๋อม 

เมื่อวานนี้พี่จ๋อมโทรมานัดฉันว่าจะพาไปขึ้นโคก เพื่อไปเก็บเห็ดระโงกกัน ร่างกายฉันไม่ค่อยสบายนักแต่ก็ยังตื่นเต้น และเตรียมพร้อมจะไปเข้าป่าเหมือนเดิม

พอพี่จ๋อมมาถึงภูคราม พี่เจนก็พูดกับพี่จ๋อมอย่างขำ ๆ ว่า ‘ฝากดูแลน้องด้วย น้องไม่ค่อยสบาย’ ทำเอาพี่จ๋อมคิดหนักว่าจะเปลี่ยนแผนมานั่งทำงานอยู่บ้านยายต๋องอย่างเดียวแทนดีไหม แต่ในใจฉันเองก็ยังอยากไปเข้าป่าหาเห็ด แม้ร่างกายจะยังไม่ค่อยไหวก็ตาม

ฉันซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์พี่จ๋อมมาจนถึงบ้านยายต๋อง 

“เจ๊” พี่จ๋อมตะโกนเรียกพี่โสหลังจากจอดรถ

พี่โสกำลังทำธุระอยู่ในบ้าน พอได้ยินเสียงพี่จ๋อมตะโกนเรียก ก็เก็บของแล้วเดินมาหาพวกเราที่ใต้ถุนบ้านยายต๋อง วันนี้ที่บ้านพี่โสมีแขกมาหลายคน แกบอกว่าเพิ่งกลับมาจากในเมือง เพราะสามีป่วย เลยต้องไปเฝ้าสามีที่โรงพยาบาลสกลนครมาสัปดาห์หนึ่งแล้ว

พอพี่จ๋อมบอกพี่โสว่าฉันไม่ค่อยสบาย ทั้งคู่ก็เป็นห่วงว่าฉันจะไปขึ้นโคกไหวหรือเปล่า แต่ฉันเองก็ยืนยันว่าอยากไป เราจึงตกลงกันว่าจะไป ‘ป่าหนองโก’ ที่อยู่ตรงหัวนาของพี่จ๋อมกัน ไปแค่ไม่นาน แล้วพี่จ๋อมจะกลับมานั่งปักผ้าให้เสร็จภายในช่วงบ่ายเพื่อส่งงานในวันนี้เลย

ก่อนจะไปเข้าป่า พี่จ๋อมแวะเข้าบ้านไปเอาอุปกรณ์ปัก และเสื้อเชิ้ตมาโชว์ให้ฉันดู

“โว้ว” ฉันอุทานตื่นเต้น

เสื้อพี่จ๋อมถูกปักเต็มตัวทั้งหน้าและหลัง รายละเอียดเล็กๆ น้อย ๆ เต็มเสื้อไปหมด ‘น่ารักมาก!’ ฉันคิดในใจพลางตั้งใจมองดูทุกรายละเอียดบนเสื้อของแก ที่ด้านหน้าเสื้อมีต้นไม้หลากหลายต้น

“มีต้นอะไรบ้างคะพี่จ๋อม”

“มีต้นกระบก ต้นซาด กกจิก กกฮังน่ะนะ” แกค่อย ๆ ไล่นิ้วชี้ต้นไม้จากทางขวาไล่ไปซ้าย “นี่ก็ต้นซาด อันนี้หม่องมุมมืด อันนี้หม่องแจ้ง อันนี้เพิ่นตาย”

ต้นชาด หรือต้นสะแบงของพี่จ๋อม มีลักษณะใบคล้ายขนนกถูกปักอยู่ทั้งฝั่งขวา และซ้ายของเสื้อ ตัวเสื้อด้านขวาถูกย้อมด้วยสีมะเกลือเข้ม ต้นไม้จึงมีสีใบออกหม่น ๆ ส่วนด้านซ้ายเป็นสีครามอ่อน ต้นไม้จะมีใบสีเขียวสดขึ้นมา ซึ่งต้นชาดของแกมีทั้งฝั่งที่ใบขึ้นสวยงาม และฝั่งที่ไม่มีใบบนลำต้นเหมือนต้นไม้ตาย

“ติ้วงามเด๊นี่” พี่โสเอ่ยชม

“งามอยู่บ่” พี่จ๋อมถามกลับอย่างสงสัย แล้วหันมาชี้ให้ฉันดูต้นติ้วที่ลำต้นถูกอยู่ช่วงแขนเสื้อทางซ้าย “อันนี้ต้นติ้ว ภูครามน่ะจะเป็นเอกลักษณ์คือต้นติ้ว ก็เลยเอามาใส่ตรงแขน”

“อ๋า” ฉันมองทุกรายละเอียดอย่างตั้งใจ

พี่จ๋อมพลิกเสื้อไปด้านหลัง มีรายละเอียดเพิ่มเติมจากเดิมทั้งดอกไม้ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกมุม บริเวณลำธารมีคลื่นน้ำน้อย ๆ แทรกอย่างเป็นธรรมชาติ ก้อนเมฆลอยเต็มเสื้อด้านบน โดยที่ฝั่งซ้ายเป็นเมฆครึ้ม ส่วนฝั่งขวาเป็นเมฆขาว เหมือนท้องฟ้าโปร่ง และมีพระอาทิตย์ส่องแสง

“เลเดียชอบตรงไหน” พี่จ๋อมถามขึ้น

“หนูชอบด้านหลัง ที่มีทุ่งหญ้า ลำห้วย แล้วก็ช่วงตรงพุ่มหญ้าพวกนี้ค่ะ” ฉันชี้ให้แกดูรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ “ดีเทลมันเยอะดีค่ะ”

“มันมีกระจุ๋มกระจิ๋มให้มองเยอะใช่ไหม”

“ใช่ค่ะ” ฉันยิ้มตอบ

“เพิ่นจ้องกินปลา นกนี่น่ะ” แกชี้ไปที่นกปากห่างสีขาวที่ยืนอยู่ริมห้วย “อันนี้ปลากำลังจะเข้ากระด้ง มีปูด้วยนะเห็นปูไหม”

ฉันมองหาปูบนตัวเสื้อ จึงเห็นพวกมันอยู่กระจัดกระจายอยู่ริมลำธาร

“นี่ไง” ฉันชี้ไปที่ปูพลางตื่นเต้น “น่ารักมาก~”

พอได้มองไปทั่ว ๆ เสื้อเชิ้ต ฉันก็สังเกตว่าพี่จ๋อมปักดอกไม้ทั้งเล็กและใหญ่กระจายเต็มไปหมด สีสันก็น่ารักสดใสเข้ากับลวดลายปักทั้งหมด และเข้ากับสีเสื้อมาก

“พี่จ๋อมชอบปักดอกไม้หรอคะ”

“พี่หรอ… ชอบนะ” แกตอบ “มันแล้วแต่อารมณ์ด้วยนะ พออารมณ์ดี หรือว่าเราแบบไปป่า ไปนั่นนี่ ก็อยากจะใส่วิถี อย่างเสื้อตัวนี่ที่พี่ปักนี่คือ ตอนเด็ก ๆ น่ะไปเฮ็ดไฮ่เฮ็ดนาบ่ได้จ้าง เพิ่นสิซ่อยเดียวเฮ็ด ลูกหลานก็เอามาเลี้ยงนำเดียว แล้วมันมีความอุดมสมบูรณ์ของป่า คือมีสัตว์ป่า เราก็เอาคุณภูครามมาปักเป็นพวกสัตว์ป่า มันมีหมาจอก หมาหยัง”

ฉันพยักหน้ารับ

“ก็ว่าสิใส่ก้อนเมฆอีกสักก้อนสองก้อน” แกพลิกเสื้อกลับมาที่ด้านหน้า แล้วชี้ไปที่เสื้อด้านหน้าทางซ้าย “ตรงนี้ก็ว่าจะใส่อยู่ดอกไม้กระจุ๋มกระจิ๋มน่ะ”

“เอาจริง ๆ มันก็ดูเหมือนเสร็จแล้วเลยนะคะเนี่ย”

“ใช่ไหม… แต่ยังไม่เสร็จนะ” แกหัวเราะ

“ตรงนี้คือที่เราไปโคกกันหรอคะ” ฉันมองไปที่ต้นไม้ที่เรียงกันเป็นป่าทางขวา

“ที่หัวนาพี่น่ะมันสิเป็นภูแม่นบ่ เลยเอาหัวนามาใส่ นาพี่น่ะมันอยู่ตีนภู เขาเอิ้น ‘นาภู นาโคก’ ”

ป่าหัวนาที่พี่จ๋อมพูดถึงคือ ‘ป่าหนองโก’ ป่าที่เราไปเก็บดอกขิงกันเมื่อตอนไปนาพี่จ๋อมครั้งก่อน ซึ่งวันนี้เราก็จะไปเก็บเห็ดที่นั่นกันด้วย

“แล้วพี่จ๋อมชอบตรงไหนที่สุดคะ ของเสื้อตัวนี้”

“พี่บ่…พี่มักข้างหน้า กับต้นติ้ว” แกตอบ “ในหัวคิดเฮาก็อยากปักเยอะแยะมากมาย แต่มันก็ได้ส่ำนี่แหละนะ มันเหมิดแฮงแล้ว”

“นี่ก็สุดยอดแล้วค่ะ สวยมาก”

ระหว่างทางไปป่าหนองโก

พอคุยกันจบพวกเราก็เอาของไปเก็บหลังบ้านยายต๋อง แล้วมุ่งหน้าไปที่ป่าหนองโกกัน ฉันซ้อนท้ายพี่โส โดยมีพี่จ๋อมขับนำไปก่อน ระหว่างทางเข้าไปที่ป่าเป็นทางเดียวกับที่ไปนาพี่จ๋อม ซึ่งสองข้างทางตอนนี้ทุ่งนาเขียวขจีกว่าเดือนสองเดือนที่ผ่านมา เพราะเป็นช่วงที่ชาวบ้านดำนากันพอดี ถึงท้องฟ้าจะอึมครึมแต่ก็มีลมพัดเย็นสบาย

เราขี่รถผ่านป่าบริเวณที่มาเก็บดอกขิงกันครั้งก่อน ลึกเข้าไปหลายร้อยเมตร ระหว่างทางเป็นป่าเต็งรัง ถนนก็วิบากยิ่งกว่าที่เราไปภูหลังดำซะอีก ฉันก็ได้แต่คิดในใจขำ ๆ ว่าพี่โส พี่จ๋อมนี่น่าจะไปเป็นนักแข่งรถมอเตอร์ไซค์วิบาก แกขี่มอเตอร์ไซค์เก่งมาก ไม่มีติดขัดเลยแม้ทางจะวิบากมากแค่ไหน

ไม่นานนักเราก็จอดมอเตอร์ไซค์แล้วเริ่มเดินหาเห็ด พี่โสส่งกะยัง (ภาชนะจักรสานทำจากไม้ไผ่ ทางเหนือเรียกว่า ‘กระบุง’) กับมีดให้ฉันเป็นอาวุธ พวกเราเดินลุยพุ่มหญ้าเข้าไปเรื่อย ๆ พี่โส พี่จ๋อมตั้งใจหาเห็ดมาก จนไปเจอเห็ดโคนดอกแรก พวกเราก็ร้องดีใจกันลั่นป่า

เดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ฉันก็ได้สังเกตต้นไม้ไปพร้อม ๆ กับหาเห็ดไปด้วย หลังจากที่ได้ไปเดินป่ากับทีมภูครามสองครั้ง ทำให้ฉันรู้จักต้นไม้มากขึ้น และเริ่มสนุกเวลาเจอต้นไม้ที่รู้จัก ในป่าแห่งนี้มีทั้งต้นเต็ง ต้นรัง ต้นเสี้ยวแดง ต้นหนามแท่น ต้นเหมือดแอ ต้นปรง หญ้าเพ็ก และพุ่มหญ้าน้อย ๆ มองไปทางไหนก็สวยงามราวกับเป็นสวนที่มนุษย์ตั้งใจจัดให้สวยงาม แต่จริง ๆ แล้วธรรมชาติทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเองโดยที่ไม่ได้มีใครไปจัดวางไว้เลย

พวกเราเดินเลาะขึ้นภูลึกไปเรื่อย ๆ ฉันสังเกตเห็นเห็ดดอกสีส้ม สีน้ำตาลดอกจิ๋ว ๆ หลายดอก แต่ก็เป็นเห็ดที่กินไม่ได้ จนเหลือบไปมองที่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง เห็นเห็ดดอกสีเหลือง หน้าตาคล้ายกับที่ฉันเคยได้กินที่ภูคราม จึงใช้มีดขุดเห็ดนั้นขึ้นมา ที่โคนของเห็ดเป็นเหมือนร่มที่หุ้มส่วนขาของเขาเอาไว้ ส่วนหัวเห็ดก็เป็นเหมือนร่มคันเล็กสีเหลือง

“อันนี้กินได้ใช่ไหมคะ” ฉันตะโกนถามพี่โสที่เดินล่วงหน้าไปก่อน พลางชูเห็ดในมือ

เห็ดระโงกเหลืองที่ฉันเจอ

“ว้าย… อันนั้นเห็ดระโงกเหลือง” พี่โสตอบอย่างตื่นเต้น แล้วรีบเดินเข้ามาหาฉัน “เลเดียเจอตรงไหน”

ฉันชี้บริเวณที่เจอให้แกดู พวกเราตั้งใจหากันเรื่อย ๆ เริ่มเจอเห็ดหลากหลายชนิด พี่โสเก็บเห็ดไปพลางส่งเสียงดีใจไป ส่วนพี่จ๋อมก็ค่อย ๆ เดินตามมาพลางมองหาเห็ดไปด้วย ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ตอนนี้เพิ่งเป็นเวลา 10:37 น. ยังมีเวลาหาเห็ดอีกสักพักใหญ่ ๆ

เดินมาเรื่อย ๆ ฉันเริ่มได้ยินเสียงกระดิ่งดังแว่วมาไกล ๆ เหมือนกับเสียงกระดิ่งจากวัว ควายที่ชาวบ้านพาขึ้นมาเลี้ยงบนภู เดินต่อไปไม่นานนักพวกเราก็เจอกับลำธารเล็ก ๆ พี่จ๋อมพาฉันเดินตัดลงไปที่ลำธาร

“หอยเต็มเลยนี่” แกชี้ลงไปใต้น้ำ

“หอยอะไรหรอคะ”

“เขาเอิ้น ‘หอยฮี’ ” แกเก็บหอยพวกนั้นขึ้นมาให้ฉันดู ก่อนจะวางกลับไปใต้ลำธารเหมือนเดิม

“กินได้ไหมคะหอยอันนี้”

“ได้ เขาสิเอามาเฮ็ดแกงหอย”

แล้วพวกเราก็มุ่งหน้าต่อ พี่จ๋อมกับพี่โสคอยหันมาถามฉันอยู่เรื่อย ๆ ว่า ‘เป็นยังไงบ้าง’ ‘เหนื่อยไหม’ ซึ่งฉันเองก็ยังไม่ได้รู้สึกเหนื่อย แต่กำลังสนุกกับการสำรวจป่า และเห็ดอยู่เหมือนเดิม แล้วก็ได้แต่สงสัยว่าพวกแกจำทางได้ยังไง เพราะมองไปทางไหนมันก็คล้ายกันไปหมด ถ้าฉันเข้ามาเองยังไงก็ต้องหลงป่าแน่ ๆ

“เลเดียตามพี่จ๋อมไปเด้อ พี่สิไปหาเห็ดอยู่พู่น” สักพักหนึ่งพี่โสให้ฉันเดินตามพี่จ๋อมไป ส่วนแกขอแยกไปอีกทาง

ในขณะที่เดินตามพี่จ๋อม ฉันเห็นแกโทรศัพท์หาคุณพ่อ แกคุยกับพ่อว่าตอนนี้พวกเราสามคนขึ้นมาเก็บเห็ดอยู่บนภู พอวางสายพี่จ๋อมก็ชวนฉันนั่งพักเหนื่อย เพื่อรอพี่โสที่แยกออกไปหาเห็ดคนเดียว

“พ่อพี่ขึ้นมาเลี้ยงควาย เพิ่นเพิ่งไปหลกกล้ามา” พี่จ๋อมชี้ไปที่ต้นเสียงกระดิ่งที่ฉันได้ยิน

“อ๋อ” เสียงกระดิ่งที่ฉันได้ยิน ดังมาจากพ่อพี่จ๋อมนี่เองที่พาควายมาเลี้ยงหลังจากไปถอนกล้าที่นา

“มันแล้งมากปีนี้” แกบ่น “แต่เก่านี่ดำสองมื้อแล้วนะ แต่ปีนี้นี่ได้ดำทีละเล็ก ละน้อย”

ฉันตั้งใจฟังแกพูดเรื่องการทำนา

“ถ้าบ่เฮ็ดนี่ไปซื้อข้าวกินก็แพงหนัก”

“คือเราต้องรอฝนมาแล้วเราก็ดำใช่ไหมคะ”

“ใช่ ฝนมาก็สิมีน้ำมีหยัง ได้ไถ ได้คราดเสร็จแล้วเฮาก็มาดำ”

“ค่ะ”

“เฮาไปเฮ็ดงานกรุงเทพฯ เฮาเห็นคนกินข้าวเหลือนี่เฮาเสียดายนะ กว่าเพิ่นสิเฮ็ดนาได้นี่นะ… แล้วปีนี้มันแล้ง กว่าสิเฮ็ดได้ก็ยังบ่แล้วอยู่ ต้องซื้อน้ำมันมาสูบน้ำเอาจากลำห้วย”

“พี่จ๋อมปลูกข้าวขายด้วยไหมคะ”

“มันบ่พอได้ขาย ได้แต่กิน จะขายก็กิโลละกี่บาทเอง”

ฉันพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ พลางนึกไปถึงที่เคยคุยกับช่างปักคนอื่น ๆ ชาวบ้านที่ภูพานส่วนมากมีที่นาของตัวเอง และต้องปลูกข้าวเพื่อเก็บไว้กินตลอดทั้งปี กว่าจะทำนาได้ก็ใช้เวลา อีกทั้งยังต้องลงทุนหลายอย่าง แล้วยังต้องพึ่งฟ้าพึ่งฝน พึ่งพาธรรมชาติในการทำนาด้วย

พวกเรานั่งคุยเล่นไปเรื่อยเปื่อย แล้วพี่จ๋อมก็ถามฉันว่าถ้ากลับไปกรุงเทพฯ จะไปทำอะไร ฉันเองก็ยังให้คำตอบกับแกไม่ได้ชัด ๆ ว่าจะไปทำอะไร เพราะชีวิตในกรุงเทพฯ ต่างจากที่สกลนครลิบลับ ทั้งความเร่งรีบ การแข่งขัน ฉันยังมองภาพไม่ออกเลยว่ากลับไปแล้วจะหาความสุขแบบที่อยู่ที่นี่ได้หรือเปล่า

แต่ก็บอกแกไปว่าคงค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ หาอะไรที่ตัวเองชอบทำไป

“ชีวิตเฮาบ่มีหยังหลาย ก็มีส่ำนี่แหละเลเดีย” แกนิ่งเงียบสักพัก “เลี้ยงลูก ให้เพิ่นเลี้ยงเจ้าของได้ บ่มีหนี้มีสินทิ้งไว้ให้ลูกก็ดีแล้ว ทะเยอทะยานหลายก็บ่ดี”

“จริงค่ะ”

“ตายไปก็เอาหยังไปบ่ได้… สำหรับพี่เด๊ นี่ว่าพอใจแล้วกับชีวิตของพี่เอง” พี่จ๋อมพูดพลางหันมามองฉัน “ที่แฟนไปทำงานเมืองนอก ก็เพราะว่าเอามาปลดหนี้ปลดสินให้หมด แล้วก็มาอยู่เมาะๆ แมะๆ ได้ปักผ้าปักหยัง มีงานรับจ้างเฮาก็ไป ถ้ามีหนี้สินนะ สิ้นเดือนก็ภาระมาละ”

พวกเราทั้งคู่นิ่งเงียบ เหมือนต่างคนต่างคิดอะไรในใจไปตามเรื่องราวของตัวเอง

” ชีวิตเฮาบ่มีหยังหลาย ก็มีส่ำนี่แหละเลเดีย เลี้ยงลูก ให้เพิ่นเลี้ยงเจ้าของได้ บ่มีหนี้มีสินทิ้งไว้ให้ลูกก็ดีแล้ว ทะเยอทะยานหลายก็บ่ดี ตายไปก็เอาหยังไปบ่ได้… “

“อยู่กรุงเทพฯ ก็วุ่นวายเนาะ” พี่จ๋อมพูดขึ้น “ตื่นเช้ามาดิ้นรนทำงาน แต่ก็เพื่อครอบครัวล่ะว้า แต่ละคนก็ภาระหน้าที่ต่างกัน”

“ใช่ค่ะ” ฉันเห็นด้วย “แล้วอยู่กรุงเทพฯ นี่ใช้เงินเยอะนะคะ”

“แม่น… แต่บ้านเฮาก็ใซ้หลายคือเดียวนะ อย่างพายุน่ะ เป็นลูกผู้เดียวเพิ่นกินหลาย ก็ใช้หลาย”

ก็อยากสื่อไปว่า ‘แต่ก่อนบ่มีเงิน เฮาก็ยังอยู่ได้’ ไปดำนาเฮาก็บ่ได้จ้าง เอาแฮงแลกแฮงเดียว

ฉันกับพี่จ๋อมนิ่งเงียบกันอยู่พักใหญ่ มองดูต้นไม้รอบ ๆ ตัว สูดอากาศบริสุทธิ์จากป่า

“แต่ก่อนพี่น่ะก็ฮู้จักว่าป่าก็คือป่า แต่พี่เหมี่ยวน่ะสร้างให้เฮาคึด รักความเป็นภูพาน ความเป็นวิถีบ้านเฮา แต่ก่อนเฮาก็อยู่ไปมื้อ ๆ แต่มื้อนี้ฮู้สึกว่ารัก พอเข้ามาป่าแล้วก็ เออต้นนี้งาม ก็ไปใส่ในเสื้อในผ้า อยากสื่อออกไปว่าบ้านเฮาเป็นแบบนี้เด๊ แต่บ่รู้ว่าคนข้างนอกเขาสิรู้สึกกับเฮาบ่ หรือเขาคึดแค่ว่าเป็นแค่งานปักเฮาก็บ่ฮู้ แต่ความรู้สึกของเฮาคือ มันเป็นโตของเฮาอีหลีที่เฮาปักลงไปน่ะนะ…

เสื้อที่พี่ปักโตนี้คือกัน คือความฮู้สึกตอนน้อย ๆ ที่พ่อแม่พาเฮานอนนา เด็กน้อยก็มาเล่นนำเดียว บ่ได้ว่าติดมือถือเหมือนทุกมื้อนี้เนาะ ตอนนั้นก็เล่นขายของ ซ่อนแอบอยู่ไฮ่อยู่นา ขนมก็บ่ค่อยได้กิน ก็อยากสื่อไปว่า ‘แต่ก่อนบ่มีเงิน เฮาก็ยังอยู่ได้’ ไปดำนาเฮาก็บ่ได้จ้าง เอาแฮงแลกแฮงเดียว ในป่าในเขาก็มีอาหารกิน ในห้วย ในสระเฮาก็มีน้ำ”

” แต่ก่อนเฮาก็อยู่ไปมื้อ ๆ แต่มื้อนี้ฮู้สึกว่ารัก พอเข้ามาป่าแล้วก็ เออต้นนี้งาม ก็ไปใส่ในเสื้อในผ้า อยากสื่อออกไปว่าบ้านเฮาเป็นแบบนี้เด๊ แต่บ่รู้ว่าคนข้างนอกเขาสิรู้สึกกับเฮาบ่ หรือเขาคึดแค่ว่าเป็นแค่งานปักเฮาก็บ่ฮู้ แต่ความรู้สึกของเฮาคือ มันเป็นโตของเฮาอีหลีที่เฮาปักลงไปน่ะนะ… “

“พี่จ๋อมปักเสื้อนานไหมคะ กว่าจะเต็มตัวขนาดนี้” ฉันถามขึ้น

“ปกติถ้าปักแบบนี้ก็ประมาณเดือนนึง แต่ตัวนี้น่ะมันเดือนกว่าเกือบสองเดือนแล้วเนาะ เพราะว่าเฮาไปนั่นไปนี่ ลูกเลิกเรียนมาก็มีการบ้าน”

“ค่ะ” ฉันพยักหน้า

“เราก็ค่อย ๆ ปักไป ถ้ามื้อใด๋มาเฮ็ดเวียกก็บ่ได้ปัก เพราะตอนกลางคืนพี่ปักผ้าไม่ได้ พี่ตามัวเด๊ พี่โสก็เป็นคือกัน”

“ปักเยอะขนาดนี้ หนูว่าเร็วมากเลยนะคะ” ฉันเอ่ยชมแก

“มันนานแล้วนะ ที่จริงมันต้องได้ส่งนานแล้ว” แกตอบอย่างถ่อมตัว “ของพี่โสก็ปักเต็มโตเลยน่ะ ตอนเพิ่นไปส่ง ก็บ่ทันได้เห็น”

“ของพี่โสสวยมากค่ะ มีสัตว์น้อยใหญ่เต็มไปหมดเลย” ฉันตอบ “ถ้าพี่จ๋อมไปส่งวันนี้ก็จะเป็นคนที่ 4 ของโปรเจกต์ค่ะ”

“มีใครแล้วบ้างที่ส่ง”

“มีพี่พรรณส่งก่อน ตามด้วยพี่โส แล้วก็นุ่มนิ่มค่ะ” ฉันตอบ

“อ้อ นุ่มนิ่มก็ส่งแล้วเนาะ” แกนิ่งคิด ก่อนจะพูดขึ้นอย่างสงสัย “ป้าวิสิฮอดไสแล้วน้อ”

“หนูก็อยากเห็นของคนอื่น ๆ เหมือนกันนะคะ นอกจากที่มาส่งก็ยังไม่เห็นงานใครเลย”

“จ๋อม!” พอฉันพูดจบไม่นาน เสียงพี่โสก็ตะโกนดังมาจากไกลๆ

“เอ้อ!” พี่จ๋อมตอบรับ “ได้อยู่บ่! ไป! เมือเตอะ สิไปปักเสื้อ เดี๋ยวสิบ่ได้ส่งใด๋”

หลังจากพี่จ๋อมพูดจบเราก็เก็บของเตรียมตัวเดินกลับ พี่โสเดินมาสมทบ แกได้เห็ดมาเกือบเต็มกะยัง พวกเราเดินลัดเลาะไปเรื่อย ๆ เข้าใกล้เสียงกระดิ่งจากควายมากขึ้น ห่างออกไปประมาณไม่กี่ร้อยเมตรฉันมองเห็นเพิงเล็ก ๆ ซึ่งมีคุณลุงคนหนึ่งผูกเปลนอน ก่อฟืนเฝ้าฝูงควายที่อยู่ใกล้ ๆ กัน ซึ่งฉันก็สงสัยว่าน่าจะเป็นคุณพ่อของพี่จ๋อม

พวกเราเดินไปหาคุณลุงคนนั้น ไปถึงฉันก็ยกมือไหว้ทักทายแก  พี่จ๋อมบอกว่าคุณลุงท่านนี้คือคุณพ่อที่เล่าให้ฟังเมื่อกี๊ว่ามาเลี้ยงควายอยู่นี่เอง ก่อนจะมานั่งพักอยู่ตรงนี้แกก็ได้ไปเก็บเห็ดมาด้วย พี่จ๋อมจึงได้เอาเห็ดจากคุณพ่อมารวมกันกับของพวกเรา จนตอนนี้ฉันได้เห็ดมาเต็มกะยังแล้ว ทั้งเห็ดโคน เห็ดผึ้ง เห็ดระโงก เห็ดน้ำหมาก ทำเอาพี่จ๋อมตื่นเต้น แกอยากให้พี่เจนและฉันได้กินแกงเห็ด เพราะก่อนมาได้คุยกับพี่เจนไว้ว่าจะเก็บเห็ดไปให้แกงเยอะ ๆ

พอได้เห็ดมาเต็มกะยังแล้วเราก็มุ่งหน้ากลับไปที่มอเตอร์ไซค์ ระหว่างทางพี่โสก็ยังตั้งใจมองหาเห็ดต่อไปเรื่อย ๆ 

‘เป็นคนที่รักในการเก็บเห็ดจริง ๆ ’ ฉันคิดในใจอย่างขำ ๆ

พอมาถึงมอเตอร์ไซค์ พี่โสกับพี่จ๋อมก็ตกลงกันว่าจะแวะเก็บใบส้มโมงกันระหว่างทาง แล้วเราก็มุ่งหน้าออกจากป่าเต็งรังตรงนี้ ขับผ่านทางวิบาก ทั้งดานหิน และดินทราย ไม่นานนักสองข้างทางก็เป็นป่าที่มีลักษณะเป็นไม้ยืนต้น ขึ้นเรียงติด ๆ กัน  พี่จ๋อมที่ขับนำมาก่อนจอดรถและบอกให้พี่โสแวะจอดข้างทางเพื่อจะลงไปเก็บใบส้มโมง แกว่าใบนี้เอาไว้ใส่ในแกงเห็ดให้เกิดความเปรี้ยว

พอได้ลงไปฉันก็สังเกตว่าป่าบริเวณนี้มีต้นกรุงเต็มไปหมด พอถามพี่โสกับพี่จ๋อมว่าตรงนี้มีต้นอะไรบ้าง แกก็ว่ามีต้นแดง ต้นพอก ต้นหว้า แล้วก็ต้นกรุง อย่างที่ฉันสังเกตจริง ๆ

เก็บใบส้มโมงเสร็จแล้วเราจึงได้มุ่งหน้าออกจากป่าหนองโกเพื่อไปกินข้าวเที่ยงกัน ซึ่งตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงพอดี มาเก็บเห็ดรอบนี้สนุกไม่แพ้กับตอนที่ไปภูหลังดำเลย ฉันได้เห็นความอุดมสมบูร์ของป่าภูพาน ได้สนุกกับการสังเกตต้นไม้ที่เพิ่งทำความรู้จักมาไม่นาน และสนุกไปกับการเก็บสารพัดเห็ดมากมายหลายชนิด ในใจก็ได้แต่คิดว่าถ้ากลับไปที่กรุงเทพฯ คงจะไม่ได้มาทำอะไรแบบนี้แน่ ๆ แต่ก็ดีใจที่ได้มาสัมผัสสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเอง ถ้าไม่ได้ตัดสินใจมาร่วมโปรเจกต์ครั้งนี้กับภูคราม ฉันคงไม่ได้ประสบการณ์ที่ทั้งสนุก มีความรู้และเป็นแรงบันดาลใจให้ฉันแบบนี้

เสียงมอเตอร์ไซค์ของพวกเราแล่นออกจากป่า ได้เวลากลับไปแต่งเติมเสื้อเชิ้ตของพี่จ๋อมให้เสร็จแล้วล่ะ

เขียนโดย เล