ติดตามพี่โส และพี่จ๋อม ช่างปักผ้า
หลังจากกลับจากป่าหนองโก เราแวะมาเก็บของที่บ้านยายต๋องก่อนจะไปกินก๋วยเตี๋ยวที่อยู่ตรงข้ามโรงเรียนบ้านยางโล้น ร้านเดิมที่เคยกินตอนไปภูหลังดำครั้งก่อน
ระหว่างที่พี่โสจอดรถแล้วเอาของไปเก็บในบ้าน พี่จ๋อมก็เรียกฉัน
“เลเดีย!” แกพูดอย่างตื่นเต้น แล้วชี้ไปที่ถนนข้างหลังฉันก่อนจะสตาร์ทมอเตอร์ไซค์ “ไปดู ๆ ๆ!”
ฉันหันไปยังไม่ทันเห็นอะไร แต่ก็ขึ้นซ้อนมอเตอร์ไซค์แกไปอย่างงง ๆ
พี่จ๋อมออกรถเลี้ยวซ้ายมาตามทาง
“ตา! ขอถ่ายรูปแน!” แกตะโกนเรียกคุณตาที่กำลังบังคับวัวสองตัวที่ลากเกวียนแกอยู่ คุณตาจึงหันมามองก่อนจะหยุดเกวียน
“โอ้! อันนี้วัวเกวียนหรอคะ” ฉันตื่นเต้นพลางยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่าย

“เหลือเพิ่นคนเดียวแล้วนะที่ยังมีวัวเกวียนอยู่” พี่จ๋อมพูดอย่างภูมิใจ “ตอนเด็ก ๆ พี่ก็นั่งแบบนี้แหละไปนา”
ฉันพยักหน้าตื่นเต้น
“ขึ้นไปนั่งบ่” พี่จ๋อมถาม
“ไม่เป็นไรค่ะ ถ่ายรูปตรงนี้ก็ได้” ฉันตอบอย่างเกรงใจ “ขอบคุณนะคะ เรียบร้อยแล้วค่ะ”
พวกเรากล่าวขอบคุณคุณตาที่หยุดให้ถ่ายรูป แล้วก็สวัสดีแก ก่อนจะกลับมาที่ใต้ถุนบ้านยายต๋อง ซึ่งพี่โสก็ออกมาพอดี หลังจากนั้นเราเลยไปกินก๋วยเตี๋ยวกัน โดยมื้อนี้พี่จ๋อมขอเป็นคนเลี้ยง
กินก๋วยเตี๋ยวเสร็จไม่นานนักเราก็กลับมาบ้านยายต๋อง พอมาถึงก็เป็นเวลาบ่ายโมงกว่า ๆ แล้ว ฉันกับพี่จ๋อมไปหยิบกระเป๋าของตัวเองที่เก็บไว้หลังบ้าน แล้วมานั่งทำงานกันที่โต๊ะประจำใต้ถุนบ้าน ส่วนพี่โสก็ขอตัวเอากับข้าวไปให้สามีก่อนจะกลับมานั่งเล่นใกล้ ๆ กัน
“ไปเอางาน 80% มาให้น้องเบิ่งแน” พี่จ๋อมพูดขึ้น
“น้องว่าบ่” พี่โสถามกลับ
“บ่ ข่อยนี่แหละว่า”
“มันบ่ทันได้คืบหน้า บ่ทันได้เฮ็ดหยังเลย” พี่โสบอก “ตั้งแต่เจอกับเลเดียอาทิตย์ก่อนก็ยังไม่ได้ทำอะไรเลย”
“เอื้อยนันว่าสิมาเบิ่งของเจ้าอยู่” พี่จ๋อมบอกพี่โส
“ยังบ่ทันได้ตกแต่งเลย”
พี่จ๋อมอยากให้ฉันได้เห็นเสื้อตัวใหม่ที่พี่โสกำลังปักอยู่ว่าไปถึงไหนแล้วบ้าง ซึ่งก่อนหน้านี้ฉันได้เห็นงานพี่โสตอนที่แกแวะเอาเสื้อมารีดที่ภูครามพร้อมกับพี่จ๋อมเมื่อสองอาทิตย์ก่อนอยู่ ก็ยังคิดอยู่เลยว่าพี่โสเป็นคนทำงานรวดเร็วจริง ๆ เพราะเพิ่งส่งงานโปรเจกต์ไปได้ไม่นาน แกก็เริ่มปักงานชิ้นใหม่จนเกือบเต็มทั้งด้านหลังแล้ว แต่ด้วยความที่พี่โสต้องไปเฝ้าสามีที่โรงพยาบาลเกือบทั้งอาทิตย์แกจึงยังไม่ทันได้ปักอะไรเพิ่มเติม


พี่จ๋อมบอกฉันว่าจะปักดอกติ้ว กับท้องฟ้าเพิ่มเติมที่ด้านหน้าเสื้อ ระหว่างนี้แกก็โทรศัพท์หาป้าดัด เพื่อคุยเล่นเรื่องงานปักผ้า และเล่าถึงการไปเก็บเห็ดวันนี้ ขณะที่ในมือก็ยังบรรจงปักต้นติ้วเพิ่มเติมให้สมบูรณ์มากขึ้น พี่จ๋อมเริ่มปักใบติ้วเติมลงไปบริเวณส่วนบนของลำต้น แต่งเติมไปตามก้านแต่ละส่วน พอฉันได้มองไปที่ต้นติ้วบนเสื้อของแกอย่างตั้งใจ จึงได้เห็นรอยร่างใบไม้ด้วยปากกาแดงกระจายอยู่รอบต้น
สักพักหนึ่งก็มีเสียงมอเตอร์ไซค์แล่นมาจอด ‘พี่นัน’ เป็นเพื่อนพี่โสและพี่จ๋อมที่แวะเข้ามาทักทาย พี่โสบอกว่าพี่นันเพิ่งจะได้ไปสมัครงานที่ภูคราม เป็นช่างปักน้องใหม่ แกมาหาทั้งคู่ที่นี่เพื่อมาดูงานปัก และมาขอคำปรึกษาจากทั้งคู่ว่าควรจะปักอะไรยังไงดี ทำให้ฉันได้เห็นงานเริ่มต้นของพี่นันไปด้วย
พี่โสจึงได้ไปหยิบเอางาน 80% ที่พี่จ๋อมพูดมาให้ฉันและพี่นันดู พอพี่นันได้เห็นงานปักของทั้งคู่ก็เอ่ยชมไม่หยุด

“อาทิตย์หน้าสิบ่ได้ปักผ้าจั๊กเส้น ต้องไปตัดหญ้ากับไถนา” พี่จ๋อมบอก
“มื้ออื่นถึงได้ส่งบ่นี่” พี่นันถามพี่จ๋อม
“ส่งมื้อนี่แหละ เพราะว่ามื้ออื่นพี่เหมี่ยวสิประเมินออนไลน์ แต่มื้อนี้พี่เหมี่ยวอยู่ พี่เหมี่ยวสิมาบ่ายสอง” แกพูดจบก็หยิบเอากรรไกรก้ามปูมาตัดเส้นฝ้าย “เฮ็ดบ่หลายหรอก เฮ็ดใบใส่ กับดอกไม้น้อย”
ระหว่างนี้พี่จ๋อมก็ยังง่วนอยู่กับการปักใบติ้วด้วยฝ้ายสีน้ำตาลนม แล้วยังโทรศัพท์คุยเล่นกับเพื่อนคนนู้นคนนี้อยู่เรื่อย ๆ แกโทรหา ‘พี่รุ่ง’ ช่างปักอีกคนในภูครามที่อยู่บ้านยางโล้นเหมือนกัน เพื่อชวนให้มาเจอกันที่นี่ พอพี่นันกำลังจะไป พี่รุ่งก็แวะเข้ามาถึงพอดี แล้วแกก็เอางานของตัวเองมานั่งปักไปพร้อม ๆ พี่จ๋อม พี่นั่นจึงนั่งอยู่ต่ออีกแป๊บหนึ่ง
ทำให้ฉันได้เห็นงานปักของทุก ๆ คนพร้อมกันในวันนี้ ทั้งตื่นเต้นไปกับทุกคน และได้รับฟังบทสนาของทุกคนไปด้วย


“ความทรงจำแต่น้อยเด๊เสื้อตัวนี้ เอามาลงใส่เสื้อผ้า” พี่จ๋อมว่า
“ข่อยก็ปักภูหลังดำ” พี่โสพูดถึงเสื้อตัวเองบ้าง
“เฮาได้เสื้อมาคนละโต นั่งมองหน้ากัน ‘เอื้อย เจ้าสิปักหยังหว่า’ ” พี่จ๋อมเล่าถึงตอนที่ได้เสื้อมาตั้งแต่แรกอย่างขำ ๆ “ความหมายว่าให้ไปคนละทาง เพิ่นว่าอยู่ว่า ‘เฮ็ดงานไปทางคล้าย ๆ เดียว’ ข่อยกับเอื้อยนั่น ข่อยเลยสิถามเอื้อยว่าสิปักไปทางใด๋ เฮาก็ปักไปอีกทางนึง”
เพราะพี่จ๋อมกับพี่โสมีฝีเข็มใกล้ ๆ กัน ทำให้มักถูกเปรียบเทียบงานว่าคล้ายกันอยู่บ่อยครั้ง งานนี้พวกแกเลยตั้งใจปักเป็นคนละแบบ ซึ่งฉันว่าทั้งคู่ก็ปักออกมาได้อย่างมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองมาก

ไม่นานนักพี่นันก็ขอตัวกลับไปทำงานของตัวเอง พี่โสย้ายไปนอนเล่นที่ม้านั่งใกล้ ๆ กัน ส่วนพี่รุ่งยังปักงานอยู่ข้างพี่จ๋อมที่ยังคงตั้งใจปักใบไม้เสริมบนต้นติ้วอยู่ ต้นติ้วของแกมีลำต้นเริ่มมาจากช่วงแขนเสื้อ แล้วแตกกิ่งก้านไปสู่ด้านหน้าของเสื้อ ทำให้แกต้องปักรายละเอียดใบไม้ทั้งบริเวณอก และบริเวณแขนเสื้อ ซึ่งการปักตรงแขนเสื้อ ดูจะยากกว่าหลาย ๆ จุดเพราะต้องใช้มือสอดเข้าไปข้างในแขน เพื่อไม่ให้ปักทะลุติดกันไปสู่แขนเสื้ออีกฝั่ง
“พอแล้ว เดี๋ยวขอเติมหญ้าก่อน” แกพูดขึ้น
พี่จ๋อมย้ายจากการปักใบติ้ว มาเริ่มปักรายละเอียดเป็นใบไม้กระจายอยู่รอบพุ่มหญ้าที่ชายแขนเสื้อ จบตรงแขนเสื้อก็ไปปักบริเวณอื่น ๆ กระจาย ๆ ไปเรื่อย เหมือนที่แกปักทุกครั้ง คือจะย้ายไปปักตรงนู้นที ตรงนี้ที เป็นรูปแบบการปักของแกเอง

“ขนาดว่าใส่บ่หลายยังหลายชั่วโมงเลยเนาะเลเดีย ขนาดว่าทำไม่เยอะนะน้า”
ปักใบไม้เสร็จ พี่จ๋อมก็เริ่มปักดอกติ้วปลิวไปตามจุดต่าง ๆ บนเสื้อ ดอกติ้วของพี่จ๋อมมีกลีบสีขาว พอปักกลีบเสร็จ ก็ปักรายละเอียดช่วงโคนของกลีบด้านในเป็นสีเหลือง
“ยัง ๆ… ใส่ดอกหญ้า เอาสีชมพูอ่องต่องมาใส่ก่อน” พอปักดอกติ้วเสร็จแกก็ย้ายไปปักดอกหญ้าต่อ พี่จ๋อมหยิบเอาสีน้ำตาลอมชมพูมาปักกระจายไปตามพุ่มหญ้า เพื่อเก็บรายละเอียดให้เรียบร้อย
“ดอกไม้ ๆ… เอาสีแก่ ๆ หน่อย…” ระหว่างปัก พี่จ๋อมก็พูดกับตัวเองไปเป็นช่วง ๆ ทำเอาฉันรู้สึกเอ็นดู
“สีเหลืองนี่งามเนอะเฮ็ดดอกนี่” พีจ๋อมชี้ไปที่ดอกติ้วที่มีสีเหลืองแซมด้านใน

“แม่น… มันสิงามขนาด” พี่รุ่งเห็นด้วย
ฉันชอบความน่ารักกระจุ๊กกระจิ๊กบนเสื้อพี่จ๋อมมาก มันมีรายละเอียดเยอะแยะไปหมด มองแล้วเหมือนได้เล่นเกมฝึกสังเกตไปด้วย
ไม่นานนักก็เป็นเวลาบ่ายสาม พี่รุ่งจึงขอตัวไปรับลูกชายที่กำลังจะเลิกเรียน
“ขนาดว่าใส่บ่หลายยังหลายชั่วโมงเลยเนาะเลเดีย ขนาดว่าทำไม่เยอะนะน้า” พี่จ๋อมบ่น
“มันต้องใช้เวลานะคะ” ฉันตอบรับอย่างเข้าใจในการทำงานฝีมือ แล้วก็ได้แต่ตั้งใจดูแกปักพลางลุ้นไปกับแกด้วย ยิ่งงานใกล้เสร็จ ก็ยิ่งตื่นเต้น
พี่จ๋อมตั้งใจเก็บรายละเอียดบนเสื้อมาก ๆ แกใช้ฝ้ายเส้นเดียวปักเก็บรายละเอียดดอกหญ้าไล่ไปทีละดอก เสร็จบริเวณแขนเสื้อ ก็ย้ายมาด้านหน้า กระจายไปทั่วเหมือนกับที่ปักใบไม้
“โยงไปละเด๊บัดนี้เลเดียเอ๋ย ดอกไม้น้อยนี่” แกพูดขึ้น
“มันคือดอกหญ้าหรอคะ”
“อีหยังก่อ…” แกทำท่านึก “ดอกแดง ๆ ชมพู ๆ ที่เห็นในไร่ในนา”
“ขี้อ้น” พี่โสตอบ
“อ๋อ… หนูเคยเห็นใบ แต่ยังไม่เคยเห็นดอกเลยค่ะ” ฉันจำต้นนี้ได้จากการไปเดินป่าครั้งที้สองกับภูคราม
“มันสิออกแดง ๆ” พี่จ๋อมตอบ ก่อนจะตัดฝ้ายที่เพิ่งปักเสร็จ “ตรงใด๋ดีน้อ… ว่าสิเติมอีก”
แกชี้ไปที่พุ่มหญ้าจุดหนึ่งบนเสื้อก่อนถามขึ้น “ตรงนี้บ่”
พี่โสพยักหน้าตอบ แกลุกจากม้านั่งมานั่งอยู่ข้างพี่จ๋อม เพื่อมาลุ้นไปด้วยกัน
“เอาสีหยังดี ชมพู หรือขาวดี” พูดจบ พี่จ๋อมก็หยิบเอาฝ้ายสีขาวมาปักดอกไม้ลงไปตรงจุดที่ชี้
ยิ่งใกล้เวลาสี่โมงเย็น แกก็รีบเร่งปักเพราะกลัวว่าจะเสร็จไม่ทันส่งงานในวันนี้ ปกติภูครามจะรับงานวันศุกร์ แต่เพราะว่าวันพรุ่งนี้พี่เหมี่ยวต้องเข้าไปทำงานที่กรุงเทพ จะสะดวกรับงานแค่ในรูปแบบออนไลน์ พี่จ๋อมจึงยิ่งอยากเร่งงาน ให้เสร็จวันนี้เพื่อที่จะได้ส่งให้พี่เหมี่ยวเห็นด้วยตัวเอง
“น้องก็ลุ้นนำนี่น้อ” พี่จ๋อมหันขึ้นมามองฉันแล้วหัวเราะ “ใส่ไสอีก ๆ ๆ ๆ”
พี่จ๋อมเริ่มตื่นเต้นทำเอาฉันและพี่โสหัวเราะกันอย่างเอ็นดูแก
“ใส่นกล่ะเนาะ สักสองสามโตละก็พอ จบข่าว ส่ง!” แกไปหยิบเอาฝ้ายสีน้ำตาลมาปักนกใกล้ ๆ ก้อนเมฆฝั่งที่มีสีอึมครึม
“ว่าสิใส่ขี้ฟ้า บ่ได้ใส่เลยด้วยซ้ำ” พี่จ๋อมพูดพลางหัวเราะ
“ใส่ส่ำนั่นล่ะ” พี่โสให้กำลังใจ
“พี่เหมี่ยวสิฮู้เลยเด๊ตรงไหนเฮาฟ่าวบ่ฟ่าว” พี่จ๋อมพูดแซวตัวเองว่าพี่เหมี่ยวคงดูออกว่าตรงไหนที่แกปักแบบรีบ ๆ แต่ถึงขนาดแกจะรีบปักฉันก็ยังเห็นความละเอียดในฝีเข็มของแกอยู่ดี


ถึงเวลาสามโมงครึ่ง งานของพี่จ๋อมก็เสร็จพอดี แกบอกฉันว่าถ้าไม่รีบส่งวันนี้แกคงได้นั่งปัก เติมรายละเอียดไปเรื่อย ๆ ไม่จบสักที ฟังแล้วก็ดูแกเป็นคนที่รักในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ จริง ๆ
ฉันไหว้ลาพี่โส ก่อนจะขึ้นซ้อนมอเตอร์ไซค์พี่จ๋อมเพื่อไปส่งงานที่ภูคราม พอมาถึงพี่จ๋อมก็รีบเอางานไปรีดให้เรียบร้อย นอกจากทุกคนจะตื่นเต้นกับงานของพี่จ๋อม ก็ยังตื่นเต้นกับเห็ดที่เราไปเก็บมาฝากด้วย เพราะมีเห็ดมากมายหลายชนิด รูปร่างน่ารัก แล้วทุกคนยังตื่นเต้นด้วยที่ฉันได้เก็บเห็ดเองกับมือ

พี่จ๋อมได้ส่งงานให้พี่เหมี่ยวดูก่อนเวลา 16.00 น. อย่างที่ตั้งใจไว้ แล้วก็ได้มาถ่ายวิดีโอเพื่อพูดถึงแรงบันดาลใจในการปักเสื้อตัวนี้ โดยมีฉันและนมสดเป็นคนบันทึกภาพเหมือนเดิม พี่จ๋อมเอาเสื้อแขวนที่ราวโดยหันด้านหลังเสื้อเพื่อโชว์ให้เห็นลวดลายทั้งหมด
“สวัสดีครับ” นมสดพูดขึ้นหลังจากที่เรากดบันทึกวิดีโอ
“สวัสดีค่ะ ช่างจ๋อมนะคะ” พี่จ๋อมยิ้ม “เสื้อตัวนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากช่วงฤดูทำนา ตั้งแต่สมัยเด็กน้อย ก็จะมีการหลกกล้า เอาแฮงแลกแฮง สิบ่ได้จ้าง”

พี่จ๋อมเอามือวางไปที่ช่วงกลางเสื้อค่อนไปทางซ้าย ซึ่งแกปักเป็นคนกำลังช่วยกันดำนา ก่อนจะค่อย ๆ ไล่มือไปที่ลำห้วยตรงกลาง ซึ่งอยู่ถัดไปทางขวา
“เพิ่นหลกกล้า แล้วเพิ่นก็มาดำนาซ่อยกัน คราวหากินเพิ่นก็มาหากินนำห้วย นำฮ้อง มีหน่อหมก หน่อไม้” ถัดไปอีกเป็นเจ้าควายที่กำลังถูกจูงอยู่กลางนา “แล้วก็มาไถนา คราดนา เฮ็ดเวียกไปตามที่ไผมันในฤดูนี้… ก็สิมีคนเฮ็ดกับข้าว กับน้ำท่า”




ถัดขึ้นไปด้านบนจากเจ้าควายที่ไถนา เป็นเถียงนาน้อยที่แกเริ่มปักตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉันไปติดตามงานของแก ซึ่งพี่จ๋อมก็อธิบายลายปักแต่ละจุดบนเสื้อให้เห็นภาพวิถีชีวิตของชาวบ้าน
“ท้องฟ้าก็จะเป็นแบบมืดฝน แล้วมาทางสว่าง” ด้วยสีสันของผืนผ้าที่มีสีเทาเข้มของมะเกลือทางซ้าย และสีครามทางขวา พี่จ๋อมเลยปักเมฆฝนให้ล้อไปกับสีสันของผ้า ซึ่งเข้ากับฤดูฝนซึ่งเป็นฤดูทำนาพอดี แกค่อย ๆ หันเสื้อมาที่ด้านหน้า แล้วเริ่มอธิบายงานต่อ

“ด้านหน้าก็จะเป็น… เพิ่นหาบกล้า มาย้ายกล้าไว้รอดำนา” ด้านล่างซ้ายที่ฝั่งข้างหน้าของเสื้อ มีคนกำลังหาบต้นกล้าอยู่ใกล้ ๆ กับต้นชาด ถัดลงไปก็มีเด็ก ๆ วิ่งเล่นเหมือนที่แกบอกว่าเป็นความทรงจำสมัยเด็ก ที่พ่อแม่พาไปทำนาด้วย “อันนี้เป็นเด็กน้อยเล่นนำกัน… พ่อแม่เอามาเลี้ยงซ่อยกันหลายคนน่ะนะ”
“นาจ๋อมจะอยู่ตีนเขา” พี่จ๋อมชี้ไปที่ต้นไม้ที่เรียงรายอยู่ “มันสิเป็นภูเขาและเป็นหิน มีความมืดของภูเขา ของเมฆฝน ของป่า แล้วก็จะเป็นสัตว์เล็กใหญ่ของภูพานเฮาน่ะค่ะ ส่วนฝั่งนี้ก็จะเป็นต้นติ้ว เอกลักษณ์ของภูครามเฮา ก็จะมีประมาณนี้ค่ะของเสื้อตัวนี้”




อยากสื่อว่าแต่ก่อนใช้ชีวิตประมาณนี้ ไม่มีเงินไม่มีทองแต่ก็ยังใช้ชีวิตอยู่ได้โดยที่เราต่างก็ช่วยกัน ‘แฮงแลกแฮง’
แกอธิบายทุกรายละเอียดหลัก ๆ บนเสื้อจนครบ
“ดอกไม้ที่เห็น ฝั่งที่มีภูผายลนี่มีดอกอะไรบ้างครับ” นมสดถามขึ้น
“ตรงนี้จะเป็นดอกดานจ้ะ” แกชี้ไปที่ดอกไม้ใต้ป่า “จะเป็นพวกดอกกระดุม ดอกไม้ป่า ก็จะมีหลายสีในตีนเขา ดอกเสี้ยวอะไรพวกนี้ค่ะ”
ฉันและนมสดพยักหน้ารับ
“อันนี้ก็จะเป็นต้นฮัง” พี่จ๋อมชี้ไปที่ต้นไม้ที่อยู่ด้านล่างขวา ก่อนจะกระเถิบขึ้นไปที่ต้นไม้ในป่าด้านบน
“อันนี้ก็จะเป็นต้นกระบก แล้วก็มีกระรอกด้วย อันนี้เป็นกกสะแบงหรือว่ากกซาด อันนี้จะเป็นกกฮังคือกันค่ะ แล้วก็พุ่มเสี้ยว พุ่มหยัง เป็นกกไม้เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อยู่ในเขา”
แกแนะนำต้นไม้ทุกต้น เริ่มจากต้นกระบกต้นใหญ่สุดทางขวาไล่มาถึงต้นเต็งรัง ไปจนพุ่มหญ้าน้อยใหญ่ที่มักขึ้นอยู่ทั่ว ๆ เขา ทำเอาฉันนึกถึงป่าหนองโกที่เราไปกันเมื่อเที่ยง
“คือเสื้อตัวนี้จะเป็นแบบ เล่าเรื่องวิถีชีวิตวัยเด็กใช่ไหมครับ” นมสดถามขึ้น
“จ้ะ ชีวิตวัยเด็กของจ๋อมเอง” พี่จ๋อมตอบ “เพราะว่าแต่ก่อนจะไม่ได้อยู่ในหมู่บ้าน จะอยู่ตามทุ่งนา นอนไฮ่นอนนา ก็เลยดึงออกมา อยากสื่อว่าแต่ก่อนใช้ชีวิตประมาณนี้ ไม่มีเงินไม่มีทองแต่ก็ยังใช้ชีวิตอยู่ได้โดยที่เราต่างก็ช่วยกัน ‘แฮงแลกแฮง’ กับข้าวกับน้ำก็จะบ่ได้ซื้อก็หาตามทุ่งไฮ่ทุ่งนา นำหนองน้ำ”
“เสื้อตัวนี้มีชื่อหรือยังหรอครับ”
“จ๋อมตั้งชื่อว่า แรงบันดาลใจจากเด็กน้อยคนนึง แฮงแลกแฮง’ ”
“งดงามมาก ๆ ครับ” นมสดเอ่ยชม ก่อนจะขอบคุณพี่จ๋อม
การที่พี่จ๋อมได้ถ่ายทอดวิถีชีวิต และเรื่องราวในวัยเด็กออกมาผ่านเสื้อตัวนี้ ทำเอาฉันเห็นภาพความสุขในวัยเด็กของแก และนึกถึงบทสนทนาของเราที่ป่าหนองโกขึ้นมาได้อย่างชัดเจน ทั้งตื่นเต้นและดีใจที่ได้เห็นเสื้อทั้งของพี่โส และพี่จ๋อมสำเร็จออกมาอย่างที่ทั้งคู่ตั้งใจไว้
ยิ่งฉันเป็นคนที่ได้ไปอยู่ในสถานการณ์ ได้ไปเห็นแรงบันดาลใจของพวกแกกับตาของตัวเอง ฉันยิ่งเห็นคุณค่าของเสื้อมากขึ้น และอยากจะเก็บไว้ในความทรงจำ แล้วก็ได้แต่หวังว่าฉันจะได้เจอชีวิตที่พอใจแบบพวกแกบ้าง ชีวิตที่ไม่ต้องกังวลเรื่องหนี้สิน ได้อยู่กับธรรมชาติ และมีเวลาได้ดื่มด่ำกับความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างวัน
เขียนโดย เล

