เมื่อพูดถึงภูครามหลายคนคงมีเสื้อที่ชื่นชอบและถูกใจผ่านลายปักดอกไม้ วิถีชีวิต ธรรมชาติ บนช่วงเวลาที่แตกต่างกัน โดยเสื้อส่วนใหญ่ของภูครามมักคำนึงถึงความเรียบง่ายและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจากนั้นเองภูครามยังคงพัฒนาทรงเสื้อผ้าให้มีความทันสมัยอยู่เสมอโดยที่ยังคงความประณีตในการตัดเย็บด้วย



แม้เสื้อผ้าภูครามจะมีทรงเสื้อผ้าที่หลากหลายและเป็นเอกลักษณ์ แต่ทุกทรงนั้นช่างตัดเย็บของภูครามจำเป็นต้องเข้าใจเนื้อผ้า ซักและรีดก่อนไปตัดเย็บ เก็บตะเข็บทุกจุด ปัจจุบันภูครามมีช่างตัดเย็บ 4 คน ได้แก่ ป้าปะ ป้าจำ ป้าหนู พี่ทอก วันนี้ภูครามอยากนำเสนอเรื่องราวของ “ป้าปะ ช่างตัดเย็บภูคราม” ที่เป็นคนตัดเสื้อผ้าและขึ้นแบบให้ภูครามมาหลากหลายคอลเล็กชั่น
ป้าปะ ช่างตัดเย็บภูคราม ช่างตัดเย็บที่แกะแพทเทิร์นทรงเสื้อผ้าได้ชำนาญคนหนึ่ง และความเป็นเอกลักษณ์ในการทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอนควบคู่ไปกับความประณีต มีประสบการณ์ในการตัดเสื้อผ้ามาหลากหลายทรงและเป็นคนที่คอยให้คำปรึกษาช่างตัดเย็บคนอื่นๆ ของภูครามอยู่เสมอ เราลองมาฟังป้าปะเล่าเรื่องการทำงานตัดเย็บกับภูครามกันครับ
ที่มาการตัดเย็บ
“บ้านเฮามันบ่มีคนเย็บผ้า มันได้เงินช้า คนก็มองข้าม แต่เดี๋ยวนี้รู้สึกมันเป็นเงินเป็นทองกว่าแต่ก่อน ช่างเย็บผ้ามันบ่พอใช้ เราก็คิดว่าทำในครอบครัว ทำไปเฮาก็บ่ได้จ้างคนอื่น ช่วงเฮ็ดเกษตรก็พัก ว่างจากเกษตรก็คือเป็นอาชีพเลย ถ้าเฮาบ่นั่งจักรก็บ่มีเงินใช้ แต่ก่อนป้าไม่มีรายได้ ไม่ค่อยได้ซื้อของอะไร ซื้อเท่าที่จำเป็นที่สุด เสื้อผ้าในครอบครัวก็ไม่ได้ซื้อ ตัดเอาเอง ก็ประหยัดไปได้หลายอยู่”

“สมัยแต่ก่อนก็มีคนข้างบ้านมาขายจักรเก่าให้แม่ 400 บาท แม่ป้าเลยซื้อไว้ให้ อยู่แต่เฮือนเรียนเย็บผ้า ตั้งแต่อายุ 16-17 ปี ช่วงนั้นแหละเขามาอบรบกลุ่มสตรี 3 เดือน เขาก็มาสอนอยู่เฮือนยายมะเหมี่ยวหลังใหญ่ๆ คนเข้ามาอยู่ในนั้น 30 กว่าคน เราก็พากันไปเรียนแต่เดือนแรกบ่ได้หยัง พอเดือนที่ 2 มีแต่สันทนาการกับสอนทำอาหารเมนูต่างๆ ป้าคิดว่าเขาหลอกสอนเย็บผ้าเพราะเขาไม่มีครู จนเดือนสุดท้ายตามะเหมี่ยวไปร้องเรียนว่า ‘มาสอนเย็บผ้าแต่ทำไมยังไม่ได้สอน เอาแต่ฟ้อนอยู่หมดมื้อนี้’
แล้วเขาเลยเอาอาจารย์อยู่ศรีสะเกษมาชื่ออาจารย์บรรจง โครงการเขามีงบซื้อจักรได้ 2 ตัวแล้วก็มีเข็มหมุด ช็อคสี ไม้บรรทัดตรงและโค้ง สายวัดคนละเส้น แล้วก็มีสมุดเล็กๆ สอนทฤษฎีในแคตตาล็อกตอนกลางคืน ตอนนั้นใช้ตะเกียงเจ้าพายุ พอเช้าค่อยสอนปฏิบัติ เฮ็ดไปเฮ็ดมา ด้วยความที่เฮาอยากเป็น เวลาขีดแบบแล้วมันอยากเย็บ ก็เขียนไว้ในตำราเลยต้องเผื่อกี่นิ้วกี่เซน เขาก็เอาเศษผ้าให้ลองตัด เขาเห็นป้าเฮ็ดก็บอก ‘ไอหมอนี่โตไปสิเป็นช่าง เวลาโตสิเฮ็ดเป็น’ เวลาแกโค้ง ตั้งฉาก ป้าก็ตั้งใจดู แกก็สอนดี๊ดี เรียนพอตัดเสื้อเชิ้ตตัวนึง กางเกงตัวนึง ได้ทำขึ้นมาคนละตัว แต่ใครไม่มีผ้าก็ไม่ได้ทำตอนนั้น
ต่อมาก็มีคนบ้านหนองส่านแกไปเรียนสถาบันนิรันดร์รัตน์ธรรมรัตน์มา แล้วเอามาสอนคนในหมู่บ้าน ป้าแค่ดูเอาวิธี ป้าก็เอามาผสมผสาน เรียนกับเขา เขาเอา 600 บาท ก็ไปเรียนอยู่ไม่นาน ป้าก็ไปเรียนนำเขา แต่ตัดออกมาป้าสิงามกว่าหมู่”
“เทคนิคการตัดผ้า”
“ไม่มี ป้าอาศัยประสบการณ์ ลองผิดลองถูก ป้าไม่มีเทคนิคเหมือนโรงเรียนมาตรฐาน บางทีเฮาเห็นเฮาเบิ่งแบบก็จำไว้ ป้าไม่ได้ไปเรียนโรงเรียนใหญ่ๆ บางครั้งป้าก็ต้องพยายามเบิ่งคลิปที่ในมือถือ มันมีหลายคลิปที่เขาสอน บางอันเขาก็เฮ็ดคือเฮาอยู่ ต่างคนเอาตามแบบกันเป๊ะๆ ไม่ได้เด้อ เรียนมาบ่คือกัน เขาเรียนกันเป็นแบบแผนดีๆ เฮาก็ครูพักลักจำ ทำไปทำมาก็เข้าใจเพราะมันเป็นงานของเฮา มันบ่แม่นสิเก่งมาแต่เก่า”
“การตัดเย็บ ขั้นตอนไหนยากสุด”
“ทุกจุด ถ้าพลาดก็คือพลาดต้องระวัง ทั่วๆ ไปแล้วสำคัญเหมือนกัน ผ้าฝ้ายมันยืดก็จะต้องมีกระดาษบังคับตอนเย็บ ตอนขีดแบบก็ยาก ทำไปแล้วก็จด กว่ามันจะมาลงตัว ต้องใส่หุ่นเบิ่งแล้วก็ตัด กระดาษแพทเทิร์นเราก็แปะใส่หุ่นได้ มองหุ่นป้าจะรู้ว่าต้องเผื่อจักนิ้ว เพราะตาเฮาชินกับนิ้วกับเซนติเมตร บางเทื่อก็เบิ่งจากแบบของเขาต้องเอาให้มันคล้ายที่สุด”
ป้าปะกับภูคราม

“ป้ามาปี 2560 แต่ก่อนป้าอยู่อำเภอวาริชภูมิ ป้าย้ายมาที่นี่บ้านนางเติ่งมาเฮ็ดงานของตัวเองอยู่ 1 ปี ทีแรกก็บ่รู้จักใคร บ่ค่อยรู้เรื่อง ลูกค้าเก่าๆ ลูกค้าในอำเภอก็ตามกันมาตัดเรื่อยๆ มีทั้งครู พนักงานราชการ พนักงานอนามัย และมีหมอ ที่เคยให้เฮาตัดผ้าด้วยก็เข้ามาให้ตัดอยู่หลายเดือน
จนยายบิดา แม่มะเหมี่ยว มาเห็นว่าเหนื่อยก็เลยบอกหยุดเฮ็ดแบบนั้นได้แล้ว ที่ภูครามเขาเริ่มเฮ็ดกันมาก่อน 2 ปี บ่มีช่างตัดผ้าประจำ ปีที่ 3 ของภูครามที่ป้าเข้ามา ป้าจำ ช่างตัดผ้าภูครามอีกคน ตอนนั้นก็ไม่มีที่ปรึกษา และมะเหมี่ยวก็จ้างคนมาเฮ็ดแบบ ป้ารู้สึกว่าเขาตัดผ้ามามันไม่เท่ากันมันเกินๆ กันอยู่ และคนที่เขามาซื้อและดูผ้าเป็นเขารู้สึกว่าทรงมันแปลกๆ ป้าจำก็ไม่รู้เพราะเฮ็ดแบบเฮ็ดแพทเทิร์นไม่เป็น ป้าสร้างแพทเทิร์นเป็นเลยเข้าใจกว่าผู้อื่นและเริ่มเฮ็ดแบบใหม่ มะเหมี่ยวเลยให้ป้าค่อยๆ ทำไป
แรกๆ ป้าเฮ็ดงานกับมะเหมี่ยวผ้ามันไม่ได้งามแบบนี้ มาทีแรกซักผ้าเมตรน้ำสียังออกเยอะเพราะเขาล้างมาไม่ดี ป้าต้องซักทุกผืน ทุบเบาๆ ใส่น้ำยาปรับผ้านุ่มแล้วก็ล้างก่อนเอามาตัด แต่ป้าจำไม่รู้ก็ไม่ได้ซัก ผ้าซักแล้วเวลาเราเอามาตัดมันจะตัดง่ายมาก ผ้าจะหด แล้วป้าก็มาโพ้งก่อนเย็บ ป้าก็ไปคุยกับช่างทอให้ทำผ้าและล้างดีๆ”
การขึ้นแพทเทิร์นเสื้อกับภูคราม
“ถ้าป้าบ่มีอันเบิ่งป้าเฮ็ดบ่เป็น มะเหมี่ยวต้องแนะแนวว่าต้องเอาแบบใด บางแบบก็เป็นทรงในหนังสือ ต้องคำนวณประมาณเอา ป้าก็เฮ็ดได้ถ้าป้าขีดแบบ เฮาก็ลองผิดลองถูกเอา คนอื่นทำบ่เป็นเลย แต่ป้าก็พอทำได้ มันยากอยู่ ก็หยุดคิดก่อนมันก็มีทาง ก็ลองทำไป คนอื่นเขาคิดว่า ‘ถ้าทำยากก็บ่ทำแล้ว ทำแบบไหนทำง่ายๆก็ได้เงินคือกัน’ แต่ป้าก็ว่ามันเป็นงานและมีเข้ามาเรื่อยๆ งานตัดเย็บผ้ามันอิสระ เฮาก็ชอบอยู่คนเดียว บ่ต้องเว้ากับใคร มันก็เลยง่ายไปแบบนั้น”
ป้าปะบอกว่าการขึ้นเสื้อแบบแพทเทิร์นใหม่ๆ ป้าจะทดลองตัดให้ดูก่อน
“ทำแล้วก็ให้มะเหมี่ยวมาเบิ่งว่าได้อยู่ไหม ถ้าแบบออกมาโอเคป้าค่อยทำจำนวนเยอะๆ”
ขั้นตอนการทำงานที่ใส่ใจ
ป้าปะเป็นคนทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอนและใส่ใจในระหว่างสัมภาษณ์จะสังเกตเห็นการหยิบจับผ้าอย่างนุ่มนวล ป้าปะมักพูดเสมอว่า
“ป้าทำงานจะไม่ค่อยรีบ รีบแล้วมันแก้ยากกับงานผ้าฝ้าย ต้องคอยระวังเสมอถ้าพลาดจุดไหนจะจำได้แม่นเลย”
-เตรียมผ้า ซักและรีด
ตอนป้าปะได้ผ้าเมตรม้วนใหญ่มาจะกะเกณฑ์แบบและแพทเทิร์น วัดขนาดก่อนลงมือตัดเป็นม้วนเล็กๆ และวางแยกไว้เป็นตัวๆ ก่อนนำไปซักล้างสีออกพร้อมลงน้ำยาปรับผ้านุ่มและตากให้แห้ง แล้ว จึงจะหยิบผ้ามารีด โดยค่อยๆ ปูผ้าลงบนโต๊ะทอดยาวกางให้ผ้าเสมอกัน แล้วจึงรีดเป็นช่วงๆ พร้อมม้วนผ้าไปอย่างเป็นระเบียบ
-วางแบบแพทเทิร์นและตัดอะไหล่
ป้าปะหยิบผ้าม้วนที่ทำการซักและรีดไว้แล้วที่จะตัดมากาง พร้อมหยิบแบบแพทเทิร์นทรงเสื้อที่ทำจากกระดาษหนังสือพิมพ์และกระดาษกล่องขนม เขียนกำกับทรงเสื้อและขนาดแยกไว้เป็นเซ็ตๆ แต่ละทรงจะใส่ซองใสไว้ แบบเสื้อผ้าภูครามก็จะแยกไว้เลยกันสับสนกับงานชาวบ้านทั่วไป
จากนั้นนำแบบแพทเทิร์นมาทาบลงบนผ้า กะเกณฑ์ให้ไม่เหลือเศษผ้ามากเกินไป แล้วค่อยๆ เอาเข็มหมุดทีละตัวมาทิ่มลงบนเสื้อกับแบบไม่ให้ผ้าเคลื่อนแล้วนำสีช็อคมาขีดลากเส้นไปกับไม้บรรทัดโดยจะเผื่อขนาดไว้สำหรับประกบผ้า จากนั้นก็ลงมือตัดอย่างประณีต ป้าปะจะค่อยๆ เริ่มจากตัดผ้าแยกเป็นชิ้นๆ และอะไหล่ไว้เป็นตัวๆ เศษผ้าที่เหลือจะแพ็คอย่างดีแยกไว้เป็นระเบียบเรียบร้อยและใส่ถุงรวมไว้ รอให้ป้าหนูนำไปเย็บรีไซเคิลต่อ
“กรรไกรป้าต้องคม ถ้าไม่คมมันเมื่อยมือ ป้าต้องซื้อกรรไกรใหม่อยู่เสมอและเวลาจะตัดผ้าต้องปิดพัดลมก่อนเลย ร้อนแค่ไหนก็ต้องทน ไม่งั้นมันจะปลิวทั่วไปเบิ่ด” ป้าปะพูดขึ้นมาระหว่างตัดผ้า



-เย็บโพ้ง
หลังจากที่ได้ตัดผ้าม้วนจนได้อะไหล่ผ้ามาครบทุกชิ้นแล้ว ป้าปะจะนำไปเย็บโพ้งเก็บชายผ้าไม่ให้หลุดลุ่ย โดยจะเย็บทุกมุมของผ้าก่อนจะนำไปรีดอีกครั้งเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยเตรียมสำหรับการเย็บแต่ละชิ้นเข้าด้วยกัน
-ประกอบอะไหล่เย็บผ้าเป็นตัว
ขั้นตอนสุดท้าย ป้าปะจะหยิบอะไหล่ผ้าทั้งหมดทุกชิ้นมาเย็บเข้าด้วยกัน บางขอบ บางมุม ป้าปะจะใช้กรรไกรตัดผ้าทิ้งก่อนที่จะประกบเพื่อป้องกันไม่ให้ผ้าตรงส่วนนั้นหนาเกินไป หรือการเย็บตะเข็บเก็บชายเสื้อป้าปะจะพับและนำไปรีดก่อนให้อยู่ทรง จากนั้นค่อยนำไปเย็บ และตรงส่วนที่มีปกแข็งๆ เช่น คอปกและแขนปก จะใช้ผ้าแก้วกาวยึดไว้ก่อนจะเย็บ ซึ่งทำให้ผ้าบริเวณนั้นเป็นทรงมากยิ่งขึ้น



“ทุกขั้นตอนที่ทำ ป้าต้องใส่ใจและละเอียด ช้าหน่อย ป้าทำให้ยากก่อนแล้วค่อยง่ายทีหลัง ทุกอย่างนี้ประกอบมาเป็นเสื้อสวยๆ หนึ่งตัว”
การเรียนรู้และพัฒนากับการทำงาน
“การทำงานผ้ามันต้องช่วยกันดูช่วยกันแก้ไข ช่างปักนี่สำคัญ เพราะเขาทำงานต่อจากเรา ตรงไหนหลุดลุ่ยหรือชายมันบ่เท่ากัน ก็ให้มาบอก ป้าไม่ได้โกรธ จะได้ช่วยกันแก้ไขป้าไม่ค่อยมีปัญหา ต้องรู้จักติ รู้จักแก้ไข ถ้าเราติเป็นบอกให้ปรับ ให้พัฒนาขึ้นมันก็จะดีขึ้น บางเทื่อทำออกมาดูดี บางเทื่อก็ปรับขึ้นปรับลง อันไหนเฮ็ดได้ก็เฮ็ด อันไหนบ่ได้ก็บ่เฮ็ด จะมีแค่เสื้อและกางเกงบางทรงส่วนที่เราทำไม่เป็น เพราะมันไม่มีวิธีเก็บตะเข็บ และม้วนไม่ได้”
ความรู้สึกที่ได้ทำงานกับภูคราม
“ป้าดีใจ คนใส่เสื้อสวยเฮาก็ดีใจไปกับเขา บางคนเขาใส่แล้วคืองาม บางทีป้าก็จำไม่ค่อยได้ว่าตัวนี้ป้าเป็นคนตัดเพราะเขาใส่แล้วงามกว่าเก่า ทำงานกับภูครามป้าก็ได้เงินใช้ มะเหมี่ยวนี่ให้หลาย ตัวละหลายสตางค์ บางทีให้ติ้บป้าด้วยบอกว่าไม่ต้องทอน ป้าไม่สบายก็ให้เงินไปรักษา บอกให้พักดูแลตัวเองก่อน”
ป้าปะพูดไปก็ยิ้มมีความสุขไป ผมคิดว่าป้าคงมีความสุขมากกับภูคราม

เมื่อพูดคุยและได้เห็นการทำงานของป้าปะ ได้เห็นมุมมองที่ป้าปะเป็นคนที่พัฒนาตัวเองอยู่เสมอตั้งแต่ยังสาวๆ การกล้าลองผิดลองถูก และการใส่ใจกับงานที่ทำในรายละเอียดทุกขั้นตอนอย่างเป็นระเบียบและประณีต ไม่แปลกใจเลยที่เสื้อผ้าของภูครามที่ป้าเป็นคนตัดและประกอบจะสวยสดงดงามและมีเสน่ห์จนช่างปักและลูกค้าต่างชื่นชมและพูดให้ฟังอยู่เสมอ มันสะท้อนให้เห็นถึงความงดงามของเสื้อผ้าที่ผลิบานจากความใส่ใจ คล้ายเม็ดพันธ์ุที่เราตั้งใจเพาะปลูกก็ย่อมได้ผลผลิตที่ดีเช่นกัน
เขียนโดย นมสด

